• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140584
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 1277 , 07:52:13 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

คิดถึงภาษาประชาธิปไตยในวันภาษาไทยแห่งชาติ

 

วันภาษาไทยแห่งชาติเวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง วันภาษาไทยนี้ได้ยึดถือวารดิถีมงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปร่วมสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ 29 กรกฎาคม 2505 ตามความเป็นจริง ฐานะเป็นทางการของวันภาษาไทยแห่งชาติเกิดขึ้นหลังจากนั้นกว่า 30 ปี โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อคราวประชุมวันที่ 13 กรกฎาคม 2542

 

โดยทั่วไปแล้ว นับได้ว่าบรรดาประเด็นเกี่ยวกับปัญหาการใช้ภาษาไทยที่สังคมไทยสนใจคงไม่เบี่ยงเบนจากกระแสหลักที่กล่าวถึงสม่ำเสมอในทศวรรษที่ผ่านมา “ความถูกต้อง” ในการใช้ภาษาไทยส่วนใหญ่คงอยู่ในกรอบเรื่องการใช้ภาษาหรือสำนวนที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม การพูดไม่ชัด การออกเสียงคำกล้ำ เช่น ตัว “” ตัว “” การพูดโดยใช้ภาษาต่างประเทศทับศัพท์มากเกินพอดี การใช้ภาษาสแลงในโอกาสที่ไม่สมควร ฯลฯ ผู้ที่ได้รับความยกย่องในวันภาษาไทยแห่งชาติโดยนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปมอบรางวัลให้ส่วนใหญ่ได้แก่ศิลปินและบุคลากรในวงการสื่อที่ได้สื่อสารต่อสาธารณชนโดยใช้ภาษาไทยที่ได้มาตรฐาน นอกจากความสนใจหลักที่มีต่อ “ภาษากรุงเทพ” ที่ใช้ในภาคกลางส่วนใหญ่ ก็มีผู้แสดงความห่วงใยที่จะอนุรักษ์ภาษาไทยท้องถิ่นในภาคต่าง ๆ ไว้ด้วย ฉะนั้น หากจะพิจารณาอย่างใจกว้างและแฟร์ด้วยแล้ว กรณีที่ชาวต่างจังหวัดจะพูดภาษากรุงเทพไม่ชัด ก็ไม่น่าจะเป็นความผิดใหญ่โตอะไรนัก เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงว่า คนกรุงเทพที่พูดภาษาท้องถิ่นได้ก็มีไม่เท่าไร

 

อันที่จริง ภาษาไทยหรือภาษาอื่นใดล้วนเป็นมรดกทางสังคม สัจจธรรมหลักของสังคมก็คือความเปลี่ยนแปลง เรื่องของภาษาก็ต้องเป็นไปตามกฎนี้ด้วย มีถ้อยคำสำนวนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ถ้อยคำสำนวนเดิมเปลี่ยนแปลงไป หรือเลิกใช้ไป ถ้อยคำสำนวนใหม่เกิดขึ้นในภาษาหนึ่ง ๆ ด้วยเหตุผลหลากหลาย เช่น เมื่อเริ่มคบค้ากับคนต่างชาติต่างภาษา พบศัพท์ใหม่ ๆ ที่หาคำแปลไม่ตรง ทางออกก็คือต้องขอยืมศัพท์เหล่านั้นมาใช้ นานวันเข้าก็แปลงสัญชาติกลายเป็นคำไทยไปโดยปริยาย เช่น กงสี กัปตัน ได้ก๋ง แคชเชียร์ สตาฟ ขนมปัง สปิริต คอมพิวเตอร์ฯลฯ หรือไม่ก็บัญญัติศัพท์ไทยขึ้นมาใช้เช่น ไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรคมนาคม องศา รถยนต์ เรือเดินสมุทร ขีปณาวุธ ฯลฯ ฉะนั้น จึงค่อนข้างจะเห็นใจในความจำเป็นในการใช้ภาษาของวงการวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมของความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง และนับวันจะวิจัยค้นคว้าและค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นระยะ การสื่อสารของผู้อยู่ในสาขาวิชาการเดียวกัน จำเป็นที่ต้องใช้คำศัพท์ทางเทคนิค (technical terms หรือ jargons) ซึ่งบางทีก็ยังไม่ทันบัญญัติศัพท์ภาษาไทยขึ้นรองรับ ฉะนั้น ถ้าจะสื่อสารกันเฉพาะภายในวงการก็คงไม่ว่ากัน แต่ผู้สื่อสารก็ต้องรู้ตัวและปรับตัวเมื่อสื่อสารต่อผู้อยู่นอกวงการ (layman) หรือต่อสาธารณชน เพราะไม่ปรับการสื่อสารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ คงใช้สไตล์การพูดเช่นเดียวกับการสื่อสารภายในวงวิชาการเดียวกัน หากจะถูกโจมตีหรือหมั่นใส้จากผู้ฟังก็คงไม่ได้รับความเห็นใจจากใคร แม้แต่เพื่อนร่วมวงวิชาการเดียวกัน นอกจากนี้ ภาษาใหม่ ๆ อาจจะเกิดขึ้นในสถานการณ์อื่น เช่น วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ริเริ่มบัญญัติภาษาสแลงร่วมสมัยของพวกเขาขึ้นมา และสื่อก็รับมาขยายผล หรือไม่ก็ฝ่ายครีเอทีฟของฝ่ายการตลาดซึ่งมีอาชีพหากินกับการคิดค้นภาษาที่ “ไม่ธรรมดา” ออกมา บางทีความคิดริเริ่มก็ทำให้เกิดสถานการณ์เลี่ยงบาลีแบบ “ยาทัมใจ” หรือ “ยาบวดหาย”  ขึ้นได้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก็ใช่ย่อย ดูเหมือนจะมีความเชื่อ (myth) อยู่ในวงการว่า ขืนตั้งชื่อหนังเป็นภาษาธรรมดาไม่มีวันทำเงินได้ ฉะนั้น นอกจากภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เช่นของท่านมุ้ยที่ตั้งชื่อเรื่องที่เข้าใจง่าย ๆ เช่น “เขาชื่อกานต์” “เทพธิดาโรงแรม” “ผมไม่อยากเป็นพันโท” “มือปืน” “สุริโยทัย” หรือ   “พระนเรศวร” หนังต่างประเทศที่แปลชื่อออกมาด้วยภาษาสละสลวยและโรแมนติกเรื่องสุดท้ายที่ผู้เขียนจำได้ดูเหมือนจะเป็นงานของคุณจีรนันทน์ พิตรปรีชา เรื่อง “ไฟฝัน ควันรัก” นอกจากนั้น ดูเหมือนว่าว่าตลาดหนังไทยในสายตาคนทำหนังส่วนใหญ่จะเล็งแต่ตลาดวัยรุ่นเท่านั้น หนังไทยบางเรื่องที่ออกมาสู่ตลาดกว่าสิบปีมาแล้ว ตั้งชื่อเอาใจวัยรุ่นและเข้าใจยาก เช่น “สยึ๋มกึ๋ยยส์”  “กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน” “องค์บาก” ฯลฯ

 

หากการใช้ภาษาในบริบทเหล่านั้นไม่น่าเป็นห่วง เพราะได้รับความสนใจและมีผู้ใส่ใจดูแลดีแล้ว จะมีปัญหาในบริบทของสาธารณะประเด็นใดที่ควรสนใจบ้าง ในที่นี้จะหยิบยกมาเพียง 2 เรื่อง

 

เรื่องแรกคือการใช้คำผิดหรือไม่เหมาะสมในภาษาทางการ (formal ) ในบริบทภาษาสาธารณะของไทย ตัวละครสำคัญในเรื่องนี้เป็นบุคคลหรือสถาบันหลักที่มีสถานภาพและบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะเป็นผู้มีบทบาทต้นแบบ (role model) ที่คนทั้งสังคมจับตาดูและพร้อมที่จะปฏิบัติตามโดยไม่สงสัยไตร่ตรองซ้ำสอง เช่นบทบัญญัติของกฎหมายฉบับต่าง ๆ บัญญัติคำแปลของ organization ไว้ต่างกัน คือ “องค์การ” และ “องค์กร” ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วว่าจะต้องมีคำเดียวที่ถูกต้อง สถาบันราชการหรือธุรกิจระดับสูงแปลความหมายของ strategy เป็น 2 คำได้แก่ “ยุทธศาสตร์” และ “กลยุทธ” ก็เป็นอาการของปัญหาเดียวกัน กฎหมายไทยบัญญัติระบบการปกครองของไทยไว้ต่างกัน 2 ประการ คือ “ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ( ซึ่งผู้เขียนเชื่อตามปรมาจารย์ภาษาไทยว่าถูก) กับ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”  ราชการและธุรกิจพร้อมใจกันแปล agenda ว่า “ระเบียบวาระ” มาช้านาน แล้วอยู่ ๆ ก็มีนักการเมืองหรือข้าราชการบางคนริเริ่มใหม่ ตัดคำให้สั้นลงเหลือเพียง “วาระ” เช่น “วาระซ่อนเร้น” (hidden agenda) หรือ “วาระแห่งชาติ” (national agenda) ซึ่งสะท้อนความหมายหนีห่างจากคำว่า agenda ไปจนหมดสิ้น ผู้ใช้ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนเป็นผ้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ดีไม่ดีจะเป็นผู้ปราศัยให้โอวาทให้เยาวชนระมัดระวังในการพูดและเขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง ไม่ต้องสงสัยว่าสื่อมวลชน นักเรียนนักศึกษาหรือชาวบ้านทั่วไปพร้อมที่จะน้อมรับภาษากฎหมาย เป็นบรรทัดฐานหรือเป็นครูในการใช้ภาษาของตน แต่ปัญหาก็คือ จะให้เลือกใช้คำไหน ?    ผู้เขียนเคยสาธยายรายละเอียดประเด็นที่เกี่ยวข้องไว้แล้วใน blog ก่อน ๆ จึงขอกล่าวสั้น ๆ ไว้เพียงแค่นี้

 

เรื่องที่สองเป็นประเด็นที่ไม่ค่อยมีผู้เอ่ยถึงมากนักในวันภาษาไทยแห่งชาติ แต่อาจจะเอ่ยถึงอยู่บ่อย ๆ ในหลาย ๆ โอกาส ได้แก่เรื่องการใช้ภาษารุนแรง (hostile) หยาบคาย (rude) ยั่วยุ (insulting) หรือเหยียบย่ำ (derogatory) บุคคลหรือสถาบันในบริบทของสาธารณะหรือการเมือง  

 

สังคมไทยเป็นสังคมที่มีฐานันดร มีความสัมพันธ์เชิงระดับ (vertical หรือ hierarchical) ในระดับสูงมาช้านาน ประกอบกับมรดกของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน (subject political culture) ภายใต้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในอดีต วัฒนธรรมความสัมพันธ์ทำนองนี้จึงสะท้อนมาทางภาษาที่ใช้ในสังคมเรา การใช้ภาษาหรือพฤติกรรมการปฏิบัติต่อผู้อื่นที่เกินเลยไป (snobbery) จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ประจำในสังคมนี้ ผู้น้อยก็มักจะแสดงความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่จนเกินไป ในขณะที่ผู้ใหญ่หรือชนชั้นปกครองมักจะแสดงบทผู้อุปถัมภ์ (patron) ที่ทรงอิทธิพล ค่านิยมทางศีลธรรมและจริยธรรมของไทยมักจะคาดหวังให้สุภาพชนมีความประพฤติที่สุภาพเรียบร้อย มีสมบัติผู้ดี แต่การสั่งสอนกล่อมเกลาแบบไทยมักจะเน้นที่การแสดงออกหรือรูปแบบภายนอก (formal appearance) ไม่เน้นพื้นฐานหรือปรัชญารองรับพฤติกรรมของบุคคลเรื่องมนุษย์นิยมหรือเสรีนิยม คือการเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น หรือปรัชญาความเท่าเทียมกันของบุคคล อันเป็นปรัชญาพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย การใช้ภาษาที่เป็นไปเชิงวิพากษ์ (critical) หรือทำลายเชิงลบ (destructive ) จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นและได้ยินเป็นประจำ

 

เรามักจะได้พบเห็นข้อความในโปสเตอร์ประท้วง หรือได้อ่านข้อเขียน บทบรรณาธิการ คอลัมน์จากสื่อ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ยินการอภิปรายทางการเมืองที่มีผู้วิพากษ์บุคคลหรือสถาบันที่ไม่สบอารมณ์ด้วยสำนวนภาษาเชิงลบบ่อยครั้ง เช่น “คนคนนี้ผมไม่ให้ราคา”  “นักการเมืองถ่อย” “ไร้สมอง” “ไม่เข้าท่า” “สารเลว” “ทะลึ่งไปทำ . . .” “เสือก” “กฎหมายขายชาติ” “พวกขายชาติ” “ปกครองบ้านเมืองเหมือนเด็กสองคน” “นักการเมืองหน้าด้าน (หรืออย่างหนา)”  ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการใช้สำนวนภาษาในการพรรณนาลักษณะหรือพฤติกรรมของนักการเมืองไทยในเชิงลบที่ได้อ่านหรือได้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกด้านขบขัน สมเพช ดูแคลนอีกแทบทุกวัน เช่น พรรคร่วมรัฐบาลแปรพักตร์, ดันนาย ก. ขึ้นแป้นเป็นนายกฯ ยอมทู่ซี้เป็นรัฐบาล, ส.ส.หนีตายไปกบดานกันที่พรรคใหม่, ขืนรัฐบาลดันทุรังอยู่ต่อไป, สองขั้วสาดโคลนปล้นซื้อ ส.ส., นายกฯ ฟุ้งรับมือปัญหาได้, รัฐบาลโอ่นโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ,

 

ภาษาไทยเป็นภาษาที่ร่ำรวยศัพท์แสงและสำบัดสำนวน และเราก็มีมรดกวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ใคร่จะยึดถือปรัชญามนุษย์นิยมหรือเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น อาจจะเป็นเพราะโครงสร้างของสังคมที่มีความสัมพันธ์แนวระดับมากกว่าแนวราบ หรืออาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมแบบชุมชนพื้นบ้าน ถึงแม้จะมีสังคมเมืองมานาน แต่อิทธิพลของอารยธรรมหรือนาครธรรม (urbanity) ในสังคมยังไม่ตกผลึก การพูดจา การขีดเขียนและความประพฤติก็ไม่ทิ้งความเคยชินของสังคมบ้านนา การขีดเขียนหรือพูดจา (ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นจากละครโทรทัศน์) มักจะเป็นไปเพื่อความสะใจ ฝ่ายที่รับฟังก็ผูกใจเจ็บและมักจะตอบโต้ปะทะคารมกัน ไม่นานก็ลงไม้ลงมือกัน เป็นแบบแผนพฤติกรรมที่พบเห็นตั้งแต่แก้งเด็กวัยรุ่นที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เด็กนักเรียนตีกันไม่เว้นแม้แต่เด็กผู้หญิง สถาบันวิทยาลัยอาชีวะ มหาวิทยาลัย ขึ้นไปจนถึง ส.ส.ผู้ทรงเกียรติในสภา

 

คิดดูก็แล้วกัน หากเราจะพูดหรือเขียนข่าวว่า “ฆาคกรโฉดฆ่าโหดหญิงสาว” หรือ “วายร้ายฉกทรัพย์คนไข้ในโรงพยาบาล”  การใช้ภาษาทิ่มแทงผู้ร้ายหรืออาชญากรอาจจะไม่มีผลกระทบสังคมเท่าใดนัก เพราะเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนและปรทุษร้ายต่อสังคมอยู่แล้ว แต่ลองมาคิดดูใหม่ หากเราใช้ศัพท์แสง สำบัดสำนวนที่ฉวัดเฉวียนกล่าวโจมตี เสียดสี นินทา ว่าร้าย สั่นคลอน หรือตั้งข้อสงสัยใน integrity ของบุคคลหรือสถาบันซึ่งดำรงตำแหน่งหรือฐานะสำคัญในระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ภาษาเช่นนั้นย่อมกระทบและกัดกร่อนศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของบุคคล นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปทุกวัน ในที่สุดสังคมไทยก็จะไม่มีบุคคลและสถาบันระดับสูงที่มีศักดิ์ศรี มีความน่าเชื่อถือ ไม่ได้หมายความว่าจะถอดเขี้ยวเล็บสื่อมวลชนในการาติดตาม ตรวจสอบพฤติการณ์ของบุคคลหรือสถาบันสาธารณะ แต่หมายความว่า เมื่อตรวจสอบแล้วภาษาที่ใช้ในการพรรณนา การเขียนและวิเคราะห์ข่าวควรบันเทาการใช้สำบัดสำนวนเชิง destructive โดยจำกัดให้อยู่ในกรอบหรือระดับที่สื่อต่างประเทศถือปฏิบัติกันเป็นสากล หลักสูตรนิเทศศาสตร์ทั้งหลายก็ควรหันมาสนใจประเด็นนี้

 

การใช้ภาษาผรุสวาทหรือปรามาสบุคคลหรือสถาบันทางการเมืองเป็นจุดเริ่มต้นของความแตกแยกในสังคม เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มใช้ hostility ทางวาจา อีกฝ่ายหนึ่งก็ตอบโต้มาทั้งทางวาจา และพฤติกรรมรุนแรงทางกายภาพตอบโต้มาบ้าง การพูดจาปราศัยแบบดุเดือดเลือดพล่านหรือการโจมตีคู่ปรับแบบ “จิกหัว” โดยใช้ภาษาและถ้อยคำรุนแรง ไม่มีผลทำให้ฝ่ายถูกโจมตีรับฟังหรือมีสำนึกในความผิดพลาด มีแต่ความเจ็บแค้นและคิดจะเอาคืน ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ด้วยกล และก่อให้เกิดความเกลียดชังและความพยาบาทชนิดผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ

 

ระบอบและวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยประกอบด้วยเนื้อหาหรือหลักการหลายประการ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยก็คือปรัชญามนุษย์นิยมที่ทำให้คนเห็นคนเป็นคน และปฏิบัติต่อคนอื่นแบบที่เราอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา เอาใจเราไปใส่ใจเขา (empathy) การพูดจาปราศัยให้มีวิญญาณนักการทูต (diplomatic) ไม่ใช่วิญญาณนักเลง จึงจะสามารถสร้างสรรค์และธำรงไว้ซึ่งสภาวะการอยู่ร่วมกันโดยสันติ หรือภราดรภาพ (fraternity) อันเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของประชาธิปไตย

 

หวังว่า ในวันภาษาไทยแห่งชาติในอนาคตของมีการคิดถึงประเด็นนี้บ้าง




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2009 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]