• Enlightened
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pipatmonkong@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-01-07
  • จำนวนเรื่อง : 147
  • จำนวนผู้ชม : 46511
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
One man one world
The secret of the secret
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Enlightened
วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน 2564
Posted by Enlightened , ผู้อ่าน : 266 , 14:47:53 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คือ โลกภายนอก/สมองส่วนบน (ความคิด) /สถานะบวก positive กับโลกภายใน/สมองส่วนล่าง (ความรู้สึก) /สถานะลบ negative ที่เราพูดถึงมาโดยตลอดที่ผ่านมามนุษย์ไม่เคยรู้ว่า เรามีความจำเป็นต้องแยกโลกทั้งสองโลกออกจากกัน

  1. เพื่อลดระดับ จำนวน ปริมาณและขนาดของความไม่รู้และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันก็เพื่อเพิ่มระดับ จำนวน ปริมาณและขนาดของความรู้ให้ได้มากที่สุดพูดง่ายๆคือ เราจำเป็นต้องทำตัวเป็นปีศาจของแมกซ์เวลล์ที่ทำหน้าที่คอยเปิดปิดประตูให้กับความคิดและความรู้สึกที่มีการผสมผสานปนเป/ตีไข่ใส่สีจนด้านหนึ่งกลายเป็นเนื้อเดียวกัน (แยกไม่ออกว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความคิดและหรือความรู้สึกกันแน่ หรือ การขยายจำนวนสีต่างๆออกไปจากแม่สี 3 สีและสีขาวดำหรือ ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านต่างๆที่เกิดขึ้นจากการใช้ความคิด positive ) และอีกด้านหนึ่งมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (แยกออก/รู้ว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความคิดและหรือความรู้สึกหรือ การลดจำนวนสีต่างๆจนเหลือเพียงสีขาวดำ หรือ ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านต่างๆที่เกิดขึ้นจากการใช้ความรู้สึก negative ) ซึ่งการรู้ภายนอกกับการรู้ภายในในระบบการเรียนรู้แบบเก่า/ควอนตัมมหภาค (อดีต ปัจจุบัน อนาคตเดินทางเป็นเส้นตรงที่มีการเดินทางเป็นเส้นโค้งซ้อนทับและพัวพันอยู่ แต่มนุษย์จะสามารถรับรู้ได้เฉพาะการเดินทางเป็นเส้นตรงหรือจากอดีต สู่ปัจจุบันและไปสู่อนาคตเนื่องจากเป็นทางที่มนุษย์ได้วางแนวทางเอาไว้ผ่านโครงแบบ Configuration 3/4 มิติ หรือเส้นละติจูดกับลองจิจูดที่แสดงอยู่ภายนอกบนลูกโลก+ที่แสดงอยู่ภายในลูกโลกที่มนุษย์จะมองเห็นและรับรู้ได้ผ่านการเดินทางทั้งขั้วบวกขั้วลบที่มีทั้งการแสดงคุณสมบัติและไม่แสดงคุณสมบัติในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน โดย Bohr ได้นำเสนอหลักการเติมเต็ม (complementarity principle) ซึ่งมีใจความว่า ระบบควอนตัมจำเป็นต้องอาศัยคำบรรยายที่แสดงสมบัติทั้งสองด้าน คือ สมบัติอนุภาคและสมบัติคลื่น คำอธิบายเกี่ยวกับระบบจึงจะครบสมบูรณ์ นั่นคือ การกล่าวถึงเฉพาะสมบัติคลื่นหรือสมบัติอนุภาคแต่เพียงด้านเดียว ไม่เพียงพอ และระบบจะแสดงสมบัติด้านใด ก็ขึ้นกับว่านักทดลองจะทดสอบสมบัติด้านใด เช่น ถ้านักทดลองจัดรูปแบบการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติคลื่น ก็จะได้คลื่น และถ้าจัดการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติด้านอนุภาค ก็จะได้อนุภาค แต่จะอย่างไรก็ตามระบบจะไม่แสดงสมบัติทั้งคลื่นและอนุภาคพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริงระบบควอนตัมจะมีการแสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกันและหรือไม่พร้อมกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>สิ่งเดียวกันใช่และหรือไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และหรือไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งระบบควอนตัมที่ว่าก็คือ ระบบเดียวกันกับที่ผู้เขียนได้มีความพยายามนำเสนอมาโดยตลอด ถ้าหากคุณผู้อ่านใช้เวลาศึกษาและพิจารณาการใช้ความคิด ความรู้สึกและการกระทำของตัวคุณผู้อ่านทั้งภายนอกและภายใน + คน สัตว์ สิ่งของที่คุณผู้อ่านมีปฏิสัมพันธ์ด้วยทั้งในระยะใกล้และระยะไกลอย่างต่อเนื่องและนานพอคุณผู้อ่านจะได้เห็นว่า การกระทำที่ผ่านการใช้ความคิดของเรานำเข้าสู่การกระทำที่ผ่านการใช้ความรู้สึกวนเวียนไปมารอบแล้วรอบเล่าเช่นเดียวกันกับการหมุนรอบตัวเองของโลกและสรรพสิ่ง ซึ่งการวนดังกล่าวไม่ได้มีเพียงการวนตามรอบโครงแบบ Configuration ของเส้นละติจูดเท่านั้น แต่ยังมีการวนตามรอบโครงแบบConfiguration ของเส้นลองจิจูด ซึ่งจะมีการเคลื่อนที่ระหว่างความคิดที่มีความรู้สึก/สมองส่วนบนและความรู้สึกที่มีความคิด/สมองส่วนล่างแบบคู่ขนาน 3/4มิติ กว้าง ยาว สูง ตำ่ หรือ ซ้ายขวา หน้าหลัง บนล่าง นอกในทั้งภายนอกและภายในจาก 1มิติขยายออกเป็น 8 มิติทั้งสองด้าน (ภายนอกpositive บวก และ ภายใน negative ลบ หรือ การเดินทวนเข็มนาฬิกาและตามเข็มนาฬิกาที่จะมีทั้งการซ้อนทับและพัวพันกันระหว่างภายในและภายนอกที่อยู่ภายในและมีการซ้อนทับและพัวพันกันระหว่างภายนอกและภายในที่อยู่ภายนอกยกตัวอย่างการให้และรับที่เกิดขึ้นทั้งสถานะและสภาวะภายนอกและภายในที่มีการซ้อนทับและพัวพันกันอยู่ 1. สถานะและสภาวะภายนอกที่มีสถานะและสภาวะภายในตัวอย่างเช่น การลอยกระทงที่มีคนมารอคอยรับกระทงไปจากมือทันทีหรือมีการหยิบกระทงขึ้นมาควานหาเงินในกระทงทันทีที่กระทงถูกวางลงในน้ำ ซึ่งเราสามารถมองได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สมควรและไม่ถูกต้อง (negative) โดยจะไม่มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่สมควรและถูกต้อง (positive) ซึ่งเป็นไปตามหลักการแสดงคุณสมบัติทางควอนตัมที่จะไม่แสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกัน (เกิดขึ้นระหว่างความคิดและความรู้สึกของตัวเราเองแต่ในความเป็นจริงตามที่เราได้พยายามนำเสนอมาโดยตลอดว่า ควอนตัมจะมีการแสดงคุณสมบัติทั้งสองด้านพร้อมๆกันและหรือไม่พร้อมกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —>สิ่งเดียวกันใช่และหรือไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และหรือไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน(เกิดขึ้นระหว่างเราและผู้อื่น/คน สัตว์ สิ่งของ ที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย คำว่ามีปฏิสัมพันธ์ด้วยจะมีมิติของการมีปฏิสัมพันธ์เข้ามามีส่วนร่วมด้วยหรือมีการแผ่ขยายออกไปและหรือมีการหดสั้นเข้ามาที่ไม่ได้หมายถึงสถานะและสภาวะที่แสดงออก/เกิดขึ้นตรงหน้าเราเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสถานะและสภาวะอื่นๆอีกมากมายที่มีการซ้อนทับและพัวพันกันอยู่ทั้งที่อยู่ในระยะใกล้และระยะไกลทั้งที่อยู่ในอดีตและอนาคต (อนุภาคอยู่ทุกที่รอบๆอะตอม/คน สัตว์สิ่งของ/โลก จักรวาล do not judge a book by its cover ) ซึ่งการเข้าถึงควอนตัมมหภาคจะทำให้เราได้สัมผัสโลกตามรูปแบบเก่าที่ทำให้เกิดคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายแต่ไม่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านั้นได้ แต่การเข้าถึงควอนตัมจุลภาคจะทำให้เราได้สัมผัสกับโลกในรูปแบบใหม่ที่จะลดคำถามต่างๆลงเรื่อยๆจนไม่เหลือคำถาม (การเพิ่มและลดพลังงานทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดขึ้นจากมนุษย์ที่มีการดัดแปลงและหรือเปลี่ยนแปลงพันธุ์กรรมจากสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติรวามทั้งตัวมนุษย์เองด้วยไปสู่การสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆหรือไปสู่การเป็นมนุษย์เทพผ่านการนำเอาหลักการเติมเต็มมาใช้เพื่อทำให้เกิดเป็นพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาดที่สามารถนำมาหมุนเวียนใช้ไม่มีวันหมด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเปลี่ยนความรู้ทั้งหมด/บางส่วน (ในทั้งหมดมีบางส่วน และในบางส่วนมีทั้งหมด และต้องไม่ใช่ทั้งหมดและไม่ใช่บางส่วน หรือไม่ใช่บางส่วนและไม่ใช่ทั้งหมด คำที่ใช้อาจดูคล้ายหรือเหมือนกัน แต่จริงๆแล้วมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงที่ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เรียกว่า ระบบไม่เชิงเส้นให้เป็นความไม่รู้ และเปลี่ยนความไม่รู้ให้กลับมาเป็นความรู้โดยที่ทั้งความรู้และความไม่รู้ที่เปลี่ยนไปจำเป็นต้องมีความแตกต่างออกไปสองด้านคือ ทั้งอย่างสิ้นเชิงและไม่สิ้นเชิงในสิ่งเดียวกัน และมีความเหมือนสองด้านคือ เหมือนมากๆไปจนถึงไม่เหมือนกันเลย) 2. สถานะและสภาวะภายในที่มีสถานะและสภาวะภายนอกซ้อนทับและพัวพันกันอยู่ยกตัวอย่างเช่น เราขับรถไปรับพี่สาวที่บ้านแม่แต่ที่บ้านแม่ไม่มีที่จอดรถเราจึงนำรถเข้าไปจอดที่ต้องจ่ายค่าจอดรถชั่วโมงละ 20 บาท แต่พี่สาวอยากจะช่วยเราประหยัดค่าที่จอดรถพี่สาวเลยเสนอความคิดให้เราใช้วิธีโทรหาเมื่อใกล้จะถึงบ้านแล้วพี่สาวจะขนของออกมาหาเราที่รถ ซึ่งเราจะไปถึงก่อนพี่สาวออกมาเสมอเราจึงต้องไปจอดรถรอในซอยโดยที่เราไม่สามารถดับเครื่องได้เนื่องจากต้องคอยเลื่อนรถให้รถที่ผ่านไปมา เมื่อพี่สาวมาถึงพร้อมกับข้าวของที่หอบหิ้วมาด้วยมากมายพี่สาวก็มีความรู้สึกไม่พอใจที่เราไม่ได้เดินไปช่วยขนของเหมือนอย่างที่เคย ซึ่งเราได้ให้เหตุผลว่า สาเหตุที่เราไม่สามารถไปช่วยพี่สาวขนของได้เนื่องจากรถเราไม่ได้ดับเครื่องเราก็กลัวว่าจะมีคนมาขับรถเราไปในขณะที่เราเดินห่างออกจากรถ ซึ่งพี่สาวไม่เข้าใจเราจึงเสนอว่า เรายอมที่จะกลับไปจ่ายค่าที่จอดรถเหมือนเดิมดีกว่าที่จะมาประหยัดค่าที่จอดรถตามที่พี่สาวเสนอมาแล้วทำให้พี่สาวเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี คำอธิบายในทางควอนตัมที่จะแยกออกเป็นสองทางคือ พี่สาวและเรา ที่ของพี่สาวจะมีการเคลื่อนที่ออกจากความคิดเข้าสู่ความรู้สึกของตัวพี่สาวเองโดยพี่สาวได้นำเอาสถานะและสภาวะของเราที่พี่สาวคิดและคาดหวังว่า เราจะต้องแสดงคุณสมบัติโดยการเดินไปช่วยขนของอย่างที่เคยทำทุกครั้งเวลาที่จอดรถในที่จอดรถโดยไม่ได้คำนึงหรือคิดถึงสถานะและสภาวะที่เปลี่ยนไปของเราซึ่งเกิดขึ้นจากการเสนอความคิดของตัวพี่สาวเอง (ลืมไปหรือไม่ได้นำเอาความคิดที่ตัวเองเป็นคนเสนอเข้ามาสนับสนุนหรือรองรับความรู้สึกไม่พอใจของตัวเองที่เกิดขึ้นจากการต้องขนของหนักโดยมีความคาดหวังว่า เราจะต้องช่วยขนของเหมือนที่เคย (เราคือ ทุกสิ่งทุกอย่างของความคิดและความรู้สึกของตัวเราเอง อะไรก็ตามที่เราคิดได้เราต้องรู้สึกให้ได้ตามความคิดที่เราคิดได้ด้วย และในทางกลับกันอะไรก็ตามที่เรารู้สึกได้เราต้องคิดให้ได้ตามที่เรารู้สึกได้ด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นความคิดได้หรือรู้สึกได้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อตัวเราและผู้อื่นอย่างแท้จริงซึ่งตามหลักการแล้วอาการลืมหรือไม่ได้นำเอาความคิดที่ตัวเองเป็นคนเสนอเข้ามาสนับสนุนหรือรองรับความรู้สึกไม่พอใจที่เกิดขึ้นของตัวพี่สาวเองในทางหนึ่งสามารถทำได้ แต่อีกทางหนึ่งไม่สามารถทำได้ ซึ่งเราจำเป็นต้องนำพาความคิด ความรู้สึกและการกระทำของเราเข้าสู่ไปเรียนรู้และพัฒนาทั้งสองทางตามหลักการเติมเต็มซึ่งเป็นไปตามกฏการเคลื่อนที่ตามธรรมชาติที่จะมีการเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งและไม่ได้มีการเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่เคลื่อนที่ไปทั้งสองทางทั้งภายในและภายนอก ซึ่งมนุษย์มีความสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาทั้งความคิดและความรู้สึกหรือเคลื่อนที่ไปทั้งสองทางพร้อมๆกัน เพียงแต่การเรียนรู้และพัฒนาดังกล่าวจำเป็นต้องมีการเดิน/ว่ายทวนกระแสน้ำเพื่อไปวางไข่หรือวางเมล็ดพันธุ์ใหม่แทนที่เมล็ดพันธุ์เก่า พูดง่ายๆคือ การยอมตายจากความคิดความรู้สึกเก่าๆเพื่อสร้างความคิดความรู้สึกใหม่ๆขึ้นมาแทนที ซึ่งโดยปกติคนเราจะยอมรับการเข้าไปผลักดันคนอื่นเพื่อทำให้เราได้รับประโยชน์ได้ง่ายกว่าการยอมรับที่จะผลักดันตัวเองเพื่อทำให้คนอื่นได้ประโยชน์ แต่ระบบควอนตัมจะมีมิติของการให้และรับที่มากกว่า ซับซ้อนกว่าและลึกซึ้งกว่าในระดับควอนตัมมหภาคหรือภายนอกที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ ซึ่งการเข้าถึงมิติของการให้และรับที่มากกว่า ซับซ้อนกว่าและลึกซึ้งกว่าเราจำเป็นต้องเข้าในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน
  2. เพื่อเพิ่ม/ขยายการเชื่อมต่อระหว่างกลศาสตร์คลาสสิกและกลศาสตร์ควอนตัมที่มีสองด้านคือ มีความต่อเนื่อง (ต่อเนื่องและหรือไม่ต่อเนื่องและไม่มีความต่อเนื่อง (ไม่ต่อเนื่องและหรือต่อเนื่องหรือ ในระดับมหภาคจาก 1 มิติ เพิ่ม positive -ลด negative ลงไปสู่ +2-2 มิติ ไปสู่ +4-4 มิติ ไปสู่+8-8 มิติ ในระดับจุลภาคพลังงานควอนไตซ์ พลังงานเปลี่ยนไปตามขั้นที่เต็มหน่วย ระดับพลังงานควอนตัมนั้นเป็นส่วนหลักที่ต่างไปจากกลศาสตร์คลาสสิก ซึ่งพลังงานเปลี่ยนไปแบบต่อเนื่อง ในอีกความหมายหนึ่งคือ ควอนตัมมหภาคจะมีการขยายออกและหดสั้นจาก 2 4 8 แต่ควอนตัมจุลภาคจะมีการขยายออกและหดสั้นเป็นขั้นบันใดคือ 1234 ดังนั้นการเข้าถึงควอนตัมจุลภาคจะทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างควอนตัมจุลภาคและควอนตัมมหภาคที่จะทำให้เราได้มองเห็นและรับรู้มิติที่ซ้อนทับและพัวพันอยู่ที่มนุษย์ไม่เคยรู้มาก่อน **ความต่อเนื่องของพลังงาน สสาร และข้อมูลที่สร้างความต่อเนื่องและไม่ได้สร้างความต่อเนื่อง หรือไม่ได้สร้างความต่อเนื่องและสร้างความต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีอยู่และไม่มีอยู่ ไม่มีอยู่และมีอยู่ดังตัวอย่าง 2 ตัวอย่างที่อยู่ในข้อ 1

 

โลก Metaverse คือโลกระหว่างขั้วบวกและขั้วลบ หรือโลกระหว่างความคิดและความรู้สึกที่อยู่ภายในคนคนหนึ่ง ซึ่งเราสามารถแสดงบทบาทที่ความคิดส่งมอบให้เราหรือแสดงบทบาทที่ความรู้สึกส่งมอบให้เราก็ได้ เมื่อเราแสดงบทบาทด้านใดเราก็จะเป็นในสิ่งนั้นเช่นเดียวกันกับที่ Rubin ได้วาดภาพ“Metaverse” ออกมาเป็นการใช้ชีวิตในเมืองเสมือนจริง แต่งตัวอวตารของตัวเองได้ มีสกุลเงินเสมือนและเมื่อเจอกับคนอื่นที่น่าสนใจก็สามารถแต่งงานกันได้...

 

ซึ่งโลก Metaverse ที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก มีความพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้นในอนาคตโดยเราได้เห็นแล้วว่า แท้จริงแล้วเป็นโลกที่ซ้อนทับอยู่ในชีวิตจริงของทุกสรรพสิ่ง ซึ่งทางหนึ่งเราสามารถบอกมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กได้ว่า เมื่อเวลาแห่งความสำเร็จของคุณได้ผ่านไปสักระยะหนึ่งคุณจะรู้สึกเสียใจที่สร้างโลกMetaverse ขึ้นมา แต่อีกทางหนึ่งเราไม่สามารถบอกมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กได้ว่า อย่างสร้างโลกMetaverse ขึ้นมาเนื่องจากเราได้ทำลายกำแพงที่กั้นระหว่างโลกเสมือนกับโลกแห่งความจริงที่เราได้เคยบอกว่า โลกได้มีการพลิกกลับจากด้านที่เคยอยู่ในสุดออกมาอยู่ด้านหน้า หรือจากโลกแห่ง positive เข้าสู่โลกแห่ง negative แล้ว ซึ่งการทำลายได้ทำให้เกิดมีการก๊อปปี้ตัวเองและเกิดโลกใหม่ซ้อนทับขึ้น  (การสร้างและทำลาย เกิดและตายซึ่งจะให้ทั้งคุณและโทษในเวลาเดียวกันและในเวลาที่ต่างกัน การเกิดโลกMetaverse จะไม่ได้เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงไปด้วยพร้อมๆกัน แต่ตามระบบการเรียนรู้และทำความเข้าใจแบบเก่าจะทำให้มนุษย์ได้รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง/ทางใดทางหนึ่งจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปบอกคนอื่นว่า อย่างทำอย่างนั้นอย่างทำอย่างนี้เพราะคุณจะรู้สึกเสียใจภายหลังเมื่อคุณได้รับรู้ผลที่แท้จริงที่เกิดขึ้นตามมาจากความรู้ที่มีความไม่รู้ซ่อน/ซ้อนทับและพัวพันอยู่ระหว่างความคิดและความรู้สึกของตัวคุณเองและผู้อื่น/สิ่งอื่น (เช่นเดียวกันกับการเดินทางข้ามเวลาย้อนกลับไปในอดีตที่เรารู้อนาคตอยู่แล้วแต่เราพูดหรือบอกใครไม่ได้ที่นอกจากจะทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปแล้วยังมีเหตุผลที่อยู่นอกเหนือไปกว่านั้นคือ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการหมุนรอบตัวเองและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกที่แสดงอยู่ภายนอกได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงการหมุนรอบตัวเองและการโคจรรอบคนอื่นหรือสิ่งอื่นเพื่อเพิ่ม/ขยายการมองเห็นและรับรู้ของเราได้ ซึ่งการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในระบบความคิดและความรู้สึกของเราจะไปผลักดันและดึงดูดให้คนอื่น/สิ่งอื่นต้องเพิ่มข้อมูลในส่วนของคนอื่น/สิ่งโดยอัตโนมัติจนกลายเป็นโดมีโน่ล้มทั้งกระดานหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผีเสื้อขยับปีก ซึ่งจริงๆแล้วควอนตัมมหภาคและควอนตัมจุลภาคจะมีกระบวนการทำงาน 2 กระบวนการคือ เหมือนกันและไม่เหมือนกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน คำว่า เหมือนก็จะมีทั้งเหมือนและไม่เหมือน คำว่า ไม่เหมือนก็จะมีทั้งไม่เหมือนและเหมือน เช่นเดียวกันกับการมองเห็นเงาของตัวเราในกระจก) ซึ่งความรู้สึกเสียใจอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกหรือสามัญสำนึกที่คุณมีอยู่ณ.เวลานั้น แต่ที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ ความรู้สึกดีใจ ภูมิใจที่โครงการของคุณประสบความสำเร็จ ถ้าหากคุณหลงทางอยู่ภายใต้ความสำเร็จความรู้สึกเสียใจก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปตามการแสดงคุณสมบัติทางควอนตัมเพื่อทำให้เกิดกระบวนการสร้างและทำลาย เกิดการกระบวนเกิดและตาย ซึ่งในระหว่างกระบวนการทั้งสองเราสามารถทำให้เกิดกระบวนการที่สามหรือกระบวนการรักษาและเยี่ยวยาไปพร้อมๆกันได้

*โลกเสมือนสร้างโลกแห่งความจริงและในทางกลับกันโลกความจริงก็สร้างโลกเสมือนทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนที่กำลังจะเกิดขึ้น 

จะเห็นได้ว่าการเกิดมีขึ้นของทุกสรรพสิ่งจะมีสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลทั้งภายในและภายนอกตัวเองและเป็นเหตุเป็นผลทั้งภายในและภายนอกกันและกัน ดังนั้นการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับความเป็นเหตุเป็นผลที่อยู่ภายใต้ความคิดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้โลกที่มีสองด้านเกิดมี/เป็นความสมบูรณ์/ความสมดุลย์ได้ เราจำเป็นต้องการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับความเป็นเหตุเป็นผลที่อยู่ภายใต้ความรู้สึกซึ่งจะมีการบวนการทำงานที่ไปในทิศทางเดียวกันและไม่ได้ไปในทิศเดียวกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวที่เรียกว่า ปฏิทรรศน์ paradox




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน