• Enlightened
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pipatmonkong@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-01-07
  • จำนวนเรื่อง : 56
  • จำนวนผู้ชม : 13325
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
One man one world
The secret of the secret
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Enlightened
วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2563
Posted by Enlightened , ผู้อ่าน : 456 , 10:33:48 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

สถานการณ์โลกที่กำลังปั่นป่วนอยู่ณ.ขณะนี้และกำลังจะเกิดในอนาคตอันใกล้เกิดจากการที่โลกได้มีการสลับขั้วแม่เหล็กไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ในโลกควอนตัมใบใหญ่เราทราบกันอยู่ดีแล้วว่า โลกมีขั้วเหนือ ขั้วใต้ที่มีขั้วคู่อยู่ภายในตัวเอง แต่ในโลกควอนตัมใบเล็กคำว่า ขั้วคู่ จะแยกออกเป็นสองส่วนคือ ขั้วบวกขั้วลบภายในตัวเองและขั้วบวกขั้วลบภายในกันและกัน ซึ่งแต่ละขั้วจะสามารถสร้างวงจรหรือวัฏจักรหรือค่าอนันต์เป็นของตัวเองและเป็นของกันและกัน ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า การซ้อนทับและความพัวพัน ในทางคณิตศาสตร์กล่าวว่า คนคนหนึ่งจะสามารถสร้างวงกลมได้สองวง ถ้ามองตามความเป็นจริงจะเห็นว่า การซ้อนทับจะมีความใช่และไม่ใช่การซ้อนทับ และความพัวพันใช่และไม่ใช่ความพัวพัน วงกลมสองวงใช่และไม่ใช่วงกลมสองวง ทั้งหมดเกิดจากการทำงานร่วมกัน/การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันภายในและภายนอกและระหว่างแรงพื้นฐานธรรมชาติทั้ง 4+4=8 + ทิศทางการหมุนของโลกที่มีการหมุนไปในทิศทางเดียวกันและไม่ได้หมุนไปในทิศเดียวกัน (ทิศทางตรงกันข้ามกัน) ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน (กระบวนการทำงานระหว่าง DNA และ RNA โมเมนตัมเชิงมุมและโมเมนตัมเชิงเส้น) ไอส์ไตนส์ได้เคยตั้งข้อสงสัยถึงเดินทางที่เร็วกว่าแสงของระบบควอนตัม ในความเป็นจริงระบบควอนตัมไม่ได้มีเดินทางเร็วกว่าแสง แต่เป็นเพราะสถานะและสภาวะของความเป็นขั้วเหนือ ขั้วใต้ที่มีขั้วคู่ที่มีการซ้อนทับกันในลักษณะที่กลับด้านกัน ความหมายคือ ภายในขั้วเหนือจะมีขั้วใต้ และภายในขั้วใต้จะมีขั้วเหนือ ซึ่งขั้วทั้งสองที่ซ้อนทับกันอยู่จะมีทิศทางในการหมุนตรงกันข้ามกัน (ตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกา) ซึ่งทำให้เกิดมี/เป็นช่องว่างและเวลา(มีและไม่มี) ขึ้น ซึ่งถ้ามองจากภายนอกจะเท่ากับว่าเราอาศัยอยู่ในโลกที่สาม หรือ โลกฮอโลแกรมที่ถูกสร้างขึ้นจากการแทรกสอดของลำแสง ที่มีหน้าคลื่นสอดคล้องกัน 2 ลำ แต่ถ้ามองจากภายในเราจะมีชีวิตอยู่ในทั้งสามโลก (สมองทั้งสามส่วน/ขั้วเหนือ ขั้วใต้ที่มีขั้วคู่) 

ขั้วแม่เหล็กที่มีการสลับขั้วไปจะไม่ใช่ขั้วเหนือขั้วใต้ที่เราเห็นจากภายนอก แต่เป็นขั้วใต้ที่ซ้อนทับอยู่ภายในขั้วเหนือ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าสนามแรงโน้มถ่วงที่จะมีค่าที่เบาบางลงเรื่อยๆ ถ้าหากคุณคิดว่าแรงโน้มถ่วงที่ผ่านมามีความเบาและบางแล้ว ค่าแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนไปนี้จะมีความเบาและบางลงเรื่อยๆจนกว่าจะไปถึงค่าที่อยู่ตรงกันข้ามกับที่ไอแซค นิวตันค้นพบ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า ระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) หรือ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" หรือ "ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ butterfly effect" ที่เป็นการส่งผ่าน/เชื่อมต่อจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่งโดยที่ถ้าหากเราไม่สังเกตอย่างละเอียดเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเราได้ก้าวข้ามผ่านเส้นบางๆที่แบ่งเขตระหว่างการใช้ความคิด-ความรู้สึก (สมองส่วนหน้า) ไปสู่การใช้ความรู้สึก-ความคิด (สมองส่วนท้าย) ไปแล้ว

มีนักพยากรณ์หลายท่านออกมาทำนายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ว่าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ สิ่งไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นเกิดจากแรงต้านทาน หรือ แรงต้านความพยายามที่จะอยู่และไม่อยู่ (ไป) ความหมายในทางมนุษย์คือ อุปสรรค/ปัญหา ในโลกยุคเก่ามนุษย์จะคิดว่า อุปสรรค/ปัญหาเป็นผลที่เกิดจากแรงที่มากระทำจากภายนอก (การโทษ/กล่าวหาคนอื่น/สิ่งอื่น) ซึ่งมีความใช่และไม่ใช่/จริงและไม่จริงอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน ความหมายคือ ส่วนหนึ่งมาจากแรงที่กระทำจากภายนอกและอีกส่วนหนึ่งมาจากแรงที่กระทำจากภายใน หรือ มีสถานะภายในและภายนอก และมีสภาวะกึ่งภายในกึ่งภายนอก จะเห็นได้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีความน่าจะเป็นในการใช้ชีวิตอยู่สองทางคือ ใช้ภายนอกนำภายใน หรือ ใช้ภายในนำภายนอก 

ในโลกยุคเก่ามนุษย์อาจมีความเคยชินกับการใช้ภายนอกนำภายในเนื่องจากเป็นส่วนที่เราสามารถมองเห็นและสัมผัสได้จึงทำให้มนุษย์เกิดมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์เห็นและสัมผัสได้จากภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ยิ่งจริงก็ยิ่งเชื่อ ยิ่งเชื่อก็ยิ่งจริง ในทางฟิสิกส์คือ การแสดงคุณสมบัติอนุภาคและคลื่น 

ในโลกยุคใหม่มนุษย์จะได้เรียนรู้ถึงธรรมชาติของการมีอยู่ของทุกสรรพสิ่งว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่และไม่มีอยู่ และ ไม่มีอยู่และมีอยู่ โดยหลักความไม่แน่นอน (uncertainty principle) ของ Heisenberg แถลงว่า เราไม่สามารถวัดตำแหน่งและโมเมนตัมของอนุภาคใดๆ ได้ อย่างแม่นยำ ในเวลาเดียวกัน ข้อจำกัดนี้มิได้เกิดจากการไร้ความสามารถของมนุษย์ แต่การที่เป็นเช่นนี้เพราะก่อนที่นักทดลองจะลงมือวัดค่าโมเมนตัม หรือตำแหน่งของอิเล็กตรอน อิเล็กตรอนมิได้มีโมเมนตัม และตำแหน่งที่มีค่าแน่นอน แต่มันมีโมเมนตัมได้นานาค่าและสามารถอยู่ได้ทุกหนแห่งรอบอะตอมในเวลาเดียวกัน ซึ่งหลักความไม่แน่นอนมาจากการมองโลกจากภายนอก (โลกที่สาม/สมองส่วนกลาง) ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างขั้วเหนือ ขั้วใต้ที่มีขั้วคู่อยู่ภายในตัวเอง/สมองส่วนหน้าและสมองส่วนท้าย ที่ภายในสมองส่วนหน้าจะมีความคิดมากกว่าความรู้สึก และภายในสมองส่วนท้ายจะมีความรู้สึกมากกว่าความคิด ซึ่งเป็นไปตามขนาดและจำนวนของเซลล์สมองและเซลล์เส้นประสาทที่มีไม่เท่ากันในสมองส่วนหน้าและสมองส่วนท้าย ซึ่งถ้าหากเรามองนอกกรอบ หรืออีกนัยหนึ่งคือ มองลึกเข้าไปภายในสมองส่วนหน้า (ความคิด-ความรู้สึก) สมองส่วนท้าย (ความรู้สึก-ความคิด) และสมองส่วนกลางที่เป็นส่วนผสมระหว่างสมองส่วนหน้าและส่วนท้าย + DNA และ RNA เราจะเห็นได้ว่า พื้นฐานของการมีอยู่ตามธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่และไม่มีอยู่ และ ไม่มีอยู่และมีอยู่ หรือ การสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างความเป็นพลังงาน/ข้อมูล/สสาร ที่ถูกส่งออกมาจากส่วนที่ซ้อนทับอยู่ภายในและส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปภายในอีกชั้นหนึ่งมายังส่วนที่เรียกว่า โลก สรรพสิ่ง และเวลา (มีและไม่มี) / space and time ที่ทุกส่วนจะมุ่งไปในทิศทางเดียวกันคือ การสลับขั้วแม่เหล็ก

ขั้วเหนือ ขั้วใต้ที่มีขั้วคู่อยู่ภายในตัวเองคือ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ โดยมีแรงพื้นฐานธรรมชาติที่แสดงออก 4 แรง และที่ซ้อนทับอยู่อีก 4 แรง ที่ทำให้เกิดการสลับขั้วแม่เหล็กไปมาระหว่างกัน ซึ่งทั้งสองขั้วสามารถส่งผลต่อการทำลายล้างเหมือนกัน แต่เป็นการทำลายล้างที่มีความแตกต่างกันคือ เสียหายและไม่เสียหาย ในความเสียหายก็จะมีทั้งความเสียหายและไม่เสียหาย และในทางกลับกันในความไม่เสียหายก็จะมีทั้งความไม่เสียหายและเสียหาย
คือ จะส่งผลสองด้านเสมอ (ภายในและภายนอก) ซึ่งแต่ละด้านก็จะมีการแสดงผลในสองส่วนคือ ไปในทิศทางเดียวกันและไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน (กระบวนการทำงานของสมองทั้งสามส่วน และ DNA และ RNA ที่มีกระบวนการทำงานที่แตกต่างกัน แต่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน) เช่นเดียวกันกับเราและโลกที่เป็นสิ่งเดียวกันที่ใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน เราสามารถนำเอาความเป็นวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบาย/ยกระดับและขยายขอบเขตพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของมนุษย์ได้ทั้งหมด

โลกจะใช้แรงโน้มถ่วง แรงดึงดูดและแรงไทดัล เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งหมด ดังนั้นก้าวต่อไปของมนุษย์คือ การเรียนรู้การใช้แรงโน้มถ่วง แรงดึงดูดและแรงไทดัล เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา แทนที่ความพยายามในการควบคุม/กล่าวหากล่าวโทษว่าเป็นความผิดถูกระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง (ความผิดถูกระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริงในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ความหมายคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะมีการทำงานของโลกซ้อนทับอยู่ด้วยเสมอ แต่เป็นการซ้อนทับที่มีการสลับสับเปลี่ยนกันไปมาระหว่างโลกกับสรรพสิ่ง (มนุษย์) และเวลา ซึ่งการสลับสับเปลี่ยนนี่เองที่เป็นช่องว่างในการขึ้นเป็นผู้นำและผู้ตาม/ผู้ผลักดันและผู้ถูกผลักดัน

ถ้าหากเราสังเกตอย่างละเอียดเราจะเห็นได้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วโลกและในชีวิตประจำวันของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการมาของไวรัส COVID-19 การเกิดอุบัติเหตุอุบัติภัยต่างๆ ความโชคดีโชคร้าย การบลูลี่ การทำร้ายกันทางด้านจิตใจและร่างกายที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเกิดจากการใช้ชีวิตตามธรรมชาติของสิ่งที่มีอยู่/เป็นอยู่ด้วยความไม่รู้ ซึ่งสถานการณ์ทั้งหมดกำลังนำพามนุษย์ชาติเข้าสู่สังคมแบ่งปัน/อารยธรรมที่สมบูรณ์แบบ (Perfect civilization) แนวทางการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ได้ถูกซ่อนอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น การปิดเมือง/ประเทศ หมายถึง การยอมรับการเกิด-ตายทางความคิด ความรู้สึกและการกระทำในขณะที่เรากำลังมีชีวิตอยู่โดยปราศจากข้ออ้างหรือข้อแม้ใดใดทั้งสิ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเพื่อยกระดับและขยายขอบเขตความรู้ความสามารถให้กับมนุษย์ทุกคน 

*ทางสายกลางอาจเป็นทางที่สะดวกสบายที่สุด แต่ก็เป็นทางที่นำไปสู่ความทุกข์ยากและลำบากที่สุดได้เช่นกัน ในทางกลับกันทางสายตรงอาจเป็นทางที่ลำบากที่สุด แต่ก็เป็นทางที่นำไปสู่ความสุขสบายที่สุดได้เช่นกัน

#change




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน