• Enlightened
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pipatmonkong@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-01-07
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 17187
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
One man one world
The secret of the secret
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Enlightened
วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2563
Posted by Enlightened , ผู้อ่าน : 180 , 08:38:32 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จากตัวอย่างกระบวนการทำงานทางความคิดและความรู้สึก (ควอนตัม) 3 มิติที่มีมิติที่ 4 ซ้อนทับอยู่ที่ผู้เขียนได้เปิดเผยไปในตอนที่ 2 ได้นำผู้เขียนเข้าสู่การเปิดเผยทางควอนตัมที่การเปิดเผยตัวตนของสิ่ง/ส่วนหนึ่งจะไปบังคับให้อีกสิ่ง/ส่วนหนึ่งต้องเปิดเผยตัวตนออกมา ในที่นี้คือผู้เขียนได้ถูกดึงดูดให้เข้าไปรับรู้ถึงการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับแบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 3 ชั้นหลักได้แก่

1. เปลือกโลก (Crust)

2. เนื้อโลก (Mantle) แยกออกเป็น 2 ส่วนคือ เนื้อโลกชั้นบน (Upper mantle) เนื้อโลกชั้นล่าง (Lower mantle)

3. แก่นโลก (Core)

 

ถ้าหากคุณผู้อ่านได้เคยอ่านบทความเก่าๆของผู้เขียนมาบ้างจะเห็นได้ว่า มีการเปิดเผยตัวตนทางควอนตัมนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถหยุดเขียนตามที่ได้มีคุณผู้อ่านบางคนเคยขอร้องให้หยุดเขียนได้

 

จากความเหมือนในความต่างของการแบ่งโครงสร้างภายในระหว่างโลกและมนุษย์นี้บอกให้เรารู้ว่า เรากำลังใช้ชีวิตอยู่บนระบบอัลกอริทึม ที่เราและโลกต่างก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้กันและกัน Einstein และเพื่อนได้เคยสมมุติว่า มีอนุภาค 2 อนุภาคที่มีอันตรกริยาต่อกัน และในเวลาต่อมาได้ถูกแยกจากกัน ในมุมมองของกลศาสตร์ควอนตัมนั้น อนุภาคทั้งสองถือว่าเป็นองค์ประกอบของระบบเดียวกัน ดังนั้นถ้าวัดโมเมนตัมของอนุภาคตัวหนึ่ง ข้อมูลที่ได้จะทำให้รู้โมเมนตัมของอนุภาคอีกตัวหนึ่งทันที ในทำนองเดียวกัน ถ้าวัดตำแหน่งของอนุภาคตัวหนึ่ง ข้อมูลที่ได้จะทำให้รู้ตำแหน่งของอนุภาคอีกตัวหนึ่งทันที(เปรียบเสมือนกับ การมีรองเท้าสองข้าง แล้วนำข้างหนึ่งใส่กล่องส่งไปเชียงใหม่ ส่วนอีกข้างหนึ่งใส่กล่องส่งไปอุบลราชธานี ถ้าคนที่เชียงใหม่ได้รับรองเท้าข้างขวา เขาก็จะรู้ทันทีว่า คนที่อุบลราชธานีได้รับรองเท้าข้างซ้าย) Einstein กับเพื่อนทั้งสองมิได้ปฏิเสธว่า การรู้สมบัติของอนุภาคหนึ่ง จะทำให้รู้สมบัติของอนุภาคอีกตัวหนึ่ง แต่ประเด็นที่ทั้งสามสงสัย คือ การรู้สมบัติทั้งสอง (ตำแหน่งและโมเมนตัมของอนุภาคแสดงว่า ตำแหน่ง และโมเมนตัมของอนุภาคมีค่าที่แน่นอน แต่หลักความไม่แน่นอนของHeisenberg แถลงว่าเรารู้ข้อมูลแน่นอนได้เพียงหนึ่งเดียว ไม่ใช่สองข้อมูล ดังนั้นกลศาสตร์ควอนตัมจึงไม่ใช่ทฤษฎีที่สมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นความรู้เกี่ยวกับข้อมูลหนึ่งจะมีผลทำให้รู้เกี่ยวกับข้อมูลที่สองในทันทีเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะสัญญาณในการติดต่อระหว่างอนุภาคทั้งสองจะเดินทางด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าแสง ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ 

 

จากข้อความการโต้เถียงระหว่างไอส์ไสตน์และไฮเซนเบิร์กจะเห็นได้ว่า แต่ละคนต่างก็มีจุดยืนหรือขอบเขตของความรู้ความเข้าใจในส่วนของตัวเอง ซึ่งเราสามารถมองสองทางคือ ใช่และไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากเรามองตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเราอาจจะคิดว่า เป็นปัญหา แต่ถ้าหากเราพิจารณาอย่างละเอียดเราจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นสามารถเป็น/ไปได้ทั้งสองทางคือ ใช่ปัญหาและไม่ใช่ปัญหา อีกนัยหนึ่งคือ อะไรที่เรามองว่าเป็นปัญหาสามารถเป็นได้ทั้งปัญหาและไม่ใช่ปัญหา และในทางกลับกันอะไรที่เรามองว่าไม่เป็นปัญหาก็สามารถเป็นได้ทั้งไม่ใช่ปัญหาและใช่ปัญหา

 

การแสดงคุณสมบัติทางควอนตัมเกิดจากความมีอยู่/เป็นอยู่ระหว่างความเป็นพลังงาน สสารและข้อมูลที่ต่างก็มีกระบวนการทำงานภายในเป็นของตัวเองและมีกระบวนการทำงานที่เชื่อมต่อถึงกันโดยมีแรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูด + แรงไทดัลเป็นตัวชักนำ/ชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เราเป็นเพียงแค่ตัวหมากรุกตัวหนึ่งที่ถูกชักนำ/ชักใยให้เดินไปตามระบบหรือเส้นทางที่เราสามารถเป็นได้ทั้งผู้ผลักดันและผู้ถูกผลักดัน เราเรียกระบบการทำงานนี้ว่า ระบบอัลกอริทึม ซึ่งการเปิดเผยตัวตนของระบบอัลกอริทึมนี้สามารถทำให้เกิดมีขึ้นได้สองทางคือ ตามแนวทางเดิมที่เรายึดถือปฏิบัติกันมาตลอดและทำให้ระบบรู้จักเราดีมากกว่าเรารู้จักระบบ หรือ ตามแนวทางใหม่ New normal (ไม่ใช่ทางใหม่ แต่เป็นแนวทางที่อยู่อีกด้านหนึ่งของแนวทางที่เรายึดถือปฏิบัติกันมาที่จะทำให้เรารู้จักระบบดีกว่าที่ระบบรู้จักเรามีคำกล่าวที่เรานิยมพูดกันอย่างกว้างขวางว่า You are what you eat การใช้ชีวิตผ่านความคิดความรู้สึกก็เช่นกันเมื่อเราพาตัวเองลงลึกเข้าไปในความคิดเราก็จะได้รับรู้ความคิด เมื่อเราพาตัวเองลงลึกเข้าไปในความรู้สึกเราก็จะได้รับรู้ความรู้สึก ถ้าหากเราพิจารณาอย่างละเอียดเราจะเห็นได้ว่า รูปแบบการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเรา เราจะไม่พยายามนำพาตัวเราเองเข้าไปลงลึกถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับความรู้สึกของเรามากนักในเวลาที่เราได้รับผลประโยชน์หรือได้รับความสุขทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจจากการกระทำของคนอื่นเราจะน้อมรับประสบการณ์เหล่านั้นด้วยความรู้สึกยินดีโดยที่เราไม่เคยนำพาตัวเองลงลึกเข้าไปค้นหารายละเอียดหรือแหล่งต้นกำเนิดของการกระทำเหล่านั้นว่า ทำไมหรือเพราะอะไรคนอื่นจึงมีหรือให้เราได้ในขณะที่เราไม่มีหรือไม่สามารถให้คนอื่นได้ แต่ในทางกลับกันในเวลาที่เรารู้สึกสูญเสียผลประโยชน์หรือได้รับความทุกข์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจโดยมีคนอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เราจะกล่าวโทษหรือกล่าวหาคนอื่นก่อนเป็นอันดับแรกว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราได้รับการสูญเสียหรือทำให้เราได้รับความรู้สึกเป็นทุกข์ โดยไม่พยายามนำพาความคิดของเราเข้าไปค้นหาและลงลึกเข้าไปในรายละเอียดหรือแหล่งต้นกำเนิดที่อยู่ลึกเข้าไปอีกด้านหนึ่งที่มี/เป็นส่วนสำคัญที่นำมาซึ่งการเกิดขึ้นของสถานการณ์ต่างๆเหล่านั้นว่า เกิดขึ้นเนื่องจากอะไรหรือทำไม ซึ่งการละเลยและไม่ละเลยทั้งสองทางของเราเองที่นำมาซึ่งความรู้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเราเองโดยไม่รู้ตัวซึ่งเปรียบได้กับการเดินทางที่ทั้งรูปแบบของการเดินทางสัมภาระที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างการเดินทาง ระยะทาง ความคดเคี้ยวและประตูทางเข้า-ทางออก ทั้งหมดเราคือผู้ที่มีส่วนร่วมในการกำหนดหรือทำให้เกิดมีขึ้นจากการละเลยและไม่ละเลยทั้งสองทางของเราเองที่ทำให้เกิดสถานการณ์แย้นแย้งโดยใกล้กลายเป็นไกล และไกลกลายเป็นใกล้ ซึ่งจริงๆแล้วเกิดขึ้นจากการกระทำของแรงไทดัลที่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงคือ แรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูด และผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงที่ทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูดก็คือ ขั้วบวกขั้วลบ ที่เป็นหรือมาจากขั้วเดียวกันและต่างขั้วกันตามลักษณะทางกายภาพและชีวภาพของโลกและของมนุษย์ที่จะมีทั้งส่วนที่ไปในทิศทางเดียวกันและไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน (กลับด้าน/กลับหัวยกตัวอย่างเช่น การส่องกระจก การสวมใส่เสื้อและกางเกง และปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ ซึ่งการพลิกกลับของทั้งครีบและหางล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำของแรงไทดัลโดยมีแรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูดเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงที่ทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูดก็คือ ขั้วบวกขั้วลบ ที่เป็นหรือมาจากขั้วเดียวกันและต่างขั้วกันตามลักษณะทางกายภาพและชีวภาพของโลกและของมนุษย์ที่จะมีทั้งส่วนที่ไปในทิศทางเดียวกันและไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน(กลับด้าน/กลับหัว

 

จะเห็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็มีส่วนร่วมด้วยช่วยกันในการดำรงอยู่ เกิดขึ้นและเป็นไปหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนวนเวียนไปเรื่อยๆรอบแล้วรอบเล่า โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากเราสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกได้เราจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งหมดเกิดขึ้นจากการกระทำของเรา และการกระทำของเราก็เกิดขึ้นจากความต้องการหรือการชี้นำของโลก ซึ่งกว่าที่โลกจะสามารถเข้าสู่โหมดของการจัดระเบียบตัวเองได้ โลกก็เคยผ่านช่วงเวลาเริ่มต้นที่เราเรียกว่า ความสุขและความทุกข์มาก่อน ซึ่งจริงๆแล้วมนุษย์ถือกำเนิดมาในช่วงเวลาที่โลกได้รับการจัดระเบียบแล้ว นัยอีกความหมายหนึ่งคือ ที่ผ่านมาเราจะมีความเข้าใจที่คิดไปเองว่า เราจำเป็นต้องเข้าไปผลักดันคนอื่นเพื่อทำให้ชีวิตเกิดมี/เป็นความสมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วคนที่เราควรเข้าไปผลักดันมากที่สุดคือ ตัวเราเองซึ่งเราจำเป็นต้องเข้าไปผลักดันทั้งในส่วนที่เราชอบและไม่ชอบ (ใช่และไม่ใช่ถ้าหากเราทุกคนต่างก็มุ่งหน้าผลักดันตัวเอง เราก็ไม่มีความจำเป็นเข้าไปผลักดันคนอื่น หรือถ้าหากเราจำเป็นต้องเข้าไปผลักดันคนอื่นเราก็จะไม่ใช้วิธีการแบบเดิมๆที่สร้างความทุกข์ ความขัดแย้ง หรือสร้างความคุมคามคนอื่น แต่เราจะใช้ความรัก ความเมตตา กรุณา ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นเครื่องมือในการผลักดัน แทนทีการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ

 

*เราไม่สามารถให้คนอื่นในสิ่งที่เราไม่มีได้ อะไรก็ตามที่เราให้หรือต้องการได้รับจากคนอื่น เราจำเป็นต้องมีสิ่งนั้นให้กับตัวเราเองก่อน จงมีความพยายามในการเรียกร้องและตอบสนองต่อตัวเอง แทนที่การมีความพยายามในการเรียกร้องและตอบสนองจากผู้อื่น

 

#change




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน