*/
  • มัชฌิมาปกร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nuiwytg2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-12
  • จำนวนเรื่อง : 202
  • จำนวนผู้ชม : 544945
  • จำนวนผู้โหวต : 476
  • ส่ง msg :
  • โหวต 476 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม 2562
Posted by มัชฌิมาปกร , ผู้อ่าน : 477 , 20:44:54 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน แม่หมี , wullopp โหวตเรื่องนี้

สาละวิน ๖๒ (๒) เรือขนควายสำราญ

                วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๒

เราออกเดินทางกันต่อไปยังท่าเรือแม่สามแลบในเวลาประมาณ ๗ โมงกว่า ๆ ไปตามถนนหมายเลข ๑๑๙๔ โดยผมไปกับรถของ ตชด. หนุ่ม อากาศช่วงนี้เป็นช่วงที่หนาวเย็น ช่างเป็นใจเสียนี่กระไร ผมไม่ค่อยได้สนใจสองข้างทางเท่าไหร่นัก เพราะเคยมาหลายรอบแล้ว ก็เลยคุยกับคนขับไปสัพเพเหระ จนไม่นานนัก รถก็มาถึงจุดหมาย ที่ท่าเรือแม่สามแลบ     บ้านแม่สามแลบ  มีชื่อเรียกตามภาษากะเหรี่ยงว่า “ซอเลอะท่า” ซึ่งเป็นชื่อลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน (ปัจจุบันเรียกแม่น้ำสามแลบ) ก่อตั้งเมื่อปี 2504 มีนายละหม่อง  กับนางพอช่า หลบหนีภัยสงครามจากประเทศพม่าเข้ามาบุกเบิกเป็นที่พักพิง ผู้คนที่อาศัยอยู่เป็นชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ไทใหญ่ และกระเหรี่ยงนับถือศาสนาอิสลาม โดยเป็นหมู่บ้านบริวารของบ้านห้วยกองก๊าด เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ หมู่บ้านจึงสร้างบนฝั่งยื่นลงไปในแม่น้ำสามแลบ เหลือถนนแคบ ๆ ไว้สัญจร แบบรถสวนกันแทบไม่ได้ หมู่บ้านเรียงรายไปจนถึงท่าน้ำสาละวิน ซึ่งจะมีร้านค้า และหน่วยงานราชการเช่น ป่าไม้ อนามัย โรงเรียน อยู่ถัดออกไป

                เนื่องจากเป็นทำเลที่เหมาะ และการเดินทางที่สะดวกขึ้นจากการติดต่อกับทางอำเภอและจังหวัด ท่าเรือแม่สามแลบจึงเป็นจุดรวมการสัญจรทางน้ำแห่งสาละวิน  แม่น้ำสาละวินคนพื้นที่เรียกว่าแม่น้ำคง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับ ๒ ของเอเชียรองจากแม่น้ำโขง มีต้นกำเนิดจากการละลายของหิมะเหนือเทือกเขาหิมาลัย

                เมื่อรถทุกคันมาถึงพร้อมกันแล้ว เราจึงลำเลียงข้าวของสัมภาระลงเรือ เรือที่เราใช้นี้เรียกว่า “เรือขนควาย” ที่เรียกเช่นนี้ ผมก็นึกว่าเขาพูดกันเล่น ๆ ตลก ๆ พอขากลับเห็นเรือลักษณะเดียวกันนี้ ขนควายและวัวเต็มลำเรือ กำลังจะแล่นออกจากท่าไป เลยต้องนึก “อ๋อ” อยู่ในใจ นี่เราก็คงไม่ต่างจากวัวควายเหล่านี้เลย การลำเลียงข้าวของนี่ถือว่าเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากตลิ่งสูง พอเขียนคำนี้เลยนึกถึงวรรณกรรมเรื่อง “ตลิ่งสูง ซุงหนัก” เป็นนวนิยายของ นิคม รายยวา ได้รับรางวัลซีไรต์ ผมเคยอ่านสมัยเรียนมัธยมต้น 

                ความจริงผมเป็นคนไม่ค่อยชอบการเดินทาง ทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นทะเล แม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นแหล่งน้ำ ผมจะมีความหวาดหวั่นอยู่ในใจ เวลาไปทะเล นั่งเรือ นั่งแพ ก็มีวิตกเล็กน้อย ไม่ได้มีความหลังอะไรกับน้ำ แต่อาจจะเป็นเพราะความรู้สึก หรือธาตุไม่ถูกกับน้ำหรือเปล่า เพราะถ้าเรือล่มแล้วเราอาจจะไม่รอดแน่นอน อันนี้คิดไปเอง แต่พอไปบ่อย ๆ ก็เลยคิดว่า เอาเถอะถึงคราวจะไม่รอดก็คงไม่รอด ถึงกระนั้นผมก็มานั่งเรือที่สาละวินนับได้ ๓-๔ ครั้ง รวมครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่ ๕ ได้ยินเขาเล่าถึงเรือล่มบ่อย ๆ ล่าสุดก็ปีที่ผ่านมา และปี ๕๘ 

                ทุกคนมาครบกันหมดแล้ว เรือค่อย ๆ ขยับตัวออกจากท่า หันหัวเรือไปทางเหนือ ผมถามประธานนิวว่า คนครบแล้วใช่ไหม  ประธานตอบอย่างมั่นใจว่า “ครบแล้ว” เรือกำลังจะตั้งลำ เพื่อทะยาน ขึ้นเหนือต้านกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ทันใดนั้นเอง มีเสียงตะโกนมาจากทางฝั่ง ทุกคนบนเรือก็หันไปพร้อม ๆ กัน มีคนวิ่งตามเรือมา “โบกมือหยอย ๆ บอกน้อยจะไปชายแดน....” อ้าว “ผู้โดยสารโดดพลาด ผู้โดยสารโดดพลาด” มีอีกคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ขึ้นเรือ นั่นก็คือ พี่แจ๊ค ธนพล เอ่อ ไม่ใช่ละ พี่แจ๊คที่มากับท่านประธานนิว นั่นแหละครับ คราวนี้มีฮา เพราะพี่แจ๊คแกไปซื้อรองเท้า เพราะมันชำรุดกระทันหัน ดีที่เรือยังออกไปไม่ไกล จึงหันหัวเรือมารับได้ทัน บุญรักษาพระคุ้มครอง

                เนื่องจากปีนี้มีสมาชิกใหม่เยอะพอสมควร ลำพังสมาชิกเก่านี่ก็จำไม่หวาดไม่ไหว ปีที่แล้วยังพอมีเวลาเจอกันหลายวัน ปีนี้ เจอกันแค่ ๔ วัน และไม่มีการแนะนำกันแต่เนิ่น ๆ คุยกันไป แต่ไม่ทราบชื่อครับ (มารู้เอาทีหลังตอนทำกิจกรรมแล้วเขาแจกป้ายชื่อ ความจริงน่าจะแจกตั้งแต่วันแรก จะได้เรียกชื่อถูกนะครับ) สายผมก็คือ หมอเก๋ (จริง ๆ ไม่ได้เป็นหมอหรอก ผมชอบเรียก) สายหมอเก๋ ก็จะมี น้ำแข็ง อ๊อด ผม และผมก็ได้เชิญสมาชิกใหม่ ได้แก่ พี่เมฆ และพี่เมฆก็ชวนน้องแพนมาด้วย เดี๋ยวค่อยทำความรู้จักกัน

  

              เรือขนควายหลายแรงม้า พาพวกเราและข้าวของเกือบเต็มลำเรือ รวมถึงข้าวสารที่จะเอาไปแจกชาวบ้าน เรือแล่นทวนน้ำขึ้นไปทางเหนือ แม่น้ำคง หรือ แม่น้ำสาละวินเป็นเส้นแบ่งเขตแดนประเทศ แต่การที่เรือจะวิ่งอยู่ในเขตประเทศของใครมันก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะร่องน้ำมันไม่ได้อยู่ตรงกลาง บางทีมันก็ไปทางซ้าย บางทีมันก็ไปทางขวา แล้วเรือมันก็ต้องวิ่งตามร่องน้ำ ขืนวิ่งตามเส้นแบ่งคงจะได้เกยตื้น ชนแก่ง ชนโขดหินกันบ้างละ ก็ถือเป็นการอนุโลมในการสัญจรบนเส้นแบ่งประเทศทางน้ำ แบบไม่มี ตม. คอยตรวจนะครับ สมัยก่อนคนแถบนี้เลยข้ามไปข้ามมาเป็นว่าเล่น คนที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ก็ได้รับอิทธิพลจากสงครามชนชาติในช่วงหลายสิบปีก่อน เนื่องจากเรือวิ่งทวนน้ำทำเช่นเดียวกับปลาเป็นว่ายทวนน้ำ (ความจริงไม่เกี่ยวกันเลย) ทำให้ความเร็วทำได้ไม่ดีนัก เสียงเครื่องยนต์เรือดังสนั่นหวั่นไหว ผมลืมเอาที่อุดหูไปด้วย ตอนไปนั่งแถวท้ายเรือนี่หูอื้อไปหมด  ผมเคยเดินทางทวนน้ำขึ้นมาหลายครั้ง รอบแรกคือมาหมู่บ้านท่าตาฝั่ง  ครั้งต่อมาคือไปไกลกว่าเดิมคือ จอซิเดอ และไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะไกลที่สุด

                สองฟากฝั่งแม่น้ำสาละวินยังคงงดงามตามธรรมชาติ อุดมไปด้วยป่าไม้และทิวทัศน์ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ป่าไม้ในฝั่งไทยนั้น เบาบางกว่าฝั่งพม่า อาจจะเป็นเพราะในสมัยก่อน มีการทำสัมปทานป่าไม้ เพราะป่าลุ่มน้ำสาละวินเต็มไปด้วยไม้สัก ทางการมีการส่งเสริมให้ตัดไม้ขาย เพราะเป็นรายได้หลักของคนพื้นเมือง และได้ส่งส่วยให้กับหัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ เวลาผ่านไป เราจึงหลงเหลือป่าที่ฟื้นตัวมาจากยุคที่มีการตัดไม้ เช่นเดียวกับหนังเรื่อง “สาละวิน”

                ที่คณะเราต้องใช้เรือขนควายนี้ก็เพราะว่า สัมภาระและข้าวของที่จะนำไปใช้ในกิจกรรม รวมถึงของบริจาคมีมากมาย นี่ขนาดส่งขึ้นไปล่วงหน้าแล้วรอบหนึ่ง ผู้โดยสารคณะเรามีทั้งหมด ๓๘ ชีวิต คนขับเรือ ตชด. และครูอีก ๕ ชีวิต บนเรือเรามีข้าวกล่องที่ทางคณะได้เตรียมไว้ให้ อาหารเช้ามีผัดกะเพรา กับผัดพริก ไข่ดาว  พื้นที่บนเรือกว้างพอที่ทุกคนจะได้นั่งพักผ่อนกันตามอัธยาศัย ระยะทางจากแม่สามแลบถึง “จอท่า”  ไกลแค่ไหน  ตอนนั้นยังไม่มีใครทราบ เราลงเรือตอนประมาณ ๙.๓๐ น. กิจกรรมบนเรือก็ได้แก่ นั่ง กิน นอน ส่วนใหญ่จะนอนเอาแรง ส่วนผมนอนไม่ได้เลย เพราะมานั่งท้ายเรือ เครื่องเรือดังมาก ส่วนห้องน้ำชายก็เชิญที่ท้ายเรือครับ น้ำแข็งสมาชิกกลุ่มผม จัดเป็นคนแรกเลย ไปยืนแอ่นที่ท้ายเรือ ไม่รู้ว่าขอขมาเจ้าแม่สาละวินหรือยัง

                เรือแล่นไปเรื่อย ๆ ดูแล้วคนขับเรือมีความชำนาญมาก บางช่วงเกาะแก่ง มีน้ำวน บางช่วงเป็นน้ำเชี่ยว คนขับเรือก็สามารถใช้เทคนิค ชลอเรือ แล้วขับผ่านไปได้อย่างปลอดภัย สองฝากฝั่งแม่น้ำสาละวิน เป็นทิวทัศน์ที่ดูเพลิดเพลินจำเริญตา บางช่วงจะมีหมู่บ้านทั้งฝั่งไทยและฝั่งพม่า เรือแล่นฝ่ากระแสน้ำไปทางเหนือ ประมาณ ๑ ชั่วโมงก็จะถึงหมู่บ้านท่าตาฝั่ง ที่นี่มีบ้านพักของป่าไม้สมัยสัมปทานป่า ตอนนี้กลายเป็นบ้านพักรับรองสำหรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาแถบนี้ บ้านท่าตาฝั่งค่อนข้างเจริญ ผมเคยมามอบของให้โรงเรียนนี้สมัยที่ ครูเสกสรร (ครูไทยใจเกินร้อย) เป็นผู้อำนวยการ มาพร้อมกับทีมงานของพี่มด ๒ ครั้ง เคยมาทางรถยนต์ครั้งหนึ่ง เนื่องจากเรามาไม่ทันเวลาของเรือ คือมาช่วงเย็น เพื่อความปลอดภัย เรือจะไม่ให้บริการในช่วงเย็นเป็นต้นไป เราจึงต้องใช้เส้นทางรถยนต์ลัดเลาะจากบ้านแม่สามแลบไปบ้านท่าตาฝั่ง ใช้เวลาเกือบ ๓ ชั่วโมง

                ช่วงนี้แม่น้ำสาละวินมีระดับน้ำที่ลดลง การเดินเรือจึงต้องระมัดระวัง เพราะจะมีเกาะแก่งโขดหินและความเชี่ยวของกระแสน้ำบางช่วง หากเป็นเรือเล็กอาจจะประสบอุบัติเหตุได้ง่าย ผ่านมาได้ประมาณ ๓ ชั่วโมง ผมเห็นกลุ่มของพี่เขียวเอามะม่วงเบา ซึ่งจริง ๆ มันก็หนักอยู่เหมือนกัน (มันเป็นชื่อพันธุ์มะม่วง) มานั่งจิ้มกินกัน ดูแล้วน้ำลายไหล แต่ผมกลัวว่าถ้ากินเปรี้ยวแล้วปวดท้องจะต้องทำไง พี่เขียวบอกว่าให้หย่อนก้นออกไปนอกเรือ  แหม..เรือสำราญของเรานี่เด็ดจริง ๆ มาถึงหมู่บ้านของไทยริมฝั่งแม่น้ำ คือบ้านแม่ดึ๊ คนขับเรือจอดให้เราลงไปปลดปล่อยของเสีย ๒๐ นาที ก็เป็นบทพิสูจน์ความจริงอีกอย่างหนึ่งว่า ระหว่างสุภาพบุรุษกับสุภาพสตรีใครปัสสาวะไกลกว่ากัน ผู้ชายเดินไปตามชายฝั่ง ผู้หญิงเดินขึ้นหมู่บ้าน

                แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับ ๒๖ ของโลก แต่ไม่มีช่วงใดเลยที่ไหลผ่านประเทศไทยทั้งสายน้ำ ปัญหาในอนาคตที่กำลังจะเกิดก็คือ จะมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินในพม่าถึง ๕ จุดด้วยกัน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงมาแล้ว มนุษย์คือผู้สร้างและมนุษย์ก็คือผู้ทำลาย แต่ยังมีมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งที่คอยเยียวยารักษาโลกนี้ไว้เท่าที่กำลังตนจะมี ซึ่งมนุษย์ทั้งสามกลุ่มนี้อาศัยอยู่บนโลกเดียวกัน

                บนเรือขนควายที่บรรทุกคณะเรานี้ ต่างคนต่างใช้เวลาของตนไปบนเรืออย่างสำราญ พอถึงเวลาอาหารเที่ยงเราก็มีให้รับประทานกันเพรียบพร้อม ข้าวเหนียวหมูทอดน้ำพริก ซึ่งทีมงานเตรียมมาให้ น้ำพริกอร่อยครับ นอกจากนี้เรายังมีเสบียงที่หอบหิ้วกันมา เผื่อว่าระหว่างทางในช่วงต่อไปเราจะหมดพลังงานเสียก่อน ตอนนี้บางกลุ่มก็นั่งคุยกัน บางคนก็นอน บางคนก็ถ่ายภาพสองฝั่งแม่น้ำ บางคนก็นั่งกระพริบตาเฉย ๆ แต่ในใจไม่รู้คิดอะไร ส่วนผมคิดว่าขอให้เดินทางโดยปลอดภัย และถ้าเรือล่มเราจะว่ายน้ำไปทางไหนที่ใกล้ฝั่งที่สุด คือมันเป็นการวางแผนเรื่องการเกิดเหตุฉุกเฉินตามสไตล์ญี่ปุ่นนะครับ แต่น้ำบางช่วงดูไหลแรงน่ากลัว บางช่วงก็เหมือนน้ำนิ่งแต่ไหลลึก

                นี่เราเดินทางมาแต่เมื่อเย็นของวันวาน ยกเว้นพี่เขียวเดินทางมาตั้งแต่เย็นของวันก่อน ไม่นับคนอื่น ๆ ที่ขับรถมาเอง หรือเดินทางมาล่วงหน้าแล้วมาเจอกันที่ท่าเรือแม่สามแลบ เวลาก็คล้อยบ่ายแล้ว พวกเรายังอยู่บนเรือ แต่แปลกที่ผมไม่รู้สึกเบื่อหน่ายบนเรือ แม้จะไม่มีอะไรทำ คือเดินไปเดินมาแล้วก็ถ่ายรูป ถ่ายภาพเคลื่อนไหว สายน้ำ เรื่อยเปื่อย กว่าเรือจะถึงจุดหมายของเส้นทางเดินเรือที่บ้านจอท่า ในเวลาประมาณ ๔ โมงเย็น สรุปเราใช้เวลาเดินทางโดยเรือประมาณ ๗ ชั่วโมง นานกว่าบินไปญี่ปุ่นอีก แต่ก็เฉย ๆ ครับ เพราะเราตั้งใจมา และเต็มใจมา จุดหมายของเรายังอยู่อีกไกล ที่ผ่านมาแค่นั่ง ๆ นอน ๆ นับแต่นี้ไป จะต้องเดินละครับ

                แน่นอนว่า การมาทำกิจกรรมอาสาสมัคร ทุกคนต่างรู้ดีว่า ไม่มีใครบังคับ และทุกคนก็รู้อีกนั่นแหละครับว่า มันจะต้องใช้ความทรหดอดทนที่จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคในเบื้องหน้า แต่ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่จะต้องพบเจอนั้นจะหนักหนาสักเพียงไหน เหนือสิ่งอื่นใดขอให้เราเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม และรับผิดชอบตัวเองให้ดี เมื่อทุกคนรู้หน้าที่มีวินัยกับตนเองแล้ว เราจะไม่เป็นภาระให้กับคนอื่น นอกจากนี้เรายังสามารถช่วยเหลือและทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

                การที่คนกลุ่มหนึ่งจะมารวมกันเพื่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้บรรลุตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายนั้น ก็ด้วยทุกคนจะต้องรับรู้และเข้าใจในเป้าหมายหลักก่อน และแตกแยกออกมาตามภาระกิจย่อย ๆ จนถึงรายบุคคล คือเริ่มจากตัวเรา แม้ว่าเราจะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ความเป็นส่วนตัว แต่เมื่อต้องอยู่กันเป็นสังคมและหมู่คณะแล้ว เราต้องปรับลดตัวตนของเราให้เข้ากับกลุ่ม เราเรียกส่วนนั้นว่าระเบียบวินัยของสังคมเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของจารีตประเพณีหรือกฎที่ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อหน่วยย่อย ๆ เข้าใจและรับรู้ถึงบทบาทหน้าที่ส่วนตัวดี ย่อมสามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้องและทำให้สังคมประสานกันได้อย่างกลมเกลียว เพื่อมุ่งประโยชน์และทำให้บรรลุเป้าหมายหลัก โดยต้องลบข้อบกพร่องและความเป็นตัวตนของตนออกไป ด้วยการปรับตัว แก้ไข หรือทำให้เป็นไปตามกฎหมู่ที่ถูกต้องเหมาะสม  ประเทศที่เจริญแล้วเริ่มต้นจากตรงนี้ ดูเหมือนง่ายแต่ความจริงแล้วมันเป็นจิตใต้สำนึกที่เราไม่อาจบอก สอน บังคับให้ใครคิดและเป็นไปอย่างที่เราต้องการได้ สังคมใดที่มีบุคลากรที่เข้าใจในบทบาทของตน รับผิดชอบในหน้าที่และรักษาระเบียบวินัยได้ดี สังคมนั้นจะเจริญและมีความมั่งคั่งมั่นคง

                เมื่อเรือจอดเทียบฝั่งที่บ้านจอท่า นับแต่นี้ไปสิ่งที่เราจะประสบพบเจอนั้นหนักหนายิ่งนัก จากที่เดินทางกันมานานนั่งรถลงเรือว่าลำบากแล้ว ยังมีสิ่งที่เข็มขัดสั้น คาดไม่ถึง นี่คือจุดพีคของการทำกิจกรรมในครั้งนี้ ผมเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่ เราทยอยขนของลงจากเรือ แต่เราจะทิ้งของบางส่วนไว้บนเรือ คือของที่เราไม่ได้นำไปใช้ในหมู่บ้าน แต่จะใช้ในวันสุดท้ายที่เราจะพักค้างแรมอีกแห่งหนึ่ง ของที่จะขนขึ้นไปก็ควรจะแบ่งเป็นชุด ๆ ได้แก่ ของส่วนใช้ส่วนตัวที่เป็นกระเป๋าของแต่ละคนจะต้องแบกขึ้นไป (อันนี้ทุกคนทราบดีจากการสื่อสารของคณะทำงานก่อนหน้า) ของที่จะนำไปทำกิจกรรมของกลุ่ม และของที่จะนำไปแจกชาวบ้าน ที่หนักสุดคือ “ข้าวสาร” จำนวนมาก  ชาวบ้านที่มารอรับช่วยขนของ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ทราบว่ามารอกันตั้งแต่ยามใด แต่เดาว่าน่าจะมารอนานแล้ว และคงยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยง ความวุ่นวายและความมหัศจรรย์จะเริ่มบังเกิดนับแต่นี้ไป ไม่ว่าจะส่วนตัวและส่วนรวม ดังจะได้กล่าวถึงในตอนต่อไป

 

 

ยามเรือแล่นแดนนาวาสาละวิน   กั้นสองถิ่นดินแดนไทยใกล้พม่า 

เห็นสองฝั่งยังสดใสไพรพนา      คนและป่าหากินแผ่นดินทอง

อยู่แค่มี มีพออยู่ คู่ดินฟ้า            อยู่ให้ดี ให้มีค่า อย่าเศร้าหมอง

อันโลกหนึ่ง ศิวิไล ใจลำพอง      โลกหนึ่งของ ชาวป่า ค่าของคน

ต่างคนต่าง ห่างไกล เพียงใจพบ  โลกหนึ่งลบโลกหนึ่งสร้าง ช่างสับสน

ชีวิตหนึ่ง ถึงเรียนรู้ อยู่เป็นคน      ที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตาพาสุขใจ

สาละวิน สาละวน คนเสาะหา      ถึงเวลาพาใจให้สดใส

เอากำลังความหวังล้นบันดลใจ    บันทึกไว้ในวนา "สาละวิน"

 (มัชฌิมาปกร ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๒)



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มัชฌิมาปกร วันที่ : 15/12/2019 เวลา : 12.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม

ขอบคุณครับ ที่ติดตามและติชมให้กำลังใจครับ

ความคิดเห็นที่ 2 มัชฌิมาปกร ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 14/12/2019 เวลา : 09.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านเพลิน ชื่นชมคนทำความดีค่ะ

นานๆจะเห็นเขียนบทกลอน ชอบค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 มัชฌิมาปกร ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 14/12/2019 เวลา : 09.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอชื่นชม
อนุโมทนา
สาธุ สาธุ สาธุ
กับ

การลงมือทำดี
ของ
ตชด.
คุณครู
และ
ทุกๆ ท่าน ด้วยความเคารพ ครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน