• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140598
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 11444 , 02:05:00 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ภาษาสาธารณะ: (7) ระบบอภิบาล (governance) 

Governance เป็นศัพท์ที่หาคำแปลภาษาไทยยากที่สุดคำหนึ่งในยุคนี้  ตัวชี้วัดประการสำคัญได้แก่การที่มีผู้แปลศัพท์คำนี้เป็นภาษาไทยที่แตกต่างและหลากหลายจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังความสับสนแก่ผู้อ่านและผู้ฟังจำนวนไม่น้อยที่เชื่อมโยงไม่ได้ว่ามาจากรากภาษาอังกฤษคำเดียวกัน ความจริงศัพท์ (ภาษาอังกฤษ) คำนี้ไม่ใช่คำใหม่ แต่เดิมไม่เป็นที่นิยมใช้ ผู้เขียนได้เคยพบคำว่า “university governance” มาก่อนหน้านี้กว่า 20 ปี เมื่อพบก็ไม่ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ พบแล้วก็ไม่ได้พบอีกเลยเป็นเวลากว่า 10 ปี เมื่อถ่ายทอดเป็นภาษาไทยสมัยนั้น ผู้เขียนก็เลือกแปลเป็น “การปกครอง” ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับ government ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาก่อน

Governance กลับมาแพร่หลายเมื่อกว่า 2 ทศวรรษมานี้ด้วยอิทธิพลของวงวิชาการกับองค์การระหว่างประเทศ เป็นการปลุกกระแสการใช้คำนี้ให้แพร่หลายอย่างกว้างขวางในเอกสารรายงานวิชาการ รายงานกิจการขององค์การระหว่างประเทศ เอกสารราชการและสื่อมวลชนทั่วไป ทำให้ต้องหันมาสนใจจุดต่างระหว่าง governance กับ government  ซึ่งมีรายละเอียดหลายประการ

ปรากฎการณ์ที่ทำให้คำนี้กลับมาโด่งดังได้แก่แนวความคิดเรื่อง good governance ซึ่งมีการใช้อย่างจริงจังเป็นทางการได้แก่เอกสารรายงานของธนาคารโลกว่าด้วยปัญหาการพัฒนาของกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคสะฮาราในอัฟริกา (Sub Saharan Africa: From Crisis to Sustainable Growth) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1989 (พ.ศ. 2532) ดูเหมือนจะเป็นความเชื่อจริงจังของธนาคารโลกที่ว่าปัญหาหลักของการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ได้แก่จุดอ่อนของระบบ governance ต่อมาก็มีผู้ขานรับอย่างรวดเร็วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะในอัฟริกาเท่านั้น แต่เป็นปัญหาร่วมของชาติต่าง ๆ ทั่วไป ฉะนั้น good governance จึงกลายเป็นความคาดหวัง เป็นคำตอบและกลายเป็นองค์ประกอบที่จะขาดเสียมิได้ประการหนึ่งของสูตร “การพัฒนา” (development) หรือการบริหารการพัฒนา (development management) ในนานาประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

ในเบื้องต้น ธนาคารโลกให้ความหมายของ governance ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับ government ว่า เป็นการ “. . . ใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อบริหารสาธารณกิจของชาติ (nation’s affairs)” และเนื้อหาของ governance ประกอบด้วยสาระสำคัญประการต่าง ๆ ได้แก่ ระบบบริหารรัฐกิจ ระบบตุลาการ ระบบกฎหมาย กองทุนสาธารณะ ความเป็นอิสระของการตรวจสอบภาครัฐ ( public auditor) ซึ่งกำกับดูแลโดยรัฐสภา ระบบนิติธรรมและการเคารพสิทธิมนุษยชน โครงสร้างทางสถาบันที่กระจายอำนาจและมีลักษณะพหุนิยม (pluralistic) และเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วย องค์ประกอบทั้ง 8 ประการถือได้ว่าเป็นเนื้อหาของ governance สำหรับส่วนที่เป็น “ธรรม” หรือ good อันเป็นคุณสมบัติทางปทัสถาน (normative) ประกอบของ good governance ประกอบด้วยคุณลักษณะอย่างน้อย 4 ประการได้แก่ หลักการคาดคะเนได้ (predictability) หลักการพร้อมรับการตรวจสอบ (accountability) หลักความโปร่งใส (transparency) และหลักการมีส่วนร่วม (participation) ต่อมาเมื่อนำมาประยุกต์ในประเทศไทย ก็มีการต่อเติม “ธรรมะ” อื่น ๆ เข้าไปอีกหลายข้อ

เมื่อได้พิจารณาความหมายของ good governance แล้ว ต่อไปก็จะหันความสนใจมาสู่ความหมายของ governance ที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง  ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า ความหมายดั้งเดิมของ governance เป้นความหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงผูกพันกับ government ข้อนี้เป็นคำอธิบายว่าเหตุใดนักวิชาการไทยจำนวนหนึ่งจึงให้คำแปลที่มีขอบข่ายจำกัดอยู่เฉพาะสถาบันหรือกิจกรรมของภาครัฐเท่านั้น เช่น มีคำแปล good governance ว่า “ธรรมรัฐ” (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งเผยแพร่กว้างขวางเพราะงานของธีรยุทธ บุญมี)  “กลไกประชารัฐที่ดี” (อรพินท์ สพโชคชัย, 2541)  “การบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี” (รัฐบาลไทย, 2546) "วิธีการปกครอง" (หนังสือ ศัพท์รัฐศาสตร์ ของราชบัณฑิตสถาน, 2548) หรือ “รัฐาภิบาล” (ชัยอนันต์ สมุทวณิช, 2542)

จากการสำรวจของสมบูรณ์ ศิริประชัยพบว่า นอกจากนี้ ยังมีผู้แปล good governance เป็นภาษาไทยคำอื่น ๆ อีก ได้แก่ “สุประศาสนการ” โดย ติณ ปรัชญพฤทธิ์, “ธรรมราษฎร์” โดยอมรา พงศาพิชญ์, “การกำกับดูแลที่ดี” โดยวรภัทร โตธนะเกษมและพูลนิจ ปิยะอนันต์, และ“ประชารัฐ” โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), นอกจากนั้นมีผู้ใช้คำแปลว่า “ธรรมาภิบาล” จำนวนมาก ซึ่งไม่ได้ประมวลไว้ในที่นี้

กล่าวได้ว่า ความหมายยุคหลังจากที่องค์การระหว่างประเทศนำมาใช้ในแนวความคิดเรื่อง good governance ได้เปลี่ยนแปลงและขยายขอบเขตไปจากเดิมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี การพิจารณาในที่นี้จะโฟกัสความสนใจความหมายของ governance ในยุคที่ขยายตัวแตกต่างจากความหมายของ government เป็นต้นมา ดังจะยกคำนิยามต่าง ๆ จำนวนหนึ่งมาระบุไว้ได้แก่:

          “กระบวนการการเมืองและเศรษฐกิจที่ประสานกิจกรรมของบรรดาตัวละครทางเศรษฐกิจ (economic actors) พวกเขาแสวงหาลู่ทางที่จะแปลงสถาบันที่ควบคุมกิจกรรมเศรษฐกิจโดยเน้นความสนใจที่การริเริ่มและปรับโฉมหน้าของสถาบันอภิบาล (governance) ต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมกลไก 6 ประการได้แก่ : ตลาด เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ลำดับขั้นการควบคุม (hierarchy) การติดตามประเมินผล เครือข่ายการส่งเสริม (promotional networks) และสมาคม” (ลินด์แบร์กและคณะ, 1991)

          “กระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลไกของรัฐและของสังคมซึ่งร่วมมือกันเพื่อบรรลุฉันทามติ (consensus) ว่าด้วยกติกาของเกมการเมือง” (แบรตตันและฟาน เดอ วาล, 1992)

          สำหรับความหมายที่แยกแยะให้เห็นความแตกต่างจาก government ชัดเจนได้แก่

          “เครือข่ายประสานระหว่างองค์การ (inter-organizational networks) ที่ร่วมตัวกันจัดตั้งขึ้นเอง มีคุณลักษณะสำคัญคือ การพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างองค์การ มีขอบข่ายกว้างขวางกว่ารัฐบาล (government) โดยครอบคลุมตัวละครที่อยู่ภายนอกกลไกของรัฐด้วย” (โรดส์ , 1996)

หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี โรดส์ (Rhodes, 2000) ก็นำเสนอผลการสำรวจวรรณกรรมของเขาว่า บรรดานักวิชาการชาวต่างประเทศมีการใช้คำว่า “ระบบอภิบาล” (governance) ในคำนิยามที่แตกต่างกันถึง 7 ประการได้แก่ 1. บรรษัทภิบาล (corporate governance) 2. การบริหารรัฐกิจใหม่ (new public management) 3. ธรรมาภิบาล 4. การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างประเทศ 5. ระบบสังคมไซเบอร์ (socio-cybernetic system) 6. ระบบเศรษฐกิจการเมืองใหม่ (new political economy) และ 7. เครือข่าย (networks)

นับว่างานของโรดส์ให้ความกระจ่างและเป็นข้อยุติของความสับสนซึ่งเกิดจากการใช้ภาษาที่แตกต่างกัน ประการแรกมีคำนิยามหลายคำ แล้วแต่ผู้ใช้จะเลือกนำความหมายใดไปใช้ในบริบทซึ่งตรงกับความต้องการของตน แต่คงไม่ถูกใจบุคคลกลุ่มหนึ่งที่นิยมจะให้ศัพท์แต่ละตัวมีคำแปลเพียงคำเดียว (เหมือนความหมายของ “ศัพท์บัญญัติ” ที่กำหนดไว้ในตัวบทกฎหมาย ) อีกประการหนึ่งก็คือ governance มีความหมายกว้างกว่า government ซึ่งครอบคลุมไปถึงเครือข่ายขององค์การธุรกิจ และองค์การประชาสังคม เช่นองค์การพัฒนาเอกชนด้วย ฉะนั้น ความรับผิดชอบในการผลักดันแนวความคิดธรรมาภิบาลจึงไม่ได้จำกัดเป็นธุระของภาครัฐเท่านั้น แต่รวมความไปถึงระบบภายนอกภาครัฐเช่นแนวความคิดเรื่องจริยธรรมธุรกิจ (business ethics) และความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (corporate social responsibility) อีกด้วย นอกจากนี้ ระบบอภิบาลยังมีความหมายที่ยืดหยุ่น จะใช้ในระดับมหภาค (macro) ก็ได้หรือในระดับจุลภาค (micro) ก็ได้อีกเหมือนกัน

ในประเทศไทย นับว่าได้มีการรับรู้และขานรับการมาเยือนของแนวความคิดเรื่อง  ระบบธรรมาภิบาลอย่างฉับไวพอสมควร ในวงวิชาการ มีวรรณกรรมทางวิชาการที่สำรวจ ศึกษาวิจัยแล้วตีพิมพ์ออกเผยแพร่เป็นจำนวนไม่น้อย ภาคธุรกิจก็มีสถาบันเช่นตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวตั้งตัวตีในการพัฒนาระบบจริยธรรมธุรกิจ ระบบบัญชีและระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพขึ้นมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในธุรกิจทั่วไป ในมหาวิทยาลัยก็มีหน่วยงานเช่น “ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม” (Center of Philanthropy and Civil Society) ซึ่ง ดร. จุรี วิจิตรวาทการ ได้จัดตั้งขึ้นในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ตั้งแต่ปี 2540 มีบทบาทสำคัญในงานส่งเสริมและวิจัยกิจกรรมด้าน "ความโปร่งใส"  (transparency) อันเป็นการเชื่อมโยงกับกิจกรรมขององค์การนานาชาติด้านนี้ ส่วนในภาครัฐก็มีการบัญญัติระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารราชการ บ้านเมืองและสังคมทีดีออกมาเมื่อปี 2542 หลังจากนั้นก็ยกระดับขึ้นเป็นพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อ พ.ศ. 2546

ในแง่ของศัพท์สาธารณะ ผู้เขียนได้เจริญรอยตามผู้บัญญัติคำว่า “ธรรมาภิบาล” ซึ่งเห็นว่าเป็นการสื่อความหมายของ good governance ได้อย่างครอบคลุมและถูกต้องที่สุด ด้วยเหตุนี้ คำนาม governance จึงใช้คำว่า “ระบบอภิบาล” ให้สอดคล้องกันไป เพื่อจะประยุกต์ใช้กับทุกบริบททั้งในและนอกภาครัฐ และทั้งระดับมหภาคและระดับจุลภาค ผู้เขียนเลือกที่จะเรียก governance ซึ่งเป็นคำนามว่า “ระบบอภิบาล” เพื่อให้แตกต่างจากการใช้คำ “อภิบาล” ในฐานะคำกริยา

ระบบอภิบาลเป็นแนวความคิดที่สะท้อนสภาวะของหน่วย (entity) รูปธรรมที่มีตัวตนอยู่ในสังคม การทำความเข้าใจหรือมองเห็น (visualize) ระบบอภิบาลได้ดีเพียงใดบางทีอาจจะขึ้นอยู่กับทัศนภาพของคนมองเอง เช่นถ้าผู้มองเป็นนักกฎหมาย พยายามจะมองหาหรือตีกรอบระบบธรรมาภิบาลตามแนวนิติวิธี (legal approach) ก็อาจจะลำบากกว่านักสังคมศาสตร์ ซึ่งมีกรอบความคิด (conceptual framework) ที่น่าจะนิยามและเข้าใจขอบข่าย เนื้อหาและองค์ประกอบขององค์การสังคม (social organizations) และเครือข่าย (networks) ได้ถนัดชัดเจนกว่า

เอกสารอ้างอิง

World Bank, Sub-Saharan Africa: From Crisis to Sustainable Growth (1989)

R. A. W. Rhodes, “Governance and Public Administration,” in Jon Pierre (ed.), Debating Governance (2000)

สมบูรณ์ ศิริประชัย, “ธรรมาภิบาลภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์: นัยต่อประเทศไทย” รัฐศาสตร์สาร   ( พ.ค. – ส.ค. 2009)  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปักษา วันที่ : 21/10/2009 เวลา : 12.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paksa

หัวใจสำคัญคือให้มีการคอรัปชั่นในการบริหารงานภาครัฐน้อยที่สุด แต่จะเห็นว่าช่วงที่สนใจกับคำว่าธรรมาภิบาล ธรรมรัฐ ในปี 2546 สมัยรัฐบาลทักษิณ มีการประกาศสงครามกับคอรัปชั่น แต่หมดอำนาจโดนฟ้องระนาว รัฐบาลปัจจุบันก็โดนตรวจสอบอย่างหนัก ผมว่าเป็นเรื่องดีครับ ช่วยกันตรวจสอบบนหลักของเหตุและผลจะดีกว่าสร้างหลักฐานเท็จ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]