• Enlightened
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pipatmonkong@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-01-07
  • จำนวนเรื่อง : 57
  • จำนวนผู้ชม : 13532
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
One man one world
The secret of the secret
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Enlightened
วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม 2563
Posted by Enlightened , ผู้อ่าน : 250 , 15:52:50 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

มีคนจำนวนมากที่มีความเคลือบแคลงสงสัยในคดีความของคุณบอส อยู่วิทยา ที่คำตัดสินจะดูคล้ายกับว่า มีการพลิกกลับระหว่างผู้กระทำความผิดกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันผู้บริสุทธิ์กลับกลายเป็นผู้กระทำความผิด

 

คดีนี้เป็นการเปิดเผยในระดับควอนตัมที่ผู้เขียนได้เปิดเผยข้อมูลผ่านบทความหลายๆบทความไปก่อนหน้านี้ หรือในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันสามารถกล่าวได้ว่าคดีของคุณบอส อยู่วิทยาเป็นการเปิดเผยที่มาบังคับ/ผลักดันให้ผู้เขียนต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลที่ผู้เขียนมีอยู่ (การบังคับ/ผลักดันนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมในทางฟิสิกส์เรียก หลักการซ้อนทับ superposition principle และความพัวพัน entanglement ที่ผู้อ่านบางคนต่อมากลายมาเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยการแสดงความคิดเห็นที่ต่างก็แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า บทความอะไรเนี่ย อ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ดูเหมือนผู้เขียนจะมีความเข้าใจอยู่ฝ่ายเดียว บ้าหรือเปล่าน่าจะไปเช็คสติบ้างนะ หรือ เลิกเขียนเถอะ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งต้องขอบอกก่อนว่า ในการโพสต์บทความทั้งหมดของผู้เขียนที่ผ่านมานั้นมีจุดประสงค์อยู่สองจุดคือ 

  1. เป็นการโพสต์เพื่อยกระดับและขยายขอบเขตระหว่างความคิดและความรู้สึก+การกระทำระหว่างตัวผู้เขียนและโลกโดยมีคุณผู้อ่านทำหน้าเป็นตัวเชื่อม/ตัวส่งต่อข้อมูล ซึ่งการเป็นตัวเชื่อม/ตัวส่งต่อ/ส่งผ่านข้อมูลของคนเรานั้นสามารถเกิดขึ้นได้สามทาง/มิติภายในข้อมูลเดียวคือ เปลี่ยนจากข้อมูลเป็นสสารและพลังงาน และเปลี่ยนจากพลังงานและสสารกลับสู่ข้อมูล ซึ่งต้องบอกก่อนว่าผู้เขียนเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับที่ทุกคนเป็น ดังนั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านความเป็นมนุษย์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้อ่านความคิดเห็นผู้เขียนจะรู้ได้ในทันทีว่า ผู้เขียนอยู่ในสภาวะเป็นหรือตายอย่างใดอย่างหนึ่ง และหรือทั้งสองอย่าง(สองสถานะตามทฤษฎีควอนตัม ซึ่งการที่ผู้เขียนไม่ออกมาตอบโต้ก็หมายความว่า ผู้เขียนยอมรับสภาวะตายตามที่คุณผู้อ่านได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งสาเหตุที่ผู้เขียนยอมรับสภาวะตายก็เนื่องมาจากบทความที่ผู้เขียนโพสต์ยังไม่สามารถทำให้คุณผู้อ่านเกิดมี/เป็นความเข้าใจได้ ซึ่งการที่คุณผู้อ่านไม่เข้าใจก็สืบเนื่องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของข้อ 1 ที่เป็นการโพสต์เพื่อยกระดับและขยายขอบเขตระหว่างความคิดและความรู้สึก+การกระทำที่ในช่วงแรกของการโพสต์ผู้เขียนคิดและเข้าใจว่าเป็นการโพสต์เพื่อยกระดับและขยายขอบเขตระหว่างความคิดและความรู้สึก+การกระทำระหว่างตัวผู้เขียนกับคุณผู้อ่าน ต่อเมื่อเวลาผ่านไปผู้เขียนจึงได้ค้นพบและรับรู้ความจริงที่ซ่อน/ซ้อนทับ/พัวพันกันอยู่ว่าผู้เขียนไม่ได้กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับคุณผู้อ่านแต่ผู้เขียนกำลังมีปฏิสัมพันธ์กับโลก หรือ Parallel Universe หรือ พหุภพ (multiverse) ที่มีการซ้อนทับและพัวพันกันอยู่ทั้งภายในและภายนอกโลกที่เราอยู่อาศัย คุณผู้อ่านอาจจะคิดว่า นี่เป็นการอธิบายแนว metaphysics ที่เหนือจริงเกินไป แต่คดีของคุณบอส อยู่วิทยาคือ ข้อพิสูจน์ ที่มี/เป็นบทสรุปทั้งหมดว่า ทำไมต้องใช้เวลาถึงแปดปีทำไมคดีถึงมีการพลิกกลับจากหลังมือเป็นหน้ามือทำไมหลังจากเจ็ดปีถึงได้มีพยานใหม่เพิ่มขึ้นมาทำไมถึงเกิดเหตุตรงนั้น วันนั้น อายุของทั้งสองฝ่ายในวันที่เกิดเหตุ วันเดือนปีและเวลาที่เกิดเหตุ สถานที ทำไมต้องเป็นตำรวจ ทำไมต้องเป็นคนรวย ทำไมถึงมีการลากศพผู้ตายไปถึง 200 เมตร ทำไมตั้งข้อหา 5 ข้อ แต่สุดท้ายหลุดทั้งหมดและคำถามอื่นๆอีกมากมาย รายละเอียดทั้งหมดต่างก็มีปฏิสัมพันธ์กันใน 3 ระดับคือ พลังงาน/สสาร/ข้อมูลที่นอกจากจะมีการเปลี่ยนรูปกลับไปกลับมาระหว่างกันแล้วยังมีการเชื่อมต่อ/ส่งข้อมูลไปพร้อมๆกันด้วยซึ่งจะมีอยู่สามส่วนด้วยกันคือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต (พลังงานควอนไตซ์)
  2. เป็นการโพสต์เพื่อแชร์ประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้เรียนรู้และได้สัมผัสโดยตรง แต่เนื่องจากคำพูดที่ผู้เขียนใช้ในการส่งผ่านข้อมูลจะมีความเป็นสองมิติอยู่มากกว่าความเป็นสามมิติ จึงเป็นไปได้ยากที่คุณผู้อ่านจะสามารถทำความเข้าใจได้ภายในบทความเดียวหรือภายในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นไปได้ง่ายที่โลก Parallel Universe หรือ พหุภพ (multiverse) ที่มีการซ้อนทับและพัวพันกันอยู่จะสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายเนื่องจากโลกจะมีความเป็นสองมิติมากกว่าสามมิติ และเหตุผลง่ายๆที่ทำให้คุณผู้อ่านไม่สามารถเข้าถึง/เข้าใจได้ไม่ใช่ว่าคุณผู้อ่านไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะมนุษย์มีความเชื่อที่คล้อยตามนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสามมิติ ซึ่งตามหลักควอนตัมที่เรียกว่าหลักการซ้อนทับ superposition principle และความพัวพัน entanglement มนุษย์เป็นและไม่เป็นสิ่งมีชีวิตสามมิติในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน

 

ตัวอย่างคำตัดสินในคดีของคุณบอส อยู่วิทยา จะมีสถานะที่ซ้อนทับกันอยู่สองสถานะคือ เป็นผู้เปิดเผยและเป็นผู้ถูกบังคับ/ผลักดันให้ต้องเปิดเผย ซึ่งจริงๆแล้วมนุษย์ทุกคนต่างก็มี/เป็น/อยู่สองสถานะเช่นเดียวกันกับคุณบอส อยู่วิทยา ซึ่งหลังจากที่อัยการมีคำตัดสินสั่งยกฟ้องทุกกรณีก็ได้ทำให้หลายคนหลายฝ่ายต่างก็มีคำถามและความเคลือบแคลงสงสัยเกิดขึ้นมากมายในความยุติธรรมและหรืออยุติธรรมที่เกิดขึ้น ในระดับควอนตัมมหภาคเราอาจจะคิดและเข้าใจได้จากความเป็นข้อมูลที่แต่ละคนมีการรับเข้าและส่งออกแตกต่างกันไปว่า นี่คือผลจากความเลื่อมล้ำระหว่างความเป็นคนรวยกับคนจนหรือเปล่าทำไมคนรวยถึงมีอภิสิทธิ์มากกว่าคนจนเป็นคนรวยก็สามารถเปลี่ยนจากดำเป็นขาวได้เหรอและหรือทำไมคุณบอสและครอบครัวจึงมีความเชื่อและมีความมั่นใจว่า คุณบอสเป็นผู้บริสุทธิ์และได้ดำเนินการจนกระทั่งคุณบอสได้กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ในท้ายที่สุดและในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันทำไมถึงเกิดมีคำถามและความเคลือบแคลงสงสัยจากผู้คนมากมายถึงข้อพิรุธที่เป็นผลมาจากการพิจารณาพิสูจน์และอื่นๆอีกมากมายฯลฯ แต่ในระดับควอนตัมจุลภาคที่รวมเอาความเป็นพลังงาน สสาร และข้อมูลเข้าเป็นสิ่ง/ส่วนเดียวกันจะมีคำอธิบายที่แตกต่างออกไปคือ ถ้าหากกล่าวในด้านของพลังงานทั้งหมดที่มีค่าที่ซ้อนทับและพัวพันกันอยู่สองค่าคือ 0 และ 0/1 จะเห็นได้ว่า ทั้งความยุติธรรมและความอยุติธรรมต่างก็มีความสามารถในการแสดงคุณสมบัติให้มี/เป็นและหรือไม่มี/ไม่เป็นความยุติธรรมและมี/เป็นและหรือไม่มี/ไม่เป็นความอยุติธรรมด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งการแสดงคุณสมบัติทางในควอนตัมนั้นจะขึ้นอยู่กับผู้ที่มีส่วนร่วม(ผู้ทดลองว่า มีความต้องการให้ผลออกมาในรูปแบบไหน ซึ่งนักฟิสิกส์เชื่อว่าระบบควอนตัมจะไม่แสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกัน แต่ในความเป็นจริงระบบควอนตัมจะมีการแสดงคุณสมบัติที่แยกออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่มีการแสดงคุณสมบัติพร้อมๆกันและส่วนที่มีการแสดงคุณสมบัติไม่พร้อมกัน ซึ่งแต่ละส่วนก็จะมีกระบวนการแยกออกจากสองเป็นสี่เป็นแปดไปเรื่อยๆจนกลายเป็นสตริงเชื่อมต่อกันทั้งระบบ ซึ่งคำอธิบายในคดีของคุณบอส อยู่วิทยาที่มีการแยกออกเป็นสองส่วนมีดังนี้คือ 

  1. เป็นการทำข้อตกลงกันเองระหว่างผู้กระทำกับญาติของผู้ถูกกระทำในที่นี้หมายถึง การเรียกร้องและการตอบสนองค่าสินไหมทดแทนที่เป็นการชดเชยให้กับการเสียชีวิตของด..วิเชียร กลั่นประเสริฐซึ่งได้มีการจ่ายค่าค่าสินไหมทดแทนที่เป็นที่พอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย=คดีได้รับความยุติธรรม/เป็นธรรมจากการได้รับค่าสินไหมทดแทนและเป็นผูจ่ายค่าสินไหมทดแทนทำให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ที่มีคำพูดที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวางว่า เงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง
  2. ไม่ได้เป็นการทำข้อตกลงระหว่างผู้กระทำกับผู้คนที่อยู่ในสังคม/ผู้ที่มีส่วนร่วมในการใช้กฏหมายเดียวกันในที่นี้หมายถึง บ้านมีกฏบ้านเมืองมีกฏเมืองประเทศมีกฏประเทศ ซึ่งการที่คนเรานำเอากฏทั้งสามส่วนที่สามารถเริ่มต้นจากความเหมือนหรือคล้ายกันไปสู่ความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หรือเริ่มต้นจากความแตกต่างกันอย่างชัดเจนไปสู่ความเหมือน ในทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เรียกว่า ระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) มาผูกหรือมัดรวมกัน ในทางฟิสิกส์เรียก หลักการซ้อนทับ superposition principle และความพัวพัน entanglement เพื่อให้ได้ผลออกมาตามที่แต่ละคนต้องการนั้นจะมีความน่าจะเป็นสองส่วน/สองมิติคือ รับได้และหรือรับไม่ได้ ซึ่งในระดับควอนตัมจุลภาคจะมีกระบวนการทำงานทั้งสองทางคือ ฝ่ายหนึ่งรับได้และอีกฝ่ายหนึ่งรับไม่ได้ (มีค่าพลังงานอยู่ที่ 0 และ 0/1) ซึ่งทั้งสองส่วนจะมีการแสดงคุณสมบัติทางควอนตัมที่กล่าวว่า ถ้านักทดลองจัดรูปแบบการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติคลื่น ก็จะได้คลื่น และถ้าจัดการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติด้านอนุภาค ก็จะได้อนุภาค แต่จะอย่างไรก็ตามระบบจะไม่แสดงสมบัติทั้งคลื่นและอนุภาคพร้อมกันนัยอีกนัยหนึ่งคือ คนที่รับได้ก็จะบอกว่า การกระทำ/การแสดงออกของตัวเองเป็นฝ่ายถูก/ทำถูกต้องเหมาะสมแล้ว และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันคนที่รับไม่ได้ก็จะบอกว่า การกระทำ/การแสดงออกของตัวเองเป็นฝ่ายถูก/ทำถูกต้องเหมาะสมแล้ว ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีของไอน์สไตน์รวมหลักสัมพัทธภาพของกาลิเลโอเข้ากับสมมติฐานที่ว่า ผู้สังเกตทุกคนจะวัดอัตราเร็วของแสงได้เท่ากันเสมอ ไม่ว่าสภาวะการเคลื่อนที่เชิงเส้นด้วยความเร็วคงที่ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็มีการแสดงความคิดความเข้าใจที่ขึ้นตรงต่อ/เชื่อมต่อกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเหมือนกันซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผลในการรองรับการกระทำของตัวเองทั้งคู่ แต่เป็นการแสดงความคิดความเข้าใจที่ขึ้นตรงต่อ/เชื่อมต่อกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งทางด้านสถานะ สภาวะ + ช่องว่างและเวลา space and time ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้สามารถส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการมองเห็น รู้สึกและการรับรู้สถานการณ์หรือความเป็นไปที่เกิดขึ้นที่แต่ละฝ่ายแต่ละคนต่างก็จะมีความเอนเอียง/มีความโน้มเอียงเข้าหาตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งทำให้สถานการณ์เดียวกันสามารถนำไปสู่ความมี/เป็นอยู่ของข้อมูลที่มีความแตกต่างกันชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องทำเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้ทำคือ การนำเอาหลักการเติมเต็ม (complementarity principle) มาใช้เพื่อสร้าง/ทำให้เกิดมี/เป็นความรู้ความเข้าใจที่ตรงกันต่อธรรมชาติของการมีอยู่และไม่มีอยู่ระหว่างความมี/เป็นในส่วนของตัวข้อมูลเองที่สามารถทำให้เกิดมีการพลิกไปในทิศทางใดก็ได้ตามที่แต่ละคนแต่ละฝ่ายต้องการ ซึ่งมนุษย์ทุกคนต่างก็มีความต้องการที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและต่างกมีความต้องการและมีความพยายามที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆ comfort zone ของตัวเองด้วยกันทิ้งสิ้น ดังนั้นสิ่งที่จะสามารถนำความสุขมาให้กับทุกคนได้มีเพียงทางเดียวคือ ทำความเข้าใจกับธรรมชาติและกระบวนการเกิด-ดับ (ตายระหว่างความเป็นพลังงาน/สสาร/ข้อมูลที่จะมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามการมีอยู่/เป็นอยู่ของตัวพลังงาน/สสาร/ข้อมูลเอง ที่โดยหลักการของพลังงานควอนไตซ์ พลังงานจะเปลี่ยนไปตามขั้นที่เต็มหน่วย ระดับพลังงานควอนตัมน้บเป็นส่วนหลักที่ต่างไปจากกลศาสตร์คลาสสิก ซึ่งพลังงานเปลี่ยนไปแบบต่อเนื่อง และสสารประกอบด้วยอะตอมและโมเลกุลที่มีพลังงานไม่ต่อเนื่องนัยอีกนัยหนึ่งคือ ความมี/เป็นพลังงานควอนไตซ์ที่พลังงานจะเปลี่ยนไปตามขั้นที่เต็มหน่วย ทั้งภายในและภายนอกของมนุษย์ทุกคนจะทำให้เราคิดและเข้าใจว่า ในการคำนวณหาเหตุผลและลงมือทำของทุกคนนั้นมีความถูกต้อง แม่นยำและเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า 100% (ถ้าเราเชื่อว่าเราเป็นฝ่ายถูกคนอื่นก็ต้องเป็นฝ่ายผิด และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันถ้าหากคนอื่นเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกเค้าก็จะคิดว่าเราเป็นฝ่ายผิดแต่สิ่งที่ทุกคนไม่รู้และไม่เคยให้ความสำคัญซึ่งเป็นกุญแจที่สามารถไขความลับ/ข้อสงสัย/คำถามทั้งหมดคือ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าของแต่ละคนจะมีสิ่งที่ซ้อนทับและพัวพันกันอยู่สามส่วนด้วยกันคือความเป็นพลังงาน/สสาร/ข้อมูล ที่แต่ละส่วนจะมีความสามารถและไม่สามารถอยู่ภายในตัวเองที่สามารถทำให้เกิดมี/เป็นการเชื่อมต่อ/ส่งต่อ และหรือไม่เชื่อมต่อ/ไม่ส่งต่อข้อมูลมาจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งทั้งการเชื่อมต่อ/ส่งต่อและหรือไม่เชื่อมต่อ/ไม่ส่งต่อข้อมูลต่างก็มีกระบวนการ start/stop ที่แยกออกเป็นสองส่วนคือ จะมีส่วนหนึ่งไปรออยู่ในอนาคตก่อนแล้วและจะมีอีกส่วนหนึ่งที่จะตามไปพร้อมๆกับการใช้ความคิด ความรู้สึกและการกระทำของแต่ละคน (เกิดจากความต่อเนื่อและไม่ต่อเนื่องที่มีอยู่ในธรรมชาติของความเป็นพลังงาน/สสาร/ข้อมูลยกตัวอย่างที่ทุกคนสามารถมองเห็นอย่างง่ายๆของส่วนที่ไปรออยู่ในอนาคตก่อนแล้วคือ ถ้าหากวันนี้เราทำงานเราก็จะได้รับเงิน/สิ่งของเป็นค่าตอบแทนในอนาคต ในทางศาสนาเรียกว่า กรรมตามสนอง/บุญตามสนอง ในทางวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การเปิดเผยของสิ่งหนึ่งนำไปสู่/ทำให้อีกสิ่งหนึ่งต้องเปิดเผยตัวตนออกมา ซึ่งในกรณีของคุณบอส อยู่วิทยาเป็นการเปิดเผยที่ทำให้ทุกคนได้มองเห็นและรับรู้ถึงข้อมูลทั้งสองส่วนคือ ทั้งในส่วนของความมี/เป็นความยุติธรรมและในส่วนของความไม่มี/ไม่เป็นความยุติธรรม ที่เมื่อคนที่ยืนอยู่ในส่วนของความยุติธรรมจะมองไม่เห็นความอยุติธรรมที่ซ่อน/ซ้อนทับ/พัวพันกันอยู่ (ที่เป็นผลสืบนื่องมาจากการที่มีข้อมูลหรืออนุภาคส่วนหนึ่งเกิดมีการสลายหรือยุบตัวไปในทันทีที่ผู้สังเกตได้มีการนำพาความคิดและหรือความรูสึกของแต่ละคนเข้าไปทำการสังเกตถึงการมีอยู่ของข้อมูลในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันคนที่ยืนอยู่ในส่วนของความไม่ยุติธรรมก็จะมองไม่เห็นหรือถึงแม้จะมองเห็น แต่ก็ไม่อาจทำความเข้าใจหรือรับไม่ได้กับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ อีกนัยหนึ่งคือ มองไม่เห็นความยุติธรรมที่ซ่อน/ซ้อนทับ/พัวพันกันอยู่ใต้ความอยุติธรรม (ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่มีข้อมูลหรืออนุภาคส่วนหนึ่งเกิดมีการสลายหรือยุบตัวไปในทันทีที่ผู้สังเกตได้มีการนำพาความคิดและหรือความรูสึกของแต่ละคนเข้าไปทำการสังเกตถึงการมีอยู่ของข้อมูล)

 

*** ความมีอยู่/เป็นอยู่ของพลังงานควอนไตซ์ พลังงานจะเปลี่ยนไปตามขั้นที่เต็มหน่วย ระดับพลังงานควอนตัมน้บเป็นส่วนหลักที่ต่างไปจากกลศาสตร์คลาสสิก ซึ่งพลังงานเปลี่ยนไปแบบต่อเนื่อง และสสารประกอบด้วยอะตอมและโมเลกุลที่มีพลังงานไม่ต่อเนื่อง ทั้งความต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่องและมีอยู่ทั้งภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกภายในกันและกัน ในทางวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าอิเล็กตรอนสามารถอยู่ได้ทุกที่รอบๆอะตอม แต่ความสามารถในการอยู่ได้ทุกทีก็ไม่ได้หมายความว่าอิเล็กตรอนจะสามารถเชื่อมต่อ/ส่งต่อตัวของอิเล็กตรอนไปได้ทุกที่ เช่นเดียวกันกับความเป็นมนุษย์ที่ความคิดและความรู้สึกของคนเราสามารถเชื่อมต่อ/ส่งต่อถึงกันได้ไม่ว่าเราจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนก็ตามแต่ในด้านกายภาพจะมีการเชื่อมต่อ/ส่งต่อข้อมูลที่มีความแตกต่างออกไป ในทางวิทยาศาสตร์เรียกการเชื่อมต่อ/ส่งต่อนี้ว่า อุโมงค์ควอนตัม quantum tunnel ที่จะมีการเชื่อมต่อ/ส่งผ่านข้อมูลในสองรูปแบบคือ1. เทเลพอร์ต (teleport) 2. ฮอโลแกรม หรือที่ไอสไตน์นำไปเปรียบเทียบกับกรวยแสงที่ด้านบนเป็นกรวยแสงแห่งอนาคตและด้านล่างเป็นกรวยแสงในอดีต ซึ่งที่ที่มนุษย์ทุกคนอาศัยอยู่ที่ถือเป็นบ้านหลักก็คือด้านล่างเป็นกรวยแสงแห่งอดีต (การใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของเราเองซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ทำให้เรามีความจำเป็นต้องเดินออกจากความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของเราเอง comfort zone เราจะเลือกที่จะผลักดันผู้อื่นหรือคนที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับเราหรือคนที่ส่งผลหรือสามารถส่งผลกระทบต่อความรู้ความเข้าใจของเรา แทนการเลือกที่จะนำพาความคิดความรู้สึกและการกระทำของเราเดินออกจากความสะดวกสบายและความเคยชินเก่าๆของเราเองcomfort zone ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าที่เปรียบได้กับการเดินออกจากกรวยแสงแห่งอดีต (บ้านหลังเก่าไปสู่กรวยแสงแห่งอนาคต (บ้านหลังใหม่ซึ่งการที่คนเราจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่และทำให้บ้านหลังใหม่กลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีคำพูดที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวางว่า การจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกที่ว่ายากลำบากแล้ว การรักษาอันดับให้คงอยู่ที่เดิมนั้นยากยิ่งกว่า

 

#change




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน