*/
  • Alian
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : fatty9bar@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-17
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 99988
  • จำนวนผู้โหวต : 39
  • ส่ง msg :
  • โหวต 39 คน
<< มีนาคม 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม 2553
Posted by Alian , ผู้อ่าน : 1391 , 07:08:37 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



(ภาพประกอบจะตามมาภายหลัง ขอไปส่งคะแนนเด็กก่อน)
เสาร์นี้ได้โฉบเฉี่ยวมามหานครลอนดอนเป็นครั้งที่สอง เจ้าภาพคือ Cambridge ESOL ดิฉันในฐานะหัวหน้า Social Program ติดต่อสาวน้อยแอนนาผู้ประสานงานของเคมบริดจ์ งานนี้ขอกำหนดโปรแกรมเอง เพราะโรงเรียน Bell พาไปครั้งหนึ่งแล้ว พวกเราต้องขอบคุณ”น้องเดวี” ผู้ประสานงานจากสถาบันภาษาที่เป็นกำลังเสริม สาวน้อยแอนนาให้ชื่อไกด์พร้อมเบอร์โทรศัพท์ กำชับเราให้โชเฟอร์ช่วยประสานงานเมื่อถึงลอนดอน
รถบัสพาเรามุ่งหน้าสู่มหานครใหญ่อีกครั้ง ผ่านโดมใหญ่ยอดปลายแหลมหลายยอดที่ใช้ประกอบกิจกรรมการแสดง ลอดอุโมงค์ข้ามแม่น้ำเทมส์ ผ่านด้านข้าง Tower Of London ขณะรถบัสเลียบริมแม่น้ำ เจ้าชิงช้าสวรรค์ยักษ์หรือ London Eye ล่อตาอยู่ริมฝั่งตรงข้าม  กล้องกดภาพกันถ้วนหน้า มุมภาพสวยไม่สวยว่ากันทีหลัง  เจ้าชิงช้ายักษ์นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษเช่นกัน
ลอนดอนอาย (London Eye) เรียกแบบไทยๆว่า ชิงช้าสวรรค์นั่นเอง แต่ที่นี่เป็นชิงช้าสวรรค์ยักษ์ ที่นั่งเป็นแคปซูลจุคนได้ 25 คน การหมุนแต่ละรอบใช้เวลา 30 นาที ดิฉันโฆษณาสรรพคุณกับพี่น้องตั้งแต่ก่อนมา.......ไม่มีใครไป  เพราะเสียเงิน 650 บาท และต้องเข้าคิว 1 ชั่วโมง ได้นั่งชม 30 นาที ที่เที่ยวแหล่งนี้ตัดออกจากโปรแกรมตั้งแต่ไก่โห่ ........ไปนั่งชิงช้าสวรรค์งานวัดบ้านเฮาดีกว่า......แต่ถ้ามีใครไป ดิฉันสมัครใจรอด้านล่าง ......ไม่ใช่เพราะกลัวตายจากการตกจากที่สูง ......... แต่จะตายเพราะกลัวความสูงค่ะ......
รถแล่นบนถนนที่มีป้ายเส้นทางสีแดง (Red Route) ห้ามจอดทุกกรณี บางคนดิดว่าแค่ป้ายรถจะบรรยายทำไม แต่งานศิลปกรรมปูนปั้นที่โคนเสาป้ายนี่ซิคะ มันเป็นงานปูนปั้นอันสะท้อนความคิดสร้งสรรค์......คิดได้ไงวะเนี่ย...... รูปปูนปั้นเหมือนปลาช่อน แต่ครีบอ่อนช้อยเหมือนปลาทองทั้งครีบหลัง และครีบข้าง แถมเป็นปลาสีทองเกาะเสาไม้สีดำ ทำให้ต้องกดชัตเตอร์ไป 1 ภาพ ป้ายถนนที่เป็นชื่อปลาของเมืองกาญจบุรีคงต้องมาศึกษา “ปลาช่อนครีบปลาทองซะแล้ว” งานนี้ต้องขอบคุณน้องปุ๊ยค่ะ เธอตาไวกดภาพนี้ได้
เรามาถึงมหาวิหารเซนต์พอลเพื่อพบไกด์ ตอนนี้เวลา 10.30 น. ระหว่างรอพวกเราเร่ถ่ายรูปทรงอาคารสีขาวสวยๆบริเวณนี้อีก รอบๆบริเวณมหาวิหารสถาปัตยกรรมงามจริงๆค่ะ ไมว่าจะเป็นรั้วสูงประมาณอกสีขาวปลายแหลมที่ล้อมรอบรูปปั้นต่างๆ งานศิลปะของรูปปั้นเหล่านี้อ่อนช้อยเหมือนงานสลักหินที่เห็นกันในอิตาลี เพียงแต่ที่นี่เป็นสีขาวโพลนเท่านั้น  เสาด้านหน้าของมหาวิหารที่รูปทรงคล้ายวิหารพาเทนอนของกรีก งานสลักที่หัวเสา สิ่งเหล่านี้ยังคงดึงดูดหน่วยความจำของเมมโมรี่การ์ดกล้องให้ลดลงได้เหมือนเดิม
ไกด์วันนี้เป็นหนุ่มยี่ห้ออังกฤษแท้ ผมสีทอง สันจมูกโด่งรับกับแว่นบนใบหน้า รูปร่างไม่สูงใหญ่ แต่ทางคล่องแคล่ว ไม่หล่อ แต่ดูเรียบร้อย ท่าทางเจ้าระเบียบ เสื้อสูทน้ำตาลอ่อนสวมทับเสื้อเชิ๊ตสีฟ้าน้ำทะเล ผูกไทด์น้ำตาลลายเล็กๆ เข้าชุดเด๊ะ แถมหิ้วกระเป๋าหนังสีดำพร้อมร่มดำประจำกาย  สร้อยเส้นเล็กที่คล้องคอเป็นแผ่นป้ายวงรีสีน้ำเงินประกาศความเป็นไกด์มืออาชีพชัดเจน  
หลังจากแนะนำตัวเรียบร้อยด้วยภาษาที่รัวเร็ว (คงทราบว่ามากับนักเรียนทุนที่คัดสรร......ฮา...ฮา....) เธอบอกกฎเหล็ก 3 ข้อ ข้อหนึ่งเดินเป็นกลุ่ม ข้อสองเดินตามร่มสีดำ (ที่ไม่ได้กาง แต่โชว์สูงเหนือศรีษะให้ลูกทัวร์เห็นชัดเจน......สัญลักษณ์อังกฤษคือร่ม นี่ถ้าเป็นไกด์จีนเขาใช้โบกธงค่ะ...เก๋กันคนละแบบ.....ไกด์ไทยคนเหนือไม่รู้ว่าถือตุงนำทัวร์หรือเปล่า......ล้อเล่นค่ะ) ข้อสามห้ามเดินนำหน้าไกด์  
ดิฉันเจรจาพาทีในแผนการณ์ทัวร์ในวันนี้ เพราะเราต้องการเก็บสถานที่เที่ยวแถวบิ๊กเบน พระราชวังบักกิ้งแฮม มหาวิหารเวสมินสเตอร์ และขอร้องแกมบังคับว่าต้องตบท้ายด้วยการชอปปิ้งที่ห้างแฮรรอดยอดฮิตของชาวไทยที่ไม่ได้ซื้อก็ขอให้ได้ยลโฉม ( รายการห้างแฮรรอด กะเหรี่ยงในก๊วนขอมา.....ไม่จัดให้หัวหน้า Social Program โดนยำเละแน่) ตอนแรกไกด์เกรงว่าไม่ทันเวลา เพราะมันอยู่คนละที่ แต่ดิฉันยืนยันแผนการเดิม ท้ายไกด์มืออาชีพคำนวนระยะเวลาแล้วตอบตกลง......ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่ดิฉัน และ Anthony วางไว้ไม่มีคลาดเคลื่อน.......จนบัดนี้ยังไม่เชื่อเลยว่าทำหน้าที่ได้เรียบร้อย.....นับแต่นี้ที่ไหนก็ไปได้.....ฮิ....ฮิ....แต่ต้องมีน้องๆเป็นแรงเสริม.......บินเดี่ยวคงจอดตั้งแต่สนามบิน.....
รถบัสทำหน้าที่ซิตี้ทัวร์กลายๆ ไกด์วางแผนให้เราได้ชมทิวทัศน์ของกรุงลอนดอนด้วย......ขอบคุณไกด์มือโปร....และขอบคุณเลยถึง Cambridge ESOL ที่ใช้บริการไกด์มีคุณภาพ เขาบรรยายสรรพคุณ พร้อมชมอาคารที่สวยคลาสสิคของลอนดอนในรถบัสผ่านจตุรัสทราฟัลการ์ (Trafalgar Square) หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของอังกฤษ ไฮไลท์ของที่นี่คือแท่นหินทรงสูง 162 เมตร ด้านบนเป็นรูปปั้นของ   ลอรดเนลสัน (Lord Nelson) แม่ทัพเรืออังกฤษที่รบชนะฝรั่งเศส สิงโตสำริดสีดำตัวใหญ่หมอบ 4 ทิศทำหน้าที่ปกป้องอนุสาวรีย์ จตุรัสทราฟัลการ์คือหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของอังกฤษ การนับระยะทางไปยังที่ต่างๆนับเริ่มต้นจากที่นี่ เหมือนกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในกรุงเทพนั่นแหละค่ะ
โปรแกรมเที่ยวทั้งหมดวันนี้เป็นเขตอังกฤษเก่า อาคารต่างๆอวดรูปโฉมความโบราณทั้งนั้น  ตอนแรกดิฉันดูผิวเผินไม่น่าเชื่อว่านี่คือเมืองหลวงของอังกฤษ  เพราะไม่รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่เหมือนที่คิดก่อนมา (อาจเป็นเพราะเคยชินกับความทันสมัยโออ่าของเมืองหลวง) เราอยู่บนรถการเก็บรายละเอียดงานศิลปค่อนข้างหยาบ แต่พอมาเก็บรายละเอียดอาคารต่างๆจากกล้องของน้องนาวีผู้ตาไว เก็บภาพได้ทุกแง่มุมขณะรถวิ่งผ่าน เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมของอาคารต่างๆที่หาดูได้ยาก (เขตอังกฤษใหม่อยู่คนละฝั่งน้ำ ย่านดอกแลนด์ ที่นั่นอาคารทันสมัย) .....พอมาเขียนเรื่องราวย้อนหลัง ใจนึกอยากเดินลุยทอดน่องอย่างช้าๆ....ซึมซับความงามของความคิดสร้างสรรค์ที่ละเมียดละไมด้วยน้ำมือมนุษย์อีกครั้งในย่านอักฤษเก่าอีกครั้ง.......ของอย่างนี้ใครจะรู้อนาคต....จริงไหมคะ...
สุดท้ายรถผ่าน The Mall ถนนที่มีประตูคอนกรีตขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า เป็นถนนสายหลักเข้าสู่พระราชวังบักกิ้งแฮม (Buckingham Palace) ที่ประทับของพระราชินีอลิซาเบทที่ 2 พระราชินีองค์ปัจจุบันของสหราชอาณาจักรนั่นเอง
ไกด์ทำหน้าที่ไม่ผิดพลาด เราไม่เสียเวลาเลยสักนิดเดียว มาทันเวลาชมการเปลี่ยนเวรยามทหารรักษาพระราชวังบักกิ้งแฮม (Changing Horse Guard) ในเวลา 11.00 น. เราเดินเรื่อยมาสู่สวนสาธรณะเซนต์เจมส์พาร์ค (ST. James Park) ที่ติดกับพระราชวัง สวนแห่งนี้ต้นไม้ใหญ่เรียงรายสองข้างทาง ถนนกว้างน่าพักผ่อน นักท่องเที่ยวมากมายสองฝั่งถนนเรียงรายจนถึงหน้าพระราชวัง เจ้าหน้าที่บนหลังม้าทั้งหญิง-ชายขับม้าย่างเหยาะบนถนน นำร่องตรวจความเรียบร้อยของเส้นทาง ……แต่รถบางคันยังวิ่งผ่านได้ รถระบายสีคลาสิค....ไม่เขียนด้านหลัง.......” มือใหม่หัดขับ กรุณาอย่าจูบฉัน”...รถที่จะผ่านเข้ามาบริเวณนี้ ในช่วงเวลาเช่นนี้ต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น ป้ายตรงทางเข้าเขียนบอกไว้ชัดเจน......แต่งานนี้สัญลักษณ์ของอังกฤษ.....แท๊กซี่รูปทรงคลาสิคสีดำ....ได้อวดโฉมให้ได้ชม.....
ดิฉันสนใจกลุ่มนักเรียนประถมประมาณ 30 คนที่รออยู่ข้างๆ เด็กแต่งชุดตามสบาย พร้อมเป้สะพายหลังและน้ำดื่ม เด็กทุกคนสวมหมวกสีฟ้าเข้มสดใส ......เออ....การระวังการพลัดหลงใช้หมวก ดีกว่าป้ายคล้องคอ หรือผ้าผูกคอ .......ดิฉันนึกเปรียบเทียบในใจ.........เห็นได้ชัดเจนกว่า และกันแดดได้ แต่ราคาต้องแพงกว่าเช่นกัน ของอย่างนี้คงต้องเลือก ระหว่าความปลอดภัยกับจำนวนเงินล่ะค่ะ .......แต่โรงเรียนดิฉัน เราอยู่บ้านนอก เด็กทนแดดทนฝน เลยแต่งชุดพละศึกษาที่เป็นเสื้อโปโลชมพูยกขบวน........หมวกหาไปกันเองตามสะดวก  ,,.......ไปเที่ยวที่ไหนไม่มีหลง..... ดิฉันเห็นเด็กพิการนั่งรถเข็นมีครูคอยดูแลเป็นพิเศษ ความพิการไม่มีปัญหาเลยในอังกฤษ สถานที่ต่างๆ ยาพาหนะ ทุกอย่างถูกออกแบบเผื่อคนพิการทั้งนั้น ต้นแบบประชาธิปไตย....ความเสมอภาคคือหัวใจสำคัญ...สมกับคำว่า Men are equal.!!!!  แต่รัฐบาลไทยชุดนี้ท่านได้จัดสรรค์งบประมาณจัดจ้างครูดูแลเด็กพิการแล้วเช่นกัน..........
เสียงดุริยางค์นำขบวนเข้ามาใกล้ เหล่านักดุริยางค์แต่งกายชุดสีแดง หมวกทรงสูงเป็นภู่สีดำ เครื่องหมายบนบ่าดำทอง เครื่องดนตรีสีทองขัดมันวาววับ ตามด้วยเหล่าทหารรักษาพระองค์ที่เฝ้าเวรยาม ทหารแต่งเครื่องแบบสีดำ เสื้อคอติดสีดำ กางเกงขาวยาวดำแถบแดง เข็มขัดขาว พร้อมอาวุธปืน   ดิฉันไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าไร ........งานนี้ไม่สนใจคนค่ะ.......แต่สนใจรูปร่างม้าที่ย่างเหยาะผ่านมา มันมีรูปร่างสมส่วน สูงใหญ่สีดำ ดูปราดเปรียว แผงขนคอสะอาดเป็นระเบียบ กีบเท้าใหญ่มาก ผ้าคลุมอานสีเขียวสดใส นี่ถ้าโดนม้าเตะ.......คงไม่เพียงตับแตก.....คนตัวเล็กอย่างดิฉันคงลงโลงคาที่ละค่ะ........
ขบวนเคลื่อนผ่าน ร่มสีดำขยับให้เดินตามขบวน นักท่องเที่ยวเบียดเสียดกันมาก ดิฉันเกาะติดร่มสีดำไม่พลาด ด้านหน้าเป็นอนุสาวรีย์สร้างเป็นเกียรติแก่พระนางเจ้าวิกตอเรีย อนุสาวรีย์ยอดบนเป็นรูปหญิงสาวมีปีกสีทองอร่ามนี้ด้านล่างเป็นงานศิลปรูปชาย-หญิงเหมือนงานแกะหินอ่อนของอิตาลีเช่นกัน แต่สีขาว บริเวณรอบๆเป้นรูปคนกับสิงโตสีเขียวหม่น นักท่องเที่ยวยืนรอชมกิจกรรมเต็มไปหมด ด้านหลังของอนุสาวรีย์คือพระราชวังแบกกิ้งแฮมนั่นเอง ด้านหน้าบนพื้นถนนดาระดาดไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ยืนเบียดเสียดรอชมพิธีการเปลี่ยนเวรยามของทหารรักษาพระองค์ในเวลา 11.00 น.โดยใช้เวลา 30 นาทีในการผลัดเวร
               บริเวณหน้าพระราชวังปลูกไม้ดอกเหลืองเป็นส่วนใหญ่ ดอกไม้สีแดงเป็นวงขั้นกลางสีเหลืองเพื่อให้เกิดความตัดกันของแม่สี  ธงชาติอังกฤษโบกสะบัดอยู่ตรงกลาง นั่นหมายถึง พระราชินีประทับอยู่ ( แต่ถ้าไม่มีธงแสดงว่าพระราชินีเสด็จแปรพระราชสถานไปที่อื่น) ด้านหน้าพระราชวังแนวรั้วสีดำ ด้านบนสีทองแสดงอาณาเขต ประตูทางเข้าสีดำ แกมลวดลายทองงดงามตามแบบตะวันตก แต่มองอย่างไรก็ไม่ซาบซึ้งเข้าหัวจิตหัวใจเหมือนพระที่นั่งจิตรลดารโหฐาน.....ที่เป็นที่พำนักของผู้กุมหัวใจของคนไทยทั้งชาติ
พระราชบังกิ้งแฮมเป็นอาคารที่มีห้อง 775 ห้อง แต่ใช้จริง 52 ห้อง ที่เหลือถูกใช้เป็นพระราชสำนัก หรือที่เลี้ยงรับรองฯ  พวกเราผลัดการถ่ายรูปติดด้านหลังเป็นพระราชวังที่ล้นหลามไปด้วยนักท่องเที่ยว คนตัวไม่สูงนักอย่างเหล่ากะเหรี่ยงต้องเคลียร์คิวจึงเห็นวิวสวยค่ะ......แต่เชื่อไหมค่ะ ดิฉันกลับไม่รู้สึกซาบซึ้งอะไรเลยที่นี่ ทุกอย่างดูธรรมดา ไม่เกิดความรู้สึกเกิดอารมณ์โรแมนติค หรือจิตนาการที่จะก่อให้เกิดห้วงอารมรณ์อันอ่อนไหวในใจเลยแม้แต่น้อย .....ทั้งๆที่เป็นที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอังกฤษ......
เราถ่ายรูปบริเวณสะพานหน้าพระราชวังที่คนผ่านไปมาพลุกพล่าน ที่นี่ ” น้องโจ” หนุ่มน้อยสุดท้องของก๊วนกะเหรี่ยง เธอนั่งราวสะพานยิ้มรับกล้อง ที่ด้านล่างเป็นธารน้ำของสวนสาธารณะ น้องโจบินมาอังกฤษคนเดียวหลังจากที่เรียนไปได้สองสัปดาห์ เหตุเพราะวีซ่าเธอไม่ออก เหตุเพราะเธอกรอกข้อความผิดโดยไม่ตั้งใจ “ นี่เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิต  ผมแทบแย่เลยพี่ ถูกกักตัวไว้ที่สนามบิน ดีที่เจ้าหน้าที่ของเคมบริดจ์ไปรับ เจรจาพาที ว่านักเรียนจริง เขาจึงยอมปล่อยตัว “  โถ....ก็น้องหน้าละอ่อนขนาดนั้น แถมมาคนเดียว ท่าทางก็ไม่แบกเป้ลุยเดี่ยว เขาก็นึกว่าจะมาเป็นโรบินฮูดกระมัง ยังโชคดีน้องเอ๋ย............ยังไงก็ได้เหยียบแผ่นดินอังกฤษแม้จะเพียงสองอาทิตย์ก็ตาม.....กะเหรี่ยงอีกคน  “ น้องยลดา “ มาอยู่แค่ 3 วัน แล้วบินกลับ.....เฮ้อ...เล่าทีหลังค่ะเรื่องมันเศร้า......
ไกด์ขยับเริ่มนับคนเพื่อความแน่ใจ.......กะเหรี่ยงหายค่ะ.... ไม่รู้หายไปไหน คนมากมายอย่างนี้ถ้าสายตาไม่จับร่มดำเป็นระยะ ฝีเท้าไม่เร่ง นำร่างแทรกผ่านฝูงชน....รับรอง....หลง.....น้องนาวีอาสาหากะเหรี่ยงหาย กว่าจะตามตัวครบใช้เวลาพอควร  
ไกด์นำเราผ่าน Green Park สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางกรุงลอนดอน  กรีนพารค์ (Green Park) อยู่ทางฝั่งซ้าย ส่วนเซนต์เจมส์พาร์ค (St. James Park) อยู่ฝั่งขวาค่ะ ธารน้ำไหลเอื่อยผ่านกลางสวน ต้นไม้ใหญ่ เล็กสีเขียวแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ไม้คล้ายหลิวยังคงประดับสายน้ำให้ได้อารมณ์เหมือนเคย สวนร่มรื่น พื้นที่เขียว ปอดของมหานครลอนดอน ไกด์ชี้ให้ดูดอกบูลเบล (Blue Bell) สีม่วงอมน้ำเงิน ฟังว่าเป็นดอกไม้ที่ควีนทรงโปรดหรืออะไรนี่ค่ะ (ไม่แน่ใจ) ชูช่อเป็นดงกลางสนาม สนามหญ้าเต็มไปด้วยดอกหญ้าสีขาวโพลน ฝูงนกพิราบบนพื้นหญ้าละเล็มอาหารที่หว่านไว้ .......เฮ้...กระรอกน้อยหางฟูวิ่งเล่นบนสนามหญ้า น้องนาวีตาไวจับภาพตั้งแต่มันวิ่งบนสนามหญ้าจนไต่ขึ้นต้นไม้ .......แสดงว่านาวีไวพอๆกับกระรอก......อีกาตัวดำสนิทส่งเสียงร้องบนพุ่มไม้ใหญ่ หัวสมองดิฉันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม มันอยู่ได้อย่างไร ไม่กลัวคน ไกด์ตอบง่ายๆ พวกมันชินแล้วครับ ........เออจริง คงเหมือนฝูงลิงที่ศาลพระกาฬ จ.ลพบุรี.............. แต่เจ้าลิงที่นี่มันน่าตี ดอดย่องกระชากของกินในมือนักท่องเที่ยวเป็นประจำ ดิฉันเดินไปเที่ยวที่นั่นคนเดียว ยังนึกว่าโดนขโมยซิวซะแล้ว.......ร้องเฮ้ย.....ที่แท้เจ้าลิงจอมซน......ความโมโหกลายเป็นความขำ......
เราเดินผ่านอนุสาวรีย์ไม่ทราบนาม มาถึงสนามกลางแจ้ง แท่นอัฒจรรย์เรียงรายสามด้าน เก้าอี้นั่งสีแดงนับพันๆตัวเต็มทั้งสามด้าน สถานที่นี่ใช้เป็นที่ประทับของราชวงค์ในการชมกิจกรรมกลางแจ้ง  เดินตัดผ่านกลางสนามสู่ประตูมาถึงด้านหน้าอาคารฮอสการ์ด (Horse Guard) ซึ่งเป็นหน่วยงานทหารรักษาพระองค์ โดยซุ้มประตูบริเวรทางเข้ามจะมีทหารยืนประจำการอยู่ ตัวจริงเสียงจริงเลยค่ะ เครื่องแบบเป็นเสื้อสีดำ กางเกงสีขาว สวมหนังดำถึงเข่า ถุงมือขาว หมวกโลหะสีทองวาวทับด้วยภู่สีทอง ดาบประจำกายแนบตัว ถ่ายรูปเสียหลายรูป ทหารไม่ยิ้ม ยืนนิ่งตามระเบียบ .......ถ้ายิ้มเห็นฟันสามสิบสองซี่ ความโก้ของเครื่องแบบคงลดลงอีกโข .......กำลังปฏิบัติหน้าที่นี่คะ.........คนยิ้มไม่หุบกลับเป็นสาวน้อยสาวใหญ่..........ก็ได้ยืนใกล้ชิดติดตัวเลยนี่คะงานนี้....บริเวณประตูนายทหารนั่งงามสง่าบนหลังม้าสีดำ.....มุมถ่ายภาพนี้...คนกับม้า......คนสูงแค่ครึ่งตัวม้า......พวกเราถ่ายเดี่ยวถ่ายหมู่กันถ้วนหน้า............ภาพที่ออกมา.......ภาพครึ่งคนครึ่งม้า...........เอ้ย...ไม่ใช่....คนครึ่งม้าครึ่ง......ฮิ..ฮิ..
    ผ่านมาถึงอนุสาวรีย์ของหญิงกล้าผู้เสียสละชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สองตั้งอยู่กลางถนน ก่อสร้างเป็นรูปหล่อสำริดของเสื้อคลุมติดด้านข้างโดยไม่มีตัวผู้สวมใส่ แปลกดีค่ะ.....งานนี้โชว์เสื้ออย่างเดียว....มองนึกฉงนใจคนหายไปไหน........พอนึกถึงเพลง …..Where have all the flowers gone?........เคยร้องเพลงนี้ไหมคะ...........คำตอบอยู่ตรงนี้เอง....
เรื่อยมาพบประตูเหล็กบานใหญ่สีดำมีตำรวจยืนเฝ้าอยู่ ประตูนี้เป็นประตูกั้นถนนดาวนิ่ง (Downing Street) เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ เพราะนี่เป็นถนนเข้าสู้บ้านนายกรัฐมนตรีที่มีมาตั้งแต่ปี 1732 ( ปัจจุบันก็เป็นบ้านพักของนายกกอร์ดอน บราวน์ นั่นเอง) เมื่อก่อนนักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปได้ หรือเดินเข้าไปชมถึงหน้าบ้านได้เลย แต่หลังจากมีปัญหาเรื่องการก่อการร้าย ทางการจึงต้องเพิ่มมาตรการความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และห้ามใครเข้าออกเส้นทางนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงได้แต่ถ่ายรูปอยู่ด้านหน้า โดยมีชื่อถนนเป็นแบคกราวด์เท่านั้นเอง  ........ไม่ได้สังเกตว่าตอนพวกเราเดินผ่าน ตำรวจตั้งถ้าเตรียมพร้อมหรือไม่......โธ่...ก็กะเหรี่ยงยกก๊วนเลยนี่คะ.....ท่านเจ้าขา.......เราสัญชาติไทยรักสงบค่ะ....
    แล้วก็ได้เวลายลโฉมหอนาฬิกาบิ๊กเบนที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอน ตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ คำว่านาฬิกาบิกเบนอยู่ในสมองของเด็กไทยสมัยโบราณทุกคน  บิ๊กเบนได้มาจากชื่อของ “เซอร์เบนจามิน ฮอล์” (Sir Benjamin Hall) ผู้ควบคุมการก่อสร้าง  โดยนำชื่อตัวหน้าบวกกับคำว่าบิ๊ก ซึ่งเป็นคำที่ใช้บอกลักษณธวงกลมของนาฬิกาที่ใหญ่โตมากจนมองเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล และเมื่อรวมกันจึงได้ชื่อว่า บิ๊กเบน  อาจเป็นเพราะผู้คนที่พลุกพล่าน การจราจรที่แออัด ระยะเวลาที่เร่งรีบ ความงามของบิ๊กเบนจึงสร้างความประทับใจในความใหญ่ และลวดลายละเอียดสีทองเท่านั้นเอง ภาพถ่ายบิ๊กเบนผ่านสี่แยกได้มุมกล้องพอควร งานนี้คนตัวสูงได้เปรียบ
ระหว่างรอเพื่อนถ่ายรูป ดิฉันได้ภาพแถมคือเจ้ารถนำเที่ยวสองชั้นหลังคาเปิด พ่อลูกนั่งชมวิวด้านบน กะเหรี่ยงยกกล้อง เด็กน้อยยิ้มรับ ดิฉันวางแผนใช้การท่องเที่ยวในลอนดอนที่เรียกว่า Hop on Hop off โดยรถชนิดนี้ แต่เคมบริดจ์ และโรงเรียนเบลบริการสุดๆจัดรถบัสปรับอากาศอย่างดีบริการ ทริปเที่ยวลอนดอนทั้งสามครั้ง.......สบายไป.....ทั้งเงินและการเดินทาง.....
    ไกด์พาข้ามถนนมายืนชมบิ๊กเบนอีกด้านติดรั้วสีดำ โดยด้านหลังเห็นลอนดอนอาย  มุมภาพไม่สวย แต่ก็ได้ภาพสองอย่างในเวลาจำกัด เรียกว่าซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง โดยส่วนตัวแล้วดิฉันไม่รู้สึกซาบซึ้งกับย่านนี้เท่าไร นักท่องเที่ยวแน่นขนัด เหมือนอยู่หน้าจตุจักร มองมุมของสิ่งก่อสร้างถูกบดบังด้ายการจราจร ความรู้สึก...... เลยลดลงอย่างมาก  แต่อาจมีอาคารสีเทาดำสีแกรนิต หลังคาเหมือนปล่องไฟหลายอันที่อยู่ตรงข้ามหอนาฬิกาที่ดูประทับใจในรูปทรงของสถาปัตยกรรม.....เทาดำ...ดูงามแบบมีสไตล์
    ฝั่งถนนตรงข้ามชาวศรีลังกากำลังประท้วงการปฏิบัติต่อชนชาตทมิฬ  ....โบกธง ถือป้ายกันสลอน...... สงสัยท่าน Winston Churchill รูปปั้นท่านที่ยืนอยู่ข้างๆคิดอะไรอยู่นะ.........เฮ้อ .......มาครั้งนี้ทุกแง่มุม... แหมถ้านักประท้วงขึ้นพูดในสวนธารณะไฮด์ปาร์ค (Hyde Park) และกะเหรี่ยงเตร่บริเวณนั้น ........คงมีเรื่องคุยอีกเยอะ.......อาจมีคนช่วยชูมือสนับสนุนอีกแรง......แต่...ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลาง....จิตสำนึกร้องกระซิบอยู่ในใจ.....
เบื้องหน้าริมถนนฝั่งเดียวกัน โบสถ์เวสมินเตอร์ (Westminster Abbey)ตั้งตระหง่านรับนักท่องเที่ยว ที่นี่สวยสง่าเช่นเคย ได้ยลประมาณ 10 นาที แค่ด้านนอก (ทั้งๆที่วางแผนตั้งใจจะเข้าชมด้านในเมื่อก่อนมาอังกฤษ) เวลาไม่เอื้ออำนวย .......ได้แค่นี้ก็โชคดีสุดๆแล้วค่ะ.....
มหาวิหารเวสมินสเตอร์เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค เป็นวิหารที่มีชื่อเสียงมากในในศตวรรษที่ 13-16 งานพระศพของเจ้าหญิงไดอานาจัดขึ้นที่นี่ พวกเราไม่ได้เข้าไปเรียกว่าชะโงกทัวร์ เราผ่านโบสถ์ทรง 8 เหลี่ยม (Chapter House)……ลวดลายมหาวิหารแห่งนี้........ดิฉันไม่ขอบรรยาย..........ดูสวยค่ะ......ความรีบเร่งทำให้บรรยายไม่ออก.....อารมณ์ไม่รู้สึกละเมียดละไม........ที่นี่สวยเหมือนดูลายปักผ้าคลอสทิสลายใหญ่ ในขณะที่มหาวิหาร Peterborough สวยเหมือนดูลายปักผ้าคลอสทิสลายเล็ก........ใครไม่เข้าใจ....เปรียบเทียบลวดลายของสร้อยทองเส้นใหญ่กับลวดลายของสร้อยทองเส้น......สวยแบบหยาบๆ
ดิฉันมาสนใจอาคารที่อยู่ติดกันกับมหาวิหาร .....สนใจลายของหน้าจั่วของหลังคาที่เป็นลายหยักๆยาวตลอดแนวอาคาร.......สวยแปลก.....
    พอจะเริ่มเคลื่อนขบวน  ไกด์นับสมาชิก เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น กะเหรี่ยงหายสองคน  ....สองพี่น้องที่ชื่นชอบการถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ น้องต้อย “เจ้าแม่ถ่ายรูป” และน้องโจ.....สงสัยถ่ายรูปกันเพลินลืมมองร่มดำ.....ฮา..ฮา..ไกด์พาพวกเรามาศูนย์รวมอาหาร พร้อมทำธุระส่วนตัว ที่นี่ผู้คนพลุกพล่านมาก.....ทำได้อย่างเดียว ......รอเพื่อนค่ะ......ไกด์ทำหน้าที่ไกด์............ตามหากะเหรี่ยงพลัดกลุ่ม........ คงไม่หลงไกลหรอกค่ะ เพราะเราเดินมาเป็นเส้นตรง
พื้นถนนคนเดินบริเวณนี้เป็นก้อนหินตัดเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายอิฐฝังบนพื้นถนน  งานก่อสร้างสมัยโบราณนั้นไม่มีเครื่องมือเหมือนปัจจุบัน  สกัดก้อนหินอย่างไรก็คงไม่เท่ากันเด๊ะเหมือนอิฐสมัยใหม่ และความที่มันไม่เท่ากัน สีไม่เสมอกันแต่เฉดสีเดียวกันน้ำตาลเข้มคลาสิค การจัดวางเรียงเป็นแนวยาวอย่างจงใจได้ระยะ.....สวยค่ะ.......เหมือนลายบนหนังจระเข้..........ที่อังกฤษดิฉันเดินผ่าน แต่พอดูรูปที่เมืองไทย.......นึกในใจ.....ไม่คิดว่าจะมีใครที่มือไวถ่ายรูปละเอียดละออจนทำให้ความทรงจำพร่างพรูออกมาได้ขนาดนี้..........ไม่มีภาพ กล้องลาวไปนอก “ ครูบ้านนอกไปอังกฤษ” คงม้วนเสื่อไปนานแล้ว.......หลายคนถาม....จำได้ไง......ไหนว่าแก่......น้องเอ๋ย.......แก่นั่นอายุที่วิ่งฉิว......แต่ใจยังคลานต้วมเตี้ยม....ฮา...ฮา......เขาว่ากันว่า.....คนเล่าความหลังได้มันหยดติ๋ง......คือคนแก๊แก่......แต่เจ๋ง......ใช่ปล่าววววววววว.......

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน