*/
  • มัชฌิมาปกร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nuiwytg2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-12
  • จำนวนเรื่อง : 193
  • จำนวนผู้ชม : 528727
  • จำนวนผู้โหวต : 475
  • ส่ง msg :
  • โหวต 475 คน
<< เมษายน 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 23 เมษายน 2562
Posted by มัชฌิมาปกร , ผู้อ่าน : 427 , 11:54:15 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน แม่หมี , มัชฌิมาปกร โหวตเรื่องนี้

เที่ยวญี่ปุ่นกับไกด์หนุ่ย 1 โอไฮโย โตเกียว

 

            ช่วงเวลาของชีวิต บางทีก็เป็นไปตามแผนหรือบางครั้งก็เปลี่ยนไปตามสภาพความเป็นไป แต่หลัก ๆ คือการดำรงชีวิตและหน้าที่การงาน ความจำเป็นของบางคนอาจจะไม่ใช่ของอีกบางคน แต่ต้องประสานเพื่อความสอดคล้องและสนองตอบทำให้ความต้องการของอีกฝ่ายได้รับสิ่งที่ประสงค์ นั่นหมายถึง การทำหน้าที่สำหรับฝ่ายเสนอและฝ่ายสนอง

            การทำงานของผมในครั้งนี้ คือการนำเที่ยวประเทศญี่ปุ่น เส้นทาง นาริตะ โตเกียว ฟูจิ ในช่วงฤดูกาลนี้ คือฤดูใบไม้ผลิของประเทศญี่ปุ่น ที่มี 4 ฤดู คือ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง การเดินทางในช่วงนี้จะทำให้ได้สัมผัสอากาศที่ถือว่าเย็นคืออุณหภูมิอยู่ระหว่าง 5-22 องศาเซลเซียสเท่านั้น น้อยกว่าฤดูหนาวในบ้านเราเสียอีก ผมเตรียมตัวตรวจสอบเส้นทางและเชคสถานะจองห้องอาหาร โรงแรม ตรวจสอบผู้โดยสารให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง

คืนวันที่ 15 เมษายน 2562 ออกเดินทาง

เรานัดหมายกันที่สนามบินดอนเมือง เพื่ออกเดินทางด้วยเที่ยวบิน XJ600 22:55 ในฐานะผู้แนะนำการท่องเที่ยว และผู้อำนวยการเดินทางดูแลลูกทัวร์ทั้ง 32 คน รวมเด็ก 4 คน (เดิม 33 แต่ยกเลิก 1 ท่าน) ในครั้งนี้เราแบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ เพื่อที่จะจำง่าย ๆ เวลานัดหมาย 20:30 ที่ดอนเมือง มีเจ้าหน้าที่มาส่งลูกทัวร์และแจกเอกสาร ติด Tag กระเป๋า ให้เรียบร้อย แต่ก่อนหน้านั้น ลูกทัวร์ของผมที่เดินทางมาจากแปดริ้ว ก็โทรมาถามว่านัดเจอกันที่ชั้นไหน เพราะในใบนัดหมายไม่ได้บอกไว้ เขียนไว้แค่ Terminal 1 Counter 4 ด้วยความเคยชินว่าชั้นที่ดูเป็นผู้โดยสารขาออกคือชั้น 3 จึงตอบว่าชั้น 1 ลูกค้าไปรอชั้น 1ซึ่งเป็นผู้โดยสารขาเข้า เลยเกิดการเข้าใจผิดกันเลยน้อย นี่ยังไม่ทันได้ไปเลย จะเดินทางกลับเสียแล้ว แต่สุดท้ายก็หากันเจอนะครับ หลังจากทำการ Check และ Load กระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไปรอขึ้นเครื่อง

แน่นอนว่าการเดินทางไปญี่ปุ่นใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง จากเมืองไทยไปเวลาเที่ยงคืน จะถึงญี่ปุ่นเวลา 6 โมงเช้าบ้านเรา บวกค่าต่างเวลาที่เร็วกว่าอีก 2 ชั่วโมง ก็คือเวลาท้องถิ่นญี่ปุ่น 8 นาฬิกาโดยประมาณ แต่บนเครื่องบินเขาจะปลุกเราตั้งแต่ตี 3 (คือตี 5 ที่ญี่ปุ่น) เพื่อรับประทานอาหาร ด้วยความที่มันเป็นเวลานอนของบ้านเราในเวลาปกติ หลาย ๆ ท่านเลยเลือกที่จะนอนมากว่า ประมาณว่า มันใช่เวลาที่จะตื่นมารับประทานอาหารเวลานี้ไหม ผมเดาเอาว่าทำให้ลูกทัวร์หลาย ๆ ท่าน อดหลับอดนอนไปตาม ๆ กัน หรือไม่ก็คงนอนหลับอย่างกระท่อนกระแท่นเป็นแน่แท้

นับจากที่ประเทศญี่ปุ่นได้เปิดให้ชาวไทยได้เดินทางเข้าประเทศโดยเสรี เมื่อ 1 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นมา ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางหลั่งไหลเข้าออกประเทศญี่ปุ่นอย่างมากมาย ประหนึ่งว่าเป็นประเทศสาขาของไทยไปแล้ว สำหรับในครั้งนี้สำหรับเทศกาลวันหยุดยาวเดือนเมษายนของไทยก็เช่นเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางมาในช่วงนี้  เลยทำให้เกิดความล่าช้า กว่าที่เราจะออกจากสนามบินได้ก็ใช้เวลาไปราว 1 ชั่วโมงกว่า ๆ

ผมได้เชครถบัสที่จะนำเราไปท่องเที่ยวตลอดทริปนี้ ตามข้อมูลก่อนหน้านี้คือรถหมายเลข 1818 คนขับคือ นิชิคาว่า มารับเรา ณ จุดหมาย ที่ Terminal 2 สนามบินนาริตะ เมื่อขึ้นรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เตรียมตัวออกไปแตะขอบกระจกรถบัส เอ้ย ไม่ใช่ เดินทางท่องญี่ปุ่นครับ อุณหภูมิประมาณ 16 องศา สำหรับเช้านี้

วันอังคารที่ 16 เมษายน 2562 การเดินทางวันที่ 2

            จากสนามบินนาริตะ เราใช้รถบัสมุ่งหน้าไปสู่วัด เซ็นโซ (浅草寺) หรือที่รู้จักกันในนามวัดอะซะกุสะ (浅草神社) อยู่ห่างจากสนามบิน ไปด้านเหนือราว 73 กม. ใช้เวลาระมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเราก็เดินทาง ไปถึงที่นั่นในเวลาประมาณ 11 น. ตามความคาดหมาย มีนักท่องเที่ยวมาที่นี่อย่างล้นหลาม เริ่มจากตรงประตูอัสนี หรือ ประตูคะมินะริ ยาวไปตามร้านค้าที่รายรอบ ผู้คนเบียดเสียดกันมากมาย มีเสียงคนไทยคุยกันให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของการอธิษฐานขอพร ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่มากกว่า 1,000 ปี เรามีเวลาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ไม่มาก ก่อนจะเดินไปรับประทานอาหารที่ร้าน วะตามิ อะซะคุสะ จะเป็นอาหารประเภท ไก่สุกี้หม้อไฟ ผมได้หอบเอาน้ำจิ้มสุกี้มาจากเมืองไทยด้วย เพื่อให้ลูกทัวร์ของผมได้รับประทานอาหารอย่างมีความสุขที่ได้ผสมผสานรสชาติของไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน

 

            วันนี้เรามีโปรแกรมแน่นเอี๊ยดเลยทีเดียว เราออกจากอะซะกุสะ ประมาณบ่ายโมงนิด ๆ มุ่งหน้าไปสวนสาธารณะอุเอะโนะ (上野公園)ซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย สวนแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของการชมซากุระ ซึ่งช่วงเวลานี้มันอาจจะร่วงโรยไปเกือบหมดแล้ว แต่เราก็ยังสามารถได้ชมซากุระสีขาวที่กำลังเบ่งบานเต็มต้นอยู่ 1 ต้น ยังพอได้ถ่ายรูปแบบด่วนๆ ก่อนจะเดินทางไปยัง โอวะคุดะนิ  ซึ่งจะอยู่ห่างออกไปราว 123 กม. ทางทิศใต้ ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงนิด ๆ ในระหว่างนี้ ลูกทัวร์ก็จะได้พักผ่อนชดเชยเวลานอนจากเมื่อคืน ไม่ว่าไกด์จะได้พูดอะไรก็จะไม่ได้รับการตอบสนอง ปิดสถานีรับฟัง และหลับใหลไปตามทาง มาตื่นอีกครั้งเมื่อถึงที่หมายแล้ว

            โอวะคุดะนิ เป็นหุบเขาเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ฮาโกเนะ ตั้งอยู่ที่เมือง ฮาโกเนะ จังหวัดคะนะคาว่า ปัจจุบันยังคงมีปล่องกำมะถันประทุอยู่ตลอดเวลา สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านการต้มไข่ด้วยน้ำพุร้อนแล้วเปลือกไข่จะกลายเป็นสีดำ ว่ากันว่า รับประทานไข่ดำที่นี่จะอายุยื่นไป 7 ปี ดังนั้น ทุกท่านก็จะซื้อไข่ต้มที่ขายในร้าน สนนราคา 500 เยน 5 ฟอง ผมก็ซื้อมาครับ

            โอวะคุดะนิ จะปิดเวลา 16:30 น. เรามาถึงก็เกือบ 4 โมงเย็น จึงมีเวลานิดหน่อยที่จะไปชะโงกดูกัน อากาศหนาวเย็นกว่าที่คิด ลมแรง อุณหภูมิ 11 องศา แต่หนาวมาก ลูกทัวร์ผมรู้งานดี รีบมุ่งไปยังห้องน้ำ และแยกย้ายกันเดินไปตามอัธยาศัย หรือไม่รู้ว่า “อัธยาศัย” เป็นใครถึงตามไปทุกที่ ก่อนจะมารวมตัวกันขึ้นรถ เพราะได้เวลาที่ประตูจะปิดแล้ว แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ จะมีเวลาปิดเปิดตามฤดูกาล ไม่ได้เปิดให้ชมตลอดเวลา เมื่อหมดเวลาก็ต้องออกจากพื้นที่ตามกำหนด

            จริง ๆ แล้วเราต้องไปอีกแห่งหนึ่งตามโปรแกรม แต่ด้วยเวลาไม่พอ เราจึงกลับเข้าโรงแรมก่อน คืนนี้เราพักที่โรงแรม ฟูจิ รีสอร์ท โฮเทล (Fuji Resort Hotel) ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทะเลสาบคาวากุจิ ซึ่งจะมองเห็นวิวฟูเขาไฟฟูจิเด่นชัด เย็นนี้เรารับประทานอาหารเย็นที่นี่แบบบุฟเฟ่ มีปูทาราบะ ด้วยครับ พร้อมน้ำจิ้มไทยที่ขนไปอย่างจุใจ คราวนี้มีทั้งน้ำจิ้มสุกี้และซีฟู๊ด โดยเริ่มรับประทานอาหารเย็นตั้งแต่เวลา 18.45 เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ลูกทัวร์ของผมดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เหมือนได้เติมพลัง เพราะอาหารเช้าและเที่ยง ก็ยังคงปรับตัวไม่ได้เท่าไหร่นัก แต่อาหารเย็นนี้ดูจะจัดหนักเสียเหลือเกินครับ เพราะเปลือกปูนี่ไม่สามารถนับจำนวนได้ ทำให้ผมรู้สึกดีใจที่ลูกทัวร์มีความสุขกับการรับประทานอาหารในมือนี้ พร้อมกับได้บริการน้ำจิ้มอย่างเต็มใจ เนื่องจากขนใส่กระเป๋าโหลดมาหนักมากครับ

            อิ่มหนำสำราญกันแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายเข้าที่พัก ด้วยความเหนื่อยล้าและนอนน้อย (แต่ก็นอนนะ )จึงต้องการพักผ่อน ที่นี่มีบริการออนเซ็น บ่อน้ำร้อนด้วย แต่ผมไปอาบตอน 3 ทุ่มกว่า ๆ เลยไม่เจอใคร เพราะเขามาก่อนหน้านี้แล้ว ราตรีนี้ลูกทัวร์ของผมได้หลับใหลแบบไม่ต้องสะกิดหลับสนิทนาน

 

17 มกราคม 2562 วันที่ 2 ของการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่น

            ผมตื่นมาตอนตี 4 กว่า ๆ เพราะนอนไว และตอนหลับสนิท เลยรอให้สว่าง ก่อนจะอาบน้ำแล้วออกมาเดินเล่นในบริเวณนั้น โดยเรามีกำหนดออกจากโรงแรมเวลา 8.15 น. ไปฟูจิ ขึ้นโรปเวย์ที่คาวากุจิ ไปชงชา ไปหมู่บ้านอิยาชิโนะซะโตะ แล้วก็ไปชินจูกุ ป๊าดดด นี่ทัวร์ว๊าปเหรอครับ

            อากาศยามเช้าประมาณ 5 องศาที่โรงแรม มองเห็นฟูจิซังอยู่เบื้องหน้า วันนี้มีเมฆเล็กน้อย ผมเดินไปทางซ้ายของโรงแรม ทำให้เจอซากุระบานเต็มต้นอยู่ข้างถนน และเดินเลยไปอีก เจอซากุระแดง สวยงามครับ ก่อนจะแจ้งให้กับลูกทัวร์มาชมบ้าง เพราะยังมีเวลาก่อนออกเดินทาง

            เราเริ่มไปยังจุดหมายแรกคือภูเขาไฟฟูจิ ที่มีความสูง 3,776 เมตร อยู่ห่างจากโรงแรมเพียงเล็กน้อย ประมาณ 15 นาทีก็ถึง คนขับรถบอกให้ไปที่นี่ก่อน เดี๋ยวคนจะแน่น เราไปถึงก่อนประตูจะเปิดเลยรออยู่ราว 20 นาที ก่อนที่เขาจะเปิดก่อนเวลา 10 นาที คือ 8.50 น. มีรถนำเที่ยวหลายคันมารอคิวอยู่ก่อนหน้า รถพาเราไปตามถนนคดเคี้ยว ทำให้ลูกทัวร์บางคนเกิดอาการปั่นป่วนชวนไม่สบาย ก่อนจะขึ้นไปถึงขั้นที่ 4 ฟูจิมี 9 ระดับครับ ที่รถไปถึงคือ ระดับที่ 5 แต่วันนี้จอดได้แค่ระดับ 4 ไปยืนถ่ายรูปชมวิวกัน ยังคงมีหิมะหลงเหลืออยู่ ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่เลยยังไม่อนุญาตให้เดินทางขึ้นไปที่ชั้น 5 ของภูเขาไฟ

            ได้เวลาเดินทางลงจากภูเขาไฟฟูจิ เพื่อมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบคาวากุจิ และไปนั่งโรปเวย์ ไม่ใช่ โฮปเวลนะครับ อันนั้นสูญเปล่ามาก ๆ เราเดินทางไปถึงที่นั่นประมาณ 10.30 น. แล้วก็เตรียมตัวขึ้นโรปเวย์ คะจิ คะจิ  เพื่อชมทิวทัศน์ของภูเขาไฟฟูจิและทะเลสาบคาวากุจิ รวมถึงต้นซากุระที่อยู่บริเวณนั้นด้วย ถือได้ว่าสวยงามตามคำล่ำลือ ลูกทัวร์ของผมวันนี้ดูสดชื่นกว่าเมื่อวาน ด้วยที่ได้พักผ่อนกันเต็มที่ ซึ่งก็ประกอบไปด้วย กลุ่ม 10 คนในตำนาน กลุ่มครอบครัวคุณหมอต้น 8 คน กลุ่มครอบครัวจากเชียงใหม่ และ ชลบุรี กลุ่มน้องบาส และกลุ่ม 3 แม่ลูกก็ครบ 32 พอดีครับ หวยออก 23 มีคนแซวตั้งแต่ตอนเชคกระเป๋าที่สนามบินดออนเมืองแล้ว

            เราชื่นชมบรรยากาศได้สักพัก ก็ลงมารับประทานอาหารที่ คาวะกุจิโค โซ เป็นหม้อไฟ โทบัง ยากิ น้ำจิ้มของผมยังใช้ประโยชน์ได้อีกสำหรับมื้อนี้ หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปดูพิธีชงชากัน ที่ข้างทะเลสาบอีกด้านหนึ่ง ที่ร้านชงชานี้ มีห้องสาธิตการชงชา และมีอาจารย์สอนพร้อมอุปกรณ์การชงชาให้ทุกคนได้ฝึกทำกัน และมีสินค้าของทางร้านจำหน่ายอยู่ด้านล่าง ในบริเวณริมทะเลสาบด้านนี้นี่เอง ที่มีวิวของแนวต้นซากุระกำลังเบ่งบาน จึงเป็นโอกาสของลูกทัวร์ของผมได้มาถ่ายรูป และเดินชม เสียดายที่ถ้ามีแดด หรือท้องฟ้าเปิดกว่านี้ จะได้แสงที่สวยและมองเห็นฟูเขาไฟฟูจิชัดเจนแน่นอน แต่เท่านี้ทุกคนก็ดูจะอิ่มเอมกันถ้วนหน้า

            เสร็จจากตรงนี้เรายังคงเดินทางกันต่อ เดี๋ยวจะมาเล่าในตอนที่ 2 ครับ  สำหรับในช่วง 3 วันนับจากวันเดินทาง ผมถือว่าโชคดีที่ได้ต้อนรับลูกทัวร์ที่น่ารัก มีวินัย และมีน้ำใจต่อกัน ตรงต่อเวลา มีความเป็นกันเอง ทำให้การเดินทางและการท่องเที่ยวเป็นไปด้วยความราบรื่น ขอขอบคุณลูกทัวร์ที่น่ารักทุกท่านมา ณ โอกาสนี้นะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน