• Hiriotappa
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 339
  • จำนวนผู้ชม : 329543
  • จำนวนผู้โหวต : 43
  • ส่ง msg :
  • โหวต 43 คน
EndlessMemorySymbol

ทุกๆปีจะมีงานรดน้ำดำหัวที่โรงเรียนที่เคยศึกษามาพอดีวาดรูปโรงเรียนไว้หลายๆแง่มุมก็เลยจับมาทำวีดีโอซะเลย แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่า หน่วยงานอื่น หรือ ที่อื่นๆจะไม่มีนะครับเป็นไปตามกาละเทศะ เพราะหากมีงานเก

View All
วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน 2560
Posted by Hiriotappa , ผู้อ่าน : 386 , 19:53:52 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หลังจากที่สองปีก่อนได้เคยกล่าวถึงปัญหาสารปนเปื้อนที่มากับน้ำและพื้นดินที่นำมาใช้ทำการเกษตรและผลิตสินค้าบริโภคในอินเดียไปแล้วเกือบ 10 ตอนเต็ม หนนี้ก็ได้ฤกษ์มาตามข่าวกันต่อครับว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวตามที่เคยได้เขียนลงในบล็อกไปแล้วในหัวข้อ วิกฤตการณ์อาหารปนเปื้อนในอินเดีย (http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa/2015/06/14/entry-1)นั้นปัจจุบันเหตุการณ์เป็นอย่างไรกันบ้าง

แน่นอนว่าเรื่องนั้นยังมีทั้งที่ค้างคากันอยู่และเรื่องคงไม่จบลงง่ายๆเพราะปัญหาสารปนเปื้อนดังกล่าวนั้นเรียกได้เลยว่าก่อความเสียหายให้กับผู้ผลิตสินค้าเพื่อบริโภคหลายๆรายที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ประกอบการจากต่างประเทศที่มาลงทุนทั้งสิ้นทั้งๆที่บางรายนั้นก็ร่วมทำธุรกิจในอินเดียมาได้นานแสนนานเป็นกึ่งศตวรรษมาแล้ว ? โดยไม่ว่าจะเป็น โค้ก หรือ เนสท์เล่ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักก็ตามเรียกได้ว่าทุกอย่างยังคงเป็นปริศนาให้คาข้องใจกันอยู่เพราะผู้ประกอบการรายอื่นโดยเฉพาะผู้ประกอบการสัญชาติอินเดียที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันนั้นกลับไม่เคยมีการตรวจพบความผิดปกติใดๆเลยแม้แต่น้อยทั้งๆที่น้ำและดินที่นำมาใช้เพาะปลูกและผลิตสินค้าต่างๆนั้นอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน?

และเหตุผลข้อนี้นี่เองทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างหนักระหว่างความผิดปกติของ ฝ่ายตรวจสอบมาตรฐานอาหารของทางการอินเดีย กับ มาตรฐานการผลิตสินค้าของบริษัทขั้นนำอย่าง โค้ก และ เนสท์เล่ ที่ท้ายสุดก็ต้องลงเอยด้วยการทำตามคำสั่งของทางการอินเดียแต่เรื่องนี้ก็พูดได้เช่นกันว่าหากไม่ทำอะไรเลยก็คงจะไม่ได้ ดังนั้นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าทั้งสองบริษัทมีมาตรฐานและไม่ได้ผลิตสินค้าที่มีสารปนเปื้อนออกมาก็เลยเป็นสิ่งที่บริษัทเหล่านี้จะต้องออกมาทำให้กระจ่างแม้ทางการอินเดียจะย้ำแล้วย้ำอีกว่านี่เป็นเรื่องที่ทางการอินเดียนั้นทำถูกต้องแม่นยำที่สุดแล้วกับการตรวจสอบดังกล่าว

ทีนี้ผู้ทื่ยังไม่เคยทราบเรื่องราวเหล่านี้ว่าในเครื่องดื่มโค้กและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อแม็กกี้นั้นมีสารปนเปื้อนใดปะปนอยู่ ตรงนี้ก็เลยอยากจะด้นถอยหลังกันนิดนึงว่าทางการอินเดียนั้นเคยอ้างว่าตรวจพบสารเคมีที่เป็นส่วนผสมของ"ยาฆ่าแมลง"ในเครื่องดื่มโค้กมาแล้วและทำให้มีการทบทวนเรื่องของการนำน้ำใต้ดินมาผลิตเครื่องดื่มของบริษัทกันอย่างเป็นทางการ เพราะบริษัทโค้กนั้นนำน้ำที่ขุดมาจากน้ำใต้ดินมาผลิตจริงๆ และดูเหมือนว่าจะไม่มีขอบเขตในการขุดน้ำเหล่านั้นนำมาใช้ ที่ครั้นพอเกิดภาวะแห้งแล้งทั่วอินเดียสารเคมีต่างๆที่อยู่ในดินก็สามารถที่จะปนเปื้อนได้ง่ายเพราะความเข้มข้นของมันจะเพิ่มขึ้นในภาวะที่ตัวทำละลายหรือน้ำนั้นมีปริมาณที่น้อยลงไปเรื่อยๆ และหากทางโค้กยังยืนยันจะขุดน้ำใต้ดินเหล่านี้มาใช้ผลิตสินค้ากันต่อไปสินค้าที่บริษัทนำมาจำหน่ายในอินเดียก็จะถูกแบนทันทีซึ่งเรื่องนี้นั้นจบลงตรงที่ทางโค้กยอมปรับปรุงมาตรฐานการผลิตและลดจำนวนการใช้น้ำในการผลิตรวมถึงยอมทำตามข้อกำหนดของทางการอินเดียที่มีข้อบังคับให้สามารถใช้น้ำใต้ดินในระยะที่ตื้นเขินแต่เพียงเท่านั้น ส่วนเนสท์เล่ที่เป็นข่าวคึกโครมนั้นเป็นเพราะว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยี่ห้อแม็กกี้นั้นมีการตรวจพบสารตะกั่วที่บริเวณซองของบะหมี่ รวมถึงปริมาณ ผงชูรส (Monosodium Glutamate) ที่เกินค่ามาตรฐานจนต้องมีการโละออกจากร้านค้าและสถานที่จำหน่ายไปกว่าหลายล้านซอง จนภายหลังนั้นทางเนสท์เล่ยอมทำตามคือเก็บสินค้าเหล่านี้กลับไปเผาทำลายแล้วผลิตลอตใหม่ออกมาหลังทางการอินเดียได้เข้าไปร่วมตรวจสอบจนผ่านมาตรฐานและสามารถนำมาวางจำหน่ายในอินเดียอีกครั้ง แต่ทว่าเรื่องราวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นไม่เหมือนกับกรณีของบริษัทโคคาโคล่าที่ผิดเต็มประตูแต่อย่างใดเพราะทางเนสท์เล่เองก็ยืนยันว่ามันเกิดความเสียหายอย่างหนักกับบริษัทของตัวเองเนื่องจากผลการตรวจมาตรฐานสินค้าจากห้องแลปของเนสท์เล่เองตลอดจนที่อื่นๆนั้นกลับไม่พบสารปนเปื้อนในซองหรือในตัวสินค้าแต่อย่างใดแต่ทางการอินเดียก็ยังยืนยันว่าทำถูกต้องถูกระเบียบทุกประการ ?

วันเวลาผ่านไปจนเกิดการฟ้องร้องกันเกิดขึ้นแต่ศาลที่เมืองบอมเบย์นั้นพิพากษาให้แพ้คดีซึ่งก็มีการต่อสู้ในอันดับต่อมาเรื่อยๆเพราะ CEO ของทางบริษัทอย่าง Paul Bulcke นั้นเรียกได้ว่าเข้ามาดูแลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจนกระทั่งปัจจุบันที่ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไร? ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของหลายๆฝ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหลากหลายแง่มุมเป็นต้นว่า

-เกิดจากความหย่อนยานเรื่องการตรวจสอบคุณภาพสินค้าของทางบริษัทเอง เพราะ คุณภาพ กับ มาตรฐาน นั้นเป็นคนละคำกัน คำว่า คุณภาพ (Quality) นั้นอาจจะมีอยู่ตามเงื่อนไขในการบริโภคแต่คำว่า มาตรฐาน (Standard) นั้นอาจหมายถึงสิ่งที่เหมาะสมกับบริบท คือ มีคุณภาพที่สามารถใช้รับประทานได้แต่อาจจะไม่เข้าเกณฑ์ตามข้อกำหนดที่ถูกกำหนดไว้หรือถูกปรับเปลี่ยนไปของแต่ละที่ ตามกฎหมายของแต่ละรัฐ ซึ่งข้อนี้หากทางการอินเดียมีการเปลี่ยนข้อกำหนดของมาตรฐานสินค้าในทันทีทันใดผลิตภัณฑ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดก็ตามก็อาจจะเกิดปัญหาแบบเดียวกันได้เช่นเดียวกัน

 -เกิดจากปัญหาในเรื่องของเครื่องมือเครื่องใช้ในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ที่มีการร้องเรียนมาว่าแลปที่ใช้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าของทางการอินเดียนั้นมีภาชนะที่มีสารตะกั่วปะปนอยู่หรืออาจจะไม่ค่อยสะอาดทันสมัยเหมือนแลปของทางบริษัทที่เรื่องนี้นั้นทางการอินเดียอ้างว่าไม่เป็นความจริง เพราะสินค้าลอทอื่นๆหรือลอทที่จำหน่ายเพื่อส่งออกนั้นกลับตรวจไม่พบสารปนเปื้อนดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ทางผู้สังเกตุการณ์ที่เคยเห็นเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านั้นก็อ้างเช่นกันว่าสภาพของสถ่านที่ที่ใช้ในการตรวจสอบนั้นเป็นแลปที่ไม่มีงบในการจัดการในส่วนของการเปลี่ยนแปลงเครื่องไม้เครื่องมือให้เหมาะสม แถมเครื่องมือเหล่านั้นยังเก่าและผุกร่อนอีกต่างหากโดยเฉพาะภาชนะที่นำมาใช้วางสินค้าที่ถูกตรวจสอบอันอาจจะเป็นที่มาของการปนเปื้อนดังกล่าว

-ปัญหาจากการขนส่งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทาง เพราะสินค้าที่ถูกตรวจพบความไม่ได้มาตรฐานนั้นอยู่ที่รัฐอุตรประเทศทางตอนเหนือของอินเดียแต่โรงงานที่ผลิตสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแม็กกี้นั้นอยู่ที่เมืองบิโชลิมและนันจังกัดในพื้นที่ของรัฐกัวทางตอนใต้ของอินเดียใกล้ท่าเรือเมืองมุมไบ ดังนั้นหมายความว่าสิ่งต่างๆที่ตรวจจากแลปแล้วเรียบร้อยอาจจะไม่มีปัญหาการปนเปื้อนในตอนต้นแต่อาจจะมาในระหว่างทางเนื่องด้วยหลากหลายปัจจัย อีกทั้งสินค้าที่ผลิตในลอทใกล้เคียงกันเพื่อส่งออกไปยังท่าเรือในเมืองมุมไบที่อยู่ใกล้โรงงานมากกว่านั้นกลับไม่พบสารตะกั่วหรือผงชูรสแต่ประการใด ดังนั้นสาเหตุที่ทำให้สินค้ายี่ห้อแม็กกี้ที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นถูกตรวจพบที่อุตรประเทศจึงน่าจะมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งโดยมีสื่อหลายๆรายวิพากษ์วิจารณ์กันไว้หลายแง่มุมอีกเช่นกันครับเป็นต้นว่า

1.สินค้าที่ถูกสุ่มตรวจพบนั้นเป็นสินค้าที่นำมาจำหน่ายในรัฐอุตรประเทศทางตอนเหนือของประเทศ แต่ไม่มีการตรวจพบจากสินค้าที่ออกมาจากโรงงานหรือผลิตเพื่อส่งออก ดังนั้นหมายความว่าสารตะกั่วในซองของบะหมี่อาจจะเกิดปฎิกริยากับความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นทุกปีในอินเดียเพราะหลังจากทางบริษัทผลิตสินค้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนำไปบรรจุในกล่องกระดาษเหมือนสินค้าทั่วไปแล้วบรรทุกไปโดยรถส่งของที่การขนส่งนั้นจะใช้ระยะเวลานานมาก ในขณะที่ระยะเวลาดังกล่าวนั้นถือได้เลยว่าเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดในอินเดียซึ่งถ้าหากว่าอุณหภูมินั้นไม่สูงมากจนเกินไปเหตุการณ์ดังกล่าวก็อาจจะไม่เกิดขึ้น?

2. หลังจากผลิตสินค้าในแต่ละลอทเสร็จเรียบร้อยแล้วทางโรงงานจะส่งสินค้าไปยังสถานที่ต่างๆโดยส่วนที่ส่งออกก็จะถูกส่งไปที่ท่าเรือมุมไบและที่เหลือก็จะกระจัดกระจายไปทั่วประเทศรวมถึงรัฐอุตรประเทศที่อยู่ทางตอนเหนือของอินเดียและมีระยะห่างจากเมืองมุมไบเกือบสามสี่เท่าตัว นั่นเลยทำให้หลายๆฝ่ายตั้งข้อสมมุติฐานกันว่า อุณภูมิที่สูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานๆนั้นอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวบรรจุภัณฑ์ของสินค้านั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนสินค้าเหล่านี้ที่วางจำหน่ายในเมืองอื่นในเมืองอื่นที่ใกล้โรงงานมากกว่ากลับไม่ถูกตรวจพบความผิดปกติอะไรเลย?

3.เรื่องของผงชูรสนั้นแม้ว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะถือว่าเป็นอาหารแห้งแต่เมื่อนำมาลวกรับประทานแล้วในส่วนของน้ำที่นำมาใช้ลวกก็จะสามารถทำให้เกลือในตัวบะหมี่เจือจางลงได้เช่นกันเพราะมันจะติดไปกับน้ำดังนั้นแม้ว่าตัวก้อนบะหมี่เองจะแห้งแล้วก็ตามแต่หากพบกับภาวะที่ร้อนเหลือหลายเพิ่มขึ้นมาอีก เกลือในอาหารก็จะไปจับกับทุกส่วนได้ดียิ่งขึ้นเหมือนเราตากเนื้อเค็มไว้นานๆ ยิ่งนานก็ยิ่งเค็มนั่นเองครับ เพราะมันจะค่อยๆระเหยสิ่งที่เป็นน้ำให้หมดไปแล้วแทนที่ด้วยเกลือ หรือ หากเราทิ้งอาหารบางชนิดที่มีเกลือผสมไว้ในตู้เย็นหรือสถานที่ที่มีความชื้นค่อนข้างสูงเกลือก็จะกระจายได้ช้าลง

-เป็นสิ่งที่ตั้งข้อสงสัยไว้กับเรื่องโภชนาการของก้อนบะหมี่ว่าส่วนที่โดนตรวจสอบแล้วพบผงชูรสปริมาณมากมายนั้นแท้จริงแล้วเป็นแค่บางส่วนของบะหมี่ทั้งก้อนหรือไม่ เพราะการตรวจสอบสินค้าโดยมากมายนั้นไม่ใช้เรื่องที่ทำกันได้ง่าย และหมายความว่านั่นจะต้องสุ่มทำกันในโรงงานในจำนวนจำกัด แต่หากแป้งที่นำมานวดบะหมี่ในบางจุดนั้นมีส่วนผสมของผงชูรสไปกระจุกกันมากเกินไปแล้วค่อยนำมาทอดนั่นก็เป็นไปได้เช่นกันว่าการตรวจพบสิ่งเหล่านี้ในแลปของทางการย่อมจะตรวจพบเจอสารปนเปื้อนเหล่่านี้ เพราะเวลานวดบะหมี่เกลือที่ใช้นวดอาจไม่ได้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันทั่วทุกส่วนเช่นเดียวกันกับผงชูรสที่แม้เวลาจะนวดแป้ง ,เติมไข่ ใส่เกลือ ไปแล้วก็ตามมันก็เป็นไปได้เช่นกันว่าส่วนผสมบางอย่างนั่นอาจจะไปกระจุกตัวอยู่ในบริเวณที่ทางการนำไปตรวจสอบพอดิบพอดี ซึ่งเหตุุผลในจุดนี้นั้นเป็นไปได้สูงมากเพราะปัญหาเหล่านี้นั้นเกิดขึ้นแค่ลอตเดียว แต่ครั้นพอพอมีเรื่องของสารตะกั่วเข้ามาด้วยนั่นเลยอาจทำให้หลายๆคนคิดว่าเป็นการกลั่นแกล้ง แม็กกี้ จากทางการอินเดีย ที่แน่นอนครับว่าเรื่องนี้นั้นหมายรวมถึง น้ำมันที่นำมาใช้ทอดบะหมี่ ด้วยเพราะหากใช้ซ้ำกันหมายความว่าเกลือหรือผงชูรสที่เกาะในบะหมี่ลอทที่ทอดไปแล้วก็อาจจะไปสะสมอยู่ในน้ำมันทอดแล้วได้เช่นกัน?ดังนั้นไม่ว่าจะนำชุดไหนมาทอดต่อก็ตามสิ่งที่เกาะติดไปด้วยก็อาจจะสะสมอยู่ในนั้นแต่อาจจะไม่ได้เป็นทุกก้อนที่ผงชูรสตกค้างเหล่านี้ในน้ำมันจะตามไปเกาะ

-ปัญหาที่มาจากทางการอินเดียกับผู้ประกอบการชาวต่างประเทศ แต่เป็นปัญหาทางอ้อมเหมือนบริษัทโคคาโคล่า กล่าวคือในเครื่องดื่มโค้กอาจมียาฆ่าแมลงเกินมาตรฐานหรือไม่มีก็ได้แต่สิ่งที่ทางการอินเดียต้องการก็คือการขอให้เลิกขุดน้ำใต้ดินเกินขอบเขตที่เป็นอันตรายมาใช้ผลิตเครื่องดื่มเหล่านี้โดยในส่วนของเนสท์เล่นั้นสิ่งที่คล้ายคลึงกันก็คือหากเป็นการผลิตเพื่อส่งออกนั่นไม่เป็นปัญหา แต่การผลิตเพื่อจำหน่ายในรัฐอุตรประเทศนั่นอาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงมากกว่าว่าหากเนสท์เล่จะดำเนินธุรกิจในอินเดียได้อย่างราบรื่นทางบริษัทจะต้องยอมทำอะไรตามที่ทางการอินเดียต้องการหรือไม่ ?  เพราะไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆใดๆนั้นเรียกได้เลยว่าไม่เคยและไม่เห็นจะมีปัญหา? แต่หากพิจารณาว่าสินค้าดังกล่าวนั้นได้รับการส่งเสริมเท่าเทียมกันกับสินค้าประเภทเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์แดรี่มิลค์ที่ทางบริษัทได้เข้าไปร่วมลงทุนและริเริ่มรับซื้อสินค้าวัตถุดิบจากเกษตรกรชาวอินเดียโดยตรงหรือไม่ ? ข้อนี้อาจจะค่อนข้างจะเป็นไปได้เพราะดูเหมือนวัตถุดิบที่นำใช้ผลิตสินค้ายี่ห้อแม็กกี้นั้นจะไม่ได้มีโครงการใดๆจากเนสท์เล่มาสนับสนุนเกษตรกรโดยตรง

ดูจากภาพแล้วก็จะพบว่ารายได้ของบริษัทนั้นลดลงฮวบฮาบจากปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยภาพพจน์ที่เสียไปกับปัญหาแม็กกี้นั้นมากมายยิ่งนักตั้งแต่ยอดขาย กำไรก่อนและหลังหักภาษี โดย ยอดขายภายในประเทศ (Domestics Sales) นั้นลดลงจากปี 2014 มากกว่า 20,000 ล้านรูปี ในปี 2015 ในขณะที่ ยอดขายสินค้าส่งออก (Export Sales) นั้นแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงคือไม่ได้รับผลกระทบที่เมื่อยอดขายนั้นมีปัญหาขึ้นมา กำไร (Profitability) ที่นำยอดขายมาหักค่าใช้จ่่ายและภาษีก็จะลดลงตามมาด้วย(ตัวเลขอ้างอิงนำมาจากรายงานผลประกอบการประจำปีของเนสท์เล่อินเดีย)

ในขณะเดียวกันกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าแบบเดียวกันในอินเดียอย่าง ITC และ Bambino Agro Industries นั้นกลับมีแนวโน้มที่จะกระเตื้องนอดขายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอันหมายความว่านี่อาจจะเป็นมาตรการของรัฐอุตรประเทศหรือบางเมืองเท่านั้นที่มีนโยบายสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิตชาวอินเดียด้วยกัน? โดยจากภาพด้านบนซ้ายนั้นก็จะเห็นได้ว่าเนสท์เล่นั้นครองยอดขายที่ดีมาโดยตลอดจนถึงปี 2014 (เส้นสีม่วง) แต่พอเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นมายอดขายก็ดิ่งเหวลงเรื่อยๆจนกระทั่งค่อยๆมาฟื้นตัวในปี 2016 ในขณะที่เหล่าโลคอลแบรนด์(เส้นสีดำ)นั้นดูเหมือนจะค่อยๆได้ประโยชน์จากข่าวแบบนี้เป็นอย่างยิ่งเพราะยอดขายนั้นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่แน่นอนว่าในภาพด้านขวานั้นได้บ่งชี้ไว้อย่างชัดเจนว่าปัญหาดังกล่าวนั้นทำให้รายได้จากที่เคยเป็นบวกกลายเป็นติดลบในปี 2015  (Chamge in Nestle India Sales) 

Yippee บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโลคัลแบรนด์ยี่ห้อดังของ Bambino Agro Industries ที่มียอดขายเป็นรอง เนสท์เล่ อยู่หลายขุมก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวยอดขายของบริษัทนี้ก็ดีวันดีคืน

Patanjali บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพที่ถูกโปรโมทในระยะที่แม็กกี้เริ่มมีข่าวเสียหายนั้นเน้นโฆษณาอย่างชัดเจนว่าสินค้าของตัวเองหรือสินค้าที่ผลิตโดยบริษัท Baba ramdev นั้นปราศจากสารตะกั่วและผงชูรสและไม่ใช่บะหมี่ที่กินแล้วตายเหมือนของเนสท์เล่ (เว่อร์มาก)

อย่างไรก็ตามในส่วนของ ข้อดี นั่นก็มีเช่นกันเพราะหมายความว่าถ้าหากโดนแบน สินค้าที่ผลิตออกมาก็จะมีน้อยลงและนั่นเลยทำให้ส่วนต่างจากภาษี (Tax Expenses) ก็จะต้องลดลงไปในตัว รวมถีงนั่นก็เรียกได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญเลยทีเดียวที่จะทำให้เนสท์เล่จำเป็นจะต้องตระหนักในส่วนของการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนสิ่้งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในอินเดีย (Coperate Social Responsibility Expenses) ให้มากขึ้นเพื่อชดเชยภาพพจน์ของแม็กกี้ที่อาจจะกลายเป็นแบรนด์ที่ดูไม่ปลอดภัยเพราะนั่นหมายความว่าบริษัทและสินค้าจะสามารถเข้าถึงคนอินเดียได้มากขึ้นในฐานะแบรนด์ต่างชาติที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่่วนรวม 

โดยหากเรามาดูไทม์ไลน์ของเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวแล้วก็จะมีลำดับที่มาของเรื่องตามนี้ครับ คือ

กลางปี 2014-มีข่าวว่าตรวจพบผงชูรสในปริมาณเกินมาตรฐานจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อแม็กกี้ในรุฐอุตรประเทศ 

ต้นเดือนพฤษภาคมปี 2015-มีรายงานเรื่องความไม่ปลอดภัยของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาจากสื่อมวลชนในรัฐอุตรประเทศหลังมีการสุ่มตรวจแล้วพบว่าสินค้าดังกล่าวไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค  

กลางเดือนพฤษภาคมปี 2015-ข่าวดังกล่าวถูกกระจายไปยังทั่วประเทศ

ต้นเดือนมิถุนายนปี 2015-เนสท์เล่เรียกคืนสินค้าที่มีปัญหาทั้งหมดกลับจากแหล่งขายตามข้อกำหนดของทางการอินเดีย

สิ้นเดือนมิถุนายนปี 2015-ศาลเมืองบอมเบย์อนุญาตให้สามารถส่งออกสินค้าได้ตามปกติแต่ระงับการจำหน่ายภายในประเทศ

กลางเดือนตุลาคมปี 2015-ทางการอินเดียเริ่มผ่อนปรนให้กับทางบริษัท โดยหลังจากแก้ไขมาตรฐานสินค้าให้ตรงตามข้อกำหนดที่มีการตรวจสอบแล้วก็สามารถจะกลับมาจำหน่ายได้อีกครั้ง

กุมภาพันธ์ ปี 2016-เนสท์เล่ออกมาแถลงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายเป็นประวัติการณ์ให้กับทางบริษัทและคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาถึงสามปีในการแก้วิกฤตดังกล่าวที่หมายความว่าราวๆปี 2019 – 2020 นั้นภาพพจน์ของบริษัทตลอดจนรายรับและกำไรในการดำเนินธุรกิจอาจจะกลับมาเป็นเช่นเดิมก่อนเกิดวิกฤตดังกล่าว

-และหากลองมาเจาะลึกถึงผลิตภัณฑ์ที่เนสท์เล่ผลิตในอินเดียนั้นทั้งหมดก็จะถูกแบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ

ผลิตภัณฑ์จากแดรี่จำพวกครีมพร่องมันเนย โยเกริต์ และ นมประเภทต่างๆ ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุดเพราะไม่โดนแบนและไม่มีส่วนผสมใดๆที่เป็นอันตรายเนื่องจากสินค้าที่ถูกตรวจพบความเป็นอันตรายในการบริโภคคือสินค้าจำพวกอาหารภายใต้แบรนด์ย่อย แม็กกี้ โดยทางเนสท์เล่เองก็มีการจัดอบรมและสนับสนุนเกษตรกรผู้นำอุตสาหกรรมนี้รวมถึงออกทุนให้กันอยู่เนืองๆโดยมีทั้งการตั้งมาตรฐานและรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรที่ร่วมโครงการด้วยจุดประสงค์หลักในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ก้าวหน้าไปพร้อมๆกับบริษัท

ผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องดื่มอย่างกาแฟผง กาแฟและชาสำเร็จรูป ที่เรียกว่าขายดีที่สุดไปทั่วโลกสำหรับยี่ห้อนี้และแน่นอนว่าทางเนสท์เล่เองก็สนับสนุนมาตั้งแต่การให้เกษตรกรมีรายได้จากปลูกกาแฟเพื่อจำหน่ายให้กับทางบริษัทรวมถึงส่งเสริมเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีในการปลูกกาแฟอย่างเป็นทางการ

ผลิตภัณฑ์จำพวกขนมต่างๆที่ส่วนใหญ่ก็จะทำมาจากผลิตภัณฑ์ตั้งต้นของเนสท์เล่เองกับราคาที่ค่อนข้างจะสูงไปสักนิดเมื่อเทียบกับโลคอลแบรนด์แต่ทว่าส่วนใหญ่ก็ติดตลาดพอสมควรเนื่องด้วยผลิตในจำนวนไม่มากเพียงพอในระดับที่จะส่งออกได้เป็นล่ำเป็นสัน โดยเราจะนิยมเห็นสินค้าประเภทนี้ในเขตเมืองเป็นหลักเพราะเจาะตลาดเด็กๆและวัยรุ่นผู้ค่อนข้างมีฐานะดี

ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องชงกาแฟหรือเครื่องครัวขนาดย่อม ที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้ากับการทำตลาดที่แตกต่างออกไปเพราะไม่ได้วิ่งตามร้านค้าแต่จะเป็นตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านกาแฟและร้านอาหารต่างๆ โดยสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสร้างแบรนด์ไปในตัวเพราะจัดเป็นเป็นสินค้านำเข้า

ผลิตภัณ์ประเภทอาหารยี่ห้อแม็กกี้ ที่มีหลากหลายทั้งซอสต่างๆอาหารกึ่งสำเร็จรูปหลากหลายประเภทรวมถึง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับสารปนเปื้อนที่เป็นข่าวดังกล่าว

รสยอดนิยมคือ มาซาล่า ที่นำมะเขือเทศมาผสมกับเครื่องเทศแบบมาซาล่าที่จะว่าไปความสำคัญมันในอินเดียก็จะเหมือนกับ กิมจิ ของเกาหลี นั่นแหละครับเพราะมาซาล่านั้นถือเป็นสัญลักษณ์ทางอาหารของประเทศกลุ่มมุสลิมเลยก็ว่าได้ และด้วยเหตุนี้นี่เองจึงเกิดเหตุผลที่ว่าทำไมสินค้าบางชนิดตามการบริหารรายได้ของเนสท์เล่อินเดียจึงแตกต่างกับที่อื่นอย่างมากมายโดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารที่เน้นผลิตเน้นๆในรสชาติที่ถูกอกถูกใจคนในประเทศมากกว่าจะผลิตเพื่อส่งออก 

ทีนี้หากใครยังไม่เข้าใจว่าทำไมมันมีผลมากมายขนาดนั้นแม้ว่าบะหมี่ที่ว่านั้นจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับรสยอดนิยมแบบมาซาล่าที่ฮิตกันในประเทศ ? เรื่องนี้อยู่ที่ ผลกระทบด้านความปลอดภัยในการบริโภค (Safety Consumption Effect) นั่นเองครับ เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคสินค้าประเภทนี้ในอินเดียวนั้นมีสูงมากเนื่องจากจำนวนประชากรนั้นมีมาก ดังนั้นรายได้จากการผลิตสินค้าประเภทอาหารของเนสท์เล่ส่วนใหญ่จึงจำเป็นที่จะต้องเน้นตรงนี้เป็นหลัก โดยจัดสรรโครงสร้างรายได้จากการผลิตสินค้าให้มาเน้นที่สินค้าที่ผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลักและเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักไปที่กำลังซื้อจากคนภายในประเทศอินเดียด้วยกันเอง ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาส่วนที่เป็นรายได้จากการส่งออกจึงมีสัดส่วนน้อยกว่าจนทำให้รายได้นั้นหายไปค่อนข้างเยอะเมื่อประสบกับเรื่องราวแบบนี้ในภาวะที่ไม่ทันได้ได้ตั้งตัว ที่หากจะถามผู้เขียนแล้วว่าจริงๆแล้วปัญหาดังกล่าวเกิดจากอะไร ? ก็คงต้องประเมินว่ามันน่าจะเป็น เรื่องของการบริหารจัดการโครงสร้างรายได้จากสินค้าที่ผลิตแบบไม่เหมาะสม (Failuring of Income Structure Administration & Management) นั่นเองครับเพราะหากเบนเข็มไปผลิตส่งออกให้มากกว่าเป็นหลัก หรือผลิตสินค้าประเภทที่ส่งออกและขายในประเทศได้เหมือนกัน รวมถึงผลิตสินค้าที่ขายดีในประเทศให้ไม่มากไปกว่าที่ส่งออก รายได้จากผลประกอบการที่ออกมาก็อาจจะไม่เละเทะแบบนี้ ที่เรื่องนี้แม้จะรู้ว่าการทำธุรกิจนั้น น้ำขึ้นต้องรีบตัก ก็จริง แต่ก็ต้องไม่ลืมเช่นกันที่จะจัดสรรให้รายได้ที่มีนั้นสมดุลไปทุกสัดส่วน เพราะถึงแม้อาจจะไม่ได้รายได้เป็นกอบเป็นกำก็จริงแต่เวลาเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะไม่เจ็บตัว

ส่วน สินค้าที่เป็นรายได้จากการส่งออก ของเนสท์เล่นั้นก็จะมี เนสท์กาแฟ เนสท์ที และ แม็กกี้ที่เป็นอาหารกึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งเป็นหลัก ซึ่งหากลองเทียบกับข้อมูลข้างต้นแล้วก็จะพบว่าสัดส่วนนั้นมีน้อยมากกว่าจำนวนสินค้าทั้งหมดที่ผลิตเพื่อขายภายในประเทศค่อนข้างมากและพอเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นมารายรับโดยรวมของบริษัทจึงลดลงฮวบฮาบเพราะรายรับจากสินค้าที่ส่งออกนั้นมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับรายได้จากยอดขายภายในประเทศทั้งหมด

Paul Bulcke CEO ของเนสท์เล่ผู้ไม่ยอมแพ้ในข้อกล่าวหาใดๆที่เกิดกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเขายังคงยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เกิดปัญหาในอินเดียนั้นปลอดภัยไม่ว่าจะให้สัมภาษณ์กับสื่อใดๆก็ตาม

อย่างไรก็ดีบทเรียนดังกล่าวที่ทำให้เนสท์เล่ต้องพบกับความเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ภายใต้ภาวะที่เปราะบางในการทำธุรกิจ(Unexpected Business Fragility)ในอินเดียนั้นทำให้เกิดการตื่นตัวของผู้ประกอบการในสาขาเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดเกี่ยวกับการแบ่งแยกความเป็นแบรนด์ต่างชาติ (International Brand) และ โลคัลแบรนด์ (Local Brand) ที่หมายความว่าการเป็นแบรนด์ต่างชาตินั้นอย่างไรซะก็ยังจะดูห่างไกลกับความเป็นชาตินิยมในอินเดียอยู่พอสมควร ซึ่งพอเนสท์เล่เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาบ้างแล้วเราก็คงต้องดูกันต่อไปนั่นแหละครับว่าสงครามบะหมี่ในอินเดียนั้นจะมีรูปการณ์เป็นอย่างไรต่อไป ? เรื่องนี้ท่าทางจะไม่ธรรมดาหรือปล่อยให้เล่นทีเผลอไม่ได้อีกต่อไปนั่นแหละครับ เพราะแบรนด์ระดับโลกอาจไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นที่ถูกใจมากกว่าโลคัลแบรนด์เสมอไปเหมือนที่ศาลเมืองบอมเบย์ได้ตัดสินออกมาก่อนหน้านั่นแหละครับว่าส่งออกไปที่อื่นได้ แต่ถ้าขายในประเทศล่ะก็มันง่ายไปหน่อยไหมที่จะทำอะไรแบบเดิมๆ ?แล้วส่งเงินกลับสวิตเซอร์แลนด์ ? 

ขอบคุณข้อมูลจาก เนสท์เล่อินเดีย , www.fortune.com , www.jagran.com 

 



เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น