• Enlightened
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pipatmonkong@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-01-07
  • จำนวนเรื่อง : 63
  • จำนวนผู้ชม : 15973
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
One man one world
The secret of the secret
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Enlightened
วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2563
Posted by Enlightened , ผู้อ่าน : 156 , 13:54:38 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

CPT SYMMETRIC UNIVERSE ในระดับควอนตัม (ตอนที่2)

 เราคือ ทุกสิ่งของตัวเราเอง

เมื่อเราส่องกระจกเราจะเห็นภาพของตัวเราเองที่นอกจากจะมีการกลับข้างจากซ้ายเป็นขวาแล้ว เรายังเห็นภาพเหมือนของตัวเราเองอีกด้วย ถ้าหากเราจะสังเกตอย่างละเอียดเราจะเห็นได้ว่า ความสามารถในการมองเห็นจะมีลักษณะเช่นเดียวกันกับการแสดงความคิดและหรือความรู้สึกที่จะแสดงคุณสมบัติด้านใดด้านหนึ่งในชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ซึ่งความสามารถในการแสดงคุณสมบัติด้านใดด้านหนึ่งในชั่วขณะหนึ่งนั้นในระดับควอนตัมจะตั้งอยู่บนฐานของความน่าจะเป็นสองทางคือ 1. แสดงความคิดหรือความรู้สึกด้านใดด้านหนึ่ง 2. แสดงทั้งสองด้านพร้อมๆกันและไม่พร้อมกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน(พลังงานจลน์ภายในความคิดมีความรู้สึกและภายในความรู้สึกก็มีความคิด ถ้าเปรียบการแสดงคุณสมบัติความคิดและความรู้สึกเป็นค่าพลังงานจะมีสองค่าที่ซ้อนทับกันอยู่คือ ค่าพลังงานทั้งหมดเท่ากับ 0 และ 0/1 แต่จะแสดงในลักษณะที่กลับด้านกัน (ตรงกันข้ามกัน)

 

ผู้เขียนเคยยกตัวอย่างเหรียญ 3 เหรียญที่เหมือนกันมาเรียงต่อกัน  โดยไม่เหมือนกัน  พบว่ามีความเป็นไปได้  4  แบบด้วยกัน สำหรับการเรียงเหรียญเหมือนกัน 3 อัน THH   , HTH  และ  HHT   ถือว่าเป็น 1  แบบ  คือมีหัว 2  อันและก้อย 1  อันเมื่อเราเพิ่มเหรียญเป็น 8  อัน  ความเป็นไปได้ จะเพิ่มขึ้นเป็น  256   ฉะนั้นความน่าจะเป็นที่จะได้หัวหรือก้อยหมดจะเป็น  2 / 256 คูณกับ 100  เท่ากับ 0.78 %  ซึ่งมีค่าน้อยกว่า1  %     และถ้าเราเพิ่มจำนวนเหรียญเป็น 21  อัน  ความน่าจะเป็น จะลดลงเหลือ   1 ใน ล้าน   และถ้าจำนวนของเหรียญเพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนโมเลกุลของอากาศภายในห้องนอน  ซึ่งมีจำนวนประมาณ  1027  ตัว  ความน่าจะเป็นจะลดลงเป็น  1  ต่อ  1082  เมื่อจำนวนของอนุภาคเพิ่มขึ้น ความเป็นไปได้จะเพิ่มขึ้น  เราสามารถพูดได้ว่า ความมีระเบียบลดลงอย่างรวดเร็ว  ส่วนความไร้ระเบียบจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย ซึ่งเปรียบเสมือนกระบวนการทำงานภายนอก และเหรียญ 3 เหรียญที่ไม่เหมือนกันมาเรียงต่อกันโดยไม่เหมือนกัน  จะมีความเป็นไปได้  8 แบบ ซึ่งเปรียบเสมือนกระบวนการทำงานภายใน จะเห็นได้ว่าผลที่ได้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในเวลาต่อมาผู้เขียนได้ทราบว่ามีกฎพื้นฐานของฟิสิกส์ที่เรียกว่าCPT Symmetry หรือหลักการสมมาตรของประจุ อนุภาค ช่องว่างและเวลา ที่จะต้องมีคู่ตรงข้าม ที่ทั้งหมดจะมีกระบวนการทำงานอยู่บนระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) ที่ด้านหนึ่งจะมี/เป็นระบบแบบสุ่มหรือไร้ระเบียบ (random/stochastic) แต่อีกด้านหนึ่งจะมี/เป็นระบบแบบไม่สุ่ม หรือระบบที่มีระเบียบ(deterministic) ดังตัวอย่างที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือ  โลกภายนอกและโลกภายใน ที่ถ้าหากเราไม่นำเอาความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายนอกเข้าสู่ภายใน โลกภายในของเราก็จะไม่มีความสับสนวุ่นวาย ซึ่งการไม่นำเอาข้อมูลภายนอกเข้าสู่ภายในเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้เนื่องจากในระดับควอนตัมพลังงาน สสาร ข้อมูล จะมีกระบวนการทำงานเป็นของตัวเองและเป็นของกันและกัน ซึ่งพลังงานควอนไตซ์เป็นพลังงานเปลี่ยนไปตามขั้นที่เต็มหน่วย ระดับพลังงานควอนตัมน้บเป็นส่วนหลักที่ต่างไปจากกลศาสตร์คลาสสิก ซึ่งพลังงานเปลี่ยนไปแบบต่อเนื่อง สสารประกอบด้วยอะตอมและโมเลกุลที่มีพลังงานไม่ต่อเนื่อง และข้อมูลที่มีกระบวนการทำงานผ่าน (Adiabatic & Isentropic Process) ส่วนที่สามารถย้อนกลับได้และส่วนที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ซึ่งแต่ละส่วนจะมีกระบวนการแยกเพื่อรวมและรวมเพื่อแยกในส่วนของตัวเองและในส่วนของกันและกันทั้งภายในและภายนอก  ซ้ายขวา หน้าหลัง บนล่างทั้งในระยะใกล้และไกล ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเราเรียกระบบการทำงานนี้ว่า ระบบอัลกอริทึม ที่เราคือ ทุกสิ่งทุกอย่างของตัวเอง อีกนัยหนึ่งคือ เราเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามให้กับตัวเองในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน (พลังงานจลน์ดังตัวอย่างกระบวนการทำงานทางความคิดและความรู้สึก (ควอนตัม) 3 มิติที่มีมิติที่ 4 ซ้อนทับอยู่ดังต่อไปนี้

  1. ความคิดบวกและลบที่มีความรู้สึกบวกและลบซ้อนทับอยู่ การใช้ความคิดบวกหรือลบมากกว่าความรู้สึกบวกหรือลบในการผลักดันเพื่อให้ตัวเองและหรือผู้อื่นเดินออกจากจุดที่ตัวเองและหรือผู้อื่นยืนอยู่ (สมองส่วนหน้า/สมองใหญ่)
  2. ความรู้สึกลบและบวกที่มีความคิดลบและบวกซ้อนทับอยู่ การใช้ความรู้สึกลบหรือบวกมากกว่าความคิดลบหรือบวกในการผลักดันเพื่อให้ตัวเองและหรือผู้อื่นเดินออกจากจุดที่ตัวเองและหรือผู้อื่นยืนอยู่ (สมองส่วนท้าย/สมองน้อย)
  3. ความคิด-ความรู้สึกบวกและลบท่ีไปซ้อนทับอยู่บนความรู้สึก-ความคิดลบและบวก การใช้ความคิดบวกหรือลบมากกว่าความรู้สึกบวกหรือลบในการผลักดันเพื่อให้ผู้อื่นและหรือตัวเองเดินออกจากจุดที่ผู้อื่นและหรือตัวเองยืนอยู่ หรือในทางกลับกันความรู้สึก-ความคิดลบและบวกท่ีไปซ้อนทับอยู่บนความคิด-ความรู้สึกบวกและลบ การใช้ความรู้สึกลบหรือบวกมากกว่าความคิดลบหรือบวกในการผลักดันเพื่อให้ผู้อื่นและหรือตัวเองเดินออกจากจุดที่ผู้อื่นและหรือตัวเองยืนอยู่ (สมองส่วนกลาง)

 

ไม่ว่าเราจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในมิติใดก็ตามจะมีคนที่ได้รับประโยชน์และมีคนที่เสียประโยชน์เสมอ ซึ่งถ้าหากเราพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเพียงด้านเดียวเราจะเห็นได้ว่า ทุกคนทุกฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความคิดความรู้สึกและการกระทำของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้นแต่ถ้าหากเราพิจารณาอย่างละเอียดทั้งสองด้านเราจะเห็นว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีมิติที่ซ้อนทับและพัวพันกันอยู่มากกว่า 2 มิติคือ คนที่ได้รับประโยชน์และมีคนที่เสียประโยชน์ และไม่มีใครได้รับประโยชน์โดยไม่สูญเสียประโยชน์ และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันก็ไม่มีใครสูญเสียประโยชน์โดยไม่ได้รับประโยชน์ (กระบวนการเพิ่ม-ลดพลังงาน หรือ ค่าพลังงานเท่ากับ 0 และ 0/1) 

 

การพิจารณาสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแบบเก่าที่เรายึดถือปฏิบัติกันมาจะทำให้เราคิดและเข้าใจว่า คนที่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการใช้ความคิดความรู้สึกและการกระทำของเราคือ คนที่เรานำเอาความคิดความรู้สึกและการกระทำของเราเข้าไปรองรับโดยเราจะให้เหตุผลกับตัวเราเองว่า เป็นเพราะคนอื่นทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ซึ่งเราคิดว่าไม่ถูกต้องเราจึงต้องออกมาแสดงออกในแบบที่เราคิดและเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควร ถ้าหากเราพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเราก็จะเห็นว่า กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการที่เรานำพาความคิดความรู้สึกและการกระทำของเราเข้าไปรองรับความคิดความรู้สึกและการกระทำของคนอื่นโดยฐานข้อมูลที่เราใช้ในการรองรับนั้นจะมี/เป็นฐานข้อมูลของเราเพียงด้านเดียวทำให้ข้อมูลที่เราได้รับไม่สมบูรณ์ เมื่อข้อมูลไม่สมบูรณ์ปัญหาย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ฐานข้อมูล (จุดที่เรายืนอยู่กับข้อมูลเป็นคนละส่วนกัน ถ้าหากเราไม่ทำการแยกแยะทั้งสองส่วนนี้ออกจากกัน เราก็จะถูกหลอกโดยฐานข้อมูลเดิมและข้อมูลใหม่ที่เรารับเข้ามาด้วยตัวของเราเอง

 

การพิจารณาสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแบบใหม่คือ การนำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์และคณิตศาสตร์เข้ามาใช้ในการทำความเข้าใจกับกระบวนการทำงานทางความคิดความรู้สึกและการกระทำที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นและรับรู้ได้กระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น

 

ตามที่เรารู้มาคือ ปลาว่ายน้ำเป็นผลจากแรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูด แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ แรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูดที่ทำให้หางและครีบปลาพลิกกลับไปกลับมานั้นเป็นแรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูดที่มีค่าพลังงานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

 

ปัจจุบันที่เราอยู่ถ้าหากเราพิจารณาอย่างละเอียดเราจะเห็นว่า สิ่งที่อยู่ภายใต้ปัจจุบันคือ อดีตและอนาคตโดยมีปัจจุบันเป็นตัวเชื่อม/ส่งต่อข้อมูล ดูได้จากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นจะมีอยู่สองส่วนคือ เก่าและใหม่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนระหว่างกันไปมาตลอดเวลาเช่นเดียวกันกับกระบวนการทำงานทางความคิดความรู้สึกภายในที่จะมีกระบวนการ start & stop process เกิดขึ้นตลอดเวลา มีคำกล่าวที่ว่า ข้างในเป็นอย่างไรข้างนอกก็เป็นอย่างนั้น แต่ในระดับควอนตัมจะมีทางเชื่อมสองทางคือ ข้างในเป็นอย่างไรข้างนอกก็เป็นอย่างนั้นและไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งที่เราเห็นไม่ว่าจะเป็นข้างนอกหรือข้างในจะมีการซ้อนทับกันอยู่สองส่วนคือ เห็นและไม่เห็น ถ้าหากเราต้องการมองเห็นในส่วนที่เรามองไม่เห็นเราจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมที่เราใช้ในการมอง (มองนอกกรอบในทางวิทยาศาสตร์หมายถึง การนำเอาหลักการเติมเต็ม(complementarity principle) มาใช้ ส่วนที่ยุบหายไปเมื่อเราเข้าไปทำการสังเกตภายในจะออกมาปรากฏภายนอกในลักษณะคู่ตรงกันข้ามของเราเอง และในทางกลับกันเราก็คือ คู่ตรงข้ามของคนหรือสิ่งที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย ( เราคือคนที่ดึงดูดสถานการณ์ต่างๆเข้ามาสู่ตัวเราด้วยตัวของเราเองซึ่งการดึงดูดจะมีสองส่วนด้วยกันคือ ภายนอกและภายใน แต่ละส่วนจะมีการดึงดูดในสองทิศทางคือ ไปในทิศทางเดียวกันและไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน (ตรงกันข้ามกัน

 

*จงอยู่และอย่าอยู่ในสิ่งที่คุณมีอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ในระดับควอนตัมความดีสามารถเป็นได้ทั้งความดีและความชั่ว ในทางกลับกันความชั่วก็สามารถเป็นได้ทั้งความชั่วและความดี สิ่งที่จะเปลี่ยนความชั่วได้คือ ความชั่วที่พลิกกลับเป็นความดี ในทางกลับกันสิ่งที่จะเปลี่ยนความดีได้คือ ความดีที่พลิกกลับจากความชั่ว

 

#change




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน