*/
  • มัชฌิมาปกร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nuiwytg2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-12
  • จำนวนเรื่อง : 193
  • จำนวนผู้ชม : 525205
  • จำนวนผู้โหวต : 475
  • ส่ง msg :
  • โหวต 475 คน
<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม 2561
Posted by มัชฌิมาปกร , ผู้อ่าน : 445 , 21:37:59 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน สำรวจฟ้า , แม่หมี และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

เสียงเพรียกหาจากสาละวิน ๔ บ้านสบเมย

 

11 ธันวาคม 2561 (วันอังคาร-วันที่ 3 ของการทำกิจกรรม) 

 

                เช้าวันใหม่หมุนเวียนไปตามกฎของธรรมชาติ การดำเนินงานของเราได้เริ่มต้นขึ้นตามหน้าที่ซึ่งสอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ เมื่อเช้ามืดคณะครัวตื่นก่อนเสมอ ผมมองไปที่โต๊ะที่อาคารด้านหน้า เห็นกาน้ำและกระติกเก็บน้ำร้อนวางอยู่พร้อมกับเครื่องดื่มพร้อมชงชนิดต่าง ๆ เดาเอาว่าคงจะเป็นฝีมือของพี่หยัง ผู้ทำหน้าที่เตรียมน้ำร้อนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นึกถึงเพลงนี้เลยครับ “เบื้องบนเป็นแผ่นฟ้ากว้าง เบื้องล่างเป็นธารน้ำใส ตัวฉันมีกาน้ำหนึ่งใบ ......น้ำเดือดเรามาแบ่งกันกิน.......”  เรื่องวิธีการพูดคุยนี่ก็ต้องให้มันเหมาะกับกาลเทศะ และวิธีการพูดด้วย เช่นว่า “โหพี่หยังต้มน้ำร้อนได้อร่อยมากเลยครับ” ก็หาได้ควรพูดไม่ เพราะน้ำร้อนมันแค่ต้มให้เดือดสักครู่ก็พอใช้ได้แล้ว ก็ควรจะพูดว่า “ต้องขอบคุณพี่หยังที่เตรียมน้ำร้อนให้พวกเราแต่เช้าทุกวันนะครับ”

                ฟ้าเริ่มสว่าง ผมมานั่งดื่มกาแฟอยู่ตรงอาคารชมวิว เบื้องหน้าคือแม่น้ำสาละวินที่ประดับไปด้วยกลุ่มหมอกบาง ๆ ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ ตัดกับภูเขาที่เป็นฉากหลัง อากาศเย็นสบาย สายน้ำเบื้องล่างสีขุ่นไหลล่องไปอย่างมีพลังอย่างไม่หยุดยั้ง แม้บางทีเราดูเหมือนมันเงียบสงบ แต่แท้จริงแล้วน้ำก็ยังคงไหล “น้ำนิ่งไหลลึก” ละอองหมอกในยามเช้ากระเซ็นซ่านปลิวมาดั่งสายฝน ถ้าเป็นลักษณะภูมิประเทศที่เหมาะสมกับสภาพอากาศคงเป็นเช่นดั่งหิมะที่โปรยปรายลงมา หมอกบางส่วนค่อย ๆ ลอยออกมาจากป่าและเทือกเขาที่ซับซ้อน ก่อนจะมารวมตัวกันและเคลื่อนตัวออกไป หาดทรายที่ทอดยาวราวกับชายทะเล เกิดจากตะกอนที่ถูกแม่น้ำพัดพามาทับถม หากเป็นฤดูน้ำหลากมันก็จะจมอยู่ใต้ท้องน้ำ สาละวินเป็นสายน้ำที่ไหลมาไกลเป็นส่วนหนึ่งของธารน้ำที่ละลายจากเทือกเขาหิมาลัย ความเยือกเย็นของสายน้ำยังคงอยู่ บรรยากาศอันงดงามทำให้จิตใจเราเพลิดเพลินไปกับความสวยงาม ความสงบสุขชั่วขณะเวลาที่ได้สัมผัสและบันทึกไว้ในความทรงจำ มันจะสะสมพลังในใจและกายของเราให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เราอาจเรียกได้ว่านี่คือพลังแห่งธรรมชาติที่เราสามารถเข้าถึงและซึมซับเข้าสู่ร่างกายได้ จะมากน้อยก็ด้วยจิตใจที่เปิดรับและมีช่องทางที่เชื่อมโยงกันได้

                วันนี้เราไม่มีภารกิจอะไรมากมายนัก มีเพียงช่วงบ่ายที่ต้องสาธิตการทำน้ำยาล้างจานให้กับชาวบ้านพะละอึ แต่ในเช้าวันนี้มีกลุ่มอาสาจำนวน 8 ท่านจากทั้งหมด 25 ท่าน จึงมีการเตรียมตัวกันแต่เช้า รับประทานอาหารเก็บข้าวของเตรียมลงเรือซึ่งจะมารับในเวลาประมาณ 8 โมงเช้า พวกเราก็เลยได้อานิสงค์ในการรับประทานอาหารยามเช้ากันเร็วขึ้นพร้อมหน้ากัน ก่อนจะเดินลงมาส่งกลุ่มอาสาที่จะกลับในชุดแรกที่ชายฝั่งด้านล่าง หลายคนเสียดายที่ไม่ได้อยู่จนครบกำหนดกลับของเราคือวันพรุ่งนี้ แต่ด้วยภารกิจหน้าที่ที่ต้องทำก็จำใจเดินทางกลับ หลายคนเสียสละเวลาเดินทางมาไกล ไม่ว่าจะโดยเครื่องบินมาลงเชียงใหม่ แล้วต่อรถมาแม่สะเรียง บางคนก็โดยสารมาทางรถบัส ทั้งหมดต่างก็เต็มใจที่มาและเต็มใจทำกิจกรรมนี้ร่วมกัน

                พวกเราล่ำลากลุ่มแรกที่เดินทางกลับที่ท่าเรือ หลังจากนั้น ช่วงเช้าเรามีกำหนดการสำรวจหมู่บ้านและบริเวณใกล้เคียง แต่สมาชิกบางคนยังไม่ทันได้เตรียมตัว เพราะเดินลงมาส่งทีมที่จะกลับเฉย ๆ ครั้นจะเดินขึ้นไปอีกก็ไกลและเสียเวลาพอสมควร จึงจำต้องคล้อยตามกลุ่มที่เหลือ ที่จะเดินทางเลาะชายฝั่งแม่น้ำสาละวินไปยัง “สบเมย” ซึ่งมองเห็นอยู่ไม่ไกล

                ความจริงแต่เดิม หมู่บ้านพะละอึ มีโรงเรียนสาขาของสบเมย และมีห้องเรียนชั้นเรียนเป็นของตนเอง แต่ต่อมา ทางโรงเรียนต้องยุบไป เพราะที่โรงเรียบสบเมยมีความพร้อมกว่า และมีบุคลากรครูจำนวนถึง 16 ท่าน มีนักเรียนราว 200 กว่าคน ดังนั้น โรงเรียนสาขาพะละอึ ของสบเมยจึงเหลือเพียงศูนย์เด็กเล็กและการส่งเสริมการศึกษานอกโรงเรียนสำหรับผู้สนใจเรียนรู้ เด็ก ๆ พะละอึ จึงต้องเดินทางไปเรียนที่สบเมยทุกวัน ถ้าเป็นช่วงน้ำลดก็จะเดินเลาะชายฝั่งไปโรงเรียนซึ่งจะเป็นหนทางที่ใกล้กว่า แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูน้ำหลากก็จะเดินไปตามทางหลักซึ่งจะมีระยะทางไกลกว่าราวเท่าตัว ต้องข้ามเขาไป 1 ลูก ระยะทางประมาณ 3-4 กม. น่าจะได้ เด็ก ๆ คนเดินจนชินแล้ว

                เราเดินลัดเลาะไปตามชายฝั่ง บางช่วงจะเป็นร่องน้ำ ซึ่งเกิดจากน้ำที่ไหลมาจากหุบเขาต่าง ๆ จะกัดเซาะตามแนว มาจบกับแม่น้ำสาละวิน ทำให้เกิดร่องน้ำ ช่วงที่เห็นเนินทรายจึงมีขอบตลิ่งที่ลึก บางที่ก็จะแคบ บางที่จะกว้าง ในระยะนี้ พอที่จะก้าวกระโดดผ่านไปได้ แต่บางท่านก็ไม่กล้าเสี่ยง จะเดินลงไปที่ปากน้ำที่เป็นเนินทรายที่เตี้ยกว่า และเดินข้ามไปได้ง่าย  อันว่าการก้าวข้ามผ่านร่องน้ำนี้ ไหนเลยจะหลุดรอดการแสดงโชว์ของเหล่าสามสหายสายฟ้าแล่บ โดยเฉพาะ อ๊อด เมื่อทุกคนผ่านจุดนั้นมาแล้ว เหลือแต่อ๊อดที่อยู่รั้งท้าย นางครุ่นคิดตัดสินใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเลือกที่จะกระโดดข้ามแทนการเดินลงมาที่ปากน้ำ สอ. โกศล แห่งกองร้อยทหารพรานที่ 3602 ที่หมายปองของอ๊อดก็เดินตามมา ต่างคนต่างคอยลุ้นว่าอ๊อดจะกระโดดผ่านหรือไม่ ผมจึงใช้มือถือถ่ายภาพช่วงที่นางกระโดด เผื่อจะได้ช็อตเด็ด แต่ปรากฏว่า นางกระโดดข้ามผ่านมาอย่างเฉียดฉิว แล้วนางก็เดินสะบัดบ๊อบประหนึ่งจะประกาศให้โลกรู้ว่า “ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่กระเทยอย่างนางจะทำไม่ได้”  โอ้ย...ยอมใจนาง เพราะประธานนิวก็ลงไปเดินลุยทรายนวดฝ่าเท้าอยู่เบื้องล่างตรงปากทางน้ำไหลโน่น

 

                เราเดินทางมาถึงโขดหินอันเป็นจุดกึ่งกลางของทางสามแพร่งแห่งแม่น้ำสาละวิน กับ แม่น้ำเมย ที่มาบรรจบกัน แล้วไหลออกไปอีกทิศทางหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ ที่แม่น้ำสายหนึ่งไหลเชี่ยวแรงมาจากทางเหนือประทะเข้ากับแม่น้ำเมยที่ไหล่เอื่อย ๆ มาจากทางใต้ กลายเป็นวังน้ำวน ไหลออกเป็นแม่น้ำตรงกลาง ไหลย้อนเข้าไปยังพม่าก่อนจะย้อนกลับลงทางใต้ลงทะเลอันดามัน ที่เมาะตะมะ สบเมย จึงเป็นชื่อเรียกตามสภาพภูมิประเทศของแม่น้ำสองสายที่มาพบกัน คำว่า สบ ภาษาเหนือแปลว่า พบ เจอ ประสานกัน ซึ่งจะมีความหมายคล้ายกับคำว่า ป๊ะ ซึ่งแปลว่าเจอกัน แต่จะให้กับคนมากกว่า ตัวอย่างเช่น “มาป๊ะอ้ายกบที่สบเมย”

                เมื่อเรามายืนอยู่ที่สบเมย เบื้องหน้าของเราจึงเป็นแม่น้ำสาละวินที่ไหลลับหายกลับเข้าไปยังประเทศพม่า ตรงสบเมยฝั่งไทย ริมฝั่งน้ำ มีแพตลาดอยู่เบื้องล่าง หลังจากพวกเราชมบรรยากาศและถ่ายรูปกันอย่างหนำใจแล้ว เราจึงเดินลงไปเยี่ยมชมตลาดน้ำสบเมย มีร้านขายของที่เป็นแพอยู่หลายร้าน ชาวบ้านจะนำผักที่ปลูกตามท้องถิ่นมาขายที่นี่ด้วย อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ผ้าทอของชาวบ้านวางจำหน่าย ผมเลยซื้อผ้าทอให้แม่ 1 ผืน ราคา 220 บาท ส่วนพี่ ๆ ก็ซื้อกันหลายผืน นอกจากนี้ยังซื้อผักกาดพันธุ์พื้นเมืองและผักขี้หูดมา 1 กำ ราคากำละ 10 บาท เดินผ่านมาอีกนิด มีร้านหนึ่งขายข้าวโพดต้ม ถุงละ 10 บาท เลยเหมามาหมด 4 ถุง แล้วก็พากันเดินขึ้นฝั่งไปยังบ้านสบเมย

                ขอทำความเข้าใจกันนิดหนึ่งว่า อำเภอสบเมยไม่ได้ตั้งอยู่ที่บ้านสบเมย อำเภอสบเมยเป็นอำเภอสุดท้ายทางใต้ที่ติดกับอำเภอท่าสองยางของจังหวัดตาก มีพื้นที่แนวขวาง ตัวอำเภออยู่ใกล้กับทางหลวงหมายเลข 105 แต่บ้านสบเมยคือตำแหน่งที่แม่น้ำเมยมาสบกับแม่น้ำสาละวิน พอเราเดินขึ้นไปจากฝั่งก็เป็นวัดสบเมย มีพระพุทธรูปศิลปะไทยสมัยใหม่หันหน้าไปทางสบเมย วัดแห่งนี้มีพระจำวัดอยู่เพียงรูปเดียว แม้จะมีอาคารอยู่หลายหลัง จึงดูทรุดโทรมไปเพราะไม่มีใครดูแล

            ณ จุดที่เดินขึ้นฝั่งมาตรงหน้าวัดสบเมย ผมเจอเข้ากับสิ่งหนึ่งที่ประหลาดใจไม่น้อย สิ่งนั้นก็คือ “หมุดหลักฐานการระดับ” เก็บความสงสัยมาค้นหาว่า “หมุดหลักฐาน” คืออะไร จึงได้ความรู้ใหม่ว่า หมุดหลักฐาน คือ จุดที่เลือกขึ้นในภูมิประเทศ เพื่อใช้เป็นโครงสร้างของการทำแผนที่นั่นเอง ถ้าเป็นการหาตำแหน่งที่ทำการสำรวจหาตำบลที่แน่นอนไว้ เรียกว่า หมุดหลักฐานทางแนวนอน หรือทางราบ ( Horizontal Control ) แต่ถ้าเป็นจุดที่ทำการสำรวจหาระดับสูงที่แน่นอนไว้ ก็เรียกว่า หมุดหลักฐานทางแนวยืน หรือทางดิ่ง ( Vertical Control )

                ในการสำรวจเพื่อวางหมุดหลักฐาน เพื่อหาระดับความสูงและหาตำบลที่ในภูมิประเทศ เป็นงานที่มีการจัดลำดับความละเอียดถี่ถ้วนของผลงานไว้เป็นขั้น ๆ คือ ถ้าผลงานมีความละเอียด สูงเยี่ยม เรียกว่า งานขั้นที่ 1 ( First Order ) ถ้ามีความละเอียดรองลงมา เรียกว่า งานขั้นที่ 2 ( Second Order ) และเป็นงานขั้นที่ 3 ( Third Order ) และขั้นที่ 4 ตามลำดับ

                หมุดหลักฐานในงานขั้นที่ 1,2 และ 3 ถือเป็นหมุดหลักฐานหลัก ซึ่งจะวางไว้ตามตำแหน่งสำคัญ ๆ ทั่วประเทศเพื่อเป็นหลักในการวางหมุดหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งเรียกว่าหมุดหลักฐานย่อย ซึ่งใช้ประโยชน์ในกิจการเฉพาะอย่าง เช่น การสำรวจทางอุทกศาสตร์ เป็นต้น สำหรับประเทศไทยหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการทำหน้าที่วางหมุดหลักฐานหลัก คือ กรมแผนที่ทหาร

  1.  การวางหมุดหลักฐานในแนวนอน ( Horizontal Control ) ในการวางหมุดหลักฐาน เพื่อการสำรวจทำแผนที่บริเวณหนึ่งบริเวณใดนั้น ความหนาแน่นของหมุดหลักฐานย่อมทำให้การทำแผนที่มีความถูกต้องในด้านทิศทาง และตำแหน่งมีมากขึ้น ในการวางหมุดหลักฐานหลักจึงจำเป็นต้องวางในที่ ๆ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ยอดเขา ทางแยกของถนน คอสะพาน ฯลฯ การวางหมุดหลักฐานในแนวนอนนั้น เมื่อได้วางหมุดหลักฐานหลักตามจุดต่าง ๆ แล้วก็ทำการรังวัดเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกันให้เป็นรูปทรงทางเรขาคณิต แล้วนำผลของการรังวัดเพื่อหาตำแหน่งใช้เป็นหมุดหลักฐานต่อไป

 

  1.  การวางหมุดหลักฐานในแนวยืน ( Vertical Control ) เป็นการสำรวจเพื่อควบคุมความถูกต้องในระดับสูง เรียกว่า งานระดับ ( Leveling ) ซึ่งเป็นวิธีหาระยะความสูงตามแนวยืนของจุดต่าง ๆ บนพื้นโลก (ข้อมูลจาก อุดม   ศิริปัญญา ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์กรุงเทพมหานคร Bangkok GIS)

                เดินไปอีกนิดก็เจอกองร้อยทหารพรานที่ 3602. และเป็นที่ สอ. โกศล พักอยู่พร้อมกับ ทีมอีก 6 นาย ซึ่งดูแลครอบคลุมพื้นที่ไปถึงบ้านพะละอึด้วย ค่อนข้างมีบริเวณที่กว้างไกล ที่นี่มีการปลูกพืชผักสวนครัวด้วย โดยเฉพาะฟักทองกำลังออกลูกผล คณะครัวของเราเห็นอะไรก็อยากได้อยากเก็บมาทำอาหารกันไปทุกอย่าง สมแล้วกับเป็นพ่อครัวแม่ครัว เมื่อเดินออกมาจากฐาน ตชด. ก็มาถึงโรงเรียนบ้านสบเมย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีอาคารหลายหลัง มีอาคารกำเนิดไฟแยกออกไป วันนี้โรงเรียนปิด เพราะมีการแข่งกีฬากลุ่มโรงเรียนที่แม่สามแลบ ในโรงเรียนมีอาคารเก่าแก่หลังหนึ่ง น่าจะเป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาเป็นศาสนสถาน ชั้นบนเป็นพื้นที่เหมือนศาลาวัด ด้านล่างเป็นเหมือนชั้นเรียน คงจะเป็นที่แรก ๆ สำหรับเป็นทั้งวัดและโรงเรียน และคงยังอนุรักษ์ไว้ เพราะตอนนี้มีอาคารเรียนใหม่ ๆ มากมาย ลึกเข้าไปเป็นอนามัยสบเมย ซึ่งมีส่วนในการสนับสนุนกิจกรรมของเราในครั้งนี้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ก็ยังไปช่วยกิจกรรมวันที่เราทำการเปิดคลินิกรักษาพยาบาลเคลื่อนที่ด้วย เจ้าหน้าที่คณะเราจึงแวะเข้าไปพูดคุยทักทาย แต่ผมนั่งพักอยู่ภายนอก

ประวัติโรงเรียนบ้านสบเมย

       โรงเรียนบ้านสบเมย  ตั้งอยู่หมู่ที่ 4  ต.แม่สามแลบ  อ.สบเมย  จ.แม่ฮ่องสอน    ได้ก่อสร้างเมื่อพ.ศ.2534 โดยมูลนิธิฝนหยาดเดียว เริ่มเปิดสอนเดือน ส.ค.2534 และเดือน เม.ย.2535   โรงเรียนถูกระเบิดจากการสู้รบของชนกลุ่มน้อยและพม่าตามแนวชายแดนเสียหายทั้งหลัง

คำขวัญโรงเรียน      จุดบรรจบน้ำสองสาย   งามหาดทรายและโขดหิน   ล่องเรือสาละวิน  ชมถิ่นบ้านสบเมย

ปรัชญาโรงเรียน     การศึกษาดี      มีคุณธรรม       นำการเกษตร     เน้นประชาธิปไตย

สีประจำโรงเรียน     สีแดง - ขาว  

                หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับไปบ้านพะละอึ ผ่านเส้นทางหลัก สังเกตเห็นว่าหมู่บ้านสบเมยแห่งนี้ เป็นหมู่บ้านที่ได้รับความเจริญมากกว่าพะละอึ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและตชด. ได้เล่าให้เราฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อ วันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๖ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ณ บ้านสบเมยแห่งนี้ โดยได้มีพระราชดำริสร้างคลองส่งน้ำมายังหมู่บ้าน 2 แห่ง (ข้อมูลอ้างอิงจากเวปศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 3)      

                นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้ ที่ทรงเสด็จมายังถิ่นทุรกันดานอย่างบ้านสบเมยแห่งนี้ ซึ่งเหตุนี้เองชาวบ้านยังคงเล่าขานสืบต่อกันมาและนับถือพระองค์กันทุกครัวเรือน เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจของชาวหมู่บ้าน

                เราเดินออกมาจากหมู่บ้านขึ้นเขาลูกใหญ่ที่กั้นระหว่างหมู่บ้านสบเมยกับพะละอึ ระยะทางจึงสูงชันขึ้นไปเรื่อย ๆ คณะทีมงานของเราก็อ่อนล้าไปตามกำลังที่เหลือน้อย อีกทั้งก็ใกล้เวลาเที่ยงเข้ามาทุกขณะ ทีมครัวต้องรีบกลับไปปรุงอาหารเที่ยงให้เด็ก ๆ และพวกเราทุกคนด้วย ผมก็เหนื่อยแต่ก็พยายามรีบเดินไปก่อน ด้วยเหตุที่ผมมีภารกิจอย่างหนึ่งในทีมครัว นั่นก็คือ “การหุงข้าว” ทีมครัวมีความยากลำบากในการหุงข้าวอย่างมาก เนื่องจากวัตถุดิบของเราคือข้าวสารเป็นข้าวป่นเหมือนปลายข้าว และจะต้องหุงแบบเช็ดน้ำ เมื่อช่วงเช้าผมได้มีโอกาสหุงข้าว 1 หม้อ (3 ถ้วยข้าวสาร)  การหุงข้าวของผมเคยทำตั้งแต่เด็ก ๆ สำหรับการหุงข้าวแบบเตาถ่าน ซึ่งสมัยนั้นผมจะพยายามช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน เพื่อแบ่งเบาภาระ การหุงข้าวจึงได้รับการฝึกหัดมาตั้งแต่เด็ก ๆ และผมจำได้ว่า เคยนำน้ำข้าวที่ได้จากการรินออกจากหม้อข้าวมาใส่เกลือเล็กน้อยไว้ดื่มกิน ความจริงน้ำข้าวนี้น่าจะมีสารอาหารพอสมควร เพราะเป็นน้ำต้มข้าว การหุงข้าวแบบเช็ดน้ำนี้มันยากตรงที่หากเราไม่รู้ว่าข้าวนั้น อ่อนหรือแข็ง เก่าหรือไม่ อาจจะมีผลต่อการหุงข้าวให้ออกมาเป็นข้าวสวยได้ยาก ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากรินน้ำออกคือการ “ดงข้าว” คือการให้ความร้อนน้อย ๆ (ไฟอ่อน ๆ) ให้หม้ออบไล่น้ำที่เหลือกลายเป็นไอระเหยอบข้าวให้สุกพอดี

                เมื่อผมไปถึงที่พัก รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะเดินทางมาด้วยความเหนื่อยและร้อน เสร็จแล้วผมก็จัดแจงเข้าครัวหุงข้าวก่อนเลย ณ เวลานั้นประมาณ 11.30 น. ผมหุงข้าวในหม้อเล็ก ซึ่งจะถนัดกว่าหุงหม้อใหญ่ แต่จะต้องหุง 2 ครั้ง เพราะวัดจากปริมาณคนแล้ว รวมถึงเด็ก ๆ ด้วย น่าจะต้องใช้ข้าวประมาณ 1 หม้อใหญ่ ผมรีบดำเนินการก่อนที่ครัวจะเริ่ม แม้ว่าจะมีหัวเตา 2 หัว แต่อีกหัวหนึ่งจะต้องทำอาหารเช่นกัน โดยเมนูเที่ยงนี้คือ แกงเขียวหวานลูกชิ้น เจ้านางนนท์นี่ ท่านเป็นต้นตำหรับ ผมนั่งหุงข้าวไป เริ่มรู้ว่าเมื่อเช้าที่หุงต้องใส่น้ำเท่าไหร่ ข้าวเป็นข้าวหัก จึงใช้เวลาหุงไม่นาน ผมใส่น้ำให้ท่วมข้าวเท่าหนึ่ง พอน้ำเดือดสักระยะ ลองตักข้าวมาบีบดู หรือชิมก็ได้จะมีแก่นข้าวแข็ง ๆ อยู่เล็กน้อย ก็เบาไฟให้เหลือน้อยที่สุด ค่อย ๆ พลิกข้าว นี่คือขั้นตอนของการดงข้าวแล้ว คือเมื่อเช้าด้วยความบังเอิญที่ผมใส่น้ำน้อย มันกลายเป็นว่า พอดีกับข้าวที่หุงให้สุกโดยไม่ต้องรินออก ผมเลยรู้ว่าต้องใส่น้ำในระดับใด แล้วค่อย ๆ ใช้ไฟเบา ๆ อบข้าวไปเรื่อย ๆ จนสุก ตักข้าวใส่หม้อใหญ่แล้วหุงใหม่อีกครั้ง ใช้เวลาประมาณครั้งละ 30 นาที เพราะผมหุงข้าว 2 หม้อเสร็จทันแกงเขียวหวานที่ทำอยู่ข้าง ๆ พอดี

                เมื่อหุงข้าวเสร็จ มีวัตถุดิบที่เราซื้อมาจากตลาดสบเมย นั่นคือผักกาดพื้นเมือง ผมจึงจัดแจงแกงใส่ปลาทู ผักกาดพื้นเมืองจะมีรสขม แต่ก็พอทานได้ นอกจากนี้ยังมีผักต้มได้แก่บวบ กระเจี๊ยบเขียว ผักกาดขาว กะหล่ำปลี เอามารับประทานพร้อมกับน้ำพริกกะปิที่เหลือมาจากมื้อก่อน ๆ

                อาหารมื้อนี้เลยเที่ยงมาเล็กน้อย พวกเด็ก ๆ ก็นำจานชามมารับอาหารเที่ยงไปทานกัน พวกเราก็ไปตั้งโต๊ะกินที่เดิม รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นที่มาสมทบก็ได้รับประทานไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่ ครู ตชด. และ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

                หลังจากรับประทานอาหารเสร็จสรรพ กิจกรรมสุดท้ายที่เราจะทำก็คือ “สาธิตการทำน้ำยาล้างจาน” โดยเราได้ซื้ออุปกรณ์และสารตั้งต้นมาไว้พร้อมแล้วจำนวน 2 ชุด เมื่อชาวบ้านซึ่งมาตามนัดและตรงเวลา ก็เริ่มลงมือผสมหัวเชื้อ แล้วให้ชาวบ้านช่วยกันคน เติมน้ำสะอาดลงไป แล้วก็ค่อยใส่ส่วนผสมอื่น ๆ คนจนให้เข้ากัน สุดท้ายก็ใส่น้ำหอมและสี ถือว่าเสร็จสิ้น แล้วก็กรอกใส่ขวดแจกชาวบ้านกันคนละ 2 ขวด ซึ่งคาดว่าคงจะใช้หลายปี ผมเดาเอาเองเพราะว่าไม่แน่ใจว่าเขาจะมีภาชนะอะไรให้ล้างกันมากน้อยแค่ไหน

                เสร็จภารกิจนี้ก็นั่งพักเหนื่อยกันเล็กน้อย เย็น ๆ เราจึงชวนกันไปออกกำลังที่ชายหาด เมื่อวานเห็นเขาเล่นกัน วันนี้เลยอยากไปเล่นบ้าง อีกอย่างทีมครัวทำอาหารแบบไม่หยุดไม่ยั้ง มื้อหนึ่ง ๆ มีตั้งหลายเมนู อยากจะไปออกกำลังเผาพลาญบ้าง ว่าแล้วพวกเราทีมงานสามสหายและทีมครัว ทีมชาวบ้าน เด็ก ๆ บางส่วนก็ลงไปยังสนามแข่งขัน บางกลุ่มเขาไปเล่นน้ำอย่างเดียวเลยไม่สนใจกีฬาอะไรทั้งนั้น หนุ่ม ๆ และทีมงานช่วยกันทำสนาม ตีเส้น หลังจากนั้นพวกเราก็แบ่งทีมกัน โดยมีหนุ่ม ๆ ชาวบ้านมาเล่นด้วย ทีมสตรีเหล็กของเราก็ได้แสดงความสามารถอีกครั้ง เล่นกันไปประมาณ 3 เซ็ต ทำเอาแขนช้ำกันหมด เพราะลูกวอลเล่ย์บอลมันแข็งและเวลามันโดนทรายมากระทบกับแข่น วันหลัง ๆ ก็ช้ำกันเป็นจ้ำ ๆ  

                หลังจากหนุ่ม ๆ ชาวบ้านยอมเล่นวอลเล่ย์บอลกับทีมเราแล้ว เขาก็ชวนคณะเราไปเล่นฟุตบอล อยากจะขอเรียนว่า คณะเราในจำนวน 25 คน เป็นหญิง 10 ชาย 15 แต่มีชายแท้ไม่ถึงครึ่ง แม้จะกลับไปส่วนหนึ่งที่เหลือวันนี้ก็มีแต่ทีมสตรีเหล็ก เสียงอ๊อดพึมพำว่า “คิดยังไงมาชวนกระเทยเตะบอล” งานนี้ ดูจะเลี่ยงยาก เพราะพวกเราต้องทำเพื่อส่วนรวมเป็นการสานสัมพันธ์อีกด้วย ทีมของเราจึงมี เจ้านางนนท์นี่ เจ้าพี่โอ๋ ทีมสามสหาย นังอ๊อด นังน้ำแข็ง นังนินจา ผมและเก๋ แต่ประตูเป็นเด็กของหมู่บ้าน ฝ่ายเขาก็มีหนุ่ม ๆ อยู่ 3 ที่เหลือเป็นเด็ก ๆ เอาละครับ “แมน ๆ เตะบอลกันครัช” ทีมสตรีเหล็ก พบกับ ทีม พะละอึ หากใครได้ 5 ประตูก่อนถือว่าจบเกม พวกเราก็ตั้งอกตั้งใจเล่นกันมาก ล้มลุกคลุกคลาน เหนือยแทบขาดใจ คลุกทรายคลุกฝุ่น ต้องขอพักเป็นยก ๆ ขอเวลานอกนอนแผ่หรา สุดท้ายทีมสตรีเหล็กชนะไปอย่างไม่น่าเชื่อ 5-1 แล้วพวกเราก็วิ่งไปกระโดดลงน้ำสาละวินกัน ก่อนจะกลับขึ้นไปอาบน้ำด้านบนฝั่งอีกครั้ง

                โปรดติดตามตอนต่อไป

(ภาพล่าง) ตลาดสบเมย

ภาพล่าง เครื่องปั่นไฟที่เราขนมาและบริจาคให้กับศูนย์ฯ 

ภาพบน ทางขึ้นเข้าศูนย์ฯ ของหมู่บ้าน 

ภาพล่าง วันแรกที่เราขนของขึ้นมา

(ภาพล่าง) ศิลปะแห่งชายฝั่งสาละวิน โดย ประธาน นิว

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง 

http://oknation.nationtv.tv/blog/KINTARO2/2018/12/16/entry-1

 http://oknation.nationtv.tv/blog/KINTARO2/2018/12/14/entry-1

 

http://oknation.nationtv.tv/blog/KINTARO2/2018/12/15/entry-1



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มัชฌิมาปกร วันที่ : 17/12/2018 เวลา : 12.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม

ขอบคุณแม่หมีและทุก ๆ ท่านที่ติดตามครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แม่หมี from mobile วันที่ : 17/12/2018 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ดื่มกาแฟท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม นี่มันดีสุดๆไปเลย

อ่านเพลินเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน