*/
  • Alian
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : fatty9bar@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-17
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 99989
  • จำนวนผู้โหวต : 39
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
<< สิงหาคม 2009 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 22 สิงหาคม 2552
Posted by Alian , ผู้อ่าน : 4162 , 04:20:42 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พี่แจ๋วส่งเรื่องมาให้เพื่อนๆ อ่านกัน  ตอนนี้เราหัวตื้อๆ ยังไงไม่รู้ กำลังห่วงแต่แก้ผลงานวิทยฐานะ          อ่านเรื่องของพี่แจ๋วแล้วเหมือนอ่านนิยาย น่าเอาไปขายเป็นลิขสิทธิ์เนอะ ตอนนี้      ขอเป็นผู้ช่วยเอารูปภาพมาประกอบเรื่องของพี่แจ๋วแล้วกัน ถ้าอยากรู้จักพี่แจ๋ว เข้าไปดูวีดีโอคลิปได้ she กำลังประชุมวางแผนไปเที่ยวลอนดอนในวันหยุดกัน

เคมบริดจ์ (Cambridge)เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ในอังกฤษ และเป็นศูนย์กลางการปกครองของแคมบริดจ์เชียร อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนไปทาง         ตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 80 กม.เมืองนี้   เป็นส่วนสำคัญของเขตอุตสาหกรรมความรู้ ออกฟอร์ด-เคมบริดจ์อาร์ก (Oxford - Cambridge Arch)เมืองเคมบริดจ์เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดจากการเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และสถาบันสอนภาษาก้องโลกอย่าง King’s college

ทิวทัศน์สองข้างทางสู่เมืองสะอาดสะอ้าน สีเหลืองๆ ที่เห็นบนเครื่องบิน คือทุ่ง Rapeseed ที่ปลูกไว้ทำน้ำมันหอมระเหย และน้ำมันปรุงอาหาร แต่สิ่งที่ทำให้ภูมิประเทศสวยงามน่าประทับใจ คือ พื้นที่ลาดเอียงปนเนิน เหมือนสนามกอล์ฟ พื้นหญ้าเขียวขจี นวลเนียนตาที่เห็นจากเครื่องบิน คือทุ่ง rapeseed ขณะยังไม่ออกดอกนั่นเอง เสียงวกล้องถ่ายรูปรัวระวิงอย่างไม่มีใครยอมใคร ปนกับเสียงอุทานชื่นชมความสวยงาม....เฮ้อ 47,300 บาท เกินคุ้มแล้วค้า    

  นับแต่นี้ไปคือกำไร ......

เข้าสู่ตัวเมืองก็เริ่มสัมผัสกลิ่นไอของอังกฤษอย่างชัดเจน บ้าน          ส่วนใหญ่เป็นบ้านทรงสองชั้นติดพื้นดิน หน้าต่างกระจก ขนาดไม่ใหญ่นัก     สร้างด้วยปูน หรืออิฐแดงก้อนเล็กที่เรียงติดกันไม่ให้ลมเข้าได้ บางหลังสีขาว  บางหลังเหลืองหม่น(บ่งบอกความเก่า) ถ้าเป็นบ้านใหม่เป็นสีน้ำตาลแกมส้ม     (สีอิฐที่สุดแสนจะคลาสสิค) ทรงบ้านดูคล้ายกัน ถนนหนทางไม่กว้างนัก         ฟุตบาทไม่มีของวางขายเหมือนเมืองไทย สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่ย่างเข้าสู่เมืองนี้    คือต้นไม้ขนาดใหญ่ตามท้องถนนที่สะพรั่งด้วยดอกเต็มต้น บ้างก็ขาว บ้างก็   ชมพู ต้นไม้เหล่านี้มีรูปทรงที่สูงใหญ่ กิ่งก้านแผ่ขยายสมส่วนไม่ระเกะ           ระกะ เหมือนต้นไม้บ้านเรา อายุของมันคงมากตามอายุของเมือง แสดงว่า     ทางราชการสงวนรักษาไว้เป็นอย่างดีน่าชื่นชม หน้าบ้านของชาวเมือง        เกือบทุกบ้านเป็นสวนขนาดเล็กที่มวลดอกทิวลิป และดอกไม้หลากหลายพันธ์ แข่งขันบานชูช่อรอต้อนรับครูบ้านนอกอย่างพร้อมเพรียง เจ้าประคุณเอ๋ย        สวยจริงๆ กะเหรี่ยงทุกชีวิตเห็นพ้องต้องกัน        

          รถมาถึงจุดนัดพบทีมงานเคมบริดจ์ แอนนาแนะนำให้รู้จักสองหนุ่ม อังกฤษของมหาวิทยาลัย พบสบตา สาวน้อย สาวใหญ่ เกิดอาการปลากระดี่    ได้น้ำ เฮ้อ....หล่อจริงๆ สูงยาว เข่าดี ตาคม ยิ้มสวย ผู้ชายอะไร๊.....              หล่อจัง Justin ชื่อนี้ทำให้ “น้องปู” สาวน้อยจากเมืองตรัง หน้าตาน่ารัก           รูปร่างค่อนกลม กรี๊ดกราด เกิดอาการลืมลูก ลืมสามีชั่วคราว เรียกว่าแพ้      ความหล่อ ส่วน Andrew หนุ่มเชื้อชาติฝรั่งเศส สูง สมาร์ทเช่นกัน                ทั้ง 2 คนอัธยาศัยใจคอดีมาก ประทับใจตั้งแต่แรก และต่อมาทั้งคู่                ส่ายหน้าด้วยความประหลาดใจในความสนุกสนานเฮอาของพี่ไทยโดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ (เป็นสิ่งยืนยันว่า.........ตามใจคือไทยแท้ นี่แหละทำให้เรายัง  คงไม่เหมือนประเทศใดในโลก ถ้าถูกระเบียบทุกอย่าง พี่ไทยจะรู้สึกอึดอัด)

          เราขึ้นแท็กซี่ตามเอกสารที่ได้รับ เขาระบุรายละเอียดว่าใครขึ้นแท็กซี่   กับใคร แท็กซี่แวะเวียนส่งตามบ้านเส้นทางเดียวกัน (วางแผน รอบคอบ    ประหยัด มีประสิทธิภาพ นี่คืออีกสิ่งที่ยืนยันคุณภาพของการทำงาน              แบบมืออาชีพ!) รูปแบบและลักษณะของรถแท็กซี่มีความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว  ผู้โดยสาร 5 คนต่อ 1 คันพร้อมสัมภาระ แปลกใจใช่ไหมคะ ว่าไปได้อย่างไร       ที่นั่งหันหน้าชนกัน นั่ง 2 แถว ประหยัดน้ำมัน อย่างนี้ซิที่เรียกว่า Carpool       พูดจริง ทำจริง ขึ้นรถปุ๊ป คนขับเหลือบตามองผู้โดยสารหัวดำ “Belt,please”   ไม่มีลืม ไม่งั้นคนขับโดนซิว!

         

13 Missleton Court
เป็นแหล่งพักพิงของดิฉันในอังกฤษ เจ้าของบ้านชื่อ Anthony และ Jo Wibberley เป็นชาวอังกฤษวัยเกษียณที่หารายได้ตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา  ด้วยการให้บริการ Homestay กับนักเรียนของ Bell School ทั้งคู่เรียกได้ว่า     เป็นมือโปรในการดูแลชาวต่างชาติ และครอบครัวนี้ทำให้ฉันได้เข้าใจวิถีชีวิต ของครอบครัวอังกฤษขนานแท้ เรียกว่าบินลัดฟ้าเรียนรู้วัฒนธรรมได้ครบเครื่องมากกว่ากะเหรี่ยงทุกคนในก๊วนเดียวกัน และได้ปรัชญาชีวิตใหม่ว่า Life begins     at retirement!

        ดิฉันขอเล่าความหมายของ Homestay เพื่อเป็นพื้นฐานความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมเล็กน้อย Homestay หมายถึงครอบครัวที่เราพำนักอยู่ด้วยมีรายได้   จากรัฐบาลไทย นับเป็นอาชีพอย่างหนึ่งของชาวอังกฤษ โดยส่วนมากเป็น   ครอบครัวที่เกษียณอายุแล้ว หรือครอบครัวที่ต้องการรายได้เพิ่ม และมีห้อง     พอเพียงให้ผู้อื่นอยู่ด้วย ดังนั้นครอบครัวเหล่านี้จะคุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติ   ต่อชาวต่างชาติ และกิจกรรมต่างๆของสถาบันการศึกษานั้นๆ ครอบครัวเหล่านี้   จะได้รับการคัดเลือก และสัมภาษณ์จากโรงเรียนสอนภาษา โดยส่วนมาก         จะรับ นักเรียน 1-2คนต่อครอบครัว โดยทางโรงเรียนจะประสานงานกับ          นักเรียน และครอบครัวถึงกำหนดนัดหมายในการเข้าพัก เราควรเตรียมของ        ที่ระลึกไปฝากครอบครัวเพื่อเป็นมิตรภาพอันดีงามเมื่อแรกพบ (ควรเป็น         ของที่ประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นของตนเอง เพราะจะได้ฝึกภาษาด้วยการ       สนทนาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในเรื่องเหล่านี้)

          ทุกครอบครัวจะมีกฎเกณฑ์ของบ้านที่แตกต่างกันไป  เนื่องจาก         ชาวอังกฤษประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติ เช่น อังกฤษ จีน อินเดีย            เกาหลี ไซปรัส จึงมีความผสมผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างหลากหลาย          ในปัจจุบัน ธรรมเนียมปฏิบัติตนในบ้านจึงควรตกลงถึงข้อปฏิบัติตน                ในระยะแรกของการพำนักเพื่อมิให้นำไปสู่ความไม่เข้าใจระหว่างบุคคล           ในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตามคนที่ไปเรียนต่างประเทศทุกคนควรคำนึง          ถึงจุดมุ่งหมายในการเรียนต่างประเทศ   และยึดถือคติเข้าเมืองตาหลิ่วต้อง     หลิ่วตาตาม เพราะจะทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมได้อย่างมากมายด้วย       ความเข้าใจ และนำไปสู่การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ แต่ในบางครั้งปัญหา        ร้ายแรงเราไม่สามารถปรับตัวได้ หรือครอบครัวไม่ดูแลในปัจจัยพื้นฐานเราสามารถแจ้งผู้ประสานงานเพื่อย้ายครอบครัวได้

          มาต่อเรื่องครูบ้านนอกต่อดีกว่านะคะ Anthony และ Jo  แนะนำ         ถึงระเบียบภายในบ้านซึ่งดิฉันไม่ได้หนักใจอะไรทั้งนั้น ดิฉันบอกเขาว่า            ขอให้ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ ดิฉันมาเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม ไม่ได้     เปลี่ยนวัฒนธรรม!  “น้องสุมาลี” มือโปรสอน TOFEL จากพัทลุง  คือผู้อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน เราคุยกันทางโทรศัพท์ก่อนมาหลายครั้ง ดิฉันแนะนำการ    เตรียมตัวในการใช้ชีวิตต่างแดน (เพราะเมืองนอกคือประสบการณ์ครั้งแรก     ของเธอ)ครูคนอื่นคงดีใจที่มีเพื่อน ยกเว้นดิฉัน(รวมทั้งน้องนาวี)  ดิฉัน        หมายมั่นปั้นใจในการสัมผัสอารมณ์ยามที่ต้องใช้ชีวิตในบ้านคนต่างชาติคนเดียวในฐานะนักเรียนทุน  กลวิธีความคิดการปรับตัว การปรับอารมณ์จะก่อให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีค่า(ทั้งด้านดี หรือไม่ดี)และนี่คือสิ่งที่ดิฉัน            ตอบกรรมการสัมภาษณ์ว่า It’s worth living!  It’s challenging!แต่อย่างไรก็ตามน้องสุมาลีก็ไม่ทำให้ดิฉันผิดหวัง เราปรับตัวเข้ากันได้เป็นอย่างดี ยกเว้นความรู้สึกที่ตนเองใช้ภาษาไทยมากกว่าภาษาอังกฤษในแดนอังกฤษ!

          หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าที่ รถแท็กซี่มารับเรา 2 คนมาส่งจุดนัดพบ  คือ King’s College นับจากนั้น ประมาณสองชั่วโมงเวลาของ Cambridge Walking Tour เริ่มขึ้นในวันแรกของการมาเยือน ให้มันได้อย่างนี้ซิ......       อย่างนี้ล่ะ....เขาเรียกว่า First Impression! โดนใจเหล่ากะเหรื่ยงทั้งก๊วนที่ได้  ลุยตั้งแต่เหยียบแผ่นดิน ....ขอบคุณนะคะ CambridgeESOL........น่ารักจริงๆ พวกเราถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม 15 คน/ไกด์ 1 คน เห็นไหมคะ ชีวิตในอังกฤษคุณภาพต้องมาก่อน ....... ครูไทยพานักเรียนเที่ยว รถบัสมีครู 2 คน... เวลาเที่ยวก็ตามสบายมุมใครมุมมัน.....ถึงเวลานัดเด็กขึ้นรถ.....เช็คชื่อ.....ดูไม่มีคุณภาพนัก แต่ครูไทย และเด็กไทยก็อยู่กันอย่างมีความสุข

          รู้จักทัวร์ไกด์ครั้งแรก นึกในใจ.......ทรมานคนแก่ ...... แต่ที่แท้คนแก่     แต่ไม่แก่อย่างพวกเธอ 2 คนมีความรู้แน่นเปรี๊ยะ เดินเหินคล่องแคล่วสม        เป็นมืออาชีพ (ดิฉันสังเกตเห็นป้ายประกอบไกด์อาชีพห้อยคอ)เธอปฏิบัติ    หน้าที่ตามสไตล์คนอังกฤษ แต่เหล่ากะเหรี่ยงปฏิบัติตามวัฒนธรรมไทยคือ       มุ่งมั่นกับการถ่ายรูปโดยไม่สนใจฟังการบรรยาย ผลก็คือทัวร์ไกด์เริ่มอารมณ์      บ่จอย      พวกเราแยกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย บางกลุ่มเหลียวหน้าแลหลังเพื่อน  อยู่ไหน    และวิ่งกระหืดกระหอบวิ่งไล่ตามเพื่อน ดิฉัน ปุ๊ย และนาวีอยู่เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น (ยึดหลัก คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย นี่ตั้งสาม   .....เลยสบาย....) เซียนถ่ายรูปไม่มีใครเกิน “น้องต้อย “  เธอบุญหล่นทับ 2 ชั้น เพราะ  นักเรียนตัวจริงสละสิทธิ์โดยไม่บอกเหตุผลภายหลังทุกคนยกย่องเธอเป็นเจ้าแม่การถ่ายรูปในทริปนี้ ตัวจริง เสียงจริง    เธอถ่ายรูปในทุกที่อย่างไม่เบื่อหน่าย!!!!!!!

          เพียงเห็นแค่ด้านนอกของ King’s College สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรก    ในเคมบริดจ์ พวกเราก็สัมผัสได้กับความยิ่งใหญ่อลังการของสถาปัตยกรรมอันแสนวิจิตร ประติมากรรมอันอ่อนช้อย ผสานความเก่าแก่ รั้วกำแพงปนลายโค้งมนสีเหลืองหม่นบอกอายุอันยาวนาน ด้านบนกำแพงเป็นยอดแหลมเหมือนหอคอยประดับประดาด้วยศิลปงานแกะสลักหิน (หรือปูนปั้น ดิฉันไม่แน่ใจ) ประตูไม้บานสีทึมมีห่วงเหล็กโบราณแขวนอยู่  สิ่งที่โดดเด่นคงไม่มีอะไรเกิน King’s College Chapel  อวดโฉมสถาปัตยกรรมก้องโลก ตั้งเด่นท้าทายอย่างมั่นใจ ต้องยกนิ้วให้จริงๆค่ะ เสาสูงด้านข้างทั้งสองมียอดแหลมประดับลายละเอียดงดงาม ด้านหน้าเป็นหน้าต่างกระจกโค้งบานใหญ่เขียนลายสี มีต้นไม้ขนาดใหญ่เป็นผู้พิทักษ์อยู่ด้านข้าง พื้นสนามหญ้าสีเขียวตัดเรียบเป็นลายทางทอดยาวเป็นแนวด้านหน้าตลอดกำแพง เพิ่มมุมมองของทัศนียภาพให้โดดเด่นตามหลักงานศิลป ทุกอย่างดูขลังมีมนต์สะกดสายตาให้ชื่นชมในทุกที่ที่พบ อังกฤษอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมได้อย่างน่าชื่นชม ไม่มีสถานที่ที่ทาสีให้ดูหลอนตา เหมือนโบราณสถานบางแห่งของไทย (ทาสีทีเดียวคุ้มไปหลายปี ความงามเลยลดไปอย่างน่าเสียดาย) พวกเราต่างเร่เข้าไปขอถ่ายรูปคนใส่เสื้อครุยดำ-ม่วงหน้าประตู        King’s College (ไม่รู้ว่าตำแหน่งอะไร...... อย่างไงว่ากันทีหลัง...แค่ยืนคู่คนมีสัญลักษณ์ของวิทยาลัยบนเสื้อครุยก็ยิ้มไม่หุบแล้วค่ะ) บริเวณนี้คงเป็นศูนย์กลางของเมือง เพราะนักท่องเที่ยวแน่นขนัด จักรยานของนักศึกษาจอดเรียงรายเต็มไปหมด พวกเราหันซ้ายขวาหน้าหลังถ่ายรูป 360 องศา (พิสูจน์ได้จากกล้องนาวี) นอกจากนี้  The King’s College Even Song  ซึ่งหมายถึงการร้องเพลงบทสวดในโบสถ์ก็ทำให้ชื่อเสียงของวิทยาลัยแห่งนี้กะฉ่อนโลก

ดิฉันไม่พลาดรายการนี้ แล้วจะเล่าให้ฟังในภายหลังค่ะ

            ดูพวกกะเหรี่ยงกำลังถ่ายรูปหน้า King college ได้ในคลิปวีดีโอ

เดินต่อมาไม่นานเห็นนักเรียนแต่งตัวอย่างเริด ประมาณนักเรียนมัธยมปลาย ...โอโฮ...นักเรียนหรือนี่...แต่งตัวอินเทรนเหมือน Bunny ตามบาร์เสริฟเหล้า แต่ดันมาอยู่กลางถนน แต่ไกด์บอกว่าหนึ่งในนั้นคือลูกศิษย์ คงมาร่วมกลุ่มกันทำกิจกรรมสาธารณกุศลหาเงินโดยการถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว ดิฉันวูปในใจ “ตูหนอตู อย่าตัดสินคนจากภายนอก ความงดงามที่แท้จริงอยู่ภายในจิตใจ และพฤติกรรมที่แสดงออกต่างหาก) ขอปรบมือในจิตอาสานักเรียนอังกฤษค่ะ ป้าย The Global Poverty Product การันตีคุณภาพนักเรียนเหล่านั้น! นักเรียนไทยของเราก็ขมักเขม้นทำเรื่องจิตอาสาให้ครบ 5 ชั่วโมงตามหลักสูตร แค่นี้ก็สงสัยว่าจิตอาสา หรืออาสาหาคะแนนกันแน่!

          สมกับชื่อว่าเป็นเมืองมหาวิทยาลัยจริงๆ ตอนแรกเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เหมือนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ไกด์เล่าว่ามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประกอบด้วย 31 วิทยาลัยรวมกัน เข่น St. John College , Emmanuel College, King’s College , Claire College และ Trinity College เป็นต้น ความงามด้านสถาปัตยกรรมของวิทยาลัยต่างๆ เป็นความงามบนความเก่าแก่ที่มองแล้วต้องบอกว่า อย่างนี้เเหละเขาถึงเรียกว่า งามมีเสน่ห์ ลึกซึ้ง ปนความขลังโบราณอันทรงคุณค่า ดอกไม้เลื้อยสีม่วง(เหมือนสีดอกลาเวนเดอร์) พาดผ่านซุ้มประตูไม้สีคล้ำดูคลาสิค บานประตูไม้บางแห่งมีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่บนเนื้อไม้เก่า มองแล้วทำให้เพิ่มเสน่ห์ให้ชวนหลงไหล นาฬิกาโบราณประกอบด้วยสีแดง น้ำเงิน ทอง มีเลขโรมัน และเข็มชี้เป็นเปลวดวงอาทิตย์ เลข1679 ตอกย้ำความเก่าอย่างไม่เหลือความสงสัย ตึกของวิทยาลัยส่วนใหญ่สีเหลืองหม่น ขาวหม่น แสดงอายุไขของมันอย่างแจ่มชัด (ไม่มีการตกแต่งทาสีใหม่ ให้ความรู้สึกของผู้ชมสะดุดแม้แต่น้อย) ด้านในของวิทยาลัยต่างๆเป็นสนามหญ้าสีเขียวเรียบเนียนไร้ร่องรอยการเดินลัดสนาม หรือเศษกระดาษ วิทยาลัยบางแห่งด้านในเป็นสนามที่มีถ้วยปูนปั้นโบราณขนาดใหญ่อวดโฉมสง่างามเหมือนแสดงเกียติยศของตักสิลาแห่งนี้  ไกด์พาเราเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพียงแค่ผลักประตูเข้าไป เจ้านกอินทรีย์สีทองกางปีกเด่นสง่าต้อนรับ ส่วนผนังด้านบนแกะสลักลวดลายละเอียดสีไม้ปนสีทองงดงาม ที่นี่ดิฉันได้มีโอกาสคาราวะรูปปั้นของนักศึกษาเก่าเช่น Sir Isac Newton นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลก เคมบริดจ์เป็นสถานศึกษาของบุคคลสำคัญต่างอีก เช่น ดาร์วิน เวิร์ดเวิร์ธ มิลตัน เอียน แมคเคลลาน จอห์น คลิส เอมม่า ทอมสัน แลงซาดี สมิธ ทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์เก่าของตักศิลาแห่งนี้ทั้งนั้น  เคมบริดจ์เป็นเมืองเล็กๆ แต่อุดมด้วยพิพิธภัณฑ์  โบสถ์  โบราณสถานเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง และประเพณีที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ (ดิฉันเรียนวิชาโทประวัติศาสตร์จึงรู้สึกทราบซึ้งกว่าผู้อื่น) ไกด์พาเราเดินเข้าวิทยาลัยโน้น ออกวิทยาลัยนี้  มาถึง Trinity Court สถานที่ที่ดิฉันชอบมากที่สุด มันศาลากลางสนามหญ้าสีเขียวประกอบด้วยเสาปูน 9 ต้นด้านบนเหมือนมงกุฏกษัตริย์ครอบอยู่ ตั้งเด่นสง่างาม ด้านหลังตัวตึกเก่าเห็นลายโค้งอ่อนช้อย เฮ้อ......บรรยายโดยใช้ภาษาตามแบบศิลปกรรมไม่ถูกค่ะ.......ดิฉันร้องบอกน้อง” นาวี.....ตรงนี้...ตรงนี้ .... พี่จำได้.. เหมือนที่อัลบัมรูปเคมบริดจ์ในเว็บที่พี่ดูก่อนมาเลย” ดิฉันโพสต์ท่าถ่ายรูปอย่างลืมอายุจนปุ๊ยแซว “ พี่แจ๋ว แอคชั่นวัยรุ่นจังเลยนะ....” ดิฉันเลยแซวกลับว่า “ เศรษฐกิจมันแย่ พี่เลยฝากตัวเลขไว้ที่ธนาคารก่อนมาจ้ะ” แล้วเรา 3 คนก็ผลัดกันถ่ายรูปอย่างไม่มีใครยอมใคร (หลักฐานดูได้จากกล้องของเรา 3 คน ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ ประกอบท่าทางทั้ง  3 คน)

          เดินเลาะซอกตึกผ่านซอยเล็กๆสู่ด้านหลัง ความงดงามของเส้นทางเดินเรียบแม่น้ำแคม (Cam River) ที่ไหลผ่านด้านหลังของหมู่วิทยาลัยก็ปรากฎในสายตา พื้นที่นี้เรียกว่า The Backs ( The backs of colleges) สิ่งที่เพิ่มความโรแมนติคเป็นทวีคูณ คือศิลปกรรมของสะพานข้ามแม่น้ำ “ Clare College Bridge” ของ Clare College    เป็นสะพานปูนเก่า รูปทรงสวยงาม ฐานล่างโค้งมนลงพื้นน้ำ “ Mathematical Bridge“ ของ Queen College เป็นสะพานไม้เก่าสร้างโดยใช้หลักคณิตศาสตร์ มันจึงไม่มีตะปูเลยสักตัวเดียว “Bridge Of Sighs” ของ St. John College เป็นสะพานแสดงความงดงามของศิลปกรรมลวดด้วยงานสลักหินลายวิจิตรบรรจงอย่างท้าทาย คำว่า Sigh หมายถึงเสียงการถอนใจเมื่อเราผ่านพ้นสิ่งที่ทำให้เราไม่สบายใจ สะพานแห่งนี้ในสมัยโบราณให้นักโทษเดินข้าม ถึงบางอ้อเลยคะ สะพานนี้เป็นสะพานปิดเหมือนเดินในกล่องที่มีลวดลายโปร่งตา ดูภายนอกมีความงดงามของการแกะสลักหินอย่างละเอียดโชว์ความสามารถของช่างฝีมือโบราณ ข้อมูลทั้งหมดจากคู่มือ และภาพถ่ายในเว็บไซด์ที่หมายมั่นปั้นใจจากเมืองไทยแล้วว่าต้องหาให้เจอ!!!

เมื่อเดินข้ามสะพาน ต้นไม้ใหญ่สีเขียวตั้งตรงเรียงรายทอดตัวสู่อีกส่วนหนึ่งของฝั่งน้ำ สนามหญ้าเขียวขจีเหมือนพรมสีเขียวละมุน ดอกหญ้าสีเขียว สีเหลือง สีขาวที่ขึ้นแซมตลอดทางเดิน ต้นไม้ใหญ่เป็นแนวตามขอบสนามด้านใน และที่ชวนให้ร้องกรี๊ดกราดคือต้นไม้ทุกต้นเต็มไปด้วยดอกสีขาวโพลนเต็มต้นมองไม่เห็นใบ (เหมือนดอกซากุระ) ด้านล่างเป็นดงหญ้า ดอกหญ้าสีขาว สีแดง สีเหลืองขึ้นแซม สลับกับทิวลิปสีแดงอวดดอกชูสะพรั่ง มองเห็นแล้วอยากลงนอนเกลือกกลิ้งถ่ายรูป แต่กลัวทั้งฝรั่ง และไทยวิ่งหนีความหลุดโลกของดิฉัน......เฮ้อ...  กลางสนามมีเก้าอี้พร้อมสลักชื่อผู้อุทิศในเนื้อไม้เชื้อเชิญผู้มาเยือนให้นั่งสัมผัสบรรยากาศในสวนอย่างอิ่มเอม และบุคคลที่ไม่พลาดโอกาสนี้คือ “น้องโย” สาวเปรี้ยวแห่งอุบล บุคลิกเธอมั่นใจ เดินคนเดียวไม่แคร์ใคร สวมแว่นตาโต แต่งตัวไสตล์วัยรุ่นที่โดนใจดิฉันอย่างจัง จนอดใจเอ่ยปากชมไม่ได้ (ทำไมเราไม่คิดแต่งตัวเจ็บๆอย่างนี้ตอนเป็นสาวๆบ้างเน้อ!......... คิดแล้วอยากย้อนเวลา ........ แต่งตัวแบบน้องโย ตอนนี้มองกระจกแล้วคงไม่เข้ากับอายุ!) และไม่ผิดหวัง เธอแสดงความซ่าให้ประจักษ์ด้วยการบริการการแทงหวยข้ามชาติของกะเหรื่ยงไทยในแดนอังกฤษ เห็นไหมคะ..........นักเรียนทุน..........ครูบ้านอกชุดนี้มีทุกรส

          กิจกรรมทางน้ำที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้คือ Punting(on the Backs) หมายถึงการล่องเรือท้องแบนโดยการใช้ไม้ถ่อไปตามแม่น้ำในพื้นที่The Backs   สังเกตเห็นสีหน้าท่าทางของผู้โดยสารบนเรือใบหน้าปนเปื้อนความสุขถ้วนหน้า ใครไม่เกิดอาการนี้ก็คงต้องพบแพทย์ละค่ะ เพราะทิวท์ศน์สองฝั่งน้ำที่เต็มด้วยสวนดอกไม้สวยๆ ต้นไม้ใหญ่สีแดงเหมือนองุ่นอวดสีสันสวยงาม กิ่งก้านของพันธุ์ไม้คล้ายหลิวย้อยลงเรี่ยผิวน้ำ ไหวเอนไปตามสายลมอ่อน ทางเดินเท้าเล็กๆทอดยาวขนานไปกับแม่น้ำ ดื่มด่ำฝูงหงส์ที่ลอยวนเวียนกลางสายน้ำ ท่ามกลางอากาศเย็นสบายอันเงียบสงบ  โอ๊ย........... โรแมนติคเป็นบ้าเลย...... ทั้งหมดดึงดูดอารมณ์คนอ่อนไหวอย่างดิฉันเหมือนถูกมนต์สะกด เฮ้อ ถ้าได้มากับคนพิเศษ ชีวิตคงละมุนละไมกว่านี้เยอะ! “ พี่แจ๋ว เขาหายกันไปหมดแล้ว” เสียงน้องกระชากภวังค์กลับสู่ชีวิตจริง หมดเวลาเที่ยว เวลาในอังกฤษมีค่าเสมอ...


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
market วันที่ : 22/08/2009 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/market

สนุกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ting วันที่ : 22/08/2009 เวลา : 04.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

I like to go there.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน