*/
  • Alian
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : fatty9bar@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-17
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 99990
  • จำนวนผู้โหวต : 39
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม 2552
Posted by Alian , ผู้อ่าน : 1143 , 05:58:17 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ครูบ้านนอกไปอังกฤษ 4 (ต้นฉบับ)

เวลาในอังกฤษช้ากว่าไทยประมาณ 7 ชั่วโมง ทุกคนง่วงนอนในระยะแรก ยกเว้นดิฉัน ไม่ใช่มียาวิเศษหรอกคะ ความรู้ที่เราค้นคว้าก่อนออกเดินทางทำให้ดิฉันเตรียมพร้อมในการฝึกการปรับเวลานอนของตนเอง ดิฉันพยามทำกิจกรรมที่บ้านถึงตี 3 และพยายามเข้านอนตอน 11.00 ประมาณ 1 อาทิตย์ (ได้บ้างไม่ได้บ้าง) เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ หลับอย่างมีความสุขตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เวลานอนที่อังกฤษห้ามใช้เวลานอนธรรมชาตินะคะ (ท้องฟ้ามืด) แม้ว่าเป็นเวลา 22.00 น ท้องฟ้ายังสว่างอยู่เลย แก้ไขไม่ยาก ปิดม่านซะ เมื่อไรก็มืด นอนได้ (ตอนแรกคิดว่าการที่ท้องฟ้ายังสว่างในยามดึกดีเลย เที่ยวดึกกลับบ้านไม่น่ากลัว ที่ไหนได้น่ากลัว มันเงียบ.....โสด.....ไม่โสด...คนร้ายไม่เลือกค่ะ......)

แหล่งพำนักของครูไทยไม่ไกลจากโรงเรียน Bell เดินประมาณ 25 นาที แต่ครูไทยส่วนใหญ่เลือกการขึ้นรถบัส แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ รถบัสเริ่ม บริการเวลา 9.00 น. ครูไทยจำใจต้องเดิน ความจริงการเดินจากบ้านมาโรงเรียนคือการออกกำลังกายอย่างดี รุ่นพี่บอกโรคภูมิแพ้หายหมด แถมระหว่างทางเพลิดเพลินกับดอกไม้สวยๆหน้าบ้านแต่ละบ้าน แต่เราไม่อยากเดินให้เมื่อยขา Anthony เจ้าของบ้านประชดว่า “ผมทำ Homestay มา 10 กว่าปี เพิ่งเห็นชาติไทยนี่เหละที่ขี้เกียจเดิน! “ โถ!!!! แล้วจะเอาตั๋วฟรีไว้ให้ใครละคะ” คนอื่นต้องเดินเพราะค่ารถมันแพงมหาโหด (ประมาณ 150 บาทต่อเที่ยว ในขณะที่ประเทศไทย 8 บาท) เราได้รับตั๋วฟรีที่เรียกว่า Megarider (จำนวนวันยิ่งมาก ราคาตั๋วยิ่งถูกลง)

 โดยแสดงตั๋วให้พนักงานขับรถทุกครั้งที่ขึ้นรถ ถ้าลืมตั๋วต้องจ่ายเงินสดซื้อตั๋วใหม่ อย่าหลีกเลี่ยงไม่จ่ายตั๋ว หรือใช้ตั๋วหมดอายุถือเป็นความผิดร้ายแรงในอังกฤษ เรื่องนี้จำแม่น เพราะเจอะกับตนเอง ดิฉันไม่รู้ตัวว่ายื่นตัวหมดอายุ มีเหตุให้ลืมตั๋ว เลยใช้ตั๋วใบใหม่ไปล่วงหน้า ตั๋วของดิฉันเลยต้องหมดอายุก่อนคนอื่น........กะว่าวันก่อนกลับเมืองไทย จะขอใช้ของเพื่อนที่บ้านใกล้โรงเรียน คนขับบอกหมดอายุ ยื่นใส่ถังขยะแล้วมองหน้าเฉย......ดิฉันตกใจ.......พอรู้ตัว...รีบหยิบใบสำรองขึ้นมาให้............เลยรอดตัว.....ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกหน้าชา.........

ในการขึ้นรถเมล์ต้องเข้าคิว และให้คนชรา เด็ก แม่และเด็กเล็กในรถเข็นขึ้นก่อน โดยภายในรถจะมีป้ายที่นั่งสำหรับบุคคลเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน และเมื่อจะขึ้นรถพนักงานจะลดระดับพื้นรถทางขึ้นต่ำลงเพื่อให้ความสะดวก (น้องปุ๊ยกระซิบบอก เพราะเธอช่างสังเกต) นับเป็นการบริการสังคมที่น่าชมเชย และที่น่าทึ่งคือ คนขับรถเมล์จะไม่จอดถ้าผู้โดยสารไม่ยืนตรงป้ายแม้จะโบกมือก็ตาม ........เรื่องนี้ดิฉันหน้าแตกแหกกระเชิงมาแล้ว........หมอไม่รับเย็บ..........ทำไมมันไม่จอดว่ะ........เดี๋ยวไปไม่ทันฝรั่งสอน ก็จะรู้สึกผิดว่าไม่ตรงเวลาอีก........พอเหลียวซ้ายขวา.......อ้าวยืนไม่ตรงป้าย.......พอเดินมาตรงป้าย.......คันต่อมาจอดพรืด........นอกจากนั้นพนักงานหรือผู้โดยสารมักกล่าวขอบคุณที่ใช้บริการทุกครั้งเป็นมารยาทแบบผู้ดีอังกฤษขนานแท้........ถ้าเป็นรถสองแถวในเมืองไทย.....เด็กท้ายรถจะร้องว่า.........ไปเลยพี่......ชิดใน....ชิดใน......

ในบริเวณป้ายรถเมล์ จะมีป้ายเวลาดิจิตอลบอกกำหนดเวลาที่รถจะมาถึงอย่างชัดเจนทำให้เราคำนวณเวลานัดหมายไม่ผิดพลาด ตารางเวลารถตลอดสัปดาห์มีบอกชัดเจนในกรอบพลาสติก (ทำให้เวลาฝนตก สีไม่ตกเลอะจนอ่านไม่ออก) ที่นั่งรอรถบางแห่ง แผ่นพลาสติคใสด้านหลังจะมาอยู่ด้านหน้าเพื่อกันลม กันฝนให้ผู้นั่งรอรถ .......เรียกว่าหันหลัง.......ไม่หันหน้า......พูดเรื่องอะไร.....เนี่ย....ที่รอรถค่ะ...ไม่ใช่คน.....ทำตกใจไปได้.........ดิฉันใช้ภาษาสุภาพแท้ๆ..... 

ในวันอาทิตย์รถเมล์เริ่มบริการเวลา 3 โมงเช้า (ดังนั้นถ้าจะไปเที่ยวในตอนเช้าๆ อาจต้องใช้บริการรถแท็กซี่โดยรวมกันจ่ายค่าโดยสาร และให้รถแวะรับตามบ้านเส้นทางเดียวกัน) ในการรอโดยสารรถเมล์ คนอังกฤษต่างคน ต่างยืน ไม่มีการทักทาย หรือหน้าตาแสดงความยิ้มแย้ม ผิดกับพี่ไทย ไม่ว่าอยู่บริเวรใดในเคมบริดจ์ พวกเรามีเรื่องคุยทุกที่ สีหน้ามีความสุข เห็นชัดในความแตกต่างของบุคลิกภาพประชากร 2 ประเทศ ด้วยเหตุนี้เองชาวต่างชาติจึงชอบความยิ้มง่ายของคนไทย แผ่นดินของเราจึงมีสมญานามว่า “Thailand, the land of smile” นอกจากนั้นธรรมเนียมการไหว้ของผู้น้อยต่อผู้สูงวัยของครูไทยชุดนี้ เราปฎิบัติกันถ้วนหน้าไม่ว่าเจอะ หรือจากบนรถเมล์ รวมทั้งการเมาท์กระจายข้ามเบาะ(แต่ไม่ดังมาก)...... ฝรั่งเงียบ............ไม่รู้อิจฉาในความสุขของพี่ไทย หรือนินทาในใจ...........

บนทางเท้ามีเลนจักรยานไว้บริการ รถมอเตอร์ไซด์แทบไม่มีในเมืองเคมบริดจ์ รถยนต์มีขนาดเล็ก เพราะถนนไม่กว้างนัก นอกจากนั้นบนทางเท้ามีเลนจักรยานคู่ขนาน ฉะนั้นเวลาเดินต้องดูเครื่องหมายบนผิวจราจรด้วย แต่ส่วนใหญ่กะเหรื่ยงไทยคุยเพลิน หันมาอีกที่จักรยานต้องหลบ........Sorry……และเมื่อต้องการข้ามถนนให้กดปุ่ม รอจนกว่าสัญญานสีเขียวขึ้นจึงเดินข้าม (เหมือนเมืองไทย) ในตอนแรกเราก็ทำตามกฏ แต่ภายหลังคนอังกฤษเดินข้ามไม่รอไฟสัญญาน............ ดิฉันเตรียมโดดตาม สาวผู้ดีอังกฤษหน้าใหม่ดึงแขน “ เราเป็นผู้ดีอังกฤษ ต้องรอ” .........เฉียบไหมคะน้องสาวดิฉัน......น้องปุ๊ย........ เธอมีชื่อจริงเพราะมากค่ะ.......วิลาลินี............อย่างนี้เขาเรียกว่าสามีสอนมาดี (แหมนึกว่าเป็นโสด...... เห็นหนุ่ม Bell ชื่อ Chad คนคิดราคาอาหาร แอบส่งตาหวานหลายครั้ง .............. แต่น้องปุ๊ย.....รอบจัด.....ไม่รู้ไม่ชี้...... แต่ได้อาหารลดราคา..... ความลับ.....ฮา...ฮา.... คนแก่อย่างดิฉันงง....ทีเราทำไมไม่ลดราคา??........ คำตอบต้องมองกระจก........คำตอบอยู่ตรงนั้น..... เฮ้อ....ไม่แก่มั่งก็ให้มันรู้ไป........

เล่าเรื่องสัพเพเหระมากมาย ถ้าไม่เล่าเรื่องวิชาการพอคุ้มทุนรัฐบาลบ้างคงถูกคนสงสัยว่าสงดิฉันมาเรียน หรือมาเที่ยว

Self Access

......... ครูผู้สอนที่ Bell คนแรกชื่อ Liz Harrisonเธอมีดีกรีด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษทั้งใน และต่างประเทศ และเคยเป็นครูสอนที่สเปน เธอมีวิญญานในการเป็นครู เพราะใส่ใจผู้เรียนมาก เตรียมการสอนดี ดิฉันชอบท่าทางของเธอเมื่อให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น เธอตั้งอกตั้งใจฟัง พยักหน้า ใส่ใจ ไม่เคยขัดคอ แต่พวกเราชอบนอกเรื่องเพื่อสร้างความเฮฮาตามประสาพี่ไทย..........เรียนปนเล่น........เรียกว่าชักใบให้เรือเสีย..........แต่เธอก็อดทน.......พยายามตะล่อมเข้ามา ไม่แสดงสีหน้าไม่พอใจ ท่าทางคุกเข่าข้างๆ (Rapport)ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือในคำแนะนำ และทำให้รู้สึกว่าช่องว่างระหว่างครู และนักเรียนหมดไป (ดิฉันนึกจะทำที่เมืองไทย...........กลัวเด็กจะว่า.......ครูขอความรักผมหรือครับ.......แต่คิดว่าจะลอง.......) Liz จะกังวลมากถ้าตรวจงานไม่เสร็จ หรือสอนไม่ตรงตามตารางเรียนที่วางไว้ หรือแม้กระทั่งเอกสารไม่พอแจก......ในอังกฤษเข้มงวดเรื่องคุณภาพของผู้เรียนต่อเม็ดเงินที่เสียไป ดิฉันได้สำนวน Economic Classหรือสแลงเรียกว่า Cattle classคอกวัว คอกควายบนเครื่องบิน ....เข้าใจเปรียบนะ.......สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของเธอคือประโยค Take one and pass them all.เธอพูดทุกครั้งในการแจกเอกสาร พวกเราทุกคนจำได้ เทคนิคนี้ดิฉันจำขึ้นใจ เตรียมนำไปใช้กับลูกศิษย์ที่บ้านนอก........จริงค่ะ.....เราสอน.....แต่ไม่ตอกย้ำหัวตะตปูทุกวัน........เด็กก็ลืม....... เราก็บ่นกันว่า...สอนเท่าไรไม่รู้จักจำ.........นับหนึ่งทุกที........โถ.......ก็ครูทุกคนสั่งอย่างนี้เหมือนกันหมด......เด็กเลยบอก.......ลืมเสียเถิดอย่าคิดถึง.....ผู้สอนอีกท่านหนึ่งที่ให้ความรู้เรื่องการสอนทักษะภาษา ดิฉันสนใจแนวทางการจัด การสอนที่ดีควรเป็นการสอนจากห้องเรียนไปสู่ประสบการณ์นอกห้องเรียน และจุดหมายสูงสุดคือให้ผู้เรียนเป็นบุคคลที่เรียนรู้ด้วยตนเองได้ (Self Independent) หรือที่เรียกว่าปีกกล้าขาแข็งไม่ต้องพึ่งครู ........หากินได้ตามใจชอบ...... …ดิฉันชอบวิธีการแบ่งกลุ่มของ Francois ครูไทยจะนั่งประจำที่ทุกวัน ไม่เปลี่ยนแปลงที่นั่ง ไม่เปลี่ยนคู่ เวลาแสดงความคิดเห็น หรือกิจกรรมคู่ ความคิดความอ่านจึงไม่แตกฉาน เช้สวันหนึ่งเธอเดินเข้ามาพร้อมเชือกเส้นยาวในมือหลายเส้น ให้ครูไทยหยิบปายเชือกคนละด้านพร้อมกัน เท่านั้นเอง....กะเหรี่ยงแตกกลุ่ม แตกคู่ คนที่จับได้ปลายเชือกเส้นเดียวกันคือคู่กิจกรรม .......ไม่พลาดที่จะนำกลับมาใช้เมืองไทย.....

ดิฉันกังวลในการแต่งกายในห้องเรียนก่อนมาอังกฤษ สถาบันภาษาให้แต่งกายสุภาพ ห้ามนุ่งยีนส์ ดิฉันถามผ็รับผิดชอบซ้ำที่กระทรวง เขาตอบว่า

Completely nol. ดิฉันซื้อกางเกงผ้าใหม่ 5 ตัว เพราะความที่กลัวไม่สุภาพ ทั้งๆที่ยีนส์ของตนเองสีสุภาพ แบบสุภาพ จากประสบการณ์การเป็นนักเรียนในต่างประเทศการนุ่งยีนส์คือเรื่องธรรมดา......แต่ ครูทั้งสองคนที่ Bell ใส่ยีนส์ แต่ครูจากเคมบริดจ์นุ่งกระโปรง.........ครูไทยเลยใส่กระเปง.........

สถาบันภาษากำหนดให้พวกเราเขียน

Learning Log คือการจดสรุปการบรรยายในแต่ละวัน เพื่อใช้ประโยชน์กับนักเรียนในเมืองไทย .....เรียกว่าจดบันทึกกันลืมนะค่ะ..... เน้นย้ำว่าอย่ามาทำการบ้านที่เมืองไทย.....เดี๋ยวลืม...... เราก็จดทันบ้างไม่ทันบ้าง ผลัดวันประกันพรุ่งบ้าง แต่แล้วสวรรค์ก็ชี้ทางให้กับกะเหรี่ยงทุกคน .............เรื่องนี้ถ้าไม่กล่าวถึงผู้มีพระคุณอย่างมากกกกกกกก........ในเชิงวิชาการแล้วเหมือนกินอาหารไม่ครบรส พวกเรายกย่องให้สาวเมืองนครศรีธรรมราช เอนเตอร์เทนเนอร์ประจำคณะ “น้องวิไลลักษณ์” ได้รับตำแหน่งเป็น ” เจ้าแม่ Learning Log” พวกเราทุกคนขอคาราวะน้องอย่างสิโรราบ เบื้องหลังการกลายพันธ์เป็นเจ้าแม่ Learning Log ของน้องวิไลลักษณ์มีอยู่ว่า พวกเราต้องสรุปเนื้อหาที่เรียนในแต่ละอาทิตย์โดยแบ่งหน้าที่กันเป็น 4 กลุ่ม สมุดของพวกเราแต่ละกลุ่มต้องมาส่งรวมกันทุกอาทิตย์เพื่อสรุปงาน และให้หัวหน้ากลุ่มเซนต์ชื่อ แต่บางคนจดไม่ทัน บางคนวุ่นวายกับการเยี่ยมชมบ้านเมืองในยามดึก......ดิฉันเองจดบันทึกทุกวันตามที่เข้าใจ.....เข้าใจค่ะ.....แต่จดรายละเอียดขั้นตอนไม่ทัน..........ชอบแสดงความคิดเห็นในห้องเรียนมากว่า..........จดทันบ้างไม่ทันบ้าง เปรียบเทียบสมุดกับคนอื่นเราจดได้น้อย.....รู้สึกกังวล............วันหนึ่งดิฉันได้นั่งข้างๆน้องวิไลลักษณ์ ดิฉันจดหนึ่งบรรทัด เหลือบไปเห็นเธอจดได้ครึ่งหน้าแล้ว........ดิฉันพิสูจน์อักษรในวันรุ่งขึ้น.......โอโฮ.........จดทันได้อย่างไรวะเนี่ย...........สรุปได้เฉียดขาด......ใช้ภาษากะทัดรัด........ไม่รู้ฟ้าส่งมาให้เป็นมือจดประจำคณะหรือเปล่า เธอจดคำบรรยายได้ละเอียดละออเกือบทุกประโยค ดิฉันสรุปเป็นภาษาที่สละสลวยอย่างเธอไม่ได้ แล้วอย่างนี้ดิฉันจะเสียเวลานั่งประดิษฐ์ประดอยจดไปทำไม .........ข้อมูลทุกอย่างเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น (เราแสดงความคิดเห็นก่อนจด) ดังนั้นใครจดมันก็เหมือนกัน...... จริงไหมคะ.......ข่าวนี้แพร่สะพัด.......สมุดของน้องวิไลลักษณ์......เป็นคัมภีร์เผื่อเหลือเผื่อขาดของก๊วนกะเหรี่ยง ส่วนดิฉันละทิ้งความกังวลในการจดบันทึกไม่ละเอียด ไม่ยี่หระในการจดงานบันทึกอีกต่อไป จดสั้นๆ.............เพราะตั้งใจว่าสมุดงานน้องวิไลลักษณ์จะเป็นคัมภีร์ใบลานเมื่อกลับเมืองไทย.............ถ่ายเอกสารเดี๋ยวเดียว.........เราเข้าใจทุกขั้น ตอน......เพราะเราคิดวิเคราะห์...,,,..แสดงความคิดเห็น....แลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้สอนเสมอต้นเสมอปลายในชั้นเรียน......สมุด Learning Log ของน้องทำให้ทุกอย่างกระจ่างชัดไม่ลืมรายละเอียด.........อีกอย่างน้องก็จดตามความคิดของพี่........ฮา...ฮา....แซวเล่นค่ะ..

สมุด

น้องเดวี่ทำให้ดิฉันเสียพนันน้องปุ๊ยว่า

Learning Log เล่มนี้ต้องนำส่งทันที่เมื่อเหยียบสุวรรณภูมิ..........อะไรจะเฮี๊ยบขนาดนั้น โกหกคนแก่มากกว่า ....แต่แล้ว.....ตัวจริง เสียงจริง เลยค่ะ..........ตามที่ตกลงสุวรรณภูมิ..............แต่คงกลัวคงไม่ทันกะเหรี่ยงโดดหนี........ “น้องเดวี่” ผู้ประสานงานของสถาบันภาษา สาวหน้าตาแขก รูปร่างสูงใหญ่ ดวงตาดำขลับบาดใจคน แต่บุคลิกอ่อนโยน พูดเสียงนิ่มนวล เธอเรียกเก็บสมุดงานที่..........สนามบินดูไบ...... เชื่อหรือไม่ว่า.....กะเหรี่ยงบางคน.......แอบก้มหน้าก้มตาลอกสมุดเพื่อนที่สนามบิน.....ฮา....ฮา........ขณะที่ส่วนใหญ่ลอกกันในตอนเช้าก่อนส่งงานประจำอาทิตย์........โถ.......ลอกแค่บางเรื่องที่ฟังเพลินจนจดไม่ถูก...........คงไม่ว่าอะไรหรอกคะ น้องเดวี่เข้าใจสถานภาพกะเหรี่ยง จึงรับปากถ่ายเอกสารจากคัมภีร์ต้นฉบับ ส่งไปรษณ์ให้กับทุกคน (เราจ่ายเงินค่าถ่ายเอกสารให้ก่อนที่อังกฤษ) ขอบคุณนะคะ” ถ้าต้องส่งงานตามคำขู่ พี่จะเป็นเจ้ามือที่กรุงเทพ 1 มื้อ” ป่านนี้ปุ๊ยคงรอคอยน้ำลายยืดว่าเมื่อไรพี่จะมาเยือนตามสัญญา น้องนาวีคอยเงี่ยหูแจมอย่างไม่ยอมพลาดโอกาส........ดิฉันไม่ลืมสัญญากับน้อง .....

น้องวิไลลักษณ์เป็นเจ้าของสวนปาล์มน้ำมัน

(เธอแอบกระซิบว่าถ้าดิฉันไปเที่ยวไหนอีกส่งข่าวด้วย .... “ขายปาล์มสัก 2 ไร่ก็ไปกับพี่ได้แล้ว”.......น้องวิไลลักษณ์........พี่จะไปทริปใหม่แล้ว...........ป่านนี้ยังไม่ได้ข่าวจากเธอเลย......สงสัยกำลังเก็บปาล์ม.... กิตติศัพท์การเป็นเจ้าแม่ Learning Log ทำให้สถาบันภาษาเรียกตัวไปทำหลักสูตรที่เรียนมา เธอเลยกลายเป็นเจ้าแม่ Learning Log เมืองกรุงไปเสียฉิบ...... ส่วนเจ้าพ่อ Learning Log เป็นน้องนาวี ร่วมกับกะเหรี่ยงอื่นๆอีก 3 คน........ขอคาระวะเจ้าพ่อ........เจ้าแม่.....ทุกคน.....ลูกขอเป็นลูกช้างดีแล้ว........ไม่ต้องเข้ากรุงเทพ 4 อาทิตย์.......รวบรวม........จัดพิมพ์............คู่มือการการอบรมที่ร่ำเรียนมาจากอังกฤษตลอด 30 วัน .....ได้ข่าวว่าหืดขึ้นคอ............กันถ้วนหน้า............สร้างกุศลแก่บรรดาก๊วนกะเหรี่ยงที่เหลือเถอะ..........ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นเจ้าพ่อ....เจ้าแม่กันใหม่......ส่วนดิฉันขอเป็นลูกช้าง..........รอกินอาหารหลังพิธีค่ะ..........

ถึงแม้ว่าทางบ้าน และโรงเรียนจะบริการอาหารให้ครูไทยในวันธรรมดา แต่ครูบางคนไม่ถูกปากอาหารฝรั่ง น้องนาวี คือลูกค้าประจำของร้านอาหารไทยเป็นซุ้มบนรถเคลื่อนที่ เขาผูกสัมพันธ์ไมตรีกับ “คุณแหม่ม” เจ้าของร้านอาหารไทยในตลาดนัดตั้งแต่วันแรก วันใดที่นาวีเข้าเมือง เขาจะมาฝากท้องอาหารไทยเช่น ผัดกะเพรา ผัดขี้เมา ก่อนกลับไปละเลียดอาหารฝรั่งที่บ้านพอเป็นพิธี และจากลูกยุของเจ้าของร้านอาหารนี่เอง ทำให้กะเหรี่ยงส่วนหนึ่งไปประกาศศักดาที่เมืองออกฟอร์ด เมืองที่นายกอภิสิทธิ์มาร่ำเรียนวิทยายุทธ์กลับไปเป็นนายกนักเรียนนอก (ส่วนพวกเราเด็กนอกเมือง มาเรียนเมืองนอก!) ดิฉันประกาศศักดากับทุกคนที่เมืองไทยและเมืองนอกว่า จะไม่แตะอาหารไทยตลอด 1 เดือน ( โถ.......ก็กินมาตลอดชีวิตอันยาวนานแล้ว.......ขอหยุดพักชั่วคราวให้ลิ้นได้เปลี่ยนรสชาติบ้างซิคะ) ดิฉันชอบทดลองกินอาหารแปลกๆ หลากหลายชาติ เพราะนี่คือประสบการณ์ชีวิตเช่นกัน…….. ไปอินเดียก็เอนจอยเครื่องเทศฉุนๆ....... ไปเกาหลีก็เอนจอยกิมจิ......ไปกุ้ยหลินก็เอนจอยเผือกหอมทอดชุบน้ำตาล .....ไปสิงคโปร์เอนจอยบักกูเต๋ ........ไปลาวเอนจอยส้มตำ ..........เฉียดเวียดนามเอนจอยแหนมเนือง ..........มาอังกฤษเอนจอยชีส .......ในขณะที่อยู่เมืองไทยเอนจอยปลาร้า!!!!! .......โชคดีที่เป็นคนกินง่าย นอนยาก ถ่ายยาก .......ไหงเป็นงั้นไป........


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน