• ปฐม_มณีโรจน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dr.patom@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-25
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 140552
  • ส่ง msg :
  • โหวต 119 คน
Public Issues
ประเด็นสาธารณะหลากหลายมิติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/DrPatom
วันเสาร์ ที่ 21 พฤศจิกายน 2552
Posted by ปฐม_มณีโรจน์ , ผู้อ่าน : 4885 , 03:47:36 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประชาธิปไตย (3)

ขบวนการทางการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นและต่อสู้กับฝ่ายอื่น ๆ ล้วนอ้างประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ข้อที่น่าประหลาดและน่าจะสร้างความสับสนแก่สาธารณชนก็คือ ทั้งหลักการที่ยกมาอ้างและวิธีการที่ฝ่ายต่าง ๆ นำมาใช้ในนามของ "ประชาธิปไตย"นั้นแตกต่างกัน มีเนื้อหาและพฤติการณ์บางประการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย แต่ใช้โวหาร (rhetoric) ผ่านกลไกและเทคโนโลยีของสื่อสารมวลชนที่ทรงจัดตั้งมวลชนของแต่ละขบวนการขึ้นมา ขอบข่ายและระดับความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นรุนแรงในลักษณะของการแบ่งขั้ว (polarized) และร้าวลึก ข้อที่น่าวิตกก็คือ รัฐบาลต่าง ๆ ที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินยุทธศาสตร์อย่างถูกต้องและเพียงพอเพื่อ “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้ประชาชนที่เป็นพลังเงียบมีข้อเท็จจริง หรือหลักวิชาเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้ใช้วิจารณญาณ จับได้ไล่ทันการโฆษณาชวนเชื่อแม้จะมักง่ายและมีร่องรอยพิรุธนับไม่ถ้วน แต่ก็ยังมีมวลชนบางส่วนที่ถูกกลุ่มการเมืองและสื่อปิดหูปิดตา ล้างสมองและอัดฉีด (indoctrinate) โปรแกรมความคิด การตีความและชุดข้อมูลปลุกระดมเข้าไป มีการลงทุนทั้งด้านเงิน ชุดข้อมูลและการตีความอคติ เวลา จำนวน ความหลากหลายและความถี่ในการใช้สื่อนานาประเภททั้งในประเทศและจากต่างประเทศ รัฐบาลบางชุดก็เข้าไปร่วมเลือกข้างและใช้สื่อของรัฐในการทำสงครามแย่งมวลชน ในขณะที่บางรัฐบาลก็ยึดแนวทางเป็นฝ่ายรับ (passive) หรือไม่ก็ “เข้าเกียร์ว่าง” คิดอ่านและลงทุนลงแรงน้อยเกินไปในการติดอาวุธทางปัญญาให้สาธารณชนรู้และเข้าใจระบบประชาธิปไตยที่ปลอดจากเนื้อหาของการปลุกระดมหรือโฆษณาชวนเชื่อ หรือไม่ก็ใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกในการจัดระเบี่ยบ ป้องปราม หรือปราบปรามพฤติการณ์ที่ยั่วยุ (provocative) ก่อกวนบ่อนทำลายความสงบสุขและศีลธรรมอันดีงามของสาธารณชน  

 ประชาธิปไตยเป็นมหากาพย์ที่มีความเป็นมายาวนานเคียงคู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เนื้อหาของ “ประชาธิปไตย” เป็นเรื่องที่รู้จักและเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก ในข้อเขียนก่อน ๆ ของผู้เขียนเป็นบทปริทัศน์ประเด็นปัญหาว่าด้วยประชาธิปไตยในสังคมไทยที่เห็นว่าสำคัญ เป็นต้นว่า ประชาธิปไตยเป็นความคิดหรืออุดมการณ์ที่นำเข้าจากประเทศตะวันตก เมื่อสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองก็อ้างว่าประชาชนยังไม่พร้อม ชนชั้นปกครองทั้งที่มาจากคณะราษฎร และที่ไม่ได้มาจากคณะราษฎรก็ใช้ระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” (ในความหมายทางวิชาการ ไม่ใช่ความหมายที่นิยามขึ้นใหม่โดยขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ปี 2551) เนื้อหาของข้อเขียนที่ผ่านมาใช้ไปในการให้อรรถาธิบายว่าประชาธิปไตยมีรากเหง้า ต้นตอมาจากไหน เติบโตมาจากปรัชญารากฐานใดบ้าง ความคิดหรือพฤติการณ์ใดที่ไม่น่าจะใช่ “ประชาธิปไตย” และไม่ได้ใช้เวลาหรือพื้นที่มากเท่าที่ควรในการให้ความกระจ่างว่าประชาธิปไตยคืออะไร ข้อเขียนตอนี้จึงมุ่งจะตอบคำถามดังกล่าว

 หลังจากประชาธิปไตยสมัยกรีก ซึ่งได้สำรวจไว้แล้ว ความคิดและแนวทางปฏิบัติประชาธิปไตยได้สูญหายไปจากประวัติศาสตร์โลกเป็นเวลากว่าพันปี  นับตั้งแต่เริ่มคริสตกาลผ่านสมัยกลางมาจนถึงยุคฟื้นฟูวางรากฐานของสังคมสมัยใหม่ ปรัชญาที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยเกิดขึ้นเมื่อเกิดการปฏิรูปศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant Reformation) ขึ้นอันเป็นพลังสำคัญที่แยกอำนาจของศาสนจักร (church) ออกจากอาณาจักร (state) พัฒนาการที่ติดตามมาส่วนหนึ่งได้แก่ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (renaissance) การก่อตั้งรัฐประชาชาติ (nation-state) ปรัชญามนุษย์นิยม (humanism) ซึ่งเริ่มประโคมความสำคัญ ศักดิ์ศรีซึ่งนำไปสู่แนวความคิดเรื่องอำนาจ (sovereignty) ของประชาชน สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของมนุษย์ สัญญาประชาคม (social contract) ปรัชญาเมธีซึ่งนำเสนอความคิดที่ทรงอิทธิพลได้แก่โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, 1588-1679) จอห์น ล้อค (John Locke, 1632-1704) ฌอง จาคส์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau, 1712-1778) มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ในห้วงเวลานี้หลายประการ เช่นการโค่นล้มอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษเมื่อปี 1649 ทำให้อังกฤษต้องกลายเป็นสาธารณรัฐภายใต้โอลิเวอร์ ครอมแวลล์อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาใช้ระบบกษัตริย์อีก แต่ไม่นานนักพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ซึ่งเป็นคาทอลิกและนิยมระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ถูกขับออกจากบัลลังก์อีกใน Glorious Revolution เมื่อปี 1688 ในศตวรรษต่อมาก็มีสงครามปฏิวัติประกาศอิสรภาพของอเมริกาก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยขึ้นมา และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษในระยะไล่เลี่ยกัน (ค.ศ.1776) การปฏิวัติในฝรั่งเศส ( ค.ศ. 1789)

 กลับไปสู่คำถามที่ตั้งไว้ในตอนต้น “ประชาธิปไตยคืออะไร”  ตอบโดยสรุปหรือรวบรัดได้ว่า จะกล่าวถึงประชาธิปไตยใน 3 ฐานะคือ (1)ฐานะหนึ่งคืออุดมการณ์หรือระบบการปกครอง (2) ฐานะหลักการปฏิบัติของระบบการเมืองการปกครอง และ (3) อีกฐานะหนึ่งได้แก่โลกทัศน์หรือวิถึชีวิตของประชาชนที่เป็นสมาชิกของระบบการเมือง

 ประการแรก ประชาธิปไตยในฐานะหลักปรัชญาหรืออุดมการณ์ บทปริทัศน์แนวความคิดจากตะวันตกจากงานของ วิชัย ตันศิริ ได้ระบุหลักการสำคัญของประชาธิปไตย 3 ประการคือ (1) หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน (2) หลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ (3) หลักการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม (rule of law) และ (4) หลักของการรวมศูนย์อำนาจในรัฐสภา และหลักการแยกอำนาจ การคานอำนาจ  นอกจากนี้ แจ็ค พลาโนและคณะ (Jack C. Plano) ก็ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ใกล้เคียงกับที่ใช้ในการปฏิวัติฝรั่งเศส 4 ประการได้แก่ (1) ปัจเจกชนนิยม (individualism), (2) เสรีภาพ (liberty), (3) เสมอภาค (egalitarianism) และ (4) ภราดรภาพ (fraternity)

 องค์ประกอบเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นที่คุ้นเคยกันดี อาจจะมีข้อยกเว้นอยู่ที่เรื่อง “ปัจเจกชนนิยม”  ซึ่งดูเหมือนจะเป็นองค์ประกอบของประชาธิปไตยที่สังคมไทยไม่ค่อยรู้จักและพูดถึงน้อยที่สุด โดยเฉพาะในสายตาของกลุ่มที่ชูสมการ “ประชาธิปไตย = การเลือกตั้ง” ทั้งนี้ผู้ที่ทราบความหมายหรือคำแปลของ individual และไม่พักจะสืบค้นหรือตรวจสอบมุมมอง ทัศนภาพ หรือปรัชญาพื้นฐานที่รองรับศัพท์คำนี้อยู่ ก็จะเดินหน้าสาธยายไปตามสามัญสำนึกว่า ปัจเจกชนนิยมคือลัทธิตัวใครตัวมัน ไม่คำนึงถึงผู้อื่นหรือส่วนรวม เป็นลัทธิฝรั่งที่ไม่เหมาะสำหรับสังคมไทย ดีไม่ดีก็จะโยงไปถึงลัทธิ “เห็นแก่ตัว” หรือ “อนาธิปไตย” (anarchy) ไป การตีความหรือการยึดมั่นกับความหมายหรือมุมมองเช่นนั้น ทำให้คุณสมบัติเรื่อง individualism จึงแทบจะสูญหายไปจากพจนานุกรมของประชาธิปไตยไทย

 ในทัศนะของผู้เขียน ปัจเจกชนนิยมมีรากฐานจากปรัชญามนุษย์นิยม (humanism) ซึ่งกอบกู้ฟื้นฟูมาหลังจากการปฏิรูปคริสตศาสนา ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งการการปลดปล่อยรัฐ ผู้ปกครองรัฐและกลไกของรัฐจากกระบวนทัศน์ (paradigm)  “เทวสิทธิ์”ของศาสนจักรดั้งเดิม (กระบวนทัศน์ที่ว่าเทวสิทธิ์หรือศาสนจักรเหนือกว่ารัฐ และรัฐรับอาณัติ (mandate) จากศาสนจักรมาปกครองดูแลมนุษย์ในโลก) เมื่ออาณาจักรปลดปล่อยจากศาสนจักรกลายเป็นรัฐฆราวาส (secularized state) แนวความคิดเรื่องอำนาจที่เข้ามาในสูญญากาศแทนที่อำนาจเทวสิทธิ์ที่ยกเลิกไปก็คือ “อำนาจของประชาชน” (people sovereignty) อันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ ทั้งนี้เพราะเมื่อระบอบราชาธิปไตยที่ปราศจากฐานเรื่องเทวสิทธิ์รองรับหรือหนุนหลังก็คลายความขลัง ไม่สามารถเรียกร้องศรัทธาจากไพร่ฟ้าหรือพลเมืองได้โดยอัตโนมัติเช่นเดิม รัฐใดที่มีกษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม มีพระปรีชาสามารถและพลังแห่งอำนาจบารมี (charismatic power) หรือมีรากฐานจารีตนิยมเข้มแข็งก็สามารถรักษาระบบกษัตริย์ได้ต่อไป รัฐใดที่กษัตริย์อ่อนแอไม่มีบารมีพอจะรักษาศรัทธาของพลเมืองไว้ได้ ก็จะเปิดทางแก่อุดมการณ์ใหม่ที่ทรงพลัง คืออุดมการณ์ประชาธิปไตย แนวความคิดเรื่องอำนาจ สิทธิ เสรีภาพของประชาชนเห็นได้ว่าเป็นรากฐานของคุณสมบัติอื่น ๆ ของประชาธิปไตย เป็นต้นว่า เรื่องความเสมอภาค การใช้สิทธิโดยการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยโดยทางอ้อม แต่ก็ยังยึดถือหลักการกระจายสิทธิ์เลือกตั้งอย่างกว้างขวางในมวลชน (universal suffrage) หลักการปกครองโดยเสียงข้างมาก แต่ต้องไม่ละเมิดและเคารพสิทธิ์ของเสียงส่วนน้อย (majority rule and minority rights)  ซึ่งย้อนกลับมาสู่รากฐานที่ว่า แม้เป็นศักดิ์ศรี สิทธิเสรีภาพและอำนาจของบุคคลเพียงคนเดียว หรือ “ปัจเจกชน” ก็เป็นเสมือนเสาหลักที่พึงได้รับการยอมรับนับถือในระบอบประชาธิปไตย

ประการที่สอง ประชาธิปไตยในฐานะหลักการปฏิบัติของระบบการเมืองการปกครอง ในที่นี้จะหยิบยกทัศนะของนักวิชาการที่ได้นำเสนอไว้แล้ว 2 ราย รายแรกได้แก่วิลเลี่ยม อีเบ็นสไตน์ (William Ebenstein) ในหนังสือ ลัทธิหลักในโลกวันนี้ (Today’s Ism) ที่เห็นว่ามีลักษณะสำคัญ 8 ประการคือ (1) หลักประสบการณ์ที่มีเหตุผล (rational empiricism), (2) เน้นความสำคัญของปัจเจกชน (emphasis on individual), (3) ทฤษฎีรัฐเป็นเครื่องมือรับใช้และสนองประชาชน (instrumental theory of the state) ประชาชนต้องตีความจนถึงปัจเจกชน ไม่ใช่ถือว่าชนะเลือกตั้งมาจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ (at will) ยังจะต้องคำนึงถึงเจตจำนงประชาชน (popular will) อยู่ทุกขณะ การชนะเลือกตั้งไม่ใช่การได้รับมอบเช็คเปล่า (blank cheque) ให้กรอกตัวเลขหรือใช้อำนาจแทนประชาชนไปได้ทุกเรื่องตลอดวาระดำรงตำแหน่ง ส่วนทฤษฎีที่ถือปรัชญาตรงกันข้าม คือถือว่าประชาชนเป็นเครื่องมือของรัฐและรัฐบาลเป็นทฤษฎีของระบบเผด็จการ (4) หลักความสมัครใจ (principle of voluntarism) อันน่าจะเป็นพื้นฐานของแนวทางการรับฟังหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน (popular participation), (5) หลักที่ถือว่ามีกฎหมายอยู่เบื้องหลังกฎหมาย (the law behind the law) หรือหลักนิติรัฐ เป็นสภาวะธรรมาธิษฐาน ไม่ใช่บุคคลาธิษฐาน อันเป็นปรัชญาที่ตรงกันข้ามกับการปกครองโดยอำเภอใจของบุคคล (rule of man), (6) ให้ความสำคัญแก่มรรควิธี ( emphasis on means) ไม่แพ้จุดหมายปลายทาง (ends) คือต้องเป็นประชาธิปไตยทั้งมรรควิธี (หลัก due process) และเป้าหมาย จะถือว่ามีเป้าหมายเป็นประชาธิปไตยแล้วจะเลือกใช้ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีและยุทธการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ (7) หลักแสวงหาข้อยุติหรือข้อตกลง (consensus) โดยสันติวิธี เป็นทางออกของความแตกต่างหรือความขัดแย้ง ฉะนั้นการยื่นคำขาด (ultimatum) การปฏิเสธไม่ยอมเจรจา หรือการปลุกระดมให้แบ่งพวกหรือแบ่งขั้ว จึงไม่น่าจะใช้พฤติกรรมที่เป็นประชาธิปไตย วาทะของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เค็นเนดีที่ว่า “ เราจะไม่เจรเจาด้วยความกลัว และเราไม่กลัวที่จะเจรจา” น่าจะสะท้อนแนวทางของหลักการนี้ (8) หลักความเสมอภาคของมนุษย์ (basic equality of all human beings) ความเสมอภาคเป็นอุดมคติที่พึงยึดถือและผลักดันให้เป็นรูปธรรม แต่เป็นเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเคารพความแตกต่าง จึงไม่ใช่ความคิดที่จะใช้อำนาจรัฐไปออกแบบระบบและใช้อำนาจรัฐบังคับให้ทุกคนเท่าเทียมกันแบบเผด็จการ

 นอกจากนี้ ประชาธิปไตยในฐานะหลักการปฏิบัติของระบบการเมืองการปกครองอันเป็นหัวข้อส่วนที่สองจะนำเสนอเนื้อหาของลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยที่อมร รักษาสัตย์ได้ประมวลจากความคิดของนักวิชาการและตำราหลายแหล่งรวม 14 ประการ ซึ่งบรรจุรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมและเข้าใจง่ายไว้ดังต่อไปนี้

            1.    ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด

2.    รัฐบาลได้อำนาจมาจากประชาชนโดยความยินยอมของประชาชน

3.   ในประเทศขนาดใหญ่สมัยใหม่ที่ต้องใช้ประชาธิปไตยทางอ้อมนั้น จะต้องมีการเลือกตั้งผู้แทนและพนักงานของรัฐอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมโดยประชาชนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างอิสระ

4.   สถาบันทางการเมืองที่ทำหน้าที่ตัดสินใจทางการเมืองหรือวางนโยบายสาธารณะต้องตั้งขึ้นด้วยวิถีทางแห่งการแข่งขันเพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบจากประชาชน

5.   ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศตลอดเวลาผ่านกลไกต่าง ๆหรือใช้สิทธิ์ที่จะแสดงบทบาทต่าง ๆ ได้โดยตรง

6.   รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์ติชมควบคุมการทำงานของรัฐบาลตลอดเวลา และมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามวิธีการที่กำหนดไว้

7.   อำนาจในการปกครองประเทศต้องไม่อยู่ในกำมือของคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ต้องมีการแบ่งอำนาจปกครองประเทศอย่างน้อยในระดับหนึ่ง

8.   รัฐบาลต้องมีอำนาจจำกัด มีการแบ่งและกระจายอำนาจ มีการตรวจสอบ และถ่วงดุลหรือคานอำนาจซึ่งกันและกัน

9.   หน้าที่หลักของรัฐบาลคือการส่งเสริมปัจเจกชน เสรีภาพ ความเสมอภาคภราดรภาพของพลเมือง

10. การตัดสินใจสำคัญต้องเป็นไปตามเสียงฝ่ายข้างมาก โดยคำนึงถึงสิทธิของฝ่ายข้างน้อย

11. ประชาชนมีความเสมอภาคกันในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความเสมอภาคในสายตาของกฎหมาย และความมีโอกาสเท่าเทียมกันในด้านต่าง ๆ ทุกคนมีศักดิ์ศรีและไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น

12. ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ อย่างกว้างขวางโดยรัฐบาลให้หลักประกัน และคุ้มครองการใช้สิทธิเสรีภาพเหล่านั้นอย่างน้อยในสิทธิเสรีภาพอื้นฐานที่สำคัญ

13. ประชาชนต้องมีอิสระในการพูด การพิมพ์ การแสดงความคิดเห็น การร่วมชุมนุม การตั้งพรรคการเมืองเพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศได้จริงและอย่างมีข้อมูลข่าวสาร

14. รัฐบาลต้องใช้หลักการปกครองโดยกฎหมาย หรือหลักเนติธรรม ไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ . . . .

ความหมายระดับแรกของประชาธิปไตยเป็นสภาวะนามธรรมระดับปรัชญาหรือ

อุดมการณ์ ส่วนความหมายระดับที่สอง เป็นระบบหรือการจัดระเบียบการเมือง

การปกครองที่นำไปปฏิบัติได้ เป็นระบบการเมืองในระดับมหภาค ส่วน

ประชาธิปไตยในความหมายที่สามเป็นฐานะโลกทัศน์หรือวิถีชีวิตของบุคคล เป็น

ประชาธิปไตยในระดับจุลภาค หรือระดับปัจเจกชน

ในระดับนี้ โลกทัศน์ อุดมการณ์ วิถีชีวิตหรือพฤติกรรมประชาธิปไตยระดับบุคคลจะไม่โยงไปเกี่ยว ข้องกับกฎหมายหรือบทบาทในการทำหน้าที่พลเมืองตามกรอบกติกาของระบบใหญ่ เช่นต้องเป็นพลเมืองดี ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องไม่นอนหลับทับสิทธิ์ ต้องไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ฯลฯ ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องสนใจหรือปฏิบัติตาม แต่เห็นว่าสังคมได้ลงทุนเวลาและทรัพยากรเดินมาตามแนวนี้ช้านานในการระดมประโคมคำขวัญ สุภาษิต คำโอวาท ฯลฯ ต่าง ๆ ตามสื่อต่าง ๆ อย่างท่วมท้น เหมือนเป็นการสวดมนต์หรือท่องคาถา ปิดผ้ายันต์กันความชั่วร้าย โดยไม่เคยฉุกใจคิดจะประเมินว่าการประชาสัมพันธ์ที่ใช้เวลามาตลอดชั่วอายุคนและต้นทุนสูงเหล่านั้นมีประสิทธิผลหรือไม่ อย่างไร? มีคนฟังหรือไม่? ฟังแล้วมีผลลัพท์ ผลกระทบ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?  ประเด็นการพิจารณาเนื้อหาประชาธิปไตยระดับปัจเจกบุคคลในที่นี้ เป็นการพิจารณาจากทัศนภาพ (perspective) ของสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะมานุษยวิทยา วัฒนธรรม สังคม-จิตวิทยาและพฤติกรรม ซึ่งจะละเอียดอ่อนกว่าการมองบนพื่นฐานของการเมืองและกฎหมาย เป็นการมองบนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า พฤติกรรมของแต่ละบุคคลย่อมถูกกำหนดโดยความคิดและความเชื่อของตน (วิชานิติศาสตร์ก็ใช้ฐานคตินี้ “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”) การพิจารณานี้จะครอบคลุมความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับ (1) อุดมการณ์ของตนเอง (2) โลกทัศน์ว่าด้วยบุคคลซึ่งจะกำหนดพฤติกรรมและบทบาทความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสังคมส่วนรวม

 1.อุดมการณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบทบาทตนเองในระบอบประชาธิปไตยในที่นี้จะหยิบยกมาพิจารณาในที่นี้มีเพียง 2 ประเด็น คืออุดมการณ์อัตตนิยม (egoism, autocracy หรือ self-serving) ที่ตรงกันข้ามกับอุดมการณ์จิตสาธารณะ/อุตมนิยม (idealism, altruism, public-serving) ระหว่างอุดมการณ์สองกลุ่มนี้ สมาชิกของกลุ่มแรกที่ไม่มีการพัฒนาจิตใจ เป็นระดับบัวใต้น้ำจริง ๆ จะเป็นปัญหาหนักของสังคม สมาชิกในกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่บุคคลที่ไม่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น อาจจะเป็นมนุษย์ที่ไม่ดีด้วย บุคคลอัตตนิยมสุดขั้วอาจจะมีโลกทัศน์ไม่สูงกว่าสัตว์โลกทั้งหลาย คือยึดถือตนเองและคนใกล้ชิดเป็นที่ตั้ง มองการณ์ใกล้พิจารณาแต่ปัญหาเฉพาะหน้า ใช้อคติแทนความเป็นจริง ไม่เป็นมิตรกับคนแปลกหน้าหน้าคนต่างถิ่น ไม่มีขันติต่อความคิดที่แตกต่าง หรือสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ใช้กำลังหรือความรุนแรงในความขัดแย้งโดยไม่คำนึงถึงผลระยะยาว ฯลฯ  ส่วนกลุ่มที่สองเป็นอุดมการณ์ที่จะมีโอกาสหว่านพืชประชาธิปไตยภาคปฏิบัติได้ดีกว่ากลุ่มแรก แต่ความเป็นจริงก็คือสังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมมนุษย์ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกหลายประเภทและหลายระดับ จะนำอุดมคติสูงส่งมาใช้บังคับย่อมไม่สมจริง จะประกาศล้อมคอกแบ่งค่ายทั้งสองกลุ่มเป็นค่ายอมนุษย์กับค่ายเทวดาย่อมไม่ใช่ความคิดที่เป็นประชาธิปไตย ผู้นำสังคมประชาธิปไตยต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อบุคคลทุกกลุ่ม ไม่แยกพวกเขาพวกเรา ไม่แยกยากดีมีจน ไม่แยกดีชั่ว นอกจากนี้ ควรมีระบบปลูกฝังให้ผู้มีอุดมการณ์กลุ่มที่สองมีความกล้าหาญทางจริยธรรม กล้ายืนหยัดต่อสู้เพื่อสาเหตุ (cause) ที่ถูกต้อง

 2. สืบเนื่องมาจากการแบ่งกลุ่มในข้อที่แล้ว โลกทัศน์ของบุคคลกลุ่มที่สอง หรือกลุ่มที่หนึ่งที่ผ่านกระบวนการฝึกฝนกล่อมเกลา (political socialization) ที่จะรับบทบาทในสังคมประชาธิปไตย ย่อมเป็นผู้ยอมรับความสำคัญของปัจเจกชนนิยม  คือยอมรับนับถืออำนาจ ศักดิ์ศรีและสิทธิเสรีภาพของบุคคลผู้อื่น  ผู้อื่นในที่นี้รวมถึงคนแปลกหน้า คนต่างชาติหรือคนต่างผิวหรือต่างเผ่า สตรีเพศ คนด้อยการศึกษา คนยากไร้ ด้อยโอกาส และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีความคิดแตกต่างจากตน ซึ่งหมายความเท่ากับว่า ผู้มีจิตใจประชาธิปไตยจะปลอดจากพฤติกรรมกีดกัน (discrimination) ผู้อื่นไม่ว่าโดยพื้นฐานด้านใด จิตใจที่ดีย่อมแสดงออกทางกายกรรมและวจีกรรมที่เหมาะสม มองในแง่จิตวิทยาได้แก่พฤติกรรมของผู้บรรลุวุฒิภาวะ (maturity) นั่นเอง ที่น่าสนใจก็คือบทบาทของพฤติกรรมที่พึงปรารถนาในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นโลกทัศน์ของผู้มองโลกในแง่กุศลจิต (optimistic)  สอดคล้องกับบทบาทตามบัญญัติของศาสนาต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เช่นคริสต์ศาสนาสอนให้บุคคล “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” ซึ่งพิจารณาตามหลักจิตวิทยาก็เท่ากับพัฒนาสภาวะจิตหรือบุคคลิกภาพของบุคคลจากการเห็นแก่ตัวและมีจิตใจคับแคบ หันมาพิจารณาปรากฎการณ์หรือปัญหาจากมุมของผู้อื่นบ้าง (empathy) หรือศีลธรรมของพุทธศาสนากำหนดข้อห้ามมิให้บุคคลประทุษร้ายหรือสังหารเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์ แม้ในสังคมที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ก็มีกฎหมายกำหนดให้การทำทารุณกรรมต่อสัตว์เป็นอาชญากรรม การพูดโดยยึดถือธรรมะ ได้แก่การพูดความจริง พูดรักษาไมตรี (diplomatic) พูดสุภาพ (polite) พูดในสิ่งที่มีคุณประโยชน์ (fruitful/ informative) ย่อมเอื้อต่อพฤติกรรมและบรรยากาศประชาธิปไตยมากกว่าการพูดก้าวร้าว เกรี้ยวกราด พูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียดหรือเพ้อเจ้อ เป็นการพูดที่ส่อให้เห็นจิตใจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของผู้พูด เพราะไม่เคารพ ให้เกียรติหรือมีความปรารถนาดีต่อผู้ฟัง (ไม่ว่าจะเป็นพวกเดียวกัน พรรคเดียวกัน หรือมีความคิดตรงกันหรือไม่ก็ตาม)

 สังคมประชาธิปไตย คือสังคมที่เห็นคนเป็นคน ไม่มากและไม่น้อยกว่านั้น

 การเมืองในสังคมประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชาชน ประชาชนมีคุณภาพแค่ไหน ก็ได้รัฐบาลแค่นั้น

 รัฐบาลประชาธิปไตยปกครองโดยอำนาจที่ได้รับมอบจากประชาชน ฉะนั้น ย่อมมีพันธกิจที่จะใช้อำนาจนั้นโดยซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประชาชน (ทั้งปัจเจกชนและสาธารณชน)

 ระบบการเมืองประชาธิปไตยมีการเมืองภาคประชาชนที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิแสดงออก (right to be heard) เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านระเบียบวาระหรือประเด็นใด ๆ โดยสงบ

 ขบวนการการเมืองที่ใช้สิทธิในการชุมนุมทางการเมือง ไม่พึงใช้สิทธิเกินเลยไปขัดขวางการ ปฏิบัติงานของรัฐบาล ก่อกวนความสงบเรียบร้อยหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนอื่น ๆ จนไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติสุขได้

 รัฐบาลพึงใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่ในการยับยั้งขบวนการการเมืองที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล เช่นการปิดถนน การใช้เครื่องขยายเสียงรบกวนชุมนุมชน ฯลฯ เพื่อป้องกันสภาวะอนาธิปไตย ทั้งนี้ โดยหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการ อุปกรณ์หรือกำลังอาวุธอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ

 

เอกสารอ้างอิง

วิชัย ตันศิริ, วิวัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไทย ( กทม.: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548)

อมร รักษาสัตย์, “ประชาธิปไตย: ความหมายในอดีตและปัจจุบัน ลักษณะ องค์ประกอบและจุดอ่อน,” ใน อมร รักษาสัตย์และคณะ, ประชาธิปไตย: อุดมการณ์ หลักการและแบบอย่างการปกครองหลายประเทศ พิมพ์ครั้งที่ 2 ( กทม.: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543

William Ebenstein, Today’s Isms: Communism, Fascism, Capitalism, Socialism  7th ed. (Englewood Cliffs, N.J.: Prentice-Hall, 1973)

 Jack C. Plano et al., Political Science Dictionary  (Hinsdale, Ill.: The Dryden Press, 1973)

 Leon P. Baradat, Political Ideologies: Their Origins and Impact  6th ed. (Upper Saddle River, N.J.: Prentice-Hall, 1997)

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปักษา วันที่ : 30/11/2009 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paksa

หลักการดีครับ ประชาธิปไตย แต่ถ้าพลเมืองที่เอาระบบนี้ไปใช้โดยอ้างแต่เสรีภาพ ผมกลัวว่าจะเป็นฝูงชนที่บ้าครั่งครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]