• FJ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-11-03
  • จำนวนเรื่อง : 7
  • จำนวนผู้ชม : 9610
  • ส่ง msg :
  • โหวต 20 คน
Unchalee Srichomphu
Life is journey. :))
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/FineUnchalee
วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม 2562
Posted by FJ , ผู้อ่าน : 326 , 00:00:32 น.  
หมวด : นักเรียน/นักศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน Chaoying , wullopp โหวตเรื่องนี้

"เรียนจบแล้วยังไม่พร้อมทำงานแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรดี ..งั้นไปเป็นอาสาสมัครดีกว่า"
 
 
"อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่มีเงิน ..งั้นไปเป็นอาสาสมัครดีกว่า"
 
 
"อยากช่วยเหลือสังคมจังเลย แต่ไม่รู้จะทำอะไร ..งั้นไปเป็นอาสาสมัครดีกว่า"
 

      คำพูดและความคิดเห็นเหล่านี้ เราอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หรือแม้กระทั้งมาจากความรู้สึกด้านในของตัวเราเอง ที่อยากจะเป็นอาสาสมัคร การที่ผู้เขียนมาเขียนในประเด็นเรื่องที่ว่า "จริงหรอ? กับประโยคที่ว่า ทุกคนสามารถเป็นอาสาสมัครได้" ไม่ได้หมายความว่า ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับคำพูดและความคิดเห็นเหล่านี้ และมองว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดโดยสิ้นเชิง เพียงแค่อยากบอกเล่าและเสนออีกมุมมองหนึ่งให้กับผู้ที่กำลังลังเลอยู่ว่า "ตนเองควรจะไปเป็นอาสาสมัครดีไหม?" โดยอยากจะเล่าประเด็นนี้ผ่านมุมมองของตนเอง จากการที่เคยเข้าร่วมการเป็นอาสาสมัครมาหลายต่อหลายครั้ง และแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครที่ทำงานกับคนหรือการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงประสบการณ์การทำงานในแวดวง INGO ที่ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้และตระหนักว่า "ไม่ใช่อาสาสมัครทุกคนที่สร้างผลกระทบทางบวกให้กับชุมชนและสังคมได้"

     หลายครั้งคนเรามักรู้สึกดีเมื่อได้ไปเป็นอาสาสมัคร โดยก็ไม่ทันได้ยั้งคิดว่า การเป็นอาสาสมัครของตนเองนั้นจะสร้างผลกระทบทางบวกและทางลบต่อชุมชนและสังคมอย่างไรบ้าง ที่ผ่านมาผู้เขียนเคยพบเจอกับอาสาสมัครจากหลากหลายประเทศที่มีแรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการที่แตกต่างกัน บางคนตั้งใจจะมาเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการนั้นๆจริงๆ เช่น มาเรียนรู้การทำนาขั้นบันไดที่ฟิลิปปินส์ เนื่องจากมองว่าฟิลิปปินส์เป็นประเทศต้นแบบที่ดีของการใช้พื้นที่บริเวณภูเขาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการทำนาขั้นบันไดที่ฟิลิปปินส์ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางสิ่งแวดล้อม ทั้งยังวางตัวดี ไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและผู้เขียนเองก็อยากสนับสนุนคนกลุ่มนี้ แต่อีกมุมหนึ่ง บางคนก็มาเพราะไม่รู้ว่า ตนเองต้องการจะทำอะไรกันแน่ในอนาคตหรือแค่อยากมาลองค้นหาตนเองโดยการเป็นอาสาสมัครอะไรก็ได้ไปก่อน ซึ่งความตั้งใจดีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากการเป็นอาสาสมัครนั้นไม่กระทบต่อใคร และเกิดประโยชน์จริงๆ ซึ่งมีบางค่ายที่ผู้เขียนเข้าร่วมแล้วพบว่า อาสาสมัครบางคนก็มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไม่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนในชุมชน เช่น พฤติกรรมการแสดงออกเรื่องเพศหรือการดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ซึ่งหากชุมชนนั้นๆ มีอาสาสมัครที่ไม่ดีเข้าไปก็อาจจะสร้างความเสียหายและเป็นอันตรายต่อคนในชุมชนได้

      อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจและท้าทายสำหรับกลุ่มนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ คือ "การเป็นอาสาสมัครในค่ายอาสาพัฒนาชนบท" และ "การสอนหนังสือให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกล" ซึ่งการที่กลุ่มเยาวชนตระหนักและเรียนรู้ว่า ในพื้นที่ชนบทของไทยยังมีโรงเรียนอีกไม่น้อย ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการเรียน และต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การไปเป็นอาสาสมัครนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ไปช่วยเหลือผู้อื่นและสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่มากขึ้น แต่การทำค่ายในลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์มากขึ้น หากเราได้สอบถามไปยังทางโรงเรียนหรือชุมชนก่อนว่าอยากให้ช่วยเหลือในด้านใด เพื่อให้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ รวมทั้งควรเปลี่ยนจากการสอนหรือทำกิจกรรมกับเด็กโดยตรง เป็นการนำความรู้ ความสามารถ หรือเทคนิคการสอนใหม่ๆ ไปถ่ายทอดให้แก่ครูผู้สอนแทน เพราะเมื่อพวกเรากลับไปครูก็ยังสามารถที่จะใช้เทคนิคนี้ในการสอนเด็กๆ ต่อไปในอนาคตได้ รวมทั้งการทำกิจกรรมกับเด็กโดยตรงอาจจะสร้างผลกระทบด้านลบต่อจิตใจของเด็กมากกว่าที่เราคิด เนื่องจากเรามาทำกิจกรรมเพียงระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็จากไป แต่เด็กอาจจะรู้สึกเหงาและรอคอยให้พวกเรากลับไปหาพวกเขาอีกครั้ง ซึ่งจากประสบการณ์แล้ว ...ก็ไม่เคยได้กลับไปจัดกิจกรรมในที่เดิมซ้ำๆ อีกเลย หรือหากมีกลุ่มนิสิตนักศึกษากลุ่มใหม่ๆ มาจัดกิจกรรมในลักษณะคล้ายๆ กันอีก ก็อาจจะสร้างบาดแผลในใจของเด็กซ้ำๆ อีกเหมือนเดิม

"แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราจะสามารถเป็นอาสาสมัครได้หรือเปล่า? และเราควรจะไปทำงานอาสาสมัครในประเด็นไหน?"

      เมื่อพูดมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนก็จะเริ่มตั้งคำถามกันแล้วว่า "แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเราสามารถเป็นอาสาสมัครได้?" "แล้วเราจะไปทำงานอาสาสมัครในประเด็นไหนได้บ้าง?" สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เราต้องสำรวจตัวเองว่า เรามีคุณสมบัติของการเป็นอาสาสมัครที่ดีแล้วหรือยัง คือ 1.การมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคุณสมบัติแรกและเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก เพราะจะบ่งบอกว่าเราเห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน 2.การมีแรงจูงใจขับเคลื่อนภายในตนเองที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เพราะหากรู้สึกแค่อยากช่วยเหลือ แต่ไม่ได้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือนั้นจริงๆ เมื่อรู้สึกไม่อยากช่วยเหลือแล้วก็อาจจะยอมแพ้และล้มเลิกการเป็นอาสาสมัครไปได้ง่ายๆ และ 3.การเป็นคนที่มีใจเปิดกว้าง มีความคิดที่ยืดหยุ่น และยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง คุณสมบัติในข้อนี้จะช่วยให้อาสาสมัครสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และเมื่อเกิดข้อผิดพลาดก็จะสามารถยอมรับได้ และสามารถหาทางแก้ไขปัญหารวมกับคนอื่นๆ ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วว่าเรามีคุณสมบัตินั้นๆครบแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องทำ คือ สำรวจตนเองว่า มีความรู้ ความสามารถและความถนัดในด้านใด เพื่อจะได้นำมันมาใช้ในงานอาสาสมัครด้านนั้นๆ เช่น หากต้องการไปเป็นอาสาสมัครสอนภาษาไทยในต่างประเทศ ความรู้ ความสามารถและทักษะที่สำคัญและต้องมีคือ 1.ความเชี่ยวชาญทางด้านภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถ้าได้ภาษาท้องถิ่นของประเทศที่เราจะไปด้วยได้ยิ่งดี เพราะเราจะต้องใช้ภาษาเหล่านี้ในการเรียนการสอนและการติดต่อสื่อสารต่างๆระหว่างที่เป็นอาสาสมัคร 2.ทักษะในการสอนและการสื่อสาร ทักษะนี้จะช่วยให้เราสามารถสื่อสารความคิดของเราออกไปให้คนฟังได้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนที่จะเป็นครูและต้องสอนให้นักเรียนเข้าใจ และ 3.ทักษะการแก้ไขปัญหา เพื่อที่ว่าเมื่อเราเจอปัญหาในระหว่างที่เป็นอาสาสมัครเราจะสามารถหาทางแก้ไขปัญหาได้ และไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์เสียง่ายๆ ....เพียงเท่านี้ ผู้เขียนก็เชื่อนะว่า สำหรับใครที่กำลังคิดที่จะเป็นอาสมัครอยู่ น่าจะมีมุมมองที่กว้างขึ้น และรู้แล้วว่า "เราเองจะสามารถเป็นอาสาสมัครที่สร้างผลกระทบทางบวกต่อสังคมยังไงได้บ้าง?"

ส่งท้าย

         ที่ผ่านมา ตอนที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กมหาวิทยาลัยหรือช่วงที่เพิ่งเรียนจบแรกๆ ผู้เขียนเองก็เคยเป็นหนึ่งอาสาสมัครที่จุดมุ่งหมายไม่ชัด คิดแค่ว่า ทำงานอาสาสมัครอะไรก้ได้ที่ได้ช่วยเหลือสังคม ได้ไปอยู่ในต่างประเทศ ไปเรียนรู้โลกกว้าง ได้ค้นหาตัวตนของตนเอง ซึ่งแท้จริงแล้วก็ไม่รู้นะว่า สิ่งที่ทำไปทั้งหมดนั้น มันจะมีประโยชน์ต่อกลุ่มคนหรือสังคมที่เราไปทำงานด้วยจริงๆ มากน้อยแค่ไหนกัน พอคิดได้แบบนั้นแล้ว ก็บอกตัวเองเสมอว่า หากในอนาคตมีโอกาสได้ไปเป็นอาสาสมัครอีกครั้ง จะเลือกเป็นอาสาสมัครในประเด็นที่ตนเองเชี่ยวชาญและคิดว่าจะไปช่วยเหลือชุมชนนั้นๆ ได้จริงๆ มากกว่าแค่การไปท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และอยากจะใช้เวลาคลุกคลีอยู่ในชุมชนนั้นๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้เรียนรู้และเข้าใจสิ่งที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง รวมทั้งอยากที่จะสร้างความตระหนักให้กับชุมชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบบุคคลที่จะเข้ามาเป็นอาสาสมัครในชุมชน ว่าเขาคือใคร มีประวัติอย่างไร และอะไรคือจุดประสงค์ของการมาเป็นอาสาสมัคร :)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Chaoying วันที่ : 20/10/2019 เวลา : 07.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

เป็นอาสาสมัคร กับ อาสาสมัคร ดูจะเหมือนกันแต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว
อาสาสมัคร ..ทำได้ทุกที่ ใกล้ตัวใกล้บ้าน ในชุมชนในประเทศ ไม่จะเป็นต้องไปต่างประเทศก็ได้
...ออกค่ายอาสา ...เป็นสิ่งที่นักศึกษาสมัยก่อนจะทำกันมาก แต่สมัยนี้ ไม่แน่ใจว่า มีมากน้อยแค่ไหน
..แค่มีจิตอาสา..และลงมือทำ ก็ดีแล้ว แต่ทุกวันสังคมไทย ทุกคนเห็นแก่ตัวมากเหลือเกิน ต่างคนต่างอยู่ ไม่สน ไม่ช่วย ดูดาย
..แต่คนที่ไปสมัครเป็นอาสา..ย่อมมีจิตที่พร้อมจะช่วย..ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง
ขอบคุณเรื่องราวดีๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
wullopp วันที่ : 20/10/2019 เวลา : 07.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ถ้า คนรุ่นใหม่
ร่วมกิจกรรม
อาสาสมัคร มากขึ้น

จะ ช่วยขับเคลื่อน
ประเทศไทย
ไป ในด้านดีได้มากมาย ในระยะยาว ครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน