• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140504
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 3793 , 20:20:44 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นักการเมืองกับข้าราชการประจำ: หุ้นส่วนอสมมาตร

หากพิจารณาคำว่า “ภาครัฐ”ในความหมายแคบเฉพาะส่วนของราชการสมัยนี้ ตัวละครบนเวทีนี้ก็คือนักการเมืองกับข้าราชการประจำ ย้อนไปพิจารณาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ บทบาทของตัวละครเหล่านี้ได้แก่เจ้านาย เสนาบดี อำมาตย์ ขุนนางและข้าราชบริพารในราชสำนักและในหัวเมือง รวมไปถึงบรรดาไพร่หรือชาวบ้านที่เข้าปฏิบัติราชการโดยการกะเกณฑ์ของหลวง ถึงแม้อำนาจสิทธิ์ขาดจะเป็นของพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดิน แต่การใช้พระราชอำนาจก็ยังมีกรอบของพระธรรมศาสตร์หรือกฎหมาย กฎมณเฑียรบาลและโบราณราชประเพณี เจตนารมณ์ของกรอบเช่นว่านั้นก็เพื่อหน่วงเหนี่ยวองค์พระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มิให้ใช้พระราชอำนาจบนพื้นฐานของลำพังพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์โดยปัจจุบันทันด่วนโดยปราศจากการไตร่ตรองหรือทบทวน หรือเพื่อป้องกันพระราชวินิจฉัยบนพื้นฐานของอคติ 4 ประการดังปรากฏตามราชประเพณีดั้งเดิม อาทิ ข้อห้ามมิให้มีอาวุธไว้ในท้องพระโรงยามเสด็จออกว่าราชการ เพื่อป้องกันการใช้อาวุธลงโทษบุคคลโดยโทสะจริต หรือราชประเพณีที่ว่า “เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ”  เป็นมาตรการกำหนดครรลองการใช้พระราชวินิจฉัยให้เป็นไปโดยรอบคอบ ระมัดระวัง

ในยุคนั้น ราชกิจใด ๆ ทั้งของบ้านเมืองและกิจส่วนพระองค์ล้วนเป็น “ราชการ” ทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าผู้รับราชการสนองพระเดชพระคุณมีทั้ง “ราชการฝ่ายหน้า” ของบ้านเมือง และ “ราชการฝ่ายใน” ในราชสำนัก

ส่วนสมัยโบราณของบ้านเมืองที่เริ่มเป็นประชาธิปไตย บ้างก็ให้ราษฎรเข้ามีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองโดยตรงเช่นสังคมกรีกสมัยก่อนคริสตกาล หรือระบอบประชาธิปไตยโดยมีตัวแทนผ่านการเลือกตั้งเช่นในสหรัฐอเมริกาเมื่อยุคเริ่มสร้างบ้านเมืองเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 อาจจะเลือกตั้งผู้แทนเข้ามาอยู่ในสภาชุมชนหรือบริหารกิจการของชุมชนทุกตำแหน่งตั้งแต่นายอำเภอยันภารโรงในระบบที่เรียกว่า “บัตรเลือกตั้งหางว่าว” (long ballot system) หรือเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่ทั้งด้านนิติบัญญัติและด้านบริหารในองค์การระดับสูงเช่นระดับมลรัฐหรือระดับสหพันธรัฐ (federal) ก็เป็นการเลือกตัวผู้แทน ถ้าเลือกผู้ดำรงตำแหน่งบริหารก็เลือกเฉพาะตัวหัวหน้าใหญ่ เช่นผู้ว่าการรัฐ นายกเทศมนตรี  หรือประธานาธิบดี อันเป็นระบบ “บัตรเลือกตั้งสั้น” (short ballot system) แล้วมอบอาณัติให้ผู้ได้รับเลือกมาคัดเลือกทีมงานที่เป็นข้าราชการประจำเอาเองตามอัธยาศัย การแต่งตั้งในยุคนั้น วัฒนธรรมทางการเมืองถือว่าการแต่งตั้งบุคคลบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ส่วนตนหรือระบบอุปถัมถ์ (nepotism หรือ patronage system) เป็นเรื่องปกติวิสัย ถือว่าเป็นวิจารณญาณ (discretion) ของผู้ได้รับอาณัติจากสาธารณชนในการผสมผสานการใช้วิธีการอุปถัมภ์ในการคัดเลือกทีมงานที่มากจากกลุ่มผู้สนับสนุนตนหรือเป็นกลุ่ม   “หัวคะแนน” ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติด้าน “ฝีมือ” (competence) ในระดับที่สร้างผลงานได้ (get things done) ค่านิยมของสังคมยุคนั้นไม่ถึงกับถือว่าระบบพรรคพวก (nepotism) ระบบอุปถัมภ์ (patronage) หรือระบบเครือญาติ (cronyism) เป็นเรื่องผิดจริยธรรมหรือผิดศีลธรรม แต่อย่าลืมว่านั่นเป็นค่านิยมของประชาธิปไตยสมัยด้อยพัฒนา สมัยที่เราเห็นในภาพยนตร์ western ยุคผู้บุกเบิกหรือโคบาลรบอินเดียนแดง ระบบที่ได้รับการปฏิบัติอย่างกว้างขวางถึงระดับชาติในสมัยแอนดรู แจ๊คสัน (Andrew Jackson, 1829-1837) ประธานาธิบดีคนที่ 7 แห่งสหรัฐอเมริกา

ระบบการสรรหาและการบรรจุแต่งตั้งบุคลากรในภาครัฐของสหรัฐฯ ซึ่งเคยใช้ได้ผลมาในช่วงที่บ้านเมืองยังเป็นเศรษฐกิจสังคมแบบเกษตรกรรมเริ่มติดขัด เมื่ออิทธิพลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีจากยุโรปคืบคลานมาถึง วิกฤติที่ร้ายแรงที่สุดคือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มรัฐที่เป็นฐานแหล่งอุตสาหกรรมกับรัฐที่มีฐานเป็นรัฐเกษตรกรรมในประเด็นที่แตกต่างกันในเรื่องปัญหาและความจำเป็นในด้านการใช้แรงงานทาส ซี่งจำเป็นสำหรับรัฐเกษตรกรรม แต่ไม่จำเป็นสำหรับรัฐอุตสาหกรรม กลายเป็นวิกฤติที่ไม่มีทางออกและในที่สุดก็บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง (1861 – 1865) การปฏิวัติโดยสันติที่เกิดขึ้นหลังสงครามเพื่อปฏิรูปและยกระดับขีดความสามารถของกลไกของภาครัฐจากการใช้ระบบเลือกตั้งง่าย ๆ ที่เคยใช้ กลายมาเป็นการผสมผสานระหว่างระบบเลือกตั้งกับการสรรหาและแต่งตั้งบุคลากรตำแหน่งประจำของภาครัฐโดยเปลี่ยนจากการแต่งตั้งบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางการเมือง (political affiliation) กลายเป็นระบบการสอบวัดความรู้ความสามารถเข้าทำงานบนพื้นฐานของระบบคุณวุฒิ (meritocracy) โดยผลของรัฐบัญญัติข้าราชการพลเรือน (Civil Service Act หรือ Pendleton Act, 1883) การปฏิรูปนี้มีผลเป็นการรอนอำนาจนักการเมืองที่เคยใช้ระบบอุปถัมภ์แต่งตั้งเข้ามาทำราชการเต็มสำนักงานตลอดเทอม ให้ต้องมาร่วมงานกับสตาฟแปลกหน้าที่นั่งอยู่เต็มออฟฟิศแล้วด้วยการสมัครสอบและบรรจุแต่งตั้งโดยระบบคุณวุฒิ คงมีเพียงตำแหน่งข้าราชการเมืองที่นักการเมืองแต่งตั้งโดยระบบอุปถัมภ์ได้เพียงแค่หยิบมือ

เมืองไทยในสมัยเดียวกันนั้น ( พ.ศ. 2426) ยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัชกาลที่ 5 แต่ก็เป็นระบอบราชาธิปไตยที่กำลังอยู่ในกระบวนการปฏิรูปการเมืองและการบริหารครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของชาติ เป็นการปรับเปลี่ยนระบบการปกครองจากการอาศัยลำพังพระราชอำนาจเชิงดุลพินิจ (discretionary authority) ของพระมหากษัตริย์หรือแบบ CEO โดยให้มีโครงสร้างหรือสถาบันทางการขึ้นร่วมอยู่ในกระบวนการปกครองประเทศ  ดังจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่เริ่มต้นรัชกาล (พ.ศ. 2417) ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

(Council of State) และสภาองคมนตรี (Privy Council) ขึ้นทำหน้าที่แทนที่ประชุมเสนาบดีแต่ดั้งเดิม นอกจากนี้ การปฏิรูประบบราชการเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้แก่การยกเลิกระบบจตุสดมภ์ และการปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหารราชการแผ่นดินในปี 2435 นับเป็นรากฐานของกระทรวง ทบวงกรมที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลของราชการไทยให้ทันสมัยก็ริเริ่มขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในรัชกาลที่ 7 โดยการออกพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2471 เพื่อวางระเบียบในการคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถเข้ารับราชการเป็นอาชีพ โดยมี “คณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติ” ( ก.ร.พ.) เป็นกลไกกำกับดูแลระบบ เท่ากับเป็นการวางรากฐานของระบบคุณวุฒิของไทยซึ่งยึดหลักสำคัญ 4 ประการได้แก่ ความรู้ความสามารถ (competence) ความเสมอภาคในโอกาสของบุคลากร (equal opportunity) ความมั่นคงในอาชีพ (security) และความเป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ (political neutrality)

มาจนถึงทศวรรษนี้ นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยกับข้าราชการประจำก็ยังเป็นตัวละครเอกร่วมทีมในการทำงานเพื่อสาธารณชนอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วน (partnership) แต่เป็นหุ้นส่วนที่อยู่บนฐานอำนาจแตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน นักการเมืองอาศัยฐานประชาชน (popular base) ส่วนข้าราชการประจำอาศัยอำนาจของกฎหมายและเทคโนแครต (legal rational basis) นักการเมืองที่เป็นเสนาบดีหรือเสนาบดีช่วยว่าการเป็นเหมือนหัวแถว นักการเมืองที่เป็นปลัดกระทรวงหรืออธิบดีก็เป็นเหมือนผู้บังคับบัญชาหน่วยในแต่ละแถว เป็นฐานอำนาจที่อสมมาตร (asymmetrical) หรือไม่เท่าเทียมกัน เงื่อนไขการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งก็แตกต่างกันในรายละเอียด

หากพิจารณาให้ครบถ้วนโดยครอบคลุมไปถึงปัจจัยด้านจิตวิทยาสังคมและพฤติกรรม เพราะองค์การหนึ่ง ๆ พร้อมทั้งองค์กรที่อยู่ภายในองค์การย่อมมีทั้งมิติที่เป็นทางการ (formal) และไม่เป็นทางการ (informal) จะเห็นว่าองค์การหรือความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการนี่เองที่เป็นแปลงบ่มเพาะและเจริญพันธุ์ (breeding ground) ของระบบอุปถัมภ์ นักการเมืองที่เคารพหรือมีจิตวิญญาณของนิติธรรมและคุณธรรมย่อมดำเนินการในกรอบกติกาเพื่อกำหนดและแต่งตั้งข้าราชการตามครรลองที่ชอบ ในทางตรงกันข้าม นักการเมืองที่มิได้มีจิตสาธารณะ แต่ยึดประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเป็นสรณะ (self – serving) เช่นเครือญาติ ธุรกิจ มิตรสหายสนิทร่วมสถาบันเก่า (เช่นโรงเรียนมัธยม) หรือสถาบันใหม่ (เช่นมหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) อาจจะมีมาตรการวิชามารแพรวพราว นับตั้งแต่เจรจาถามความสมัครใจของข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งอยู่เดิมว่าจะสามารถรับ “งานตามใบบอก” ได้หรือไม่ ? งานเหล่านี้หลากหลายตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน ซึ่งก็ไม่แคล้วจะเป็นการดำเนินการโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ดำเนินการผิดไปจากเงื่อนไขตามอำนาจหน้าที่ หรือมีอำนาจหน้าที่แต่ให้งดเว้นกระทำการ (misfeasance, malfeasance and nonfeasance) ในหน้าที่ราชการต่าง ๆ อาทิ การจัดซื้อจัดจ้าง การประมูล การประกวดราคา การบรรจุแต่งตั้ง (โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานสำคัญ เช่น กองทัพหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ) การออกใบอนุญาต อนุมัติ การตรวจสอบโรงงานหรือสถานประกอบการในการถือปฏิบัติตามระเบียบและเงื่อนไขของกฎหมาย นอกจากนี้ งานตามใบบอกอาจจะครอบคลุมไปถึงการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงกฎ ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ กฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกา หรือแม้กระทั่งการออกพระราชบัญญัติ (ถ้ามีอิทธิพลไปถึงสภาได้) ฯลฯ ถ้าขัดข้องรับงานไม่ได้ก็จำเป็นจะต้องมีการแต่งตั้งโยกย้ายกันใหม่ อุปมาอุปมัยก็เสมือนหนึ่งยกอาณาจักรมาเฟียไปตั้งในระบบราชการหรือในรัฐบาลนั่นเอง

การพ้นจากตำแหน่งของนักการเมืองกับข้าราชการประจำมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย ข้อที่เหมือนกันก็คือคดีความผิดทางแพ่งหรือทางอาญาที่ยังไม่ขาดอายุความผู้กระทำผิดก็ต้องรับโทษ ถึงพ้นจากตำแหน่งราชการไปแล้ว แต่สำหรับราชการประจำ การพ้นจากตำแหน่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแสดงความจำนงหรือการยื่นหนังสือลาออกเท่านั้น สำหรับนักการเมืองก็พ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ข้าราชการประจำใบลาจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา หากมีเหตุผลอันสมควร อาจจะยับยั้งใบลาไว้ก็ได้ นอกจากนี้ข้าราชการประจำที่ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากตำแหน่ง หรือเกษียณอายุราชการพ้นจากตำแหน่ง แต่ภายหลังปรากฏผลการสอบสวนว่ามีความผิดทางวินัยร้ายแรง ก็อาจจะออกคำสั่งไล่ออกจากราชการย้อนหลังก็ได้

สรุปความว่า ในขณะที่การทุจริตคอรัปชั่นเป็นอาชญากรรมในราชการสืบเนื่องกันมาโดยตลอด แต่พฤติการณ์หรือพฤติกรรมการใช้ระบบอุปถัมภ์ตามอำเภอใจแบบ CEO ของบริษัทเอกชนอาจจะเป็นที่ยอมรับของสังคมในอดีตที่ยาวนานมาแล้ว แต่ในปัจจุบันนี้ ต้องถือว่าระบบอุปถัมภ์เป็นสิ่งชั่วร้ายที่ปฏิบัติโดยคนชั่วร้ายที่ผิดทั้งกฎหมาย จริยธรรมและศีลธรรม (illegal, unethical and immoral)

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สมดุล วันที่ : 06/11/2009 เวลา : 10.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

ร่วมช่วยกัน ปลดหนี้เกษตรกร 8 แสนล้านบาท กับนวัตกรรมล้ำสมัย Atomic Biotech ร่วมกับระบบ อี-คอมเมิร์ซ ของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ เชิญที่ http://www.ainews1.com

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลุงตุ่ย วันที่ : 06/10/2009 เวลา : 20.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/THAMRONG

ระบบอุปถัมถ์ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยครับ
ทำอย่างไรจะขจัดออกไป.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]