• Enlightened
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pipatmonkong@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-01-07
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 4258
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
One man one world
The secret of the secret
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Enlightened
วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน 2562
Posted by Enlightened , ผู้อ่าน : 351 , 15:18:59 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

Einstein และBohr คือ ตัวอย่างของความใช่และไม่ใช่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน และเวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน ในระดับควอนตัม หรือ ทฤษฎีเส้นเชือก(string theory)

ทฤษฎีเส้นเชือก(string theory) คือ ระบบการทำงานของควอนตัมที่มีความใช่และไม่ใช่ความเป็นคู่อยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน และเวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน หรือในทางวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์เรียกว่า สองมิติ/มิติคู่ขนาน/โลกคู่ขนาน+3 มิติ+1 มิติของช่องว่างและเวลา ซึ่งในคำอธิบายด้านล่างจะเผยให้คุณเห็นถึงทฤษฎีเส้นเชือก(string theory) ที่ซ่อนอยู่ภายใต้การทำงานของความคิดความรู้สึกและการกระทำของตัวเองและของคนที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับเรา

ในระดับควอนตัมมีคำอธิบายที่สามารถแยกรายละเอียดของความพยายามในการออกมาโต้แย้งและคัดค้านเหตุผลของกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใครของทั้ง Einstein และ Bohr คือ ทั้ง Einstein และ Bohr มีสถานะทางความคิดและความรู้สึก/อดีตและอนาคตและมีสภาวะกึ่งเป็นกึ่งตายอยู่ระหว่างกึ่งความคิดกึ่งความรู้สึก/อดีต-ปัจจุบันและปัจจุบัน-อนาคตเหมือนกัน แต่ภายใต้สถานะและสภาวะที่เหมือนกันก็มีความแตกต่างกันในเวลาที่ทั้งคู่ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านกัน/จุดยืนแตกต่างกันคือ Einstein จะยืนอยู่บนความไม่ใช่ทางด้านความคิด(อดีต-ปัจจุบัน)และใช่ทางด้านความรู้สึก(อดีต-ปัจจุบัน) ของตัวเอง และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกัน Bohr จะยืนอยู่บนความใช่ทางด้านความคิด(ปัจจุบัน-อนาคต) และไม่ใช่และใช่ทางด้านความรู้สึก(ปัจจุบัน-อดีต ปัจจุบัน-อนาคต) จะเห็นได้ว่าจุดยืน/สถานะและสภาวะของทั้งคู่(ทุกสรรพสิ่ง)ที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันนั้นจะมีอยู่/เป็นอยู่และไม่มีอยู่/ไม่เป็นอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน และเวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกันเหมือนกันและแตกต่างกัน(กลับด้านกัน) ซึ่งทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันคือ แรงที่ช่วยผลักดันตัวเองและกันและกันเพื่อเดินออกจากจุดที่เรายืนอยู่เพื่อสร้างผลงานใหม่ๆ แต่ทั้ง Einstein และ Bohr ต่างก็พยายามยืนอยู่บนจุดของตัวเองทำให้คู่เป็นผู้ชนะและผู้แพ้ของตัวเองและของกันและกันคือ Einstein มีผลงานที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองที่เกิดจากความคิด(การนำเอาความคิดที่อยู่ในอนาคตมาเป็นปัจจุบัน) ทำให้ Einstein อยู่ในสถานะอดีต-ปัจจุบัน เมื่อ Bohr เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วย แต่ก่อนหน้าที่ Bohr จะเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วย Einstein อยุ่ในสภาวะควอนตัมคือ กึ่งอดีตกึ่งอนาคต แต่เมื่อ Bohr เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วยทำให้ Einstein ต้องเลือกข้างของตัวเอง ซึ่งเมื่อ Bohr เข้ามาในสถานะและสภาวะทางความคิด(ปัจจุบัน-อนาคต) นั้นทำให้สถานะทางความคิดของ Einstein เคลื่อนที่ออกจากสถานะทางความคิดปัจจุบัน-อนาคตไปอยู่ในสถานะอดีต-ปัจจุบันและเข้าสู่สถานะและสภาวะทางความรู้สึกใหม่ทันทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งสถานะและสภาวะทางความรู้สึกใหม่นี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่เป็นสถานะและสภาวะเก่าที่มีอยู่แล้วซึ่ง Einstein เข้าใจว่าเป็นสามัญสำนึก ดังนั้นสิ่งที่ Einstein ทำโดยอัตโนมัติเช่นกันคือ นำพาตัวเองออกจากสถานะและสภาวะทางความคิด(อดีต-ปัจจุบัน) เข้าสู่สถานะและสภาวะทางความรู้สึกคือ มีอยู่ใน(อดีต-ปัจจุบัน) และไม่มีอยู่ใน(ปัจจุบัน-อนาคต) เมื่อ Einstein นำเอาความรู้สึกที่มีอยู่ในอดีตแต่ยังไม่มีอยู่ในอนาคตเข้าไปแสดงความคิดเห็นคัดค้านความคิดของ Bohr (ที่นำเอาความคิดที่อยู่ในอนาคตมาเป็นปัจจุบัน) ทำให้ Einstein ไม่มีทางเอาชนะ Bohr ได้ ดังนั้นสิ่งที่ Einstein ต้องทำคือ นอกจากการนำเอาความรู้สึกที่มีอยู่ในอดีตแต่ยังไม่มีอยู่ในอนาคตที่เกิดจากการเคลื่อนที่ออกจาความคิดเข้าสู่ความรู้สึกโดยอัตโนมัติเข้าไปแสดงความคิดเห็นคัดค้านความคิดของ Bohr แล้ว Einstein ยังต้องนำพาความรู้สึกที่อยู่ในสภาวะอดีต-ปัจจุบันเข้าสู่สภาวะปัจจุบัน-อนาคต(การนำเอาความรู้สึกที่อยู่ในอนาคตมาเป็นปัจจุบัน) ซึ่งเป็นกระบวนการทำงาน(สร้างและทำลาย, เกิดและตาย) เดียวกันกับที่ Einstein เคยใช้ทำกับความคิดมาแล้ว แต่สิ่งที่ Einstein เลือกทำและไม่ทำในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกันคือ 1. การนำพาความรู้สึกที่อยู่ในสภาวะอดีต-ปัจจุบันเข้าไปแสดงความเห็นคัดค้าน Bohr เพื่อผลักดันให้ Bohr เดินออกจากจุดยืนทางความคิดของ Bohr ที่ยืนอยู่บนปัจจุบัน-อนาคตเข้าสู่ความรู้สึกคือ ไม่มีอยู่ใน(อดีต-ปัจจุบัน) และมีอยู่ใน(ปัจจุบัน-อนาคต) จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ Bohr จะยอมละทิ้งจุดยืนทางความคิดของ Bohr ที่ยืนอยู่บนปัจจุบัน-อนาคตเข้าสู่ความรู้สึกที่มีอยู่ใน(ปัจจุบัน-อนาคต) แต่ยังไม่มีอยู่ใน(อดีต-ปัจจุบัน) 2. เลือกที่จะไม่นำพาความรู้สึกที่อยู่ในสภาวะอดีต-ปัจจุบันของตัวเองเดินเข้าสู่สถานะและสภาวะปัจจุบัน-อนาคตโดยอัตโนมัติทำให้อนาคตของ Einstein=0 ด้วยตัวของ Einstein เองและการที่ Bohr เลือกที่จะยืนอยู่บนความคิดของตัวเองโดยไม่ยอมละทิ้งความคิดเข้าสู่ความรู้สึกของตัวเองก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามธรรมชาติของความคิดและความรู้สึกที่จะยอมละทิ้งความคิดและหรือความรู้สึกเก่าๆตัวเองก็ต่อเมื่อมีความคิดและหรือความรู้สึกใหม่ๆของตัวเองและหรือของผู้อื่นเข้ามาช่วยทำให้เกิดแรงผลักดันและการที่ Einstein เลือกทำข้อ1 ก็เป็นมีเหตุผลในระดับควอนตัมสองข้อคือ 1. การผลักดันความรู้สึกของตัวเองที่อยู่ในด้านลบนั้นทำได้ยากกว่าการผลักดันความคิดของตัวเองซึ่งอยู่ในด้านบวก 2. การผลักดันคนอื่นด้วยความรู้สึกที่ตัวเองมีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าการยอมละทิ้งความรู้สึกที่มีอยู่(อดีต-ปัจจุบัน) ของตัวเองไปสู่ความรู้สึกที่ยังไม่มีอยู่(ปัจจุบัน-อนาคต) ซึ่งถ้าหาก Einstein ยอมละทิ้งความรู้สึกที่มีอยู่(อดีต-ปัจจุบัน) ของตัวเองแล้วนำเอาความรู้สึกที่มีอยู่อนาคตมาลงมือทำให้เป็นปัจจุบันจะทำให้ Einstein เคลื่อนย้ายออกจากจุดยืนทางความรู้สึก(ปัจจุบัน-อนาคต) เข้าสู่จุดยืนทางความรู้สึก(ปัจจุบัน-อนาคต) ที่อยู่ในมิติคู่ขนาดที่สามารถเชื่อมต่อไปยังจุดยืนทางความคิด(อดีต-ปัจจุบัน) ทันทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อจุดยืนของ Einstein เปลี่ยนไป Einstein จะต้องนำเอาจุดยืนทางความคิด(อดีต-ปัจจุบัน) นั้นเข้าสู่กระบวนการสร้างและทำลายเกิดและตายทางความคิดเพื่อนำพาความคิดที่ยืนอยู่บนอดีต-ปัจจุบันของตัว Einstein เองเข้าสู่จุดยืนทางความคิด(ปัจจุบัน-อนาคต) ด้วยตัวเองคือนำเอาความคิดที่อยู่ในอนาคตมาเป็นปัจจุบันซึ่งจะทำให้สถานะและสภาวะของตัว Einstein=1 เช่นเดียวกันกับ Bohr ที่ต้องนำพาตัวเองเดินเข้าและออกจากกระบวนการสร้างและทำลายเกิดและตายทางความคิดและความรู้สึกของตัวเองด้วยตัวเอง จะเห็นได้ว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านหรือโต้แย้งกันทางความคิดและความรู้สึก= การผลักดันตัวเองและกันและกันเพื่อทำให้เกิดกระบวนการสร้างและทำลายเกิดและตายทางความคิดและความรู้สึกของตัวเองและของกันและกันเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางกระบวนการสร้างและทำลายเกิดและตายทางความคิดและความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งในทางฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์เรียกการทำงานนี้ว่า หลักการเติมเต็ม(complementarity principle) และในทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์เรียกว่า ทฤษฎีเคออส(chaos theory) ซึ่งคำจำกัดความของระบบเคออสคือระบบไม่เชิงเส้น(nonlinear system) ประเภทหนึ่งที่มีความไวต่อสภาวะเริ่มต้น หรือที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก"หรือ"บัตเตอร์ฟลายเอฟเฟกต์" (butterfly effect) ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะที่ปั่นป่วนยุ่งเหยิงจนดูคล้ายว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นแบบสุ่มหรือไร้ระเบียบ(random/stochastic) แต่จริงๆแล้วระบบเคออสนี้เป็นระบบแบบไม่สุ่มหรือระบบที่มีระเบียบ(deterministic) ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของตัวเองในที่สุด

***จงอยู่และอย่าอยุ่ในจุดที่คุณยืนอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน และเวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน การมีสถานะและสภาวะ=0 คือ การใช้ชีวิตวนเวียนภายใต้วงจรหรือวัฏจักรหรือค่าอนันต์ทางความคิดความรู้สึกและการกระทำเดิมๆ แต่การทำให้สถานะและสภาวะ=1 คือ การใช้ชีวิตเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวงจรหรือวัฏจักรหรือค่าอนันต์ทางความคิดความรู้สึกและการกระทำ=การยกระดับทางความคิดความรู้สึกและการกระทำของตัวเราเอง หรือการเคลื่อนย้ายตัวเราเองออกจากวงจรหรือวัฏจักรหรือค่าอนันต์หนึ่งเข้าสู่อีกวงจรหรือวัฏจักรหรือค่าอนันต์หนึ่ง ซึ่งในทางคณิตศาสตร์กล่าวว่า ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา(ทุกสรรพสิ่ง) จะสามารถสร้างวงกลมได้สองวง ซึ่งวงกลมทั้งสองวงนี้สามารถวนเวียนอยู่ภายในวงกลมวงเดียวและหรือสามารถและไม่สามารถทำให้เชื่อมต่อและไม่เชื่อมต่อถึงกันได้ ซึ่งการทำงานทั้งหมดนี้ในระดับควอนตัมจะมีการทำงานอยู่สองส่วนคือ ขึ้นอยู่กับและไม่ขึ้นอยู่กับเราในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งคำว่า ขึ้นอยู่กับก็จะมีทั้งส่วนที่ขึ้นอยู่กับและไม่ขึ้นอยู่กับเราในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันคำว่า ไม่ขึ้นอยู่กับก็จะมีทั้งส่วนที่ไม่ขึ้นอยู่กับและขึ้นอยู่กับเราในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกันเช่นกัน

***ชีวิตยังมีส่วนที่ควบคุมการทำงานของชีวิตที่ซ่อนอยู่อีกมากมายที่รอให้คุณเข้าไปสังเกตและทำความเข้าใจยิ่งคุณเข้าถึงส่วนที่ลึกที่สุดที่อยู่ภายในของคุณมากเท่าไหร่คุณก็จะสามารถเข้าถึงส่วนที่ลึกที่สุดที่อยู่ภายนอกของคุณได้มากเท่านั้นโดนอัตโนมัติ(การใช้ชีวิตกลับด้าน)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
wullopp วันที่ : 30/09/2019 เวลา : 18.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ลึกซึ้งมากๆ เลย...

เรียนเสนอ อาจารย์
กด enter

เว้นวรรค ทุกๆ 2-3 บรรทัด
เนื่องจาก เรื่อง Online
มักจะอ่านยากกว่า
อ่านจากหนังสือ

ขอให้ทุกๆ ท่าน
ที่อ่านเรื่องนี้

ประสบความสำเร็จ
ในด้านดีทุกๆ ด้าน ครับ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 30/09/2019 เวลา : 15.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]