*/
  • Alian
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : fatty9bar@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-17
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 100567
  • จำนวนผู้โหวต : 39
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
<< พฤศจิกายน 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 28 พฤศจิกายน 2552
Posted by Alian , ผู้อ่าน : 2055 , 04:34:02 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ก้าวเดินด้วยความมุ่งมั่น และท้าทาย เดินไหลตามนักท่องเที่ยวมุ่งหน้าข้ามสะพานสะพานมิลเลนเนียมบริดจ์ (Millennium Bridge)

 น้องนาวีตาไว ถ่ายรูปแชะ City of London School พร้อมสัญลักษณ์สิงห์คู่หันหน้าชนกันที่เราคุ้นตา เรียกว่าเห็นสัญลักษณ์นี้...อังกฤษแหง๋ๆ......สะพานมิเลนเนียมบริดจ์เป็นสะพานรูปทรงสมัยใหม่ ทอดข้ามแม่น้ำเทมส์ ด้านข้างเป็นรูปทรงเหมือนสามเหลี่ยม เอนออกจากตัวสะพาน สุดปลายสะพานเป็นสิ่งก่อสร้างทรงสูงเหมือนปล่องไฟรอคอยกะเหรี่ยงพิสูจน์.......
นี่ไง.......อาคารเทดโมเดิร์น (Tate Modern) แหล่งรวบรวมงานศิลปะ

ดิฉันกระตุกแขนน้อง อย่าผ่านเลย แล้วมานั่งเสียดายภายหลัง ......ดีไม่ดีก็ไม่เสียหาย....... ดีก็ดูนาน ไม่ดีก็ดูเดี๋ยวเดียว......เรียกว่าเก็บให้หมด กวาดให้เกลี้ยง เที่ยวให้คุ้ม!!!! ภาพเขียนสีน้ำมันของแวนโก๊ะ และจิตรกรอีกหลายท่าน......ดิฉันไม่ถนัดเรื่องนี้..มองผ่าน....แต่มาคุ้มค่าที่เสียเวลาแวะมาคือ การเห็นภาพถ่ายของพวกเราบนจอภาพขนาดใหญ่จากกล้องวงจรปิด แต่สักครู่ภาพเริ่มโยเย้ไปมา เหมือนตัวเราบิดเบี้ยว พวกเราวิ่งเข้าออกผลัดกันทำท่างทางถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน.....ไอเดียกระฉูด.......เทคโนโลยีใหม่ที่กะเหรี่ยงบ้านนอกเพิ่งเคยเห็น.......
ออกมาจากเทดโมเดิร์นเห็นปลายทางคือ ทาว์เวอร์บริดจ์อยู่ไกลลิบๆ.....จะไหวเหรอนี่......แต่แม่ทัพต้องไม่แสดงความกลัวให้ลูกน้องเห็น..........ฉันใดก็ฉันนั้น.....ดิฉันเดินจั้มเหมือนตามควายหาย......พี่น้องเดินตาม.....อากาศร้อนมาก......ไหนว่า cloudy , windy  นี่มัน sunny ชัดๆ หรือบุญญาธิการของก๊วนกะเหรี่ยงทำอากาศอังกฤษเพี้ยนเสียแล้ว........
เลียบริมน้ำผ่าน Shakespeare and the Globe โรงละครในอดีตที่แสดงละครดังของท่านมหากวีเอกเช็คสเปียร์

 Globe Theater ในอดีต                                           Globe Theater ที่ซ่อมแซมใหม่ปัจจุบัน

เราไม่แวะชม ได้แต่ถ่ายรูปด้านหน้า  (เรามีโปรแกรมจะไปเคารพท่านถึงบ้านท่าน) เดินต่อมา....โอโฮ.....โน่นอะไร.....สีแดงหรู..คลาสสิค.... “The Anchor”  เป็น Historic London Pub ที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ

บริเวณร้านตกแต่งด้วยสีแดงเลือดหมู ตัวอักษรสีทอง (สีที่คลาสสิคทำให้ร้านอาหาร สง่างามขึ้นอีกมาก) ตัวอาคารมีกรอบหน้าต่าง กรอบประตูเป็นบานไม้สีแดง ลานอาหารริมน้ำกลางแจ้งมีร่มผ้าสีแดงการเรียงราย ไม้เลื้อยย้อยลงตามมุมระเบียงหน้าต่าง  Roof Garden ที่ชั้นสองสำหรับแขกผู้มาเยือนกินลมชมวิวริมฝั่งแม้น้ำเทมส์ยามค่ำคืน เราเพลิดเพลินอาหารตาพออิ่มเอม ก็ก้าวเท้ารีบเร่งมุ่งหน้ายังจุดหมายต่อไป .....ว้าว......เดินย่ำบนถนนเก่ามากพื้นอิฐคร่ำคร่าบอกอายุ เราได้เดินตามรอยเท้าประวัติศาสตร์จริงๆ ไม่ลืมถ่ายรูปกับลืม.....พื้นถนนเก่า.......ด้านบนเป็นเพดานอิฐโค้งมน แล้วมาสู่ร้านอาหารคลาสสิคสไตล์อังกฤษโบราณอีกแห่งหนึ่ง “The Old Thamesside Inn” เป็น Great British Pub Food สีดำทองของร้านบอกรสนิยมของผู้ดีอังกฤษว่าเลิศหรูจริงๆ ถ่ายรูปแล้วก็เดิน.....เดิน.....


ข้างหน้า.......เรือโบราณ Living Museum พิพิธภัณฑ์มีชิวิตตั้งตระหง่านอวดสายตานักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด “ The Golden Hinde”

เป็นเรือที่สร้างในศตวรรษที่ 16 ที่รับใช้ประเทศชาติมานาน เดินทางมายาวไกลถึง 140,000 ไมล์ แอคชั่นพอกันลืม แล้วเปิดหมวกบ้ายบายเรือเก่า เดิน...เดิน.....ริมถนนเห็น “The Super Soft Ice” รถขายไอครีมน่าตาแปลกผิดกับรถเร่บ้านเรา รูปทรงสี่เหลี่ยมปิดมิดชิด ไม่มีฝุ่นเข้าได้.....นึกอยากกิน....แต่เดินผ่าน....
กะเหรี่ยงทุกคนเริ่มเหนื่อยกันถ้วนหน้า.......เห็นโบสถ์เก่ารูปทรงสวยแวะเข้าไปขอพึ่งใบบุญ Southwark Cathedral เป็นมหาวิหารสมัยโกธิคที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุ 1000 ปี

บุคคลสำคัญระดับโลกมามีส่วนร่วมกับโบสถ์แห่งนี้ เช่น Shakespeare, Dickson, Harvard  กะเหรี่ยงอย่างเราไม่พลาดในการเข้าเยี่ยม เจ้าหน้าที่รอรับบริเวณประตู แต่ดิฉันเดินเอี้ยงเข้าประตู แล้วเดินหลบเข้าห้องน้ำแทนการเข้าร่วมพิธี ห้องน้ำต้องเข้าคิว ห้องน้ำสะอาดเช่นเคย เราบริจาคสมทบทุน กะเหรี่ยงมานั่งรวมกลุ่มพักเหนื่อยหน้าสนามหญาเล็กๆหน้าโบสถ์ สายตาเก็บรายละเอียดภาพเบื้องหน้า โบสถ์สีสีน้ำตาลชอคแลตปนสีขาวเหลือง บางส่วนเป็นลวดลายหมากรุก สถาปัตกรรมสวยแปลกตา มองแล้วงามพิศ  ......อารมณ์ที่รู้สึกไม่เหมือนมหาวิหารเซนต์พอล.....ที่นี่ดูสงบ....
น้องนาวีชวนแวะตลาด........... Borough Market ตลาดผักผลไม้ปลอดสารพิษที่เก่าแก่ที่สุดในลอนดอน วัฒนธรรมในตลาดเก่าแห่งนี้บันทึกความทรงจำของดิฉันเกี่ยวกับ Organic Farm เป็นตลาดขายผัก ผลไม้ เนื้อ ที่ปราศจากสารพิษ เนยแข็งอันเบ่อเร่อเหมือนยางรถยนต์ตั้งซ้อนกันสูง มีเนยมากมายหลายชนิด ขายชั่งเป็นกิโล ดิฉันแวะเข้าดู Dutch farmware Cheese มีมากมายหลายชนิด นี่ถ้าอยู่เมืองไทยขนซื้อกลับบ้านอย่างละนิดอย่างละหน่อย ชิมครบทุกชนิด แต่หนทางเดินยาวไกล.......เก็บความอยากไว้ ผลไม้หลากหลาย เช่น บูลเบอร์รี่ ลูกแพร หน่อไม้ฝรั่ง มีป้ายราคาติดไว้อย่างชัดเจน ไม่ต้องถามราคา ....ทุกอย่างราคาตามป้าย.....ไม่มีการต่อราคา..........ผักบุ้งกำละ 1 บาท.......แม่ค้า..... 6 กำ ห้าบาทได้ไหม......เหมือนตลาดเช้าในบ้านนอกของเรา  คนเราแปลกนะ....ต่อราคาผักบุ้งกับแม่ค้าชาวบ้าน .......กินไอครีมเชเวนเซนถ้วยละ 99 บาท แต่ไม่เคยคิดต่อราคาสักบาทเดียว.........
ผ่านสะพาน London Bridge ปากพึมพำร้องเพลงสมัยเด็กๆ London Bridge is falling down……. falling down…falling down……,มาถึงตอนนี้กะเหรี่ยงสูงอายุอย่างพี่แอ้ด พี่ต้อง แรงเริ่มตก เราหยุดพักเก้าอี้ริมน้ำ ทุกคนหยิบแซนวิชอาหารกลางวันจาก Home stay มาตุนเข้ากะเพาะ 
ขอเล่าถึงประวัติเจ้าขนมปัง 2 แผ่นพอเป็นความรู้ด้านวัฒนธรรมหน่อยค่ะ ขนมปัง 2 แผ่น (หรือจะมากว่านั้นก็ตามแต่ชอบ) สอดไส้ด้วยเนื้อสัตว์ตรงกลางที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ ทราบหรือไม่ว่ามีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอังกฤษนี่เอง และเกิดขึ้นที่เมืองเดียวกับที่เราเรียกชื่อขนมปังชนิดนี้ แซนวิช (Sandwich) เป็นเมืองหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดแคนเทอเบอรี่ (Canterbury) ของอังกฤษ เรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตดุ๊กแห่งแซนวิช ( Duck of sandwich) เป็นผู้ที่ชอบเล่นไพ่มาก จนมีอยู่วันหนึ่งที่ท่านดุ๊กผู้นี้ได้สั่งให้แม่ครัวนำเนื้อสัตว์มาหั่นบางๆ แล้วใส่ไส้ไว้ตรงกลางระหว่างขนมปังสองแผ่น เพื่อให้เป้นเมนูที่อิ่มท้องแถมสะดวกในการกินระหว่างการเล่นไพ่ไปด้วย โดยตั้งชื่อเมนูนี้ว่า “ ขนมปังแซนวิช” ซึ่งต่อมาแซนวิชนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลกเลยละค่ะ อังกฤษซึ่งเป็นต้นตำรับจึงได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแล และควบคุมบริษัทที่ผลิตแซนวิชออกมาขาย เพื่อให้ได้คุณภาพและสารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการกันเลยทีเดียว เราสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ สนนราคาอยู่ที่ 99 เพนนีขึ้นไป โดยส่วนประกอบที่อยู่ในแซนวิชจะมีการบอกอย่างละเอียดบนกล่องด้านนอก เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นคุณค่าก่อนตัดสินซื้อแซนวิชนั่นเอง.......เยี่ยมไหมคะ.......พูดถึงเรื่องอาหารยอดนิยมอย่างแซนวิชแล้วอดเปรียบเทียบกับบะหมี่สำเร็จรูปที่ขายกันเกร่อตามโรงเรียนไม่ได้ คุณประโยชน์เทียบกับอาหารทั่วไปไม่ได้เลย ราคาก็สูงกว่า แต่นักเรียนไทยบริโภคกันอย่างเมามัน ทุกวัน คุณภาพชีวิต และมันสมองจึงน้อยลงทุกที.......โรงเรียนแต่ละโรงเรียนน่าจะมองเห็นการณ์ไกลเลือกสรรสิ่งที่มีประโยชน์ให้นักเรียนบริโภค........ไม่ใช่ให้เลือกเองตามสะดวก......เด็กยังเล็ก.....โรงเรียนบางแห่งไม่จำหน่ายอาหารประเภทบะหมี่สำเร็จรูปในโรงเรียนเลย........ข้าน้อยขอคาระวะด้วยใจจริง.........
หายเหนื่อยเดินเลาะฝั่งแม่น้ำต่อไป พบอาคารที่มีรูปภาพขนาดใหญ่ติดผนังอาคารด้านหน้าเป็นชายหนุ่มผิวสียืดตัว แนวนอน กำลังโยนรักบี้แต่เธอไม่ใส่เสื้อผ้าเลยสักชิ้น Node at the riverside (ชื่อนี้ดิฉันตั้งเอง!!) เธอเปลือยกาย เห็นสรีระทุกอย่างชัดเจน ปลีน่อง กล้ามเนื้อลำตัวด้านหลัง มัดกล้ามที่แขน (คนวาดภาพเก่งมาก....เพราะทำให้ดิฉันบรรยายได้).......น่าเสียดายที่ภาพหันหลัง.......ไม่ได้หันหน้า......ไม่งั้นคงหยุดพักที่นี่นาน....ฮา..ฮา
เดินทางมาถึงจุดถ่ายภาพยอดฮิตของนักท่องเที่ยว ที่นี่เป็นสถานที่ๆมีเบื้องหลังภาพเป็น Tower Bridge ที่งดงาม ก๊วนกะเหรี่ยงไม่รอช้าเข้าคิวรอต่อจากอาบัง อาหมวย วนเวียนถ่ายรูปกันถ้วนหน้า รูปหมู่ รูปเดี่ยว ยืนพิงราวเหล็กริมน้ำ โหนราวเหล็ก นั่งบนราวเหล็ก .........ยังดีที่ไม่มีใครโดดราวเหล็ก....ดิฉันคิดในใจตรงนี้แหละ จะเป็นภาพเอกของตนเองบานใหญ่ยืนยันการมาเหยียบแผ่นดินอังกฤษ แล้วก็จริงค่ะดิฉันนำภาพขึ้นจอภาพในการอธิบายวัฒนธรรมให้นักเรียน พวกเขาชมว่าสวย.,,......”สวยมากกกกครับคุณครู.............สะพานนะครับ”.......น่ารักไหมคะลูกศิษย์ดิฉัน
เรื่อยมาตามฝั่งน้ำ ถึงอาคารอาคารทันสมัยโชวสถาปัตยกรรมสมัยใหม่รูปทรงไข่คว่ำ ทรงเอน ด้านนอกเป็นกระจกสูงประมาณ 9 ชั้น อาคารด้านข้างอีกหลัง More Thames River เหลียวมองรอบๆบริเวรนี้เป็นอาคารรูปทรงสมัยใหม่ทั้งนั้น  ที่น่าสนใจ คือ ลายแทง เอ้ย แผนที่บอกทางค่ะ เขาหล่อเป็นรูปพิมพ์สำริด เป็นแท่นทรงกระบอกสูงประมาณเอว ด้านบนระนาบทรงกลมจำลองของอาคารต่างๆในบริเวรนี้ มีลูกศรชี้ทางไว้ลักษณะเข็มทิศ......นี่ถ้ามันเก่าหน่อยและมีประวัติเป็นมาเหมือนหนังสือเรื่อง The Da Vinci Code           จะชวนน้องๆกลับมาตามหาในอนาคตเลยค่ะ บริเวรสนามหญ้ากว้างมาก นักท่องเที่ยวนอนพัก กินลมชมวิวแม่น้ำเต็มไปหมด ฝรั่งโหยหาแสงแดด.......ในขณะพี่ไทยบอกไปให้พ้น.......รังสี UV ทาครีมกันแดดกันจ้าละหวั่น.........ฝรั่งชอบสาวผิวคล้ำ คนไทยชอบคนผิวขาว......รสนิยม 2 ชาติต่างกันอย่างชัดเจน........ยังนี้เล่า.........สาวไทยตัวเล็ก.........ผิวคล้ำจึงถูกฝรั่งหมายปองกันมาก.........แต่คงไม่จริงในเรื่องนี้..........ดิฉันก็ตัวเล็ก........ผิวคล้ำ.........แถมพูดภาษาอังกฤษได้.........ทำไมฝรั่งจึงเมิน......เพื่อนหนุ่มไทยตะโกนบอกกันพร้อมเพรียง......อมรรัตน์.....เธอเก่งเกินไป รู้มากเกินไป เลือกมาก...........เพื่อนหนุ่มผู้จัดการแบงค์บอกแจม..........แถมซื่อจนซื่อบื่อ.......ชายหนุ่มเลยวิ่งหนีหมด.......ว้ายทำไมไม่บอกตอนเป็นสาวจ้ะ........ถึงตอนนี้ฉันจะกลับตัวทันไหมเนี่ย????
พวกเราเดินลากสังขาร ขึ้นสะพาน Tower Bridge สะพานสัญลักษณ์แห่งกรุงลอนดอน

 รูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์เป็นฝีมือการออกแบบของนายฮอเรซ โจนส์ (Horrace Jones) ที่ชนะคู่แข่ง 50 คน โดยใช้สถาปัตยกรรมสไตล์วิกตอเรียนโกธิค (1886-1894) มีลักษณะเป็นหอคอย 2 แห่งด้านข้าง ระหว่างกลางเป็นสะพานเดิน รถวิ่งสวนกันได้ ทางคนเดินอยู่ด้านข้าง ธงชาติอังกฤษโบกสะบัดประกาศความยิ่งใหญ่ ยอดหอคอยมีราวเหล็กทอดโค้งเหมือนชายย้อยท้องผ้าม่านจรดฝั่งน้ำ (อย่าให้บรรยายดีกว่าค่ะ....เดี๋ยว Tower Bridge สัญชาติกะเหรี่ยงจะเพี้ยน .........หารูปดูเองก็แล้วกัน) ที่นี่เป็นจุดชมวิวริมแม่น้ำที่ขึ้นชื่อของกรุงลอนดอน ความสวยงานติดอันดับโลกติดตราตรึงใจ แหมถ้าได้ดูความพิเศษคือการเป็นสะพานยกที่ใหญ่ที่สุดในโลกคงได้คุยฟุ้งมากว่านี้...........
จากสะพานเดินเลี้ยวซ้ายลงหอคอยแห่งลอนดอย (Tower Of London) เพื่อดูประวัติความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ในอดีตของอังกฤษ ทางเดินเรียบแม่น้ำทำให้เห็นทิวทัศน์ของ Tower Bridge แบบเต็มๆ  ผิดกันแค่คนละฝั่งแม่น้ำ .......กาแฟหอมกรุ่นโชยแตะจมูก ......แต่ดื่มน้ำติดตัว.....อากาศร้อนมากเหนื่อยกับการเดิน กาแฟสู้น้ำเปล่าในเป้ไม่ได้ กะเหรื่ยงหยุดพักแล้วมุ่งหน้าเดินต่อหวังว่าได้เข้าชมหอคอยแห่งลอนดอน  เสียเงินก็ยอมเสียอย่างเต็มใจ เพราะตั้งใจเต็ม 100 % สำหรับสถานที่นี้ เพราะนอกจากจะได้ชมสุดยอดของอังกฤษแล้วยังจะได้ยลโฉม มหามงกุฎอิมพีเรียลที่ประดับโคตรเพชร “ดาราแห่งอาฟริกา 2” หรือ “คัลลิแนน 2” (Cullinan 2) น้ำหนัก 317 กะหรัด และคทาประดับเพชร “ดาราแห่งอาฟริกา 1” หรือ “คัลลิแนน 1” (Cullinan 1) น้ำหนัก 530 กะหรัด แต่อนิจจาเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่รอคิวยาว เรียกว่า 1 ชั่วโมงก็ยังคงยืนรอ........ พี่ต้องร้องบอก “พี่รอตรงนี้ แจ๋วเข้าไปเถอะ” คงเพราะเห็นดิฉันหมายมั่นปั้นมือตั้งแต่ในรถทัวร์แล้ว.. “ โถ....พี่ต้อง....ไม่ต้องบอก...หนูก็จะชวนพี่ว่า...ผ่านเถิดค่ะ......ถึงแม้เพชรจะทำผู้หญิงทุกคนตาลุก......แต่ดูแล้วเพชรก็ยังเป็นของคนอื่น...ไม่ใช่ของหนู.....” .นักท่องเที่ยวต่อแถวตากแดดยาวขนาดนี้ไปเก็บเกี่ยวสถานที่ๆสำรองไว้ดีกว่าค่ะ........ แหมถ้าดูเพชรแล้ว เขายกขี้เพชรให้.....ก็อาจยอมรอค่ะ........เพราะถ้ารอเพชรจากชายหนุ่มผู้โชคร้าย.......สงสัยต้องรอ 3 ชาติ!!!
เราเดินขึ้นมาเก็บภาพด้านหลังเป็น Tower Of London มุมภาพบริเวณนี้เป็นมุมเปิดจึงเก็บภาพของหอคอยและนักท่องเที่ยวได้แบบเต็มๆ พวกเราผลัดกันถ่ายรูปอย่างเมามัน เผื่อเหลือเผื่อขาด ได้เวลายกพลขึ้นรถไฟ ป้าย Tower Hall Underground อีกฝากถนนเห็นชัดเจน ฝากฝีฝากไข้กับรถไฟใต้ดินตามแผนการณ์ที่เตรียมมา ไม่อย่างนั้นดิฉันคงไม่พาพรรคพวกตะลุยเดินมาถึงนี่ แล้วเดินตะลุยกลับภายในเวลาอันจำกัดหรอกค่ะ ตามคู่มือใครหลงรถไฟใต้ดินก็น่าคิด เพราะคู่มือเขียนว่าง่ายมาก สะดวกสบาย เพียงลัดนิ้วเดียวถึงที่หมาย ของอย่างนี้ต้องทดลอง......เรียกว่าครบทุกรส....(ยังขาดรถไฟ ) ในอังกฤษเรียกรถไฟใต้ดินว่า Underground ในฝรั่งเศสเรียกว่า Metro ใน อเมริกาเรียกว่า Subway ส่วนในเมืองไทยเรียก รถไฟฟ้ามหานคร
 ระหว่างทางเห็นร้านขายตั๋วการท่องเที่ยว ที่ดึงดูดใจพวกเราคือการโฆษณาที่ทำเป็นรูปปั้นชายชุดดำใส่หนังคลุมศรีษะกำลังถือขวานด้ามยาวเตรียมบั่นคอคน ที่พื้นเป็นแท่นพาดคอ ( เหมือนเอาคอพาดเขียง....รอฟัน....หวาดเสียว ) สาวนักท่องเที่ยวฝรั่งพาดคอถ่ายรูป.......ถึงคิวพี่ไทย...น้องนาวี...เอากับเขาเหมือนกัน.....แต่ยืนแอคชั่นคู่กับรูปปั้น.....ฮี่โธ่.....นึกว่าจะแน่........
 เดินทางผ่านหนุ่มโรมันรูปหล่อสำริด ยืนยิ้มหล่อข้างทาง น้องนาวีไม่รอช้าทำท่าตามหนุ่มโรมัน......แต่....มองไปมาฉีกแนวโรมัน...เป็น....ลาวไปนอก.....ดิฉันเองไม่รอช้า......แอคชั่นตามแบบ...แต่อนิจจาสูงได้แค่เอวหนุ่มโรมัน....เลยต้องยักแย่ยักยัน......กันลืม....
 เดินเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน Tower Hall คนแน่นขนัด ดิฉันอธิบายลายแทงให้น้อง จากนั้นยกหน้าที่ในการซื้อตั๋วให้น้องปุ๊ย และน้องนาวี สองคนอ่านภาษาอังกฤษเก่งโดยไม่ต้องใส่แว่นตามองใกล้.....ดิฉัน และผู้เฒ่าทั้งหลายยืนรอ.....ถ่ายรูปเปรียบเทียบกับรถไฟฟ้ามหานครที่กรุงเทพที่เป็นยานพาหะเจ้าประจำของดิฉันเมื่อเข้ากรุง  สิ่งเด่นชัดคือทางเข้าสำหรับคนพิการ และรถเข็นเด็กเล็กแยกไว้ชัดเจน  อย่างอื่นๆคล้ายกัน หลุดไปที่ชานชาลา มีหลายเส้นทางต้องดูสี  Anthony อธิบาย และให้จดมาชัดเจน จุดหมายปลายทางคือ สถานี Embankment  ขึ้นรถถามผู้โดยสารที่ยืนใกล้ๆเผื่อเหนียว เขาก็ว่าถูกต้อง “ผมลงที่นี่เหมือนกัน” .......เฮ้อโล่งใจ.....เพราะเวลานัดใกล้เข้ามา.......จากนั้นพี่ไทยผูกสัมพันธ์อังกฤษคุยตลอดทาง..........
 หาป้าย Way Out ออกมาจากสถานี (ต้องพึ่งตำรวจ เราะหาป้าย Embankment ไม่พบ.........สรุปแล้วอยู่ในอังกฤษสำนวนภาษาที่ใช้บ่อยที่สุดคือ.....Excuse me, could you tell me the way to……., please? สุภาพเต็มยศ.......ก็อย่างว่า.....บ้านนอกลุยเมืองฝรั่งของจริงเลย.....เชยทุกเรื่อง......
 เก็บตกที่เที่ยวสุดท้าย ตลาดโคเวนการ์เด้น (Covent Garden Market )

ระหว่างทางเดินผ่านห็นป้าย The Sherlock Holmes Restaurant ....

แหมสมัยก่อนซื้อหนังสือสืบสวนอ่านเพียบ.....เรื่อยมายัง จตุรัส Trafalgar Square สิงโตหมอบอยู่ 4 มุม

 

ผ่านมาพบสัญลักษณ์อังกฤษของแท้แน่นอน ....ตู้โทรศัพท์สีแดง ด้านบนมีรูปมุงกุฎ...กะเหรี่ยงไม่พลาด.....บ้างก็ยืนพิงตู้ถ่ายรูป.....บ้างก็เปิดตู้โทรศัพท์ถ่ายรูป.....ว่ากันไป.......เดินไป..เดินไป......สุดท้ายป้ายชี้บอกทาง Covent Garden เด่นชัด.......สุดท้ายก็เก็บจนหมดที่เที่ยว....หมดแรง....
 โคเวนการ์เด้นเป็นตลาดเก่าแก่ดั้งเดิมตั้งแต่สมัยวิกตอเรียที่มีอายุ 300 กว่าปี ซึ่งแต่เดิมที่นี่เป็นตลาดจำหน่ายผัก ผลไม้ รวมทั้งดอกไม้สด แต่ต่อมาได้ย้ายออกไปเพื่อลดความพลุกพล่านจึงเหลือเพียงร้านขายของที่ระลึก          ร้านอาหาร  และงานฝีมือแทน ถึงแม้จะเปลี่ยนประเภทของสินค้าที่ขายไปแล้วก็ตาม แต่ตัวโครงสร้างของอาคารก็ยังเป็นรูปเดิมทั้งหมด รวมถึงบรรยากาศด้านในก็ยังให้อารมณ์เหมือนตลาดย้อนยุคยังไงยังนั้นเลย ทั้งพื้นถนนที่ปูด้วยหิน ป้ายร้านค้าที่เป็นแบบโบบราณเมื่อร้อยกว่าปีก่อน รับรองได้ว่าถ้ามาที่นี่จะต้องได้บรรยากาศแบบคลาสสิคสุดๆแน่ ..............นึกถึงตอนเราเดินตลาด 100 ปีที่อ. สามชุก จ. สุพรรณบุรี เพียงแต่ว่าที่โน่นให้ความรู้สึกแบบไทย ที่นี่ให้ความรู้สึกแบบฝรั่ง แต่ประหลาดใจก็คือคนขายเป็นจีน หรือเกาหลี หรือแขก.......ไม่เสียแรงที่กะเหรี่ยง 4 คนเดินเหมือนตามควายหาย 
ที่นี่เงินปอนด์ในกระเป๋าโบยบินเป็นแห่งแรก ญาติฝากซื้อจานที่ระลึกจากอังกฤษ ได้อย่างใจนึกค่ะ แต่กลับมาบ้านอวด Antony เจ้าของบ้าน เขาว่าทำจากจีนไม่ใช่อังกฤษ เออ  จริงด้วย ของอังกฤษแท้ๆจะแพงมาก แต่สวยถูกใจค่ะ งานพิมพ์สีคลาสสิค ลวดลายดูดี ภาพคมชัด นอกจากนี้ยังได้จานรองแก้วเป็นชุด พวงกุญแจ ทั้งหมดฝากพรรคพวกที่เมืองไทย เพราะคำนวนราคาพอรับได้ แม้ว่าญาติสั่งเสียมาว่าไม่ต้องซื้อของฝากอะไรทั้งนั้น แต่นี่ก็วัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยที่ต้องมีของติดไม้ติดมือกลับบ้านยามไปเที่ยวมา โธ่......ตอนจะมาอังกฤษก็แห่มาส่งกันทั้งครอบครัว จะกลับไม่มือเปล่าดูกระไรอยู่
 สำหรับบริเวณส่วนกลางของตลาดจะเรียกว่า “แอปเปิ้ลมาร์เก็ต” (Apple Market) ซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้างานฝีมือ และสินค้าแบรนด์ต่างๆ ส่วนชั้นใต้ดินจะเป็นผับ และร้านอาหาร คนนั่งกินอาหารแน่นขนัด ดิฉันสนใจอาหารในกระทะแบนใหญ่เหมือนกระทะหอยทอด อาหารในกะทะสีเหลืองจัดจ้าน นึกในใจว่าคงเป็นอินเดีย หรือเม็กซิกัน แต่ได้แค่ชมเพราะเวลาไม่อำนวยให้นั่งละเลียดรสอาหาแปลก
ถ้าคุณชอบการแสดงเปิดหมวกก็แวะมาชมแถวโคเวนการ์เด้นได้เลย เพระที่นี่จะมีการแสดงเปิดหมวกประเภทต่างๆมาให้ความบันเทิงและสร้างสีสันอยู่เสมอ (ค่าชมแล้วแต่น้ำใจ) ...... พี่ต้องกับพี่แอ็ด....หมดสภาพจากการเดินทางไกลมากๆๆๆๆๆๆ...ขอนั่งรอดูการแสดงเปิดหมวกที่ลานกลางแจ้ง ส่วนดิฉัน นาวี ปุ๊ย......ไม่มีปัญหา....พร้อมลุยต่อ....


 บ๊าย บาย โคเวนมาร์เก็ต ย่ำหาทางกลับรวมก๊วนกะเหรี่ยง ผ่านมาพบรถเมล์สายเก่า (Route Master) สุดแสนคลาสสิค เป็นรถเมล์สองชั้นสีแดง สัญลักษณ์กรุงลอนดอน รถเมล์ประเภทนี้ถูกใช้งานมากว่า 50 ปีแล้ว เพิ่งถูกยกเลิกไปปี 2006 เพราะการร้องเรียนของคนชรา และคนพิการว่าไม่มีทางขึ้นสำหรับรถเข็นคนพิการ และไม่มีที่นั่งที่ระบุแน่นอนเหมือนรถรุ่นใหม่ที่สะดวกกว่า ทางการขนส่งจึงเหลือไว้เพียงสาย 9 และ 15 สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น ลักษณะรถเมล์เก่าเป็นแบบสองชั้นสไตล์คลาสสิค นอกจากนี้กระดิ่งสัญณานให้คนขับจอดรถก็ยังเป็นแบบคันชักอยู้ด้านท้าย ของรถ…….ไม่ได้ขึ้นรถ....ขอถ่ายรูปกับรถก็ยังดี
 เดิน...เดิน....เดินหาทางกลับมา Aldywich จากลายแทงไม่ไกล.......เดินวนไปหาโถแคนี้เอง......เดินผิดตรอก...ป้ายหลบมุม.....ปุ๊ยยังไม่วายตาไวถ่ายรูป Lion king บนโรงละครชื่อ Theater Lycbum  จากมาด้วยความเร็วเต็มพิกัดถึงที่หมายก่อน 15 นาที กะเหรี่ยงส่วนใหญ่รอกันอยู่แล้ว......อ้าว.....ของแถม......พิธีแต่งงานหนุ่มสาวชาวอังกฤษ......กะเหรี่ยงกรูวิ่งไปถ่ายรูปบ่าวสาว...เจ้าสาวสวยชุดขาวเกาะอก .......เจ้าบ่าวหนุ่มหล่อเต็มยศ ชุดสูทกรมฟ้าท่า (ไม่ตำรวจก็ทหาร) เพื่อนเจ้าบ่าว 3 คู่ยืนถือกระบี่ให้รอดซุ้ม..........ยืนรอ พลางนึกในใจเผื่อเจ้าสาวโยนดอกไม้ให้........ความหวังเริ่มเรืองรอง.......”พี่แจ๋ว...รถมาแล้ว”  .....สวรรค์ตก............รีบวิ่งแจ้นขึ้นรถ.......พกความโสดสนิทหัวใจไร้ความหวังกลับเคมบริดจ์........เฮ้อ..กะว่า...ดอกไม้ช่อนี้เสร็จเราแล้วเชียวนา......พิโถ......แห้วตามเคย....


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ฟ้าบ่กั้น วันที่ : 29/11/2009 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/underthesamesun


ขอไปด้วยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 28/11/2009 เวลา : 06.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ตามมาเที่ยวลอนดอนค่ะ ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน