*/
  • Alian
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : fatty9bar@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-17
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 99988
  • จำนวนผู้โหวต : 39
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
<< มกราคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 6 มกราคม 2553
Posted by Alian , ผู้อ่าน : 1250 , 04:12:26 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โชคเทตะเข่งให้ครูบ้านนอกกลุ่มนี้ ส้มหล่นมีวันหยุด 3 วันติดต่อกัน เสาร์-อาทิตย์ก็เที่ยวไปเต็มๆแล้ว แถมวันจันทร์เป็นวันหยุด Bank Holiday ก๊วนไทยที่มีหัวหน้า Social Program มือโปรอย่างดิฉัน ......ยกหางตนเอง.....ฮา...ฮา...พาพี่น้องฟาดเรียบวุธ 3 วันติดกันไม่เว้นวรรค.....สถาบันภาษาคงสงสัยว่าส่งมาเที่ยวหรือมาเรียน........โถ.........เรียนรู้สาระที่สองของหลักสูตร เรื่องภาษา และวัฒนธรรมไงคะ ……สอดคล้องเรื่องการเรียนรู้ประเพณีของเจ้าของภาษา ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ .......เห็นไหมคะ ........ไม่ออกนอกกรอบ คุ้มค่าทุนรัฐบาลทุกเรื่อง.......ฮา...ฮา....

Stilton Cheese Rolling เป็นโปรแกรมที่เลือก เทศกาลนี้แม้แต่ Anthony เจ้าของบ้านที่พักอยู่ยังไม่รู้จัก ดิฉันต้องยืนยันหลักฐานจากโรงเรียน Bell ว่ามีตัวตนจริงๆ ครูไทยไม่ได้อำ.....

เราออกเดินทางโดยรถบัสที่เป็นของเราตามเดิม (นักเรียนแจมประมาณ 4-5 คน) ที่นี่นาวีได้เพื่อนใหม่คือหนุ่มน้อยชาวญี่ปุ่นที่บินเดี่ยวมาเรียนที่โรงเรียน แต่เดี๋ยวนี้เด็กไทยก็ใช้ชีวิตต่างแดนอย่างนี้กันเพียบ เรื่องเล่าการท่องเที่ยว หรือใช้ชีวิตระหว่างการเรียนในต่างแดนช่วงปิดภาคเรียนมีขายกันเกร่อตามแผงหนังสือ…………เพื่อนซี้ออนไลน์เสนอแนะ ..........น่าจะเพิ่ม “ครูบ้านนอกไปอังกฤษ” ......อีกสักเล่มนะ......เขียนเป็นแต่อย่างอื่นทำไมเป็นค่ะ.....ถ้าวางแผงเมื่อไร.....คงมีเสียงตามมาว่า.....ยายนี่บ้านนอกจริงๆ...

Stilton Cheese ได้รับการขนานนามว่าเป็น The King of Cheese และ Britain Historic Blue กล่าวว่าในราวศตวรรษที่ 18 บริเวณ Milton Mow bray เป็นต้นกำเนิดของ Cheese ชนิดนี้ แต่บรรดาพ่อค้าที่เดินค้าขายระหว่างลอนดอนและสก๊อตแลนด์ได้หยุดพักคาราวานสินค้าที่หมู่บ้านในเมือง Stilton และที่มีการซื้อขาย Cheese ชนิดนี้กัน นับแต่นั้นมาจึงเรียกชื่อว่า The Blue Cheese หรือ Stilton Cheese

ระหว่างทางไปเมือง Stilton เราได้พบกับวัฒนธรรมแท้ของอังกฤษ คือ It’s a cloudy day. ตั้งแต่มาอังกฤษ ฟ้าฝนเป็นใจ สงสารกะเหรี่ยงบ้านไกล ท้องฟ้าเป็นใจ ใสสว่างตลอดวัน ไม่เหมือนคำเตือนว่าอังกฤษมีฝนตก ฟ้าครึ้ม ตลอดวัน บรรยากาศมัวซัว ไม่แจ่มใส เฉดสียอดฮิตของคนอังกฤษจึงเป็น ดำ ขาว เทา ( คนขายเสื้อขนเป็ดที่จตุจักรยังบอกว่า ถ้าไปอังกฤษต้องสีดำครับ) แต่พอเข้าเขตเมืองเห็นวงเวียนที่ตกแต่งด้วยดอกไม้สีแดง ขาว ชมพู แน่นเอียดเต็มวงเวียนทำให้สีสันในใจสว่างวาบขึ้นมาแทนอากาศที่มัวซัว........... ดอกไม้ที่ Stilton สดใส (Colorful, Lovely) เหมือนสาวรุ่น แต่ดอกไม้ที่เลี้อยสีม่วงเกาะประตูไม้เก่ามีตะไคร่น้ำเกาะของวิทยาลัยในเคมบริดจ์ มีเสน่ห์ชวนหลงไหล (Fascinate, Romantic).......... ชอบอย่างไหนค่ะ.........

Stilton เป็นเมืองเล็กๆ วันนี้เป็นการจัดงานเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลครบ 50 ปี ป้ายระฆังสีแดงเขียนลายทอง ตัวอักษรสีทอง Stilton บริเวณจัดงานใช้ถนนสายหลักในเมือง(ประมาณ 500 เมตร) กั้นริมถนนด้วยป้ายกั้นทางจราจรเป็นแนวยาวประมาณ 200 เมตรทั้งสองฝั่งถนน บริเวณเต๊นท์ทำพิธี ใช้กางเต๊นท์ขวางถนนง่ายๆ โดยไม่ได้ยกพื้นสูงหรือทำเวทีเหมือนของไทย นักดนตรีใช้แอคคอเดียน กลองเล็ก ที่เคาะจังหวะ แล้วใช้ไมโครโฟนจ่อที่เครื่องดนตรี ส่วนลำโพงวางไว้ 4 ตัวริมถนน (เครื่องขยายเสียง หรือเครื่องดนตรีอื่นคงอยู่ในเต๊นท์ เพราะเสียงที่ออกมาไพเราะชัดเจน)

ในบริเวณงานคล้ายสวนสนุกเล็กๆ มีเครื่องเล่นเด็ก เช่น รถไฟ ชิงช้า ม้าหมุน เหมือนงานวัดบ้านเรา แต่ริมถนนมีสินค้ามาวางขายเพื่อสร้างสีสันให้งาน (ไม่ใช่การขายแบบมืออาชีพ) ร้านค้าบางร้านเป็นของการกุศล “หนุ่มกิ๊ก” หรือ ครูติงลี่ ยี่ห้อปล้องวิทยาคม จ.เชียงรายเจ้าเก่า สนใจป้ายโษณาหมวกสีสันฉูดฉาด ไม่ซื้อหรอกค่ะ เธอสนใจป้ายที่เขียนว่า Get a free jested hat if you lose. แหมน้องแกคงไม่ทำหมวกหายหรอกค่ะ แต่เธอคงไม่สนใจอะไรเกินมาดโก้ในแจ๊กเก็ตสีส้ม หมวกติงลี่ แว่นสีน้ำตาลอันโต มือถือกล้อง พร้อมขาตั้งกล้อง รอถ่ายกับป้ายอวดฝรั่งเมืองเชียงรายหรอกค่ะ

ก๊วนกะเหรี่ยงหลายคนละลายเงินปอนด์ที่ Charity Stalls แทน Charity Shops “พี่ต้อง” อวดสินค้าการกุศลราคาถูกมาก กระเป๋า 2 ใบ สร้อย 1 เส้นราคาไม่กี่บาท

น้องนาวีได้กระปุกออมสินไปฝากเจ้าของบ้านชาวอังกฤษ (ซื้อของติดมือไปฝากยามเราไปเที่ยวทำนองนั้น) แต่นาวีทำบุญขึ้น บุญกุศลนี้ ส่งให้มีเรื่องเล่า “ พี่ๆๆมีเงินติดกระปุกออมสินมาเกือบ 3 เท่าของเงินที่จ่ายไป!!!!) ........นาวี.....ขึ้นสวรรค์ หรือตกนรกพี่ไม่แน่ใจ.........เพราะดิฉันก็ไม่เคยยุให้น้องเอาเงินไปบริจาคการกุศล.....เฮ้อ... พี่น้องพอกันทั้งคู่ 

ดิฉันเดินวนไปมา พร้อมสอดส่ายสายตาหาของถูกใจ เหลือบเห็นเครื่องแก้วของเช็คโก สีม่วงลายดอกไม้ที่ประกอบด้วยขวดไวน์ใหญ่ 1 ขวด (ฝาจุกแตกแต่ซ่อมแซมแล้ว เวลาปิดจุกแก้วมองไม่เห็นรอยแตก) แก้วไวน์ 3 ใบ วางปนกับของอื่นๆ สะดุดตา แต่คงแพง ถามเล่นๆ How much? คำตอบจากผู้สูงวัย 2 ท่านว่า Four pounds ดิฉันไม่แน่ใจเลยถามซ้ำ Fourteen or Four? กลัวโกงคนแก่ ....... คำตอบ Four เท่าเงินไทย 250 บาท เท่านั้นเองไม่รีรอ แถมน้องนาวี และปุ๊ยลุ้น “ ซื้อเลยพี่ ถูกมาก สวยมาก” เอาผ้าพันคอห่อของ หอบหิ้วเครื่องแก้วดูการแสดงท่ามกลางฝนปรอย กลัวของแตกก่อนถึงบ้าน

Anthony กับ Jo เจ้าของบ้านบอกสวยมาก และซื้อได้ถูกมากๆ พี่ไทยยิ้มแก้มปริ หอบหิ้วกลับเมืองไทยอย่างปลอดภัย ใช้เทคนิคห่อเครื่องแก้วด้วยเสื้อยืดทีละชิ้น และบรรจุในกระเป๋าลากติดตัวขึ้นเครื่องราวกับเป็นสมบัติพระศุลี !!! จนบัดนี้ของชุดนี้ตั้งแท่นหลังกองหนังสือ......ลืมแล้วค่ะว่าซื้อมา.......พอไม่ได้เป็นเจ้าของ...ก็อยากได้.....แต่พอได้มาแล้ว...ก็งั้นๆ.....มนุษย์ไม่ว่าหญิง-ชายคงพอกันแหละค่ะ....... 

อากาศเย็นลงเรื่อยๆแถมมีลมพัด กะเหรี่ยงส่วนใหญ่ยืนปากซีดปากสั่น ดิฉันรอดตัว เสื้อขนเป็ดกันลมกันฝนพร้อมฮูดคลุมศรีษะ ถุงมือขนแกะ ร่มญี่ปุ่นน้ำหนักเบา รองเท้าผ้าใบกันน้ำ........ ทุกอย่างพร้อมเพรียงเสมอในเป้ใบน้อยติดตัวตลอด 30 วัน........ ใครจะว่าเป็นลูกอีช่างหอบก็ไม่สนใจ.......สุขภาพกะพร่องกะแพร่งอย่างดิฉัน ยอมดูรกรุงรังแต่ชัวร์ทุกเวลา.......ยอมค่ะ.........

ดิฉันเห็นป้ายร้านที่เป็นรถเร่สดุดตา Fish and Chip ไม่รีรอชวนปุ๊ยได้ลิ้มชิมรสอาหารประเภทนี้ Fish and Chips ใครมาอังกฤษยังไม่ได้ลิ้มลองเรียกว่ายังมาไม่ถึงอังกฤษ เหมือนไปอีสานไม่ได้กินปูปลาร้ากับข้าวเหนียว ยังไงยังนั้น ร้านแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นร้านประจำชาติของอังกฤษเลยก็ว่าได้ โดยเมนูจะเป็นของทอดเป็นหลัก เช่น ปลาทอด ไส้กรอกทอด มันฝรั่งทอด (Chips) นอกจากนี้จะมีพายชนิดต่างๆในเตาอบร้อนๆ

ขออธิบาย Chips บ้านเราเรียกว่า “มันทอด” แตกต่างจากฟาสฟูดอเมริกันทั่วไปที่เรียกว่าเฟรนฟราย ( French Fries) มีขนาดใหญ่กว่า กินกับซอส 2 ชนิดเลือกตามชอบ คือ ซอสเครื่องแกง (Curry Sauce) และซอสเกรวี่ (Gravy Sauce) ดิฉันเป็นคนกินง่าย ปุ๊ยกินนิดเดียว ดิฉันกวาดเรียบ ไส้กรอก 2 อัน มันฝรั่งกองใหญ่ ......ปัดโธ่..... ใช้มือ....เดินกินริมถนนท่ามกลางฝนปรอย....... อร่อยได้บรรยากาศมากค่ะ.......

เพียงไม่นานสองข้างถนนเต็มไปด้วยผู้ชมที่หอบลูกจูงหลานมาร่วมงาน เริ่มต้นด้วยขบวนรถโบราณ รูปทรงหลากหลาย สีสันหลากสีเคลื่อนขบวนเข้ามาจอดเรียงรายสองฝั่งถนน บางคันเป็นรถสปอร์ต บางคันเป็นรถเปิดประทุน แต่บางคันก็เป็นปิคอัพ บางคันมีไฟหน้าเหมือนตัวตลก(รถโฟล์คที่ไฟหน้าดัดแปลงให้น่าสนใจ) รถเกือบทุกคันจะเปิดกระโปรงรถไว้แสดงเครื่องยนต์ที่เขาดัดแปลงนำมาใส่ โลหะทุกชิ้นวาบวับ พิธีกรตัวเล็กเหมือนตัวเอลฟ์ (Elf) ในหนัง Lord of the Ring ร่วมกับทีมงานเข้าสัมภาษณ์เจ้าของรถ พร้อมเจ้าของแสดงความพิเศษของมัน รถยนต์เต้นระบำ!!! ตอนแรกยกด้านหน้าขึ้น ยกด้านหลัง ต่อมาสั่นโยกไปมา เฮ้อ! ช่างคิดนับเป็นความภาคภูมิใจของเจ้าของแต่ละคัน คนรักรถโบราณต้องไม่พลาด .............ดิฉันขับแค่รถมอเตอร์ไซด์เรื่องนี้เลยเล่าไม่มันค่ะ

การแสดงชุดแรกเป็นการละเล่นในสมัยโบราณของเด็กๆ พวกเขาถือแถบผ้าสีต่างๆที่ผูกรวมไว้ด้านบนเสาโดยทิ้งชายยาวเป็นริ้ว เด็กแต่ละคนถือชายผ้าและเต้นประกอบดนตรีไปรอบเสาไม้ เดินสลับกัน ผ้าจึงพันเสาไม้ แต่เดินย้อนกลับผ้าจะคลี่ออกตามเดิม แต่เด็กก็คือเด็ก เดินผิดบ้างถูกบ้าง ครูต้องมาช่วย ..........การเดินผิดบ้างถูกบ้างนี่เหละคะทำให้เราเกิดรอยยิ้มในความน่าเอ็นดู ถ้าทำถูกหมดเราคงไม่เผลอยิ้มออกมาหรอกค่ะ

.......และความแตกต่างด้านวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งในมุมมองของดิฉันคือ ไม่มีเด็กคนใดแต่งหน้าทาปากแดงเหมือนเด็กไทยในการออกแสดงต่อสาธารณชนเลย เราสัมผัสของวัยใสไร้สารเคมี ความน่ารักตามวัย ความสดใส ความบริสุทธิ์ ดึงดูดสายตา และเสียงปรบมือจากผู้ชมอย่างท่วมท้น

ต่อมาเป็นการแสดงของสาวน้อย สาวใหญ่ หนุ่มเล็ก หนุ่มใหญ่ ร่วมกันจำนวน 6 คู่ เต้นรำไปตามตามเสียงเพลงสิ่งที่สดุดตาคือสีเครื่องแต่งกาย การระบายสีหน้าตา สีภายนอกของเครื่องดนตรี ทั้งหมดเป็นสีขาว-ดำเท่านั้น ทุกคนระบายสีขาว-ดำบนใบหน้าคล้ายพังค์ในลักษณะต่างกัน ชุดกระโปรงลายทางขาว-ดำ กระโปรงลายจุดขาว-ดำ ผ้าพันคอลายเสือขาว-ดำ หมวกขาวดอกไม้ดำ ถุงน่องยาวลายทางขาว-ดำ ในระหว่างการเต้นมีคนแต่งกายขาว-ดำใส่หัวคล้ายม้าลายเขียน Nodger เดินโชว์ อีกหนึ่งคนใส่ชุดขาว-ดำเหมือนม้าลายเดินเลาะริมถนนขอรับบริจาคเงินจากผู้ชม

บางช่วงของการแสดงมีฝนปรอย (แต่ไม่ถึงกับทำให้ถนนเปียก) แต่ผู้ชมทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ดูไม่ยี่หระกับธรรมชาติลักษณะนี้ ในขณะที่ดิฉันรีบกางร่มกันฝน เพราะกลัวเป็นหวัดแดนไกล ...... แต่ไม่นานฝนหยุด.....พวกเขาคุ้นเคยกับฝนตกที่เนื้อตัวไม่ทันเปียกนั่นเอง!!!! และลักษณะเช่นนี้แหละค่ะ คืออังกฤษของจริง...... cloudy, windy, rainy and cold people

ท่ามกลางสภาพอากาศเช่นนี้ หนุ่มนาวีตาไวเห็นซอกตึกกางเต้นท์สีขาวบริการเบียร์แก้หนาว น้องนาวีไม่รอช้าเปรียบเทียบแอลกอฮอล์ระหว่าง 2 ประเทศ ส่วนดิฉัน และปุ๊ยบอก.....บอยไม่ดื่ม(ตอนนี้)......

หลังดูกิจกรรมการแสดงครู่ใหญ่ ความเย็นทำให้ 2 กะเหรี่ยงสาวอยากเข้าห้องน้ำ สาวน้อยและสาวใหญ่เลยย้อนกลับไปซุ้มเบียร์ที่นาวีใช้บริการเมื่อครู่ใหญ่เจรจาพาทีขอใช้ห้องน้ำ Can you tell me where the toilet is? แต่คนขายบอกไม่มี หน้าตากะเหรี่ยงคงกะเรี่ยกะราด ชายหนุ่มฝรั่งคนใหม่ที่ยืนบริเวณนั้นส่งภาษา It’s on road. ดิฉันถามย้ำด้วยความไม่เข้าใจว่าถนนตรงไหน On the road? เขาอธิบายซ้ำว่า It’s on the corner of the road. หน้าตากะเหรี่ยงยังซื่อ เท่านั้นเองสาวน้อยขายเบียร์หันมาปราม หนุ่มฝรั่งหัวเราะก๊าก และแสดงน้ำใจพาดิฉัน และปุ๊ยเข้าไปในร้านที่อยู่ข้างๆซุ้มเบียร์ ความที่ไม่ได้มองอะไรรอบตัวคิดว่าเป็นบริเวณบ้านเจ้าของร้าน พอโผล่เข้าไป โอโฮ.......กลายเป็นผับ(Pub) ตัวจริงเสียงจริง......ลูกค้านั่งเต็มทุกโต๊ะ ไม่มีเวลาพิจารณาหรอกค่ะ หนุ่มฝรั่งที่ชี้ทางให้ ห้องน้ำสะอาดมาก

ตอนเดินออกจากห้องน้ำ ดิฉันตากวาดมองสภาพภายในอย่างรวดเร็ว คนนั่งเป็นกลุ่มๆดื่มเครื่องดื่มทุกคน เดินผ่านจำหน้าหนุ่มฝรั่งผู้มีน้ำใจได้ ดิฉันหยุดขอบคุณ เขานั่งดื่มเบียร์กับกลุ่มเพื่อน Thank you very much. Hope to see you in Thailand. ฝรั่งตอบ Yeah… See you again in Thailand….. at the toilet in Thailand……..คราวนี้ทั้งฝรั่ง และไทยฮาตรึม…….

คุยกับปุ๊ยภายหลัง On the corner ที่เจ้าหนุ่มฝรั่งทะลึ่งใส่สาวไทยหน้าซื่อ หมายถึงการยืนปัสสาวะตรงมุนถนน...................โธ่เอ๋ย.......สาวไทยเสียรู้ฝรั่งงานนี้เอง.........หน้าแตกแหกยับ.........แต่สาวไทยไม่รู้เลย........แต่งานนี้ก็ได้กำไรไม่ขาดทุน จากกล้องน้องนาวีจึงรู้ว่าตนเองมีโอกาสไปใช้บริการของผับเก่า ชื่อ Stilton Country Club Members Bar เขาบริการเฉพาะสมาชิกเท่านั้น.............แหม! ถ้าหนุ่มฝรั่งคนนั้นบินเดี่ยว ดิฉันคงได้เพื่อนใหม่อีกคนไว้ฝึกฟุตฟิตฟอไฟ

เข็มนาฬิกาบอกเวลากลับขึ้นรถแต่การแข่งขันที่เป็นหัวใจของงาน คือ Stilton Cheese Rolling ยังไม่เริ่มเลย เราชวนกลับไปที่รถเพื่อต่อรองกับไกด์ อังกฤษคืออังกฤษ ……..Sorry…….เพราะโปรแกรมภาคบ่าย Peterborough

ที่นี่คนโรแมนติดอย่างดิฉันรื่นรมย์กับชีวิตในอังกฤษ........ไม่ใช่การแสดงพื้นเมือง........ไม่ใช่เครื่องแก้วของเช็คโกราคาถูก...ไม่ใช่รถยนต์โบราณ.......แต่เป็นเสียงเพลงสากลยอดฮิตสมัยสาวๆที่ดังทั่วบริเวณงาน....... Like a ride stone cowboy……..(และอีกหลายเพลง) เครื่องเสียงดีมาก เพลงเพราะประทับใจ เสียงร้องเพลงจากปากสาวไทยเมืองชาละวันจึงเคล้าคลอไปกับงานของเมือง Stilton อย่างรื่นรมย์ทั้งกาย และใจ ท่ามกลางอากาศแบบอังกฤษจริงๆ...........เฮ้อ....อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้จัง.....


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน