• Enlightened
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pipatmonkong@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-01-07
  • จำนวนเรื่อง : 48
  • จำนวนผู้ชม : 10182
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
One man one world
The secret of the secret
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Enlightened
วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2562
Posted by Enlightened , ผู้อ่าน : 356 , 15:20:17 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนมีสองด้านและหรือสองสิ่งที่ดึงดูดและผลักกันและกันเข้าหากันเพื่อมีและหรือทำปฏิกิริยาต่อกันสองทิศทางในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน (ดึงดูดและผลักกัน) —-> สิ่งเดียวกันที่ใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกัน (เหรียญหนึ่งอันมีสองด้านคือ หัวและก้อย) —->เวลาเดียวกันที่ใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน (ในเวลาที่เราสังเกตเหรียญจะแสดงคุณสมบัติหัวหรือก้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันถ้าเราไม่สังเกตเหรียญจะอยู่ในสภาวะกึ่งมีอยู่กึ่งไม่มีอยู่ และจะอยู่ในสถานะมีอยู่และไม่มีอยู่ ซึ่งสถานะของการมีอยู่และไม่มีอยู่นี้จะมีส่วนที่แยกออกไปอีกในแต่ละส่วนของตัวเองและของกันและกันทั้งภายในและภายนอกพร้อมกันและไม่พร้อมกันในเวลาเดียวกันจากสองเป็นสี่เป็นแปดเป็นสิบหกจนถึงหกสิบสี่แล้ววนกลับมาเริ่มต้นกระบวนการใหม่และทำให้เกิดการวนมีที่สิ้นสุดและการวนไม่มีที่สิ้นสุดในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —-> สิ่งเดียวกันที่ใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน ขอกล่าวย้อนกลับไปที่สถานะของการมีอยู่และไม่มีอยู่ที่จะแยกออกไปในส่วของตัวเองทั้งภายในและภายนอกคือ การมีอยู่จะแยกออกเป็นมีอยู่และไม่มีอยู่ และในขณะเดียวกันการไม่มีอยู่ก็จะแยกออกเป็นไม่มีอยู่และมีอยู่เหมือนกัน และในความเหมือนก็จะแยกออกเป็นความเหมือนและความต่าง และในขณะเดียวกันในความต่างก็จะแยกออกเป็นความต่างและความเหมือนอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —-> สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งความหมายของการมีอยู่และไม่มีอยู่หมายถึง การแสดงคุณสมบัติสองด้านพร้อมกันและไม่พร้อมกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —-> สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน=การเคลื่อนของสรรพสิ่งและเวลาจากการหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบกันและกันทั้งภายในและภายนอกในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน และเป็นไปตามกฏทางอุณหพลศาสตร์ทั้งสี่ข้อ) โดยระบบควอนตัมที่นักฟิสิกส์ค้นพบกล่าวว่า ควอนตัมจะไม่แสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกัน ระบบจะแสดงสมบัติด้านใด ก็ขึ้นกับว่า นักทดลองจะทดสอบสมบัติด้านใด เช่น ถ้านักทดลองจัดรูปแบบการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติคลื่น ก็จะได้คลื่น และถ้าจัดการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติด้านอนุภาค ก็จะได้อนุภาค แต่จริงๆแล้วระบบควอนตัมจะแยกออกตัวเองออกเป็นสองสถานะและสองสภาวะทันที่ที่มีมิติของสรรพสิ่ง (สถานะและสภาวะ) และเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยคือ ระบบจะแสดงและไม่แสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน—-> เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกันความหมายคือ ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน (หนึ่งเหรียญจะมีสองด้าน) เหรียญจะแสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกันในเวลาเดียวกันคือ ด้านบนและด้านล่าง และเหรียญจะไม่แสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกันในเวลาเดียวกันคือ เมื่อเรามองจากด้านบนเราจะเห็นเฉพาะด้านบนเท่านั้น ถ้าเราต้องการเห็นด้านล่างเราจะต้องทำการกลับด้านของเหรียญ และเมื่อเรากลับด้านของเหรียญจากบนลงล่างเพื่อทำให้เราได้เห็นเหรียญด้านล่างทั้งสถานะและสภาวะ+เวลาของเหรียญเปลี่ยนไปทันที่คือ สถานะและสภาวะของตัวเหรียญเองจากบนเป็นล่าง และสถานะและสภาวะของเหรียญจากเวลาที่เปลี่ยนไปในเวลาที่เราได้เห็นเหรียญด้านล่างเวลาก็จะเคลื่อนที่ออกจากเวลาแรกที่เราได้เห็นเหรียญด้านบน แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราไม่มองเหรียญว่าเป็นด้านบนหรือด้านล่างเหรียญก็จะอยู่ในสภาวะกึ่งหัวกึ่งก้อย หรือ กึ่งมีอยู่กึ่งไม่มีอยู่ และอยู่ในสถานะมีอยู่และไม่มีอยู่ หรือสถานะหัวและก้อย สิ่งที่ทำให้ Einstein และ Bohr มีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องธรรมชาติของระบบควอนตัม และออกมาโต้แย้งคัดค้านเหตุผลของกันและกัน โดยในที่สุด Einstein เป็นฝ่ายยอมแพ้ให้กับหลักความไม่แน่นอนของ Bohr นั้นมาจากสองสิ่งด้วยกันคือ 1. เป็นการโต้แย้งคัดค้านระหว่างสถานะและสภาวะที่ตัวของ Einstein เองยืนอยู่บนฝั่งของสถานะและสภาวะที่ตัวของ Einstein เดินจากมา ซึ่งจะมีสองด้านคือ มีสถานะของความใช่และไม่ใช่/แน่นอนและไม่แน่นอน และมีสภาวะกึ่งใช่กึ่งไม่ใช่และ กึ่งแน่นอนกึ่งไม่แน่นอน ส่วน Bohr จะยืนอยู่บนฝั่งของสถานะและสภาวะที่ Bohr ยืนอยู่ ซึ่งจะมีสองด้านเช่นกันคือ มีสถานะของความใช่และไม่ใช่/แน่นอนและไม่แน่นอน และมีสภาวะกึ่งใช่กึ่งไม่ใช่ และกึ่งแน่นอนกึ่งไม่แน่นอน ดังนั้นหลักความไม่แน่นอนของ Bohr จึงมาจากการตัดสินใจเลือกข้างความน่าจะเป็นระหว่างสถานะแน่นอนและไม่แน่นอน และมาจากการตัดสินใจเลือกข้างความน่าจะเป็นระหว่างสภาวะกึ่งแน่นอนกึ่งไม่แน่นอน การที่ Bohr ได้ทำการตัดสินใจเลือกว่าจะยืนอยู่ด้านไหนของสถานะและสภาวะก็เป็นเลือกสองระดับสองทางคือ เป็นการเลือกโดยเลือกและเป็นการเลือกโดยไม่ได้เลือกความหมายคือ ทุกสรรพสิ่งจะมีทางแยกอยู่สองทางคือ ทางที่เป็นของตัวเองและทางที่เป็นของกันและกัน ซึ่ง่ทางที่ทุกสรรพสิ่งเลือกเป็นอันดับแรกเสมอคือ เลือกทางที่เป็นของตัวเอง ซึ่งการเลือกดังกล่าวจะเท่ากับเป็นการเลือกโดยไม่ได้เลือก หรือในอีกความหมายหนึ่งคือ การเลือกของ Bohr จะมาจากความน่าจะเป็นสองทางคือ 1. เลือกมาจากจุดที่ Bohr ยืนอยู่ 2. เลือกมาจากจุดที่ Bohr เดินจากมา ซึ่งความน่าจะเป็นระหว่างสองข้อจะยุบลงเหลือหนึ่งข้อทันทีที่มีการเลือก และถ้าเรามองย้อนกลับไปที่มาก่อนหน้าคือ ทุกสรรพสิ่งจะเลือกทำมาจากจุดที่เรายืนอยู่ก่อนเสมอ และถ้าเรามองย้อนกลับไปก่อนหน้าของก่อนหน้าเราจะเห็นว่า Bohr มีทางเลือกอยู่สองทางสองระดับคือ ทางที่เป็นของตัวเองและทางที่เป็นของกันและกัน และระดับของการเลือกโดยเลือกและเลือกโดยไม่ได้เลือก ซึ่งเมื่อ Bohr เลือกทางที่เป็นของตัวเองจะเท่ากับ Bohr เลือกระดับของการเลือกโดยไม่ได้เลือกทันทีโดยอัตโนมัติ และในทางกลับกันถ้า Bohr เลือกทางที่เป็นของกันและกันจะเท่ากับ Bohr เลือกระดับของการเลือกโดยการเลือกทันทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นไปตามอุณหพลศาสตร์ของกฏข้อที่หนึ่งที่ว่าด้วยสถานะ/กฏการอนุรักษ์พลังงาน และกฏข้อที่ศูนย์ที่ว่าด้วยสภาวะสมดุลย์ทางอุณหพลศาสตร์ และเป็นไปตามหลักการทำงานตามธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงและแรงไทดัลที่ทุกสรรพสิ่งจะต้องปฏิบัติ/ทำตามทางเลือกข้อหนึ่งก่อนเสมอ และหลังจากที่เราปฏิบัติ/ทำตามทางเลือกข้อที่หนึ่งไปแล้วเราสามารถที่จะเลือกที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ/ทำหรือไม่ทำตามทางเลือกข้อหนึ่งได้ ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งของความหมายของคำว่า ใช่หรือไม่ใช่ ได้หรือไม่ได้ ทำหรือไม่ทำ สามารถหรือไม่สามารถ แน่นอนหรือไม่แน่นอน รุ้หรือไม่รู้เป็นต้นเท่านั้น ซึ่งในระดับควอนตัมความหมายของคำเหล่านี้ยังมีส่วนที่แยกออกไปอีกมากมาย

ขอย้อนกลับมาทางที่ Einstein เลือกที่จะเป็นฝ่ายยอมแพ้ให้กับหลักความไม่แน่นอนของ Bohr การที่ Einstein เลือกที่จะเป็นฝ่ายยอมแพ้ให้กับหลักความไม่แน่นอนของ Bohr ก็เนื่องจากสถานะและสภาวะที่ตัวของ Einstein เองยืนอยู่บนฝั่งของสถานะและสภาวะที่ตัวของ Einstein เดินจากมา (การนำเอาอนาคตมาทำให้เป็นปัจจุบัน) ความหมายในระดับควอนตัมการเดินจากมาจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ มีส่วนหนึ่งเดินจากมา (การนำเอาอนาคตมาทำให้เป็นปัจจุบัน) และมีส่วนหนึ่งไม่ได้เดินจากมา (ยังอยู่ที่เดิม/อยู่กับอดีต) ซึ่งเป็นไปตามหลักการทำงานของอนุภาคและคลื่น ส่วนที่เดินจากมา หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ส่วนของความคิด-ความรู้สึก และ ส่วนที่ไม่ได้เดินจากมา (ยังอยู่ที่เดิม) คือส่วนของความรู้สึก-ความคิด หรือที่ Einstein เรียกว่า ส่วนของสามัญสำนึก/จิตสำนึก และเมื่อ Einstein นำเอาส่วนที่ไม่ได้เดินจากมา (ยังอยู่ที่เดิม/อยู่กับอดีต) หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ส่วนของความรู้สึก-ความคิด หรือที่ Einstein เรียกว่า ส่วนของสามัญสำนึก/จิตสำนึก ขึ้นมาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งคัดค้านลักความไม่แน่นอนของ Bohr ทำให้ความน่าจะเป็นที่จะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ของ Einstein ยุบหายไปหนึ่งทางและคงเหลือไว้ซึ่งทางแห่งความเป็นผู้พ่ายแพ้ทันทีเท่านั้น แต่ถ้าหาก Einstein สามารถเปลี่ยนสถานะและสภาวะของส่วนที่ไม่ได้เดินจากมา (ยังอยู่ที่เดิม/อยู่กับอดีต) หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ส่วนของความรู้สึก-ความคิด หรือที่ Einstein เรียกว่า ส่วนของสามัญสำนึก/จิตสำนึก ให้ไปอยู่ในส่วนที่เดินจากมา (การนำเอาอนาคตมาทำให้เป็นปัจจุบัน) หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ส่วนของความคิด-ความรู้สึก เหมือนกับที่ Einstein ได้สร้างสมการที่ทำให้ Einstein โด่งดังมีชื่อเสียงก่อนหน้า Einstein ก็จะสามารถเปลี่ยนสถานะและสภาวะจากผู้แพ้มาเป็นผู้ชนะได้ แต่การจะเปลี่ยนสถานะและสภาวะจากผู้แพ้มาเป็นผู้ชนะได้นั้นสิ่งที่ Einstein (ทุกสรรพสิ่ง) จะต้องทำมีสองทางสองระดับคือ ทำให้ตัวของ Einstein เองตายจากความรู้สึก และไปเกิดใหม่ทางความคิด และนำความคิดที่เกิดใหม่นั้นไปยกระดับและขยายกรอบ (การนำเอาอนาคตมาทำให้เป็นปัจจุบัน) If you want to escape from your cage, you must die while you are alive ซึ่งกระบวนการเกิดและตายนี้จะแยกออกเป็นสองทางคือ ทางกายภาพและทางชีวภาพ (ความคิด-ความรู้สึก และหรือความรู้สึก-ความคิด) ซึ่งทั้งสองทางก็จะมีส่วนที่แยกออกไปภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกัน ไปเรื่อยๆ หรือที่เรียกว่า กระบวนการสปาเกตตี้

ทุกสถานะทุกสภาวะและทุกการกระทำของคนเราไม่ว่าจะเป็นสถานะสภาวะและการกระทำของผู้เขียน ผู้อ่าน และผู้แสดงและไม่แสดงความคิดเห็นจะมีทางแยกออกเป็นสองทางสองระดับภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกันคือ ความมีค่ามีความหมายและไม่มีค่าไม่มีความหมาย และระดับของความมีค่ามีความหมายและระดับของความไม่มีค่าไม่มีความหมาย หรือนัยอีกความหมายหนึ่งที่ง่ายกว่าคือ อดีต-อนาคต ทุกเหตุการณ์ทุกสถานการณ์ทั้งตัวเราและผู้อื่นจะมีทั้งอดีตและอนาคตของตัวเราเองและมีทั้งอดีตและอนาคตของผู้อื่น/กันและกัน ซึ่งตามหลักการเติมเต็ม (complementarity principle) เราจะมองเห็นในสิ่งที่เรามีอยู่/เป็นอยู่ก่อนเสมอ และถ้าเรายังไม่เปลี่ยนจุดยืนของการมองเห็นเราก็จะมองเห็แต่สิ่งที่เรามีอยู่/เป็นอยู่ ซึ่งเป็นไปตามหลักการทางควอนตัมที่กล่าวว่า ถ้าเราสังเกตคลื่นเราก็จะมองเห็นคลื่น ถ้าเราสังเกตอนุภาคเราก็จะเห็นอนุภาค ดังนั้นเราจำเป็นต้องทำการสังเกตทั้งสองทางคือ ทั้งของตัวเราเองและของผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นทางเชื่อมที่ซ่อนอยู่ระหว่างตัวเราและผู้อื่น/กันและกัน หรือจงอยู่และอย่าอยู่ในสิ่งที่ตัวเรามีอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งทางเชื่อมที่ซ่อนอยู่จะแยกออกเป็นสองทางคือ อดีต-อนาคต สองระดับคือ ระดับของความกว้าง ยาว สูง(ลึก) และเวลาของการเดินเข้า-เดินออก

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน