*/
  • Hiriotappa
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2010-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 342
  • จำนวนผู้ชม : 469923
  • จำนวนผู้โหวต : 56
  • ส่ง msg :
  • โหวต 56 คน
EndlessMemorySymbol

ทุกๆปีจะมีงานรดน้ำดำหัวที่โรงเรียนที่เคยศึกษามาพอดีวาดรูปโรงเรียนไว้หลายๆแง่มุมก็เลยจับมาทำวีดีโอซะเลย แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่า หน่วยงานอื่น หรือ ที่อื่นๆจะไม่มีนะครับเป็นไปตามกาละเทศะ เพราะหากมีงานเก

View All
วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน 2560
Posted by Hiriotappa , ผู้อ่าน : 1500 , 23:28:35 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ไข้หวัดนก หรือ Bird Flue นั้นมีการระบาดมาตั้งแต่ปี 2000 โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้คล้ายไข้หวัดใหญ่ธรรมดาแต่หากมีเชื้อ H5N1 อยู่ในร่างกายอาการดังกล่าวก็อาจจะลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกันเนื่องจากเชื้อไข้หวัดนกนั้นเป็นอันตรายต่อร่างกายมากกว่าไข้หวัดธรรมดาที่ภูมิคุ้มกันของมนุษย์นั้นสามารถจะรักษาตัวเองได้ภายในเวลาไม่นานร่วมกับการรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการหรือกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  

อย่างไรก็ตามความเข้าใจของคนทั่วไปแบบผิดๆนั้นยังมีกันอยู่มากโดยเฉพาะการระบาดที่มักจะเพ่งเล็งไปที่เหล่านกเมืองหนาวเช่นนกเป็ดน้ำหรือนกที่มีถิ่นที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีอากาศเย็นยะเยือก เพราะจริงๆแล้วนกเหล่านี้แม้จะนำเชื้อ H5N1 มาก็จริงแต่สาเหตุของโรคนั้นเกิดจาก ไก่ หรือ สัตว์ปีก ที่ไม่มีภูมิต้านทานโรคนั้นได้รับเชื้อตัวนี้เข้าไปในขณะที่นกจากเขตหนาวนั้นจะไม่เป็นอะไรและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และเมื่อมนุษย์นั้นบริโภคเนื้อไก่ที่ปรุงไม่สุกสะอาด หรือ ดูแลสุขลักษณะความสะอาดของตัวเองได้ไม่ดี โอกาสที่จะติดเชื้อก็จะมีมากขึ้น ทีนี้เมื่อมันเข้าไปอยู่ในร่างกายมนุษย์ เสมหะ อาเจียน น้ำคัดหลั่ง ทั้งหลายที่ออกมาก็จะมีเชื้อพวกนี้ปะปนอยู่ด้วย 

แม้ว่าปัจจุบันมันจะมีวัคซีนแก้โรคไข้หวัดนกถูกพัฒนามาบ้างแล้วแต่ก็เรียกได้ว่ายังเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ครับ เพราะเชื้อนี้นั้นสามารถกลายพันธ์ได้เรื่อยๆขึ้นอยู่กับพาหะ ซึ่งหากอธิบายแล้วเข้าใจยากก็อยากจะให้นึกถึง การแพร่พันธ์ของเอเลี่ยน หนังไซไฟชื่อดังที่ทำติดต่อกันออกมาแล้วหลายต่อหลายภาคนั่นแหละครับ เพราะการวางไข่ของเอเลี่ยนก็ไม่ต่างกับการแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดนกแต่อย่างใด กล่าวคือ หากตัวเชื้อไวรัสอยู่เฉยๆมันก็จะไม่มีการฟักตัวแบบเอเลี่ยน แต่ถ้ามันเข้าไปสู่ตัวไก่หรือสัตว์ปีกเชื้อเหล่านั้นก็จะปรากฎขึ้นมาทำลายโฮสต์หรือสัตว์ปีกเหล่านั้น และหากมนุษย์รับประทานเข้าไปแบบไม่สุกหรือเข้าไปสัมผัสจนติดเชื้อมันก็จะกลายพันธ์ต่อไปเป็นไข้หวัดชนิดต่างๆ ผ่านเสมหะ อุจจาระ หรือ ของเสียจากมนุษย์ โดยหากหมูหรือสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้รับเชื้อตัวนี้ตามมาและเมื่อเราบริโภคเนื้อหมูที่เป็นเหมือนโฮสต์ใหม่ของเชื้อไวรัสเหล่านี้เข้าไปไวรัสก็จะกลายพันธ์จนเป็นไวรัสไข้หวัดหมูชนิดใหม่ที่ไม่สามารถใช้วัคซีนหรือวิธีเดียวกันกับที่ใช้รักษาไข้หวัดนกได้อีกต่อไป

ส่วนความเป็นอันตรายต่ออัตราเสี่ยงนั้นจริงๆแล้วมันก็มีจุดที่เข้าใจผิดอยู่ไม่น้อยเช่นกัน กล่าวคือคนทั่วไปคิดว่าการบริโภคสัตว์ปีกนั้นจะสุ่มเสี่ยงมากที่สุด แต่แท้ที่จริงแล้วการได้รับเชื้อ H5N1 จะมีผลก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อเหล่านั้นอย่างเข้มข้นหรือบริโภคสัตว์ปีกเหล่านั้นไปแบบที่ไม่สุกเต็มที่ โดยเฉพาะไก่ทอดที่เรายังเห็นเส้นเลือดกันในชิ้นไก่นั้นนั่นแหละครับที่มีโอกาสจะติดเชื้อได้ง่ายซึ่งกรณีเดียวกันนี้ก็ไม่เว้นแม้แต่ หมู ปลา หรือ ผักต่างๆบางชนิด ที่เราอาจจะรับประทานเข้าไปโดยไม่ปรุงให้สุกแม้จะพยายามล้างให้สะอาดแล้วก็ตาม เนื่องจากเชื้อเหล่านี้จะต้องใช้ความร้อนในการฆ่าเชื้อเท่านั้น

ถึงตอนนี้มีการทำลายฟาร์มเลี้ยงสัตว์ไปแล้วมากมายเพื่อยุติการแพร่ระบาดของเชื้อ H5N1 แต่ดูเหมือนสงครามระหว่างเชื้อโรคจากสัตว์กับภูมิคุ้มกันของมนุษย์นั้นจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้น เพราะการกลายพันธ์นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปไปได้หลากหลายที่ในส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนแล้วคิดว่าการทานอาหารปรุงสุกและสะอาดเท่านั้นจึงจะสามารถหยุดการแพร่เชื้อลักษณะนี้ได้อย่างปลอดภัย

ทีนี้มาถึงการกลายพันธ์ของไวรัสกันบ้างว่าเหตุใดมันจึงเป็นอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้จะว่าไปแล้วหลายๆคนคงสงสัยเช่นกันว่าถ้าเผ่าพันธ์นกเหล่านี้ที่หนีหนาวมาในเขตอื่นมันมีกันมานานแล้วเหตุใดไข้หวัดนกหรือเชื้อ H5N1 ถึงเพิ่งจะถูกค้นพบ โดยส่วนตัวผู้เขียนแล้วแบ่งสมมุติฐานเป็น 3 ข้อครับ

-การเปลี่ยนแปลงในตัวของเชื้อไวรัส (Virus Mutation) – แน่นอนว่าจากเชื้อไวรัสธรรมดาเมื่อสามารถกลายพันธ์ไปได้หลากหลายตามสายพันธ์ของพาหะหรือสปีชี่ส์นั่นก็หมายความว่าตัวเชื้อไวรัสนั้นจะเปลี่ยนแปลงทันทีเมื่อเข้าไปฝังตัวในโฮสต์ที่แตกต่างกันออกไปซึ่งเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันโดยตรงเพราะต้นกำเนิดนั้นมาจากนกที่อพยพมาจากเขตหนาวและเมื่อพ้นฤดูหนาวที่เย็นยะเยือกนกเหล่านี้ก็จะอพยพกลับไปซึ่งหมายความว่าความต้านทานอุณภูมิติดลบหรืออุณหภูมิต่ำๆของสัตว์พวกนี้จะมีมากกว่ามนุษย์หรือสัตว์ปีกในเขตร้อนชื้น

อย่างไรก็ตามมันคงไม่เหมือนกับกรณีของการวางไข่เอเลี่ยนจากตัวนางพญาแบบในหนังซะทีเดียวเนื่องจากเมื่อเกิดการระบาดเข้าไปในโฮสต์ชนิดใหม่ๆแล้วเชื้อโรคที่สามารถระบาดได้ต่อไปก็จะเปลี่ยนสายพันธ์ไปทันทีเหมือนวันที่ที่เปลี่ยนไปตามปฎิทิน มีซับหลัก มีคลาสย่อย เช่นเดียวกันกับการจำแนกสิ่งมีชีวิตทั่วไป นั่นหมายความว่าหากตัวของเชื้อไวรัสนั้นมีต้นกำเนิดมาจากปฎิกริยาเคมีระหว่างนกในเขตหนาวกับสิ่งที่มันกินเข้าไป(ที่อาจจะเป็นพืชหรือสัตว์ในเขตหนาวบางชนิด)  เริ่มแรกเลยมันอาจจะไม่มีอาการแพ้ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายหรือฮอร์โมนของมันในลักษณะพาหะ ส่วนสาเหตุที่ทำให้มันไม่ได้ถูกค้นพบในเวลาที่นานมาแล้วหรืออาจจะมีเค้าลางอยู่บ้างแต่ก็ไม่น่าจะระบาดแบบถล่มทลายแบบยุค 2000 นั้นเรามาดูข้อต่อไปกันครับ

-การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม (Environment Change)-จากข้อที่แล้วเรามาหาสาเหตุกันต่อครับว่าเหตุใดมันถึงไม่เกิดมาในเวลาก่อนหน้านั้นเรื่องนี้น่าจะมีอยู่สองสามสาเหตุข้อย่อยครับก็คือ

1.ภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป(Climatorial Subject)-อันหมายความว่าอุณหภูมิและความร้อนที่สูงขึ้นของแต่ละท้องที่นั้นอาจไม่มีผลกับตัวเชื้อไวรัสแต่มันมีผลกับการระบาดหรือแพร่กระจาย ดังนั้นเมื่อเวลาผันเปลี่ยนไปภาวะที่เชื้อโรคจะระบาดไปถึงสัตว์ปีกในเขตอบอุ่นและประจวบเหมาะที่มีคนไปบริโภคอาหารที่ปรุงไม่สุกและใช้สัตว์ปีกที่ติดเชื้อเป็นวัตถุดิบในการบริโภคจึงไม่ใช่โอกาสที่จะเกิดได้ง่ายนักในรอบระยะเวลาหลายปีก่อนหน้านั้น ยกตัวอย่างเช่นหากโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆการเผาผลาญอาหารในร่างกายคนและสัตว์หรือ (Metabolism) ก็จะเปลี่ยนไปและสิ่งที่มนุษย์หรือสัตว์บริโภคเข้าไปอาจจะได้รับรังสีอุลตร้าไวโอเลตที่ทำให้โครงสร้างของฮอร์โมนต่างๆเปลี่ยนไป ที่โดยแท้จริงแล้วมันอาจไม่ได้หมายความว่าพาหะที่แท้จริงหรือนกเหล่านี้คือสาเหตุ  แต่มันอาจจะเกิดจากสิ่งที่นกเหล่านี้บริโภคเข้าไปอย่างสัตว์น้ำและแมลงบางชนิดก็เป็นได้

2.สารเคมีและมลภาวะ(Chemical Pollution &  Reaction)-จุดนี้อย่าลืมว่าเกือบหลายสิบปีที่ผ่านมามีการสังเคราะห์สารเคมีใหม่ๆขึ้นมากมายเพื่อหลากหลายประโยชน์ใช้สอยทางธุรกิจรวมถึงเทคโนโลยีที่สร้างมาช่วยลดมลภาวะแต่กลายเป็นมลภาวะเสียเอง สารเคมีเหล่านี้เมื่อรวมกับอากาศหรือน้ำแล้วมีการบริโภคเข้าไปโดยคนและสัตว์มันก็อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายได้แบบสะสม ทีนี้หากโลกเรามีความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น สิ่งที่เป็นมลภาวะก็จะปรากฎออกมาได้มากขึ้น เช่น สารฟอสเฟตจากผงซักฟอกเมื่อจับตัวกับโมเลกุลของน้ำแล้วก็จะทำให้เกิดการเจริญเติบโตของสาหร่ายบางชนิด และหากเราลองคิดในทางเดียวกันว่าหากสัตว์ปีกที่เป็นพาหะได้ซึมซับอะไรเหล่านี้เข้าไปมากขึ้นกว่าเดิม โอกาสที่ร่างกายของมันจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วกลายเป็นพาหะก็จะมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง กรณีนี้หลายๆคนอาจจะยังไม่เห็นชัด แต่ถ้าหากนกเป็ดน้ำหรือเป็ดไก่เหล่านั้นที่เชื่อว่าเป็นพาหะเกิดไปกินปลาที่กินสาหร่ายที่เติบโตเร็วจากสารฟอสเฟตที่เพิ่มขึ้นในแม่น้ำลำคลองขึ้นมาอีกทีมันจะเกิดอะไรขึ้น? ข้อนี้มันอาจจะไม่ตรงตัวว่าทำให้เกิดการระบาดอย่างรุนแรงเต็มที่แต่ก็ไม่น่าจะปฎิเสธได้นั่นแหละครับว่ามันสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันของคนและสัตว์นั้นลดลงไปได้มากกว่าแต่ก่อน ซึ่งปัจจัยส่วนใหญ่ก็มาจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนไปตามข้อต่อมานั่นเองครับ

3.การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ (Behavioural Habit)-ข้อสุดท้ายนั้นเป็นเรื่องของพฤติกรรมของมนุษย์ล้วนๆที่เปลี่ยนไปจากยุคก่อนๆ แต่หลายๆคนอาจไม่เคยมองย้อนไปจากจุดที่มองข้าม ข้อนี้ก็ยกตัวอย่างเช่น

1.ภูมิคุ้มกันของคนในยุคใหม่นั้นลดลง (Deteriorated Immunity)-คนส่วนใหญ่มองว่าพอมีไวรัสชนิดใหม่ปรากฏขึ้นมานั่นก็หมายความว่ามันคือของใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว ทั้งๆที่มันอาจจะมีมานานแล้วแต่ภาวการณ์ระบาดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมนุษย์นั้นมีภูมิต้านทานสูงกว่าในยุคปัจจุบันโอกาสที่จะเกิดการแพร่เชื้อในยุคก่อนๆจึงยากกว่า 

การพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นก็ดี มลภาวะที่สูงขึ้นก็ดี แม้การแพทย์จะเจริญมากขึ้นจนชะลอการเจ็บการตายได้มากกว่ายุคก่อนๆก็ตาม แต่โดยมากการรักษาส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาในแง่การกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งสิ้น การแพทย์ที่แท้จริงยังถูกบดบังด้วยการพัฒนายาและอุปกรณ์อันทันสมัยทางการแพทย์ แต่การแพทย์ที่เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของมนุษย์และสัตว์นั้นเรียกได้เลยว่าแทบจะไม่มีพัฒนาการ เพราะเราจะเห็นได้แค่เพียงการสร้างสุขลักษณะที่ดีในการดำเนินชีวิตและเช่น โภชนบำบัด และ การออกกำลังกาย เท่านั้น

สรุปสั้นๆก็คือ การพัฒนาการแพทย์ในปัจจุบันนั้นไม่ได้พัฒนาการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน”ให้เท่าเทียมกับ”การสร้างภูมิคุ้มกันขั้นพื้นฐาน”ของมนุษย์ให้สูงขึ้นไปพร้อมๆกัน

2.การขยายตัวของอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์(Commercial Industrialization)-แน่นอนว่านี่คือตัวการสำคัญอย่างหนึ่งที่ในมิติแนวราบแนวดิ่งนั้นคงจะเข้าใจกันแล้วว่ามันน่าจะไปมีผลกับหัวข้อนี้อย่างไร แต่ในแง่เชิงลึกแล้วจุดนี้มีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้นครับ เพราะไม่ใช่ว่าเหตุผลข้อนี้จะสร้างมลพิษหรือเกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมจนมีผลกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของมนุษย์และสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่เรื่องของการทำตามๆกัน จนเกิดเป็นวงจรปกติกลายเป็นค่านิยมนั้นก็สำคัญไม่ต่างกัน เพราะความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจอาจไม่ได้มาพร้อมการพัฒนาสังคมที่เป็นปัจจัยสำคัญของการแพร่กระจายหรือการระบาดของโรคภัยไข้เจ็บแบบแปลกๆใหม่ๆ พูดแบบนี้แล้วอาจจะยังงงๆ แต่ถ้าบอกว่าความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมและนวัตกรรมใหม่ๆมันไม่ได้แก้ปัญหาด้านพฤติกรรมของคนในสังคมที่จะนำไปสู่หลักการของ ระบาดวิทยา (Epidemiology) แล้วหลายคนคงจะพอเข้าใจขึ้นมาได้บ้าง

ยกตัวอย่างว่าการสร้างโรงงานหรือโครงการใดๆก็ตามที่ก่อเกิดความเจริญทางอุตสาหกรรมมากขึ้นนั้น แม้จะสร้างรายได้สร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ประชาชนและประเทศ แต่การศึกษาผลกระทบหรือ EIA นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้พิจารณาการปรับตัวของประชาชนในท้องที่เอาไว้ด้วยว่าควรปฎิบัติหรือปรับปรุงพฤติกรรมอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีหรือความเจริญทางอุตสาหกรรมให้ได้ ? (Proto Co-operative Community) ถ้ามีโรงงานไฟฟ้าถ่านหินมาอยู่ใกล้ๆบ้านของประชาชนกลุ่มนึง คนที่ประเมิน EIA หรือ ต่อต้านแบบ NGO ก็จะมองไม่เหมือนกัน แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายหาจุดลงเอยด้วยกันได้ด้วยการเผื่อไว้ด้วยว่า หากมันต้องเกิด เลี่ยงไม่ได้” มาตรการในการสร้างพฤติกรรมที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกับของใหม่แบบไม่เกิดผลลัพธ์อันเลวร้ายมันคือสิ่งที่ควรจะมีเป็นอย่างยิ่ง

3.วงจรอุบาทว์ในการอุปโภคบริโภค (Consumption Circle Crisis)-ข้อนี้ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงสุขลักษณะแบบการกินอาหารปรุงสุกใหม่หรือการปฎิบัติตนให้เสี่ยงต่อโรคน้อยลงเพราะนั่นเป็นเรื่องที่ใครๆก็สามารถจะเข้าใจได้เองอยู่แล้ว แต่วงจรที่ว่านั้นก็คือการแสวงหาเทคนิคใหม่ๆในการอุปโภคบริโภคที่ไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบเอาไว้ล่วงหน้าเพราะไม่คิดว่ามันจะไม่เกิดผลลัพธ์แย่ๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแฟชั่น หรือ เหตุผลด้านรายได้ที่เน้นความแปลกใหม่ก็ตาม เช่น ความนิยมในการรับประทานอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย ของดิบ กึ่งดิบกึ่งสุกนั้นแน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้ารับประทานแต่พอประมาณก็จะไม่เกิดโทษ แต่ถ้านิยมเปิดร้านอาหารทำนองนี้กันมากมายจนแทบจะไม่ค่อยมีทางเลือกอื่นเวลาไปห้างหรือจำเป็นต้องไปรับประทานอาหารนอกบ้านเมนูลักษณะนี้ก็จะกลายเป็นวงจรแย่ๆขึ้นมาทันทีว่ามันฮิต –เลยต้องทำ-เลยต้องกิน-กินแล้ว-มันก็เลยดูเหมือนฮิต-มันฮิตมันได้เงินก็ทำกันต่อ   

ส่วนในแง่การอุปโภคนั้นตัวอย่างก็เช่นความนิยมในการใช้กระทะที่ไม่ต้องใช่น้ำมัน เรื่องนี้จริงๆแล้วเวลาเราทำของทอดการใช้ความร้อนจากน้ำมันที่มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงย่อมจะทำให้อาหารของเราสุกและปลอดภัยได้มากกว่าการไม่ใช้น้ำมันอย่างแน่นอน แต่พอเป็นที่นิยมกันขึ้นมาว่าการลดไขมันในอาหารเป็นเรื่องที่ถูกใจยุคดีทอกซ์ยุครักสุขภาพกันยิ่งนัก วงจรอุบาทว์ในการอุปโภคบริโภคเหล่านี้ก็เลยสุ่มเสี่ยงจะเกิดผลเสียแบบที่ไม่มีใครมองเห็นเพราะมัวแต่ไปมองที่กระแสความนิยมนั่นเองครับ

นอกจากที่กล่าวมาแล้วก็ยังน่าจะมีปัจจัยอื่นๆอยู่อีกหลายข้อที่ทำให้ภาวการณ์ระบาดดังกล่าวไม่สามารถที่จะควบคุมได้เพราะการศึกษาค้นคว้าในปัจจุบันเกี่ยวกับเชื้อไวรัสประเภทนี้นั้นยังเหมือนการพายเรืออยู่ในอ่างในขณะที่สายพันธ์ไวรัสนั้นค่อยๆมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆซึ่งผู้สันทัดกรณีในหลายๆวงการนั้นส่วนใหญ่ให้ความเห็นไว้ดังนี้ครับว่า

-การศึกษาเกี่ยวกับไวรัสไข้หวัดนกนั้นควรที่จะแยกสัดส่วนการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ข้อจึงจะสมบูรณ์แบบนั่นก็คือ

ต้นตอของการเกิดไวรัส (Virus Origins)–ทุกวันนี้เราทราบกันก็เพียงแต่ว่าเชื้อไวรัสมาจากไหน เป็นอย่างไร ติดเชื้อแล้วมีอาการอย่างไร มันมีการกลายพันธ์ได้อย่างไร แต่ที่มาและมูลเหตุที่มันเพิ่งจะกลับมาระบาดเมื่อ่ไม่นานมานี้และเปลี่ยนสายพันธ์ไปได้เรื่อยๆนั้นกลับไม่มีใครทราบสาเหตุและต้องการที่จะค้นพบทั้งๆที่จริงๆแล้วเราสามารถจะแก้ไขปัญหาได้ไม่ยากเนื่องจาก เชื้อโรคลักษณะนี้เคยระบาดใน สเปน เมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ก็สูญหายไปแบบไร้ร่องรอยจนกระทั่งพบการติดเชื้อขึ้นมาอีกในระยะ 20 – 30  ปีที่ผ่านมา? ที่หมายความว่าถ้าเป็นเช่นนั้นมันอาจจะมีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องมาก่อนหน้านั้นแล้วมันจึงไม่พบการระบาดจนกระทั่งผ่านเวลามาถึงยุค 2000 ?

วงจรของไวรัส (Virus Life Cycle)การติดเชื้อและการกระจายของไวรัสในปัจจุบันนั้นพิจารณาแค่ตัวพาหะหรือ Host เพียงอย่างเดียว เราเพียงแต่รู้ว่ามันมาจากเชื้อไวรัสที่กลายพันธ์ แต่วงจรของมันนั้นน่าจะยังไม่มีการศึกษาแบบเป็นระบบที่แน่นอนว่า นกเหล่านั้น หรือ สัตว์ที่เป็นโรคเหล่านั้นทานอะไรเข้าไป ? สัตว์เมืองหนาวกับสัตว์ท้องถิ่นมีความแตกต่างกันอย่างไร การที่เชื้อนั้นฝังอยู่ในตัวนกเมืองหนาวมันย่อมหมายความว่าโครงสร้างบางอย่างของนกเมืองหนาวกับสัตว์ปีกเมืองร้อนนั้นมีสิ่งที่แตกต่างกันที่นั่นอาจหมายถึงการพัฒนาเซรุ่มแก้ไวรัสดังกล่าว พูดง่ายๆพอเข้าใจว่ามันมาจาก นก จาก ไก่ จาก หมู ก็พิจารณาแต่วงจรที่เกี่ยวกับสัตว์เหล่านั้นทั้งสิ้น ทั้งๆที่จริงๆแล้วสัตว์เหล่านี้เป็นเพียงพาหะ เชื้อของมันก็ยังไม่มีใครสามารถจะค้นพบได้ว่าเกิดจากอะไร ? แต่ถ้าตั้งหัวข้อไว้ว่าเราต้องการศึกษาไวรัสไข้หวัดนกตัวนี้ พาหะก็จะเป็นเพียงสิ่งที่เราให้ความสำคัญน้อยลงเพราะมันจะไปอยู่ในหัวข้อการระบาดแทน

การเพาะตัวหรือฟักตัวก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ควรพุ่งเป้าในการศึกษาเป็นพิเศษเพราะเชื้อไวรัสจะไม่ปรากฎอาการทันทีแต่หมายความว่าลักษณะการฟักตัวหรือเพาะตัวในแต่ละ Host ก็น่าจะมีลักษณะแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาหรือปริมาณการขยายตัวของไวรัสดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ชนิดใดก็น่าจะมีการทดลองศึกษาเอาไว้ด้วยว่ามันสามารถฟักตัวในสิ่งมีชีวิตประเภทไหนได้บ้าง และ ประเภทใดที่มันไม่สามารถจะแพร่ขยายเชื้อได้

แน่นอนว่านอกจากน่าจะมีการพิจารณาในส่วนของต้นตอก่อนจะถึงพาหะแล้วในเรื่องของการระบาดก็เช่นกันเพราะหมายความว่าหากมันมีที่มาจากเมืองหนาวนั่นหมายความว่าวงจรชีวิตของมันก็ย่อมจะมีค่อนข้างสั้นดังนั้นนอกจากจะเฉพาะเจาะจงในการศึกษาที่มาของตัวไวรัสแล้ว เรื่องของการทำงานของมันร่วมกับไวรัสตัวอื่นหรือเชื้อโรคอื่นๆอย่างแบคทีเรียก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกันว่ามันสามารถจะระบาดเมื่อมีแบคทีเรียอยู่หนาแน่นหรือเปลี่ยนการกลายพันธ์ไปได้ตามอุณหภูมิที่มีผลกับแบคทีเรีย

การกำจัดและยับยั้ง (Virus Elimination & Detention)-หัวข้อนี้นอกจากจะมีการผลิตยา Tami-Flue และการพัฒนาวัคซีนต่างๆแล้วสิ่งที่ยังไม่สำเร็จแต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้รับความสนใจก็ยังมีอีกหลากหลายตัวอย่างที่ยังไม่มีการทำการวิจัยกันในวงกว้าง โดยวิธีที่น่าสนใจนั้นก็เช่น

1.การฆ่าเชื้อไวรัสนอกพาหะ(Exterior Carrier Disinfectant)-วิธีนี้ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร แต่เท่าที่ผ่านมานิยมปิดฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และกักกันผู้ติดเชื้อไว้เป็นหลัก โดยที่ขาดการละเลยการฆ่าเชื้อทุกสิ่งทุกอย่างในชั้นบรรยากาศของบริเวณที่เกิดการระบาด ดังนั้นในน้ำ  ในบรรยากาศจึงสามารถจะมีเชื้อล่องลอยปะปนอยู่กับสิ่งที่เป็นวงจรในการอุปโภคบริโภคได้ไม่สิ้นสุดจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง การฆ่าสัตว์ที่เป็น Host ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ถาวรเพราะเลือดและของเหลวจากสัตว์เหล่านั้นยังสามารถจะปะปนต่อไปได้เนื่องจากแม้สัตว์ที่เป็น Host จะตายไปแต่เชื้อโรคยังไม่ตายซึ่งการฆ่าเชื้อที่ถูกวิธีก็คือการฉีดพ่นยากำจัดการเจริญเติบโตของไวรัส หรือ ยาฆ่าเชื้อ เป็นบริเวณกว้าง ตามสถานที่ทำงาน โรงเรียน สถานที่ราชการ การล้างมือ การทำความสะอาดถ้วยชามช้อนส้อม แก้วน้ำ และ เครื่องนุ่งห่ม ที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วตลอดระยะเวลาที่เกิดการระบาด

จริงอยู่ว่าถ้าเราฆ่าสัตว์ที่เป็นพาหะ หรือ ไม่รับประทานมัน นั่นอาจจะเลี่ยงได้ มั่นใจได้ ซึ่งที่จริงแล้วถ้าปรุงจนสุกมันก็จะไม่มีเชื้อ  แต่หากแม้เราระมัดระวังแบบนี้ที่บ้าน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามันจะไม่มีโอกาสติดเชื้อมาจาก วัด โรงเรียน และ สถานที่อื่นๆ ที่มีผู้คนหนาแน่น ? เมื่อที่ทีมีผู้คนพลุกพล่านกลายเป็นสถานที่ปลอดเชื้อมันก็ยากที่จะเกิดการติดเชื้อภายในบ้านหรือครัวเรือน

2.การใช้วิธีทางชีวภาพ (Biological Control) -ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่คิดว่าไวรัสหรือเชื้อโรคนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิต จริงๆแล้วเป็นความเข้าใจผิดมหันต์เพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิตเช่นกันเพียงแต่ไม่อาจมองได้ด้วยตาเปล่าและไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนเหมือนมนุษย์หรือสัตว์ ดังนั้นตัวของมันเองก็ไม่แตกต่างกับพาหะเพียงแต่วงชีวิตของมันนั้นจะค่อนข้างสั้น ดังนั้นการผิดปกติในตัวไวรัสแล้วทำให้เกิดโรคแก่  Host จึงแทบไม่แตกต่างกับตัวมนุษย์หรือ Host ที่มันเข้าไปเกาะเพราะปัญหาจริงๆก็คือวงชีวิตของมันจะสั้นมากกว่า Host ที่มันเข้าไปเกาะดังนั้นหน้าที่ของมันก็คือการขยายตัวเพื่อที่จะเกาะที่ตัว Host ให้ได้ต่อๆไปนานๆ ครั้นพอการขยายตัวของมันมีจำนวนมากขึ้นแล้วเกิดเป็นพิษต่อระบบการทำงานของ Host การขยายตัวของมันก็จะเป็นการทำลายระบบอวัยวะภายในของ Host ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆในที่สุด

ทีนี้หากมีการนำวิธีแบบชีวภาพมาใช้ทดสอบการระงับการขยายตัวของเชื้อกลายพันธ์เหล่านี้ก็น่าจะทำได้ง่ายมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากไวรัสบางตัวสามารถทำให้เกิดโรค มันอาจจะมีแบคทีเรียบางตัวสามารถที่จะยับยั้งการเจริญเติบโตของมันไม่ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ด้วยเช่นเดียวกัน (MRS :Microorganism Resistance Syndrome) เพราะไวรัสกับแบคทีเรียนั้นพูดง่ายๆว่าบางตัวก็ส่งเสริมกัน แต่บางตัวก็ยับยั้งซึ่งกันและกัน

3.การจำกัดปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่ระบาดของไวรัส (Epidemicalized Factor Control)-ข้อนี้แตกต่างกับที่ผ่านๆมาเพราะมันไม่ใช่การระมัดระวังการติดเชื้อเหมือนที่เราๆท่านๆทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้องปฎิบัติตัวอย่างไร แต่เป็นการจำกัดความเสี่ยงที่จะทำให้ไวรัสสามารถเจริญเติบโตได้มากขึ้น ตัวอย่างก็เช่น

นวัตกรรมของเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ (Innovative Apparatus & Equipment) – เครื่องฟอกอากาศ กำจัดไวรัส ปัจจุบันก็มีอยู่แพร่หลาย เครื่องล้างจาน อบผ้า ฆ่าเชื้อขวดนม ซึ่งราคาหรือต้นทุนก็คงจะไม่สูงกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแบบปกติมากนักที่เรื่องนี้ส่วนมากมักจะได้รับการละเลยทั้งๆที่สำคัญเพราะคนเราหันไปใส่ใจการใช้งานหลักของเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้มากกว่า ง่ายๆเลยว่าหากปราศจากไวรัสโดยเครื่องฟอกอากาศในเครื่องปรับอากาศ ต้นทุนในการเจ็บป่วยสำหรับค่ารักษาพยาบาลก็จะลดลงซึ่งถือเป็นการลดความเสี่ยงที่ค่อนข้างได้ผลและมันยิ่งจะได้ผลในแง่การกระจายของเชื้อไวรัสหาก ทุกโรงพยาบาล และ สถานที่ที่มีคนพลุกพล่านเปลี่ยนมาใช้เครื่องปรับอากาศแบบนี้กันหมดวิธีนี้ก็จะช่วยรักษาสุขภาพของประชาชนโดยรวมแถมยังส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปรับอากาศให้มีประเด็นในการรักษาสุขภาพเพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะเน้นให้ความเย็นแบบธรรมดาไปได้ด้วย เพราะจริงๆแล้วโรงพยาบาลไม่ได้มีแค่หมอกับคนไข้ในแต่ละวัน

พิจารณาองค์ประกอบ (Composition Realization)-ข้อนี้ไม่ใช่การกักกันหรือแยกผู้ป่วย ออกจากผู้ที่ยังไม่ป่วยแต่หมายถึงการหลีกเลี่ยงความเสียหายจากการทำฟาร์มปศุสัตว์ ในแง่ น้ำ หรือ อาหาร ที่นำไปเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนพื้นที่ของฟาร์มนั้นต้องสะอาดปลอดภัยจากเชื้อ , น้ำ และ อาหาร ทั้งหลายผ่านการฆ่าเชื้อทุกครั้งที่แม้จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ก็จะทำให้กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อยกระดับคุณภาพของฟาร์มและผลผลิตไปในตัว

การใช้อุณหภูมิในการฆ่าเชื้อ (Exterior Temperature Cleaning) – ข้อนี้ไม่ได้หมายถึงการรับประทานอาหารให้สุกสะอาด หรือ มีเครื่องมือในการฆ่าเชื้อที่ทันสมัย แต่หมายถึงการผ่านความร้อนไปในสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัย ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ จานชาม ช้อนส้อม ตลอดจนเครื่องใช้ไม้สอยในห้องน้ำ หรือจะเป็นการออกกำลังกายเพื่อรับแสงแดดที่มีธาตุไอโอดีนเสริมสร้างกระดูกและฟัน ด้วยเหตุผลที่ว่าแสงแดดนั้นจะช่วยเราฆ่าเชื้อสิ่งที่ติดตัวเรามาในระหว่างวัน ให้จำนวนเชื้อที่อยู่รายรอบลดลงเหมือนกับการตากผ้าในแดดจัดๆได้มีประสิทธิภาพมากกว่าในที่ร่ม

ขอบคุณข้อมูลจาก Asahi Kodomo news และ Wikipedia.org http://www.fortmengraihospital.com/8Rok.html

Cnn.com , nbcnews.com , shutterstock.com 


เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น