*/
  • มัชฌิมาปกร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nuiwytg2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-12
  • จำนวนเรื่อง : 202
  • จำนวนผู้ชม : 544915
  • จำนวนผู้โหวต : 476
  • ส่ง msg :
  • โหวต 476 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม 2562
Posted by มัชฌิมาปกร , ผู้อ่าน : 428 , 12:13:48 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน รักพงษ์ , แม่หมี และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

สาละวิน ๖๒ (๓)  จอปร่าคีแดนสวรรค์

เย็นวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เวลาประมาณ 4 โมง

ท่าเรือบ้าน จอท่า มีเรือลำเดียวที่จอดเทียบ  นั่นคือเรือของคณะเรา หลังจากที่แรมรอนมากว่า 7 ชั่วโมงบนเรือ แบบไม่ค่อยจะมีกิจกรรมอะไรทำนอกจากนั่ง ๆ นอน ๆ เอาแรงไว้เดินทางในช่วงสุดท้าย ในการเดินทางของทริปนี้ นั่งรถทัวร์ ลงเรือ และ เดิน ครับ

                บนเรือมีข้าวของมากมาก ทั้งเสบียง ของส่วนตัว ของทำกิจกรรมและบริจาค ปัญหาแรกที่เราคาดไม่ถึงก็คือ การจัดการกับข้าวของและเสบียง ส่วนหนึ่งเราจะทิ้งไว้บนเรือ ซึ่งจะเป็นส่วนน้อย เราทยอยลำเลียงของขึ้นเรือไปไว้บนฝั่ง มีชาวบ้านและเด็ก ๆ มารอรับ และช่วยขนของเราไปยังโรงเรียนบ้านจอปร่าคี หรือ รร. ตชด. 905 คือจุดหมายของเรา การขนของนี่เองที่เกิดปัญหา เนื่องจากของมีจำนวนมาก และของมีความจำเป็นต้องใช้ต่างกัน แต่คนขน ไม่รู้ลำดับความสำคัญของการใช้ของ ถ้ามีคนจำนวนมากพอที่จะขนของไป อันนี้ก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ของมีจำนวนมากกว่าคนนี่เอง ทำให้ของจำนวนหนึ่ง ไม่ได้ถูกขนไป และมีของบางส่วนไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ถูกขนไป ด้วยความผิดพลาดในการสื่อสารและบริหารจัดการ อันจะส่งผลให้เกิดปัญหาในภายภาคหน้า และมันเป็นความท้าทายสำหรับคณะเราที่จะต้องแก้โจทย์เหล่านั้นให้ได้

                ด้วยเวลากระชั้นเข้ามาแล้ว ทุกคนพอรู้คร่าว ๆ ว่าระยะทางจนถึงที่หมายน่าจะราว 11 กม. และตอนอยู่บนเรือมีบางท่านประมาณไว้ว่า คณะเราน่าจะไปถึงสุดท้ายในเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ทีแรกผมคิดว่า ไม่น่าจะขนาดนั้น หลังจากที่ขนของลงจากเรือแล้ว ผมก็สะพายเป้ส่วนตัวน่าจะมีน้ำหนักราว 10 – 15 กก. พยายามเอาของเบา ๆ มา เสื้อผ้าก็หาแต่ผ้าเบา ๆ และเอาเฉพาะของที่จำเป็นไป จะได้ไม่หนักมาก มีขนมปังรถทัวร์ติดมาด้วย ชาวบ้านก็ขนของออกไปแล้ว เพราะชาวบ้านก็คงรีบเหมือนกัน และคาดว่าคงมารอรับคณะเรานานแล้ว เอาเป็นว่าทุกคนก็ต้องรีบเดินไปให้ถึงจุดหมาย เมื่อผมเตรียมตัวเสร็จแล้ว ผมก็ไม่ฟังเสียงอะไรทั้งนั้น และไม่รอใคร คิดว่าดูแลตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ ผมหันหลังให้เรือแล้วแบกเป้เดินลุยทรายขึ้นฝั่งไป มีเด็ก ๆ เดินน้ำหน้าอยู่ 3 คน ช่วงแรก ๆ ก็จะมีพี่เขียว และ เก๋ เดินตาม ๆ กัน ผมขอแซงไปก่อน ยังไงเสีย ลา ก็เร็วกว่า เพราะลาไปก่อน

                เมื่อพ้นจากฝั่งแม่น้ำก็ทะลุเข้าป่า มีลำธารเล็ก ๆ ที่เราต้องเดินข้ามไป ทางเดินก็จะเป็นแค่ทางเท้าสำหรับคนเดินเพียงช่องเดียวเท่านั้น ถือเป็นทางสัญจรที่แคบมาก ทางมีแต่ขึ้นเขา ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ พื้นที่ช่วงแรก ๆ นี้เป็นป่าไผ่ แค่เนินแรก ก็ทำให้เกิดอาการ “ซัมแฮ่ก” เสียแล้ว แต่ก็ยังอดทนเดินต่อไปได้อยู่ เดินมาได้สักราว 500 เมตร ผมนึกขึ้นได้เลยใช้มือถือจับระยะทาง เพราะมันไม่ได้ใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ต ทุกคนมีน้ำเพียงขวดเดียวขนาดประมาณ 500 มล. แต่ผมมีเครื่องดื่มชูกำลัง 2 ขวด

                เวลาช่างเดินเร็วเหลือเกิน หรือว่าเพราะเราเดินช้า 5 โมงกว่าแล้ว เครื่องวัดระยะทางจากมือถือ บอกระยะทางเป็นระยะ ๆ ความเร็วการเดินเท้าของผมตอนนี้อยู่ราว ๆ 17 นาทีต่อกิโลเมตร เดินมาได้สัก 3 กม. ใช้เวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมง เดินไปเจอทีมมอเตอร์ไซค์ อ้าว...มีมอเตอร์ไซค์ด้วยเหรอนี่ ทางไปก็ไม่กว้างนัก ทีมมอเตอร์ไซค์มารอรับช่วงเอาของขึ้นท้ายรถนี่เอง ไม่ได้มารอรับเราแต่อย่างใด เด็ก ๆ ที่ขับมอเตอร์ไซค์จะเป็นวัยรุ่น ส่วนเด็กเล็ก ๆ น่าจะ ป. 5 – ป.6 จะเดินแบกของที่เหมาะกับตัวเองไป น้องที่นั่งรอตรงนั้นบอกว่า “ครึ่งทางละครับ” ได้ยินแบบนั้นผมก็คิดว่า 3 กม. กว่านี่ครึ่งทางแล้วเหรอ มันใช่ไหมนะ แล้วผมก็เดินต่อไป  ข้างหน้าผมมีหมอแอ้มเดินนำไปก่อน ความจริงผมก็พยายามจะเดินไปพร้อม ๆ กับหมอแอ้มนั่นแหละครับ แต่เดินไม่ทัน เพราะบางช่วงต้องหยุดพักเหนื่อย เลยเดินไปเรื่อย ๆ เดินไปเดินมา เฮ้ย เด็ก ๆ ที่เดินตามมาหายไปไหนหมด คือ เด็ก ๆ เดินไวแล้วก็ไม่รอเราเลย ผมก็เลยเดินอยู่คนเดียว สักพักมีลุงแบกของเดินตามมา ก็เริ่มใจชื้นที่จะมีคนเดินไปด้วย แต่ลุงแบกข้าวสารแบบเอาผ้าพาดหัวแล้วเอาของใส่ตรงหลังเดินแซงผมไปเฉยเลย แล้วผมก็เดินตามไม่ทันอีก

                ช่วงนี้ยังเป็นทางที่เป็นเนิน ทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ ยังเป็นช่วงของป่าไผ่ ตะวันลับเขาไปแล้ว แต่ยังพอมีแสงสว่างรำไร ยังพอมองเห็นทาง ช่วงนี้ถือว่าช่วงโพล้เพล้ ในใจไม่คิดกลัวอะไร อยากจะรีบเดินไปให้ถึง เป้ที่สะพายหลังเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นตามความเหนื่อยล้า ทั้ง ๆ ที่มันก็เท่าเดิม หรือจะเบาลงด้วยซ้ำ เพราะผมดื่มน้ำไปหมดแล้ว นี่ยังไม่ไปถึงไหนเลย ในช่วงนี้ช่างเงียบดีจัง ไม่มีเสียงอะไรเลย ข้างหน้าและข้างหลังก็ไม่มีใคร ผมเดินอยู่กลางป่าเวิ้งว้างเดียวดาย ไม่รู้ว่าทางมันจะไปสิ้นสุดตรงไหน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึง ได้แต่เดินตามทางที่เราสังเกตว่าตรงไหนมันเป็นทางเกลี้ยง ๆ ก็แสดงว่ามีคนเดิน เป็นทางสัญจรแน่นอน แต่ก็ไม่แน่เสมอไปเพราะคนไม่ได้เดินทางบ่อยขนาดนี้ ถ้าไม่แน่ใจว่าไปทางไหนต้องรอคนอื่นมาถึงก่อน จะได้ไม่หลง ตอนไปบ้านจอซิเดอ เคยได้ยินเขาเล่าว่า หมอเดินเข้าหมู่บ้าน จากปากทางท่าเรือถึงหมู่บ้าน เกิดพลัดหลง หายไป 1 คืน ชาวบ้านต้องออกตามหา และบนบานสานกล่าวจนได้เจอ ที่จอซิเดอทางเดินไม่สูงชันขนาดนี้

                ทางเดินกลางป่าแบบนี้ผมไม่ได้กลัวอะไร แต่นึก ๆ ไปว่าถ้าเกิดเจอพวกต่างชาติ หรือพวกที่ขนยาบ้าจะทำไงดี คือกลัวพวกนี้มากกว่า เรื่องผีสางนางไม้เราก็เคารพกราบไหว้กันไปไม่เสียหลาย ยังไงเสียเข้าป่าตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ผมยังเดินมาทันแสงสุดท้ายที่มองเห็นจากสันเขา มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถเก็บภาพนี้ได้ก่อนจะมืด

                การเดินไม่ได้ทำให้ผมท้อ แม้จะเหนื่อย และหนักตอนขึ้นเนิน ระหว่างที่เดินอยู่นั้น ไม่มีใครอยู่ในรัศมีที่พอจะมองเห็นหรือได้ยินเสียงกันเลย ทันใดนั้นเอง ความเงียบก็ทำให้เสียงของใบไม้ดังขึ้นซอกแซ่ก ๆ ผมกวาดสายตาไปรอบบริเวณ ป่าไผ่หน้าแล้ง ใบไผ่จะร่วงหล่นมากกว่าปกติ เสียงเหมือนคนก้าวเดินเหยียบใบไม้แห้ง ผมหันไปมองตามทางด้านหน้าและด้านหลัง ไม่เห็นมีใครเลย เอาละสิ  แม้ตะวันจะลับเขาไปแล้ว แต่ยังสว่างพ่อที่จะมองเห็น ผมไม่ได้กลัวอะไรหรอก แต่ผมไม่ชอบความมืด เวลามืดมันมองไม่เห็นอะไร ผมพยายามมองหาต้นเสียง กวาดสายตาไปรอบ ๆ และแล้ว ก็มีร่างของเด็กคนหนึ่งเดินพ้นออกมาจากดงไผ่  ผมจำได้ว่าเป็นเด็กที่มารับกลุ่มเรา และเขาก็แบกกล่องบะหมี่ไว้ ในระยะที่ใกล้ขึ้น ผมจึงตะโกนออกไปว่า

                “อ้าว...ทำไมมาทางนี้อ่ะ...มาทางลัดเหรอ...” เด็กไม่ได้ตอบ แต่เดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อย ๆ  ผมนึกในใจ อ้าวนี่มันผีหรือคนกันวะเนี่ยะ  เมื่อเด็กเดินเข้ามาใกล้จนมองเห็นได้ชัดแล้ว ผมก็ถามอีก “เป็นไง ทำไมมาทางนี้ละ”  บ่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเอิ้น... ผมก็พยายามทำลายความเงียบ แต่ความจริงไม่ได้ตั้งใจคะยั้นคะยอถามหรอก เพียงแต่ไม่แน่ในว่าผีหรือคน เอ้ย ไม่แน่ใจว่า เขาฟังผมรู้เรื่องไหม

                “ทำไมมาทางนี้ละ มันมีทางขึ้นตรงนี้ด้วยเหรอ” ผมยังคงถามคำถามเดิม เด็กน้อยเจอคำถามผมไป 3 ครั้งละ ด้วยความที่เป็นคนซื่อ เขาจึงตอบมาอย่างเสียงดังฟังชัดว่า

                “ผมไปขี้มาครับ”  ผมจบการสนทนาแต่เพียงเท่านั้น  พอดีเหนื่อย ยังไม่รู้สึกตลกอะไร คิดว่าเป็นเรื่องปกติ แล้วก็พากันเดินต่อไป คราวนี้มีเพื่อนเดินละ เดินไปเรื่อย ๆ จนไปเจอเด็กอีก 2 คนที่มากลุ่มแรก ๆ พร้อมคณะเรา ความจริงชาวบ้านก็เดินกันเยอะ แต่เขาไม่ได้รอเรา และเขาก็ไปทางอื่นที่เขาชำนาญ อีกอย่างเขาเดินออกมาก่อน กลุ่มผมคนที่เดินอยู่หน้าสุดก็คือ หมอแอ้ม ระยะทางตอนนี้วัดได้ 5 กม. กว่า ๆ แล้ว เดินมาทันหมอแอ้ม ตรงทางแยก เพราะหมอแอ้มไม่มั่นใจว่า ไปทางไหน จึงยืนรอตรงนั้น ผมหันไปถามเด็กว่าไปทางซ้ายหรือขวา เด็ก ๆ หันไปถามมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งมาทัน แล้วก็ได้คำตอบว่าไปทางขวา แต่พอก้าวเดินไปถึงทางแยก เด็กบอกไม่ใช่ ไปทางนี้ (คือทางซ้าย) อ้าว นี่เด็กงงระหว่างซ้ายหรือขวา ผมคุยกับเด็ก ๆ ทั้งสามคน มีชื่อ เปา เดชา และสุชาติ แต่ว่าเริ่มมืดแล้ว มองไม่เห็นทาง จึงเอาไฟฉายที่เตรียมมาใช้ส่องทาง ตอนนี้เรามี 5 คน เดินไปพร้อม ๆ กัน แต่ทางเดินนั้นยังคงเดินขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ คือไม่ชันมากแต่มันขึ้นเนินไปเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกที่เคยเดินเขา เวลาเราข้ามเขา มันต้องขึ้นแล้วก็ลง มีขึ้นก็ต้องมีลง Up and down อะไรประมาณนี้ไหมครับ นี่มันเดินขึ้นเขามา 7 กม. แล้ว ยังไม่มีทางลงเลย ผมหันไปถามเด็ก ๆ

                “ทำไมทางมันขึ้นเขาอย่างเดียวเลย เมื่อไหร่จะลง”

                “เดี๋ยวก็ลงแล้วครับ อีกนิดหนึ่ง” เด็กในกลุ่มคนหนึ่งตอบ ผมนึกในใจ นี่หมู่บ้านของพวกเธออยู่บนสวรรค์กันเหรอเนี่ย นี่เดินมาขนาดนี้แล้วมันขึ้นเขาอย่างเดียวเลย ผมจิบกระทิงแดงไปทีละนิด เวลาในตอนนั้นก็ 6 โมงกว่าแล้ว มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ขนถ่ายของ วิ่งผ่านไปผ่านมา อย่างชำนาญทาง แต่บางช่วงทางเดินกับทางรถไม่ใช่ทางเดียวกัน เพราะทางเดินสามารถไปในที่ที่รถไปไม่ได้และเป็นระยะทางที่สั้นกว่า ผมคุยกับเด็ก ๆ ว่ามีรถมอเตอร์ไซค์เยอะไหม เด็กตอบว่าเยอะ ผมถามต่อว่า “แล้วทำไมไม่วิ่งกันละ”

                “มันไม่มีน้ำมันครับ”  อ๋อ มันเป็นเยี่ยงนี้เอง

                “อีกไกลไหมเนี่ย” ผมถามต่อ

                “ไม่ไกลครับ” เด็กตอบ

                “อะไรนะ ใกล้ หรือ ไกล” คือสำเนียงของเขาบางคำฟังยาก ตกลงไกลหรือใกล้นะ แต่ไม่เป็นไร เดินไปเรื่อย ๆ และแล้วเด็กคนหนึ่งก็บอกว่าใกล้ลงเขาแล้วครับ ตามทางเดินก็ลาดลงไป แต่ว่า พระเจ้าช่วย ทางมันลาดชันมาก ถ้าก้าวพลั้งนี่คือกลิ้งตกลงไปแน่นอน ทางก็แคบ มืดก็มืด แสงไฟแม้จะสว่าง แต่ก็ส่องได้แค่ทางเดินเท่านั้น ทางลงเขายาวประมาณ 500 เมตร และลงแบบดิ่งชันในบางช่วง เมื่อสิ้นสุดทางลง ก็เดาว่าเป็นทางเดินตามหุบเขา มีต้นไม้พุ่มเตี้ยสองข้างทาง ตรงกลางคือทางเดิน ถ้าเกิดมีอะไรซุ่มอยู่ข้างทางคงมองไม่เห็นแน่ เด็ก ๆ บอกว่าจะถึงหมู่บ้านแล้วครับ

                “หมู่บ้านอะไร”

                “ปอเมื้อ”

                “อะไรนะ ปอมะ”

                “ไม่ใช่ครับ”

                “ปอเมี้ยะ”

                “ไม่ใช่ครับ ปอเมื้อครับ”

                “อ๋อ ปอเมื้อ” คือผมพอจำได้ว่ามีคนบอกว่าเราจะถึงหมู่บ้านแรกก่อน แต่เราต้องไปอีก ระยะทางตอนนี้วัดได้ประมาณ 7 กม. (ถ้ารวม 500 เมตรแรกก็ 7.5 กม) ผมถามเด็ก ๆ ต่อว่า “อีกไกลไหมถึงจะถึงจอปร่าคี”

                “ไม่ไกลครับ” อย่าได้วางใจกับคำตอบว่า “อีกนิดหนึ่ง” และ “ไม่ไกล” ของคนในพื้นที่เป็นอันขาด ให้ประมาณว่า คำเหล่านั้นคือ 4 กม. เป็นอย่างน้อย หรือประมาณ 1 ชม. เพราะคณะเราได้ประสบการณ์มาแล้วอย่างถ้วนหน้า เมื่อผ่านหมู่บ้านแรกไป ทางเริ่มกว้างขึ้น ขนาดเท่ารถยนต์ผ่านได้ เราก็เดินสบายขึ้น หมอแอ้มเลยเดินนำไปเหมือนเคย จึงเหลือผมเดินกับเปาและเดชา ระหว่างนั้นก็บริการมอเตอร์ไซค์ก็ยังคงวิ่งไปมาเป็นระยะ ๆ แต่ผมลืมบอกไปว่า ประมาณ กม.ที่ 5 บังเอิญมีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งผ่านไป แล้วผมเห็นว่าด้านท้ายของมันยังวางได้ เลยถามเขาว่าฝากเป้ไปได้ไหม เขาบอกได้ แล้วผมก็รีบเอากระเป๋าเป้ลงจากบ่า พร้อมทั้งเอาเครื่องดื่มชูกำลังให้เขา 1 ขวด ขนาดเดินตัวเปล่านี่ยังเหนื่อยขนาดนี้ รองเท้าผมเป็นรองเท้าหัวเหล็ก ที่ใส่รองเท้าแบบนี้มาเผื่อว่าเดินป่าเดินเขาโดนหินโดนไม้ตกใส่จะได้ปลอดภัย แต่คิดผิดตรงที่ เวลาลงเขาทางชัน เท้าส่วนหน้าด้านในจะโดนกับเหล็กทำให้เดินไม่ถนัด เพราะเวลาลงเขาต้องจิกเท้า และวางน้ำหนักไปข้างหน้า แต่ก็ทนเดินไปอย่างนั้น ถ้าเดินทางราบจะไม่เหนื่อยเท่ากับเดินทางชัน เสียงโทรศัพท์แจ้งบอกระยะทางทุก ๆ 1 กิโลเมตร จนมาถึงหมู่บ้านจอปร่าคี เด็กบอกถึงแล้วครับ ระยะทางในตอนนั้น 10 กม. กว่า ๆ ผมถามว่า “แล้วโรงเรียนของเราไปทางไหน”

                “อยู่ข้างหน้าครับ” ตรงหมู่บ้าน เดชาได้แยกตัวกลับบ้านไป เหลือแต่เปา ก่อนถึงโรงเรียน เราเดินผ่านป่าไม้ใหญ่ ใหญ่มาก ผมถึงกับเข้าไปยกมือไหว้เลย เผื่อมีเทวดาเทพารักษ์อาศัยอยู่ ชอบมากเลยป่าไม่ใหญ่ แต่ไม่ได้ขอหวยแต่อย่างใด ข้างทางมีฝูงวัวอยู่ ถามเด็กว่า “วัวของใคร” เด็กตอบว่า “ไม่รู้ครับ”  เด็กมันจะรำคาญผมไหมนะ ถามมาตลอดทาง ตั้งแต่ตอนไปขี้ละ ถามอยู่นั้นแหละ เหนื่อยก็เหนื่อย คุยตลอด คือผมชอบคุยกับเด็ก ๆ ครับ ช่วงหลัง ๆ น้ำก็หมด เครื่องดื่มชูกำลังก็หมด เหลือลูกอมที่เตรียมมาเลยแจกเด็ก ๆ ไปด้วย หมอแอ้มก็เอาเสบียงมาแจกเด็ก ๆ เหมือนกัน แต่ของผมมันติดไปในกระเป๋าที่บรรทุกรถมอเตอร์ไซค์ไปแล้ว

                “แถวนี้มีเสือไหม” ผมถามเด็กขณะเดินไปด้วยกัน

                “ไม่มีครับ” เด็กตอบ

                “มีช้างไหม” ผมยังถามต่ออีก

                “ไม่มีครับ”

                “มีไดโนเสาร์ไหม”  เด็กอึ้งไปพักหนึ่ง ไม่รู้ว่ารู้จักไหม ก่อนจะตอบว่า

                “ไม่มีครับ”  ในกลุ่มที่เดินไปด้วยกัน ผมนี่พูดเยอะกว่าใคร ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์หรือเด็ก ๆ อาจจะรำคาญก็ได้ บางทีก็ถามคำศัพท์ภาษาเผ่า ถามไปก็จำไม่ได้ครับ แล้วจะถามหาพระแสงขอข้าวอะไรก็ไม่ทราบ ที่นี่เป็นกระเหรี่ยง สกอร์ ภาษาจะต่างจากกระเหรี่ยง โปว์

                ระหว่างทาง เราเห็นแสงของแมลงเหมือนหิ่งห้อย แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจ จากประสบการณ์ของผมแล้ว มันจะมีแมลงอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีพิษและเรืองแสงได้เหมือนหิ่งห้อย ตอนเป็นเด็กจำได้ พ่อเคยสอนไว้ แมลงชนิดนี้ต่อยเจ็บ แต่หิ่งห้อยไม่มีพิษ ก็เลยสงสัยว่าเป็นแมลงอย่างที่คิดไหม

                แสงสว่างริบหรี่จากหลอดไฟนีออนเบื้องหน้า ทำให้จิตใจของผมลิงโลด นี่มันถึงจุดหมายแล้ว เดินลัดเลาะไปถึงอาคารแรก ซึ่งเป็นโรงอาหาร มีของที่ชาวบ้านขนขึ้นมาวางเรียงราย ยกมือถือขึ้นมาดู ตอนนี้เกือบจะ 2 ทุ่ม ระยะทางที่วัดได้ 11.5 กม. (นับจากริมน้ำ) ใช้เวลาไปประมาณ 3.5 ชม. นี่คือเดินทำความเร็วดีที่สุดแล้ว ที่น่าชื่นชมที่สุดคือ หมอแอ้ม สะพายกระเป๋าเล็กไว้หน้าแบกเป้ไว้หลัง แล้วเดินแบบไม่เหน็ดเหนื่อยเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง คือผมก็ได้ที่หนึ่งเหมือนกันประเภทบุคคลทั่วไป แต่หมอเก๋มันถามผมว่าจะรีบไปตามควายเหรอ ตอนที่แซงมันมาตั้งแต่ต้นทาง

                ผมพักดื่มน้ำไป 2-3 แก้ว ดับกระหาย  ครูใหญ่และเจ้าหน้าที่มารอรับ และชี้แจงเรื่องสถานที่ ไฟฟ้ามีใช้อย่างประหยัด คือเปิดเฉพาะที่ที่ต้องใช้งานเท่านั้น ผมนั่งพักสักครู่เริ่มหิว จึงไปค้นเสบียงในกระเป๋าเป้ มีขนมปังและข้าวเหนียวน้ำพริกเหลืออยู่ เลยจัดการสิ่งนั้นรองท้องไปก่อน เสร็จแล้วขอตัวไปอาบน้ำ ครูบอกว่ามีที่อาบน้ำหลายที่ แต่มีตาน้ำธรรมชาติตรงห้วยน้ำจะอุ่นกว่า หรือจะอาบในห้องน้ำแต่น้ำจะเย็น ณ เวลานั้นคือเดินมาเหนื่อย กำลังร้อนด้วย และอยากอาบน้ำมากเพราะเดินทางทั้งวันยังไม่ได้อาบน้ำเลย ตั้งแต่นั่งรถทัวร์ 12 ชม. รถกระบะ 1 ชม. กว่า เรืออีก 7 ชม. เดินอีก 3.5 ชม. รวมแล้ว 24 ชม.ก็ประมาณนั้น

                ผมรีบเตรียมของอาบน้ำ และเสื้อผ้า ไปอาบน้ำก่อนเป็นคนแรก มีถังน้ำใหญ่อยู่ 2 ถัง จ้วงตักน้ำขันแรกเพื่อล้างหน้า “โอ๊ะ” นี่เราเอาน้ำแข็งมาฟาดหน้าตัวเองเหรอ หน้าชาไปหมด เพิ่งจะมารู้สึกว่า น้ำเย็น อากาศหนาวมาก แต่หลวมตัวมาขนาดนี้แล้ว ยังไงก็ต้องอาบ เลยจัดการอาบน้ำแบบ อาบด่วนที่สุด ถูสบู่ครั้งเดียว ล้างตัว จบ เหมือนถูกฟรีซ ไปชั่วขณะ รีบเช็ดตัว ใส่เสื้อผ้า ตอนแรกจะสระผมด้วย ไม่ไหวละครับ พอกันแค่นี้ ผมรีบแต่งตัวแล้วเดินออกจากห้องอาบน้ำมา ไปค้นเสื้อผ้าแขนยาว กางเกงขายาวมาใส่ แล้วเดินไปหาเจ้าหน้าที่ ช่วยก่อไฟให้ด้วยครับ เดี๋ยวคณะเรามาก็คงจะได้ใช้ จริง ๆ แล้ว ผมหนาวมากตอนนั้น ไม่ต้องถามเรื่องอุณหภูมิ น่าจะต่ำกว่า 10 องศา หลังจากนั้นคนอื่น ๆ ก็ทยอยเดินตามกันมา สุภาพสตรีท่านแรกคือพี่เขียวที่เดินทางมาจากพัทลุง พี่เขียวเดินเก่งจริง ๆ  ในคณะเรามีคนที่มีอายุมากที่สุดคือ 59 ปี เป็นสุภาพสตรี คือผมเพิ่งมารู้เมื่อหมอแอ้มถามว่า “แม่ของน้ำแข็งเป็นไงบ้างนะ” ผมสงสัยว่าคนไหน มานึกขึ้นได้ “อ๋อ คนผมสั้นใส่เสื้อหม้อฮ้อม นั่งอยู่ทางหัวเรือนั่นเอง” ดูท่านแข็งแรงมาก เป็นคนง่ายๆ สบาย ๆ เก่งจริง ๆ

                ตอนแบกของเดินขึ้นเขาได้ที่ละก้าว ๆ มันช่างดึงพลังเรามากเหลือเกิน ผมนึกในใจว่าต้องเอาชนะมันให้ได้ ไอ้แรงดึงดูดของโลก ใจหนึ่งก็คิดมโนว่า เราน่าจะลอยได้นะ แบบไม่ต้องเดิน  พอมาถึงจุดหมายแล้วมันก็เหมือนเราได้ข้ามผ่านกำแพงอันสูงที่ขวางกั้นเราไว้ นี่คือบททดสอบที่ทุกคนได้เจอกันถ้วนหน้า ผมนึกถึงสำนวนหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบอ่าน

         “อย่าโอดครวญว่าอุปสรรคปัญหาเป็น “มารผจญ” มันคือของขวัญอันเสมอภาคที่ทุกคนจะต้องได้รับ สำหรับคนอ่อนแอเท่านั้นที่แก้ห่อของขวัญนั้นไม่ออก”  (อยู่กับมาร โดย พระครูใบฏีกาอำนาจ โอภาโส)  

           ทุก ๆ คนได้สิทธิ์เท่าเทียมกัน แตกต่างกันคือเราพร้อมแค่ไหน และเราถูกฝึกฝนมาดีพอหรือไม่ ถ้าไม่ เราก็จะต้องฝึกตัวเองต่อไป การเดินป่าไม่ได้แข่งกับใคร ผมแข่งกับตัวเอง ที่จะต้องพาตัวเองไปให้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย อย่างไม่ต้องรบกวนใคร (แต่แอบเอากระเป๋าฝากเขามาตรงครึ่งทาง) หมายถึงว่าไม่ทำให้เป็นภาระ ซึ่งผมว่าทุกคนก็ทำได้เช่นกัน การออกค่ายอาสานี้เป็นเหมือนการได้รับแรงบันดาลใจ ผมมองเห็นพลังจากคนรอบ ๆ ด้าน ผมชอบ เพราะผมได้เก็บเกี่ยวเอาพลังเหล่านั้นไว้เป็นแรงขับเคลื่อน ปรับปรุงตัวเอง เอาไว้เป็นแบบอย่าง เอาไปประยุกต์ใช้

                   แม้ว่าเราจะมาถึงจุดหมายกันแล้ว มันไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่นี้ มันเป็นจุดจบของการเดินทางมา แต่มันเป็นการเริ่มต้นของการทำกิจกรรมนับแต่นี้ไป เราได้ผ่านด่านทดสอบด่านหนึ่งมา ยังมีอีกหลายด่านที่เราจะฟันฝ่าและสร้างประสบการณ์ชีวิตกันต่อไป เมื่อทุกคนทยอยมาจนครบในเวลาประมาณ 4 ทุ่ม รวมถึงพี่เมฆและน้องแพน ซึ่งผมก็ถูกต่อว่านิดหน่อยว่าออกมาก่อนไม่รอ ผมก็ลืมบอกไป ว่าสไตล์ผมก็เป็นแบบนี้แหละครับ ขนาดไปเดินห้างฯ กับภรรยา ยังไปคนละทิศละทาง เสร็จธุระแล้วค่อยมาเจอกัน แบบนี้ก็ได้เหรอ......

                   กิจกรรมแรกคือ งานครัวครับ เมื่อทุกคนมาถึงแล้วต่างคนก็ต่างจัดการสัมภาระ และที่พักของตัวเอง ซึ่งผมก็คอยแนะนำอย่างที่ครูใหญ่ได้แจ้งตั้งแต่แรกและพาดูสถานที่มาแล้ว งานครัวที่เริ่มทำกันตั้งแต่ทีมครัวเดินทางมาถึงราว 3 ทุ่ม ไม่หยุดกันเลยครับ วัตถุดิบที่เรามีกันตอนนี้คือ กะหล่ำปลีครับ  ปัญหาตอนนี้คือ ของที่ขนขึ้นมาโดยชาวบ้านนั้น มันถูก Re-pack และปนกันไปหมด ทำให้เราต้องคลำ ๆ หากันไปก่อน และทำอะไรได้ก็ทำไป เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทีมครัวทำงานด้วยความรวดเร็ว ไม่นานนักก็มีเมนูออกมา ผัดกะหล่ำปลี หมูทอด ไข่ทอด

                   แต่ซอซังกึม ต้นเครื่องพ่อครัวของเรานั้น โบกมือหยอย ๆ ขอไปนอนก่อน ท่านว่า “ไม่ไหวแล้วบ้านหมุน ขอนอนก่อน” แล้วก็เข้าห้องนอนไปเลย มื้อแรกของที่นี่อาหารออกเวลาประมาณ 4 ทุ่ม สำหรับท่านที่หิวก็รับประทานได้ ส่วนผมก็กินได้อีกรอบ กลับไปที่ห้องพัก ซึ่งก็เป็นอาคารเรียนของเด็ก ห้องผมนอนกัน 4 คน คือมีผมกับพี่เมฆ อีกสองคนคือมารู้ทีหลังว่าเป็นหมอหนุ่มฟาโรห์ กับหมอหนุ่มบิลลี่ คนที่นอนถัดจากผมคือ หมอฟาโรห์ มาถึงก็เห็นซุกตัวในถุงนอน นอนนิ่ง ไม่ไปกินข้าว ผมสงสัยเลยไปถามถูก ปรากฏว่า หมอเหนื่อยมากและหนาวมาก ผมเลยเอาผ้าห่มที่ทางโรงเรียนเตรียมไว้ให้ห่มให้อีกชั้นหนึ่ง

                   

 

 

ค่ำคืนนี้ทุกคนต่างเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวไกล จอปร่าคีแดนสวรรค์ของเรา ผมก็ปลีกตัวมานอนในเวลาประมาณ 5 ทุ่ม คุยกับพี่เมฆนิดหน่อย คุยไปคุยมาแกหลับไปแล้ว เฮ้ย คนอะไรหลับง่ายหลับดาย ส่วนผมสิ ซัดเครื่องดื่มชูกำลังไป ตอนนี้มันก็ยังตื่นอยู่เลย แต่ร่างกายก็อยากพัก ดูมันจะขัด ๆ กัน

                   ราตรีแห่งขุนเขาและความเงียบงันไร้แสงสี ประหนึ่งเราทะลุเข้ามาอีกภพหนึ่ง ที่ไม่มีอะไรเพียบพร้อมในโลกของสังคมเมือง ความหนาวเย็นแผ่กระจายในทุกอนุพื้นที่ในหุบเขาแห่งนี้ ความเงียบสงัดสะกดจิตใจให้หยุดนิ่ง ภายนอกอาคารเรียนมีเพียงแสงสว่างจากเดือนข้างขึ้น ดวงดาวกระจ่างเต็มท้องฟ้า แสงริบหรี่เบาบางกลางป่าเช่นนี้ ก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ต่างจากแสงสว่างในเมืองสว่างเท่าไหร่ก็ไม่พอ มันก็เปรียบเหมือนการดำรงชีวิตของคนเรา แค่มีอยู่มีกินก็มีสุข ในสังคมเมืองแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น ต้องมีอยู่มีกินและหาไว้เพื่ออนาคตที่ไม่แน่นอน ความต่างของการใช้ชีวิตและระดับของความสุข ความพอใจมันเป็นเช่นนี้ คนที่นี่คุ้นเคยกับการเป็นแบบนี้ มีเท่านี้ พอแค่นี้ แล้วเราละเมื่อไหร่ถึงจะพอ เท่าไหร่ถึงจะพอ....มนต์แห่งป่าได้ครอบงำความคิดให้เป็นไปตามบรรยากาศที่รายรอบ

                      พรุ่งนี้ยังคงมีสิ่งที่ต้องทำกันทั้งวัน ......เลยเผลอหลับไปในค่ำคืนอันหนาวเย็นเช่นนี้



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 มัชฌิมาปกร ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 16/12/2019 เวลา : 13.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านไป นึกภาพไป
เดินเยอะจริงๆ เหนื่อยแทน

อะนะ ทางขึ้นสวรรค์มันลำบากแท้น้อ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มัชฌิมาปกร วันที่ : 15/12/2019 เวลา : 21.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม


ขอบคุณทุกท่านที่ติชมและให้กำลังใจครับ
ในตอนต่อไปจะเป็นวันที่เราทำกิจกรรมเพื่อเด็ก ๆ และชาวบ้านครับ

ส่วนนี่เป็นเส้นทางที่ผมจับด้วย Application Adidas ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 มัชฌิมาปกร ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 15/12/2019 เวลา : 19.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

โอ้โห เดินกันไกลและลำบาก เดินขึ้นที่สูงชันด้วย อากาศก็หนาวนอนไม่หลับหรอก
นับถือๆ ได้บุญหนักที่ช่วยชาวบ้านที่ห่างไกลเช่นนั้นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 มัชฌิมาปกร ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 15/12/2019 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

กลางคืน
เห็น ดาว ชัด

คล้าย
จะเห็น ทางช้างเผือกด้วย
(เห็น แบบ แถบ สีขาวขุ่นๆ)

นึกถึง
คลินิกแม่เตา
ของ
อาจารย์หมอ ชาวกะเหรี่ยง

อาสาสมัคร
ไปตรวจท้อง (ตั้งครรภ์)

ต้อง
ขึ้นลงเขา
หลายลูก

แบกเครื่องตรวจ คลื่นเสียง (ultrasound)
ใส่ เป้ ไป

ใคร ช่วยได้
ก็ นับว่า

บุญ ใหญ่
บุญ หนัก จริงๆ...

🙏

ความคิดเห็นที่ 1 มัชฌิมาปกร ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 15/12/2019 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอ อนุโมทนา
สาธุ สาธุ สาธุ...

กับ
การ ลงมือทำดี

จะว่า
ลงมือทำดี อย่างเดียว ก็ไม่ได้

เพราะ
เดิน ขึ้นลงเนิน ลุยน้ำ
แบกของ

สารพัด กว่าจะไปถึง

แบบนี้ เรียกว่า
บุญหนัก
บุญนาน

น่าจะ
มี ผล มาก
มี อานิสงส์ มาก

🙏

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน