• Enlightened
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pipatmonkong@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-01-07
  • จำนวนเรื่อง : 139
  • จำนวนผู้ชม : 40396
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
One man one world
The secret of the secret
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Enlightened
วันเสาร์ ที่ 11 กันยายน 2564
Posted by Enlightened , ผู้อ่าน : 253 , 10:01:02 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เราสามารถมองได้สองทางคือ 

1. เป็นการเผยแผ่ศาสนาแนวใหม่และเป็นการล่มสลายของศาสนาเก่าในเวลาเดียว (เกิดที่ใหม่และตายจากที่เก่าพร้อมกันโดยไม่มีสรรพสิ่งและเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในระบบควอนตัมตามที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบจะบอกว่า ระบบจะไม่แสดงคุณสมบัติทั้งสองพร้อมๆกัน และระบบจะแสดงคุณสมบัติใดก็ขึ้นอยู่กับผู้ทดลองแต่ละคนว่าต้องการ/สังเกตเห็นคุณสมบัติด้านใด เมื่อมีการทดลองที่ยืนยันว่า อิเล็กตรอนแสดงพฤติกรรมเป็นอนุภาคก็ได้หรือคลื่นก็ได้ ส่วนแสงก็แสดงพฤติกรรมเป็นคลื่นก็ได้หรืออนุภาคก็ได้ ดังนั้นBohr จึงนำเสนอหลักการเติมเต็ม (complementarity principle) ซึ่งมีใจความว่า ระบบควอนตัมจำเป็นต้องอาศัยคำบรรยายที่แสดงสมบัติทั้งสองด้าน คือ สมบัติอนุภาคและสมบัติคลื่น คำอธิบายเกี่ยวกับระบบจึงจะครบสมบูรณ์ นั่นคือ การกล่าวถึงเฉพาะสมบัติคลื่นหรือสมบัติอนุภาคแต่เพียงด้านเดียว ไม่เพียงพอ และระบบจะแสดงสมบัติด้านใด ก็ขึ้นกับว่า นักทดลองจะทดสอบสมบัติด้านใด เช่น ถ้านักทดลองจัดรูปแบบการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติคลื่น ก็จะได้คลื่น และถ้าจัดการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติด้านอนุภาค ก็จะได้อนุภาค แต่จะอย่างไรก็ตามระบบจะไม่แสดงสมบัติทั้งคลื่นและอนุภาคพร้อมกัน 

 

หลักปรัชญาของ Bohr นี้ได้รับการยืนยันว่าถูกต้องและมีตรรกะ เมื่อใช้หลักความไม่แน่นอน (uncertainty principle) ของ Heisenberg ซึ่งแถลงว่า เราไม่สามารถวัดตำแหน่งและโมเมนตัมของอนุภาคใดๆ ได้อย่างแม่นยำ ในเวลาเดียวกัน ข้อจำกัดนี้มิได้เกิดจากการไร้ความสามารถของมนุษย์ แต่การที่เป็นเช่นนี้เพราะก่อนที่นักทดลองจะลงมือวัดค่าโมเมนตัม หรือตำแหน่งของอิเล็กตรอน อิเล็กตรอนมิได้มีโมเมนตัมและตำแหน่งที่มีค่าแน่นอน แต่มันมีโมเมนตัมได้นานาค่าและสามารถอยู่ได้ทุกหนแห่งรอบอะตอมในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนนี้จะมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างจากความเป็นจริงที่ระบบควอนตัมจะมีการแสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกันและหรือไม่พร้อมกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>สิ่งเดียวกันใช่และหรือไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และหรือไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน ดูตัวอย่างได้จากกระบวนการเก็บความทรงจำในสมอง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า การซ้อนทับและความพัวพันที่แต่ละอย่างก็จะตั้งอยู่บนความน่าจะเป็นสองด้านคือ ซ้อนทับและไม่ซ้อนทับ พัวพันและไม่พัวพัน หรือ โลกกระจก หรือโลกคู่ขนาน

 

ขอย้อนกลับไปที่หลักปรัชญาของ Bohr นี้ได้รับการยืนยันว่าถูกต้องและมีตรรกะ เมื่อใช้หลักความไม่แน่นอน (uncertainty principle) ของ Heisenberg ซึ่งแถลงว่า เราไม่สามารถวัดตำแหน่งและโมเมนตัมของอนุภาคใดๆ ได้ อย่างแม่นยำ ในเวลาเดียวกัน ข้อจำกัดนี้มิได้เกิดจากการไร้ความสามารถของมนุษย์ แต่การที่เป็นเช่นนี้เพราะก่อนที่นักทดลองจะลงมือวัดค่าโมเมนตัม หรือตำแหน่งของอิเล็กตรอน อิเล็กตรอนมิได้มีโมเมนตัม และตำแหน่งที่มีค่าแน่นอน แต่มันมีโมเมนตัมได้นานาค่าและสามารถอยู่ได้ทุกหนแห่งรอบอะตอมในเวลาเดียวกัน ถ้าหากมองตามหลักการและผลจากการทดลองแล้วจะเห็นได้ว่า ทั้งหลักปรัชญาของ Bohr และหลักความไม่แน่นอนของ Heisenberg ให้ผลสอดคล้องกันเป็นอย่างดี แต่ถ้าหากมองโดยเปลี่ยนวิธีคิดวิธีรู้สึกและวิธีปฏิบัติที่เรียกกันว่า การ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” หรือ Paradigm Shift เพื่อทำให้เกิดมุมมองใหม่ต่อชุดข้อมูลเดิม โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงข้อมูลเดิมแต่อย่างใด เราจะเห็นได้ว่าการมองเห็นเหตุการณ์ที่ตรงกับความเป็นจริงด้านหนึ่งและไม่ตรงกับความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งเกิดขึ้นจากการไร้ความสามารถของมนุษย์ ที่ในความเป็นจริงมนุษย์สามารถพัฒนาส่วนที่ไร้ความสามารถให้กลายเป็นส่วนที่มีความสามารถได้เพียงแต่มนุษย์ไม่รู้หรือไม่เคยมีข้อมูลหรือความรู้ความเข้าใจในส่วนนี้มาก่อนจึงทำให้เราคิดเข้าข้างตัวเองเอาไว้ก่อนว่า ข้อจำกัดนี้มิได้เกิดจากการไร้ความสามารถของมนุษย์(เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับข้อมูลที่เราคิดและเข้าใจว่า ใช่ .เวลานั้นเพราะถ้าหากเราไม่มีความมั่นใจในข้อมูลที่เรารู้เราก็ไม่อาจนำพาทั้งตัวเราและข้อมูลไปต่อได้ นี่คือสิ่งที่ในระบบควอนตัมเรียกว่าถูกทั้งหมดและผิดทั้งหมด ที่เราจะเห็นคุณสมบัติด้านหนึ่งและไม่เห็นคุณสมบัติอีกด้านหนึ่งทำให้เราจำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งเพื่อเดินต่อไปข้างหน้า แต่หลังจากที่เราเลือกทางใดทางหนึ่งแล้วเราจำเป็นต้องหันกลับมาทำส่วนที่เราไม่เลือกด้วยเพื่อให้ข้อมูลทั้งสองด้านเกิดมี/เป็นความสมบูรณ์/สมดุลย์อย่างที่ Bohr เรียกว่า หลักการเติมเต็ม complementarity principle ซึ่งโดยปกติแล้วคนเราจะไม่หันหลังกลับไปทบทวนข้อมูลส่วนที่เราละทิ้งไป แต่จะเดินมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า เอนโทรปีเพิ่มทางเดียว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราจะใช้ข้อมูลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นฐานในการคิดวิเคราะห์เป็นหลักโดยจะไม่นำเอาข้อมูลในส่วนที่เราละทิ้งไปเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากความมีอยู่/เป็นอยู่ระหว่างพลังงานควอนไตซ์และกลศาสตร์คลาสสิคที่มีความต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่องที่มีการซ้อนทับและมีการสร้างความพัวพันส่งผลทำให้ความต่อเนื่องกลายเป็นความไม่ต่อเนื่องและความไม่ต่อเนื่องกลายเป็นความต่อเนื่อง) 

และถ้าหากเราสามารถรับรู้ข้อมูลทั้งสองด้านเราจะลดจำนวนของสิ่งที่เราต้องการหรือความอยากที่จะมี/เป็นในโลกที่เราอยู่ลงโดยปริยายและเข้าสู่การใช้ชีวิตในเมืองทิพย์กันมากขึ้นเช่นเดียวกันกับถ้าหากเราสามารถมองเห็นฝุ่นผงที่ลอยอยู่ในอากาศได้ทั้งหมดเราจะไม่อยากสูดอากาศเข้าไปเลยนี่คือส่วนดีของการมองไม่เห็นที่ทำให้โลกเกิดมีการพัฒนาทั้งคนและวัตถุให้มาไกลได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งในอนาคตมนุษย์จะมีการเลือกที่จะพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งและไม่พัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความชาญฉลาดมากและใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ในอีกร้อยปีข้างหน้าอาจมีการแบ่งแยกชนชั้นและที่อยู่อาศัยกันอย่างชัดเจน แต่จะเป็นการแบ่งแยกที่เกิดขึ้นจากความสมัครใจที่จะพัฒนาและไม่พัฒนาตัวเองของแต่ละคน ซึ่งจะไม่ก่อให้ความเหลื่อมล้ำที่สร้างปัญหาในการอยู่อาศัยดังเช่นปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในธรรมชาติที่มีสองด้านและไม่ได้มีสองด้านในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน

 

การเผยแผ่ศาสนาแนวใหม่หรือเป็นการล่มสลายของศาสนาเก่าเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง (เกิดที่ใหม่และตายจากที่เก่าไม่พร้อมกันโดยมีสรรพสิ่งและเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องเปรียบได้กับกระบวนการเกิดและตายของทุกสรรพสิ่งที่เมื่อแรกเกิดเราจะมีการเกิดที่ใหม่และตายจากที่เก่าพร้อมกันในทันที แต่หลังจากเกิดใหม่ไปจนกระทั่งตายแต่ละคนจะมีสรรพสิ่งและเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องในระดับที่แตกต่างกันบางคนอาจเกิดปุ๊บตายปับบางคนอาจมีชีวิตอยู่เป็น 100 ปี ซึ่งไม่ว่าจะอยู่นานเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลทั้งสองด้านที่จะมีค่าเท่ากันทั้งสองด้านคือ การเพิ่มและลดพลังงาน โดยค่าเท่ากันเราจะเห็นได้ว่า มีทั้งความเท่ากันและไม่เท่ากัน นัยอีกความหมายหนึ่งคือ เราจะให้ค่ากับความเป็น positive and negative  แตกต่างกัน แต่ในด้านของพลังงานแล้วทั้งสองค่าจะมีสัดส่วนที่มีความลงตัวกันแบบพอดีเป๊ะไม่ขาดไม่เกิน (นี่คือส่วนหนึ่งของคำว่าการ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” หรือ Paradigm Shift ที่ไม่ได้ต้องทำให้เกิดมีขึ้นภายใต้ 2 มิติเท่านั้น แต่ต้องทำให้เกิดมีขึ้นใน 4 มิติ ที่จะมีกระบวนการทำงานที่เรียกได้ว่า กลับด้าน/ตรงกันข้ามกัน ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า ปฏิจักรวาล (Anti-universe) หรืออีกเอกภพหนึ่งที่มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามกับจักรวาลของเรา ซึ่งเทียบได้กับเงาสะท้อนในกระจกนั่นเอง ซึ่งในความหมายทางวิทยาศาสตร์ความคิดหมายถึงจักรวาลอื่นที่อยู่ไกลออกไป แต่ทางวิทยาศาสตร์จิตจะหมายถึงอีกด้านหนึ่งของความคิดคือความรู้สึกที่อยู่ใกล้เรามากๆจนกลายเป็นใกล้เกลือกินด่างหรือเส้นผมบังภูเขาที่เราอาจมองไม่เห็นแต่คนอื่นเห็น ทั้งความเหมือนและความแตกต่าง และความแตกต่างและความเหมือนของทุกสรรพสิ่งต่างก็อยู่ภายใต้กฏธรรมชาติเดียวกันที่มีสองด้าน (ขั้วบวกขั้วลบ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างและหรือความเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสองด้านเหมือนกันและสองด้านแตกต่างกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งการมองเห็นความจริงดังกล่าวเราจะเป็นต้องมองทั้งสองด้านคือ ภายนอกและภายใน (ซ้ายขวา บนล่าง หน้าหลัง นอกในหรือ ขั้วบวก positive และ ขั้วลบ negative ที่ในระดับมหภาค ภายนอกคือ ภายนอก ภายในคือ ภายใน ขั้วบวกคือ ขั้วบวก ขั้วลบคือ ขั้วลบ (1-2 มิติแต่ในระดับจุลภาคภายนอกจะมีทั้งความสามารถและไม่สามารถที่จะเป็นได้ทั้งภายนอกและหรือภายในภายในสามารถและไม่สามารถเป็นได้ทั้งภายในและหรือภายนอก ขั้วบวกก็จะมีทั้งความสามารถและไม่สามารถที่จะเป็นได้ทั้งขั้วบวกและหรือขั้วลบ ขั้วลบก็จะมีทั้งความสามารถและไม่สามารถที่จะเป็นได้ทั้งขั้วลบและหรือขั้วบวก (3-4 มิติ

 

ทั้งสองข้อจะมีกระบวนการทำงานเช่นเดียวกันกับกระบวนการเก็บความทรงจำในสมอง ซึ่งก็คือกฏธรรมชาติที่เราเคยบอกว่า ไม่มีอะไรที่ทำงานอยู่นอกเหนือจากกฏธรรมชาติ คำว่า นอกเหนือ ก็จะมีสองด้านคือ นอกเหนือและไม่นอกเหนือ นอกเหนือคือไม่นอกเหนือ และไม่นอกเหนือคืนอกเหนือ หรือที่เรียกว่าSymmetry สมดุล,สมมาตร,ได้ส่วนสัด และ Asymmetry ไม่สมดุล,ไม่สมมาตร,ไม่ได้ส่วนสัด

 

ถ้าหากมองโลกแบบเก่าหรือในระยะที่ใกล้มากๆหรือมีระยะไกล้ซ้อนทับอยู่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน (ซ้อนทับแบบพอดีเป๊ะซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พระทั้ง 2 และบุคคลคนอื่น (แยกออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนของคนที่มองเห็นและมองไม่เห็น และแต่ละส่วนก็จะแยกออกเป็น 2 4 8 กระบวนการแยกออกเป็นสอง นี้จะดำเนินไปเรื่อย  และผ่านจุดที่จะแยกวัตถุต้นแบบในระดับอะตอม และสุดท้ายกระบวนการนี้จะทำให้วัตถุกลายเป็นสตริงของอนุภาคพื้นฐาน หรือเรียกว่า กระบวนการสปาเก็ตตี้มองเห็นภาพและหรือเหตุการณ์ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยังมองไม่เห็นว่า การไลฟ์สดของพระมหาสมปองและพระมหาไพรวัลย์โดยตัวของพระทั้ง 2 เองและโดยตัวของผู้รับฟังจะเป็นการเผยแผ่ศาสนาแนวใหม่หรือเป็นการเผยแผ่ที่เป็นและหรือนำไปสู่การเสื่อมและล่มสลายของพุทธศาสนากันแน่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งเมื่อผลจากการกระทำในระยะไกลที่ส่วนหนึ่งเคยมีระยะใกล้เป็นฉากหน้าและอีกส่วนหนึ่งกำลังมีระยะใกล้เป็นส่วนหน้าปรากฏขึ้นพระทั้ง 2 และบุคคลอื่นจะได้เห็นว่า จริงๆแล้วเป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาแนวใหม่หรือเป็นการทำให้พุทธศาสนาเสื่อมหรือล่มสลาย 

 

ซึ่งต้องแยกออกเป็นสองส่วนคือ วิทยาศาสตร์จิต และวิทยาศาสตร์ความคิด ทั้งสองส่วนคือ โลกกระจกหรือ โลกคู่ขนาน ของตัวเองและของกันและกันที่เขียนในรูปแบบคณิตศาสตร์คือ -1 0 +1 เหมือนกัน แต่จะมีทิศทางการหมุนที่ทั้งกลับด้านกันและไม่กลับด้านกัน (ทิศทางเดียวกันหรือ หมุนทวนเข็มนาฬิกาและหมุนตามเข็มนาฬิกา ที่ไม่ได้มีการหมุนเฉพาะบนลงล่างทั้งสองข้างเท่านั้น แต่ยังมีการหมุนซ้ายขวา หน้าหลัง นอกในในเวลาเดียวกันอีกด้วย




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน