• n.chaimusik
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : 999office@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 31
  • จำนวนผู้ชม : 99461
  • ส่ง msg :
  • โหวต 53 คน
Industry
บทความในภาคอุตสาหกรรม ผ่านมุมมองของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Industry
วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม 2551
Posted by n.chaimusik , ผู้อ่าน : 1879 , 11:15:02 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

Carbon Credit Market

ปัจจุบันปัญหาสภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศอุตสาหกรรมที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas : GHG) มากเกินพิกัด ส่งผลให้ต้องมีการพัฒนาโครงการที่จะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ภายใต้ข้อตกลงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)   
                     พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเกิดจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ถือเป็นก้าวแรกของความร่วมมือของผู้คนบนโลกที่จะรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกโดยมีกรอบความร่วมมือว่าภายในปี 2551-2555 กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 5 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ปี 2533 และเมื่อถึงปี 2593 ต้องลดให้ได้ร้อยละ 75 ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ได้มีพันธกรณีภายใต้พิธีสารเกียวโตนั้นสามารถร่วมดำเนินโครงการได้โดยสมัครใจตามแต่ศักยภาพของประเทศ ส่งผลให้เกิดกลไกของอุปสงค์และอุปทานขึ้นในลักษณะ “คาร์บอนเครดิต” ที่กลายเป็น “สินค้า” (Commodity) ชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ในตลาดเฉพาะที่เรียกว่า “ตลาดคาร์บอน” ซึ่งจะเป็นสินค้าที่อยู่ในลักษณะของเอกสารสิทธิของปริมาณก๊าซที่ลดได้และสามารถนำไปคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซโดยรวมของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ ก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนมีอยู่ด้วยกัน 6 ชนิด คือ Carbon Dioxide (CO2), Methane (CH4), Nitrous Oxide (N2O), Hydrofluorocarbons (HFCs), Perfluorocarbons (PFCs) และ Sulfurhexafluoride (SF6)  แต่ที่ซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในขณะนี้คือคาร์บอนจาก Carbon Dioxide (CO2  ) โดยการซื้อขายจะนับจำนวนน้ำหนักของปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Green house gas : GHG) ที่สามารถลดการปล่อยสู่บรรยากาศได้

กรณีศึกษาการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต
               บริษัท เอ.ที.ไบโอพาวเวอร์ จำกัด เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของโรงงานไฟฟ้าที่ได้ดำเนินการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเป็นรายแรกในประเทศไทยโดยคุณนที สิทธิประศาสน์ กรรมการเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทฯ อธิบายว่า “โดยทั่วไปโรงไฟฟ้าในประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 70% ถ่านหิน 20%  และเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นๆ  10% หากจะผลิตกระแสไฟฟ้า 20 เมกะวัตต์ด้วยเชื้อเพลิงดังที่กล่าวไปแล้วทั้งหมดจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 73,000 ตัน ในขณะที่บริษัท เอ.ที.ฯ ผลิตกระแสไฟฟ้าที่ประมาณ 20 เมกะวัตต์เช่นกันโดยใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 3,000 ตัน ส่งผลให้บริษัท เอ.ที.ฯ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 70,000 ตัน โดยทั้งหมดเป็นการคำนวณก่อนการเริ่มต้นผลิตไฟฟ้า”
               “หลังจากที่เริ่มต้นผลิตไฟฟ้าก็จะมีการเก็บข้อมูลอยู่ตลอดเพื่อตรวจสอบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซดังกล่าวได้จริงตามที่ได้คำนวณไว้ก่อนผลิตหรือไม่ โดยมีบริษัทผู้ตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียนกับสหประชาชาติมาตรวจ สอบหลังจากนั้นจะได้รับ CERs (Certified Emission Reduction)  เพื่อเป็นการการันตีว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซดังที่กล่าวไปแล้วได้จำนวน 70,000 ตัน โดยสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปขายให้กับประเทศอุตสาหกรรมในตลาดคาร์บอนได้” คุณนทีกล่าว

อัตราความต้องการในตลาดโลก
                 การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดโลกพบว่าผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก ในปัจจุบันมีอยู่ 2 รายคือ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ทั้งนี้การที่ยุโรปเป็นผู้ซื้อรายใหญ่เนื่องจากสหภาพยุโรปได้ประกาศใช้ EU ETS (EU Directive on Emissions Trading Scheme) โดยกำหนด EU Emissions Allowance (EUA) ให้กับอุตสาหกรรมหลักๆ ในประเทศสมาชิกหากผู้ประกอบการรายใดปล่อย เกินกำหนดดังกล่าวจะต้องไปซื้อเครดิตจากผู้ประกอบการที่มีเหลือมิเช่นนั้นจะถูกปรับ100 ยูโรต่อตัน (4,900 บาทโดยประมาณ) ในช่วงปี 2551- 2555   สำหรับประเทศญี่ปุ่นจะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างปี พ.ศ. 2551-2555 ลงถึงร้อยละ 6 จากปริมาณที่ปลดปล่อยในปี 2533 หรือคิดเป็นปริมาณ 156 ล้านตันซึ่งหากไม่สามารถลดได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่กำลังพัฒนาหรือจัดหาตามกลไกของพิธีสารเกียวโตซึ่งอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มความต้องการต้องซื้อคาร์บอนเครดิตสูงในญี่ปุ่น ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์ และเหล็กกล้า มีอัตราความต้องการคิดเป็นวงเงินกว่า 315 พันล้านเยน (ประมาณ 1 แสนล้านบาท)  และ 56  พันล้านเยน ( 18,000 ล้านบาท) ตามลำดับ
               สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่ในฐานะผู้ขายคาร์บอนเครดิต คุณนที กล่าวว่า “สำหรับบริษัท เอ.ที.ฯ ได้มีการขายคาร์บอนเครดิตให้กับลูกค้าในประเทศญี่ปุ่นซึ่งโดยทั่วไปแล้วรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตไม่ใช่กำไรที่จะนำมาขับเคลื่อนธุรกิจแต่อย่างใด แต่เป็นรายได้ที่ชดเชยจากการลงทุนเพิ่มในระยะเริ่มแรกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ซึ่งจะใช้เงินลงทุนที่สูงกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าทั่วไป แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นก็คือการช่วยโลกใบนี้ให้มีอายุยืนยาวขึ้น  ผมมองว่าไทยมีศักยภาพในการผลิตคาร์บอนเครดิตเพื่อจำหน่ายแต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มคิดโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยมีการปล่อยมีเทนจากกากของเสียหรือที่เรียกว่าก๊าซชีวมวลจำนวนมาก อาทิ จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานผลิตแป้ง จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต่างๆ  ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาดักจับก๊าซเหล่านี้ได้ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย”

ตลาดคาร์บอนเครดิตมีอยู่เป็นจำนวนมาก
                 ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 22 ในบรรดา 30 ประเทศแรกของโลกที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุดและอยู่ในอันดับที่ 7 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชีย โดยประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 12.8 ต่อปีในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของไทยยังมีระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่ร่ำรวย แต่หากทุกประเทศในโลกปล่อยในระดับดังกล่าวถือเป็นระดับที่อันตรายในอนาคต ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้มีการจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นผู้ดูแลการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ของประเทศและหากผู้ประกอบการรายใดสนใจการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ก็สามารถติดต่อไปยังองค์กรดังกล่าวได้

กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้มลพิษลดลงแต่อย่างใด กลไกดังกล่าวเป็นเสมือนแรงจูงใจให้ทุกประเทศหันมาใช้เทคโนโลยีที่สะอาดเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงและนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
nathawat วันที่ : 14/10/2008 เวลา : 21.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/may

วันก่อนเพิ่งดูในโทรทัศน์ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น money channel ดีนะถ้าส่งเสริมให้บ้านเราขายคาร์บอนเครดิตกันมากๆ ที่น่าขบขันคือ kyoto protocol บุชกลับไม่ยอมลงนาม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน