*/
  • มัชฌิมาปกร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nuiwytg2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-12
  • จำนวนเรื่อง : 202
  • จำนวนผู้ชม : 549378
  • จำนวนผู้โหวต : 476
  • ส่ง msg :
  • โหวต 476 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม 2562
Posted by มัชฌิมาปกร , ผู้อ่าน : 457 , 21:48:44 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน แม่หมี , wullopp และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

 

เสาร์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๒

                เช้าของวันใหม่ในคืนที่สองแห่งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ๙๐๕ จอปร่าคี ผมตื่นตอนเช้ามืดราว ๆ สักตี ๕ กว่า ๆ  สรรพสิ่งยังคงเงียบสงบท่ามกลางป่าดง ความเหน็บหนาวยังคงครอบคลุมไปทุกตารางนิ้ว สมองของผมมีคำสั่งให้ลุกออกจากที่นอน เพียงแค่ขยับกายให้แขนโผล่พ้นถุงนอนออกมาสัมผัสกับอากาศภายนอก เพื่อรับรู้ความหนาว เท่านั้นก็ขัดขืนกับความคิดที่จะลุกออกไปดูบรรยากาศด้านนอก ผมจึงตัดสินใจพาตัวเองออกจากถุงนอน เปิดประตูอาคารเรียนออกไปด้านนอกส่องไฟฉายไปยังกองไฟ มีเพียงความอบอุ่นจากถ่านเถ้าเพียงเล็กน้อยจากกองไฟที่มอดไหม้ไปหมดแล้ว แต่ก็ยังพอมีอุ่นไอให้กับหมาน้อย ๒ ตัวที่นอนเฝ้าอยู่รอบ ๆ ข้าง ๆ ได้บ้าง ผมเก็บเศษฟืนส่วนที่ยังไหม้ไม่หมดกระจายอยู่รายรอบกองไฟ พอสุมฟืนได้ไม่นาน ความร้อนจากถ่านด้านล่างก็ระอุ จุดประกายไฟขึ้นมาอีกครั้ง ความอบอุ่นแผ่รัศมีออกเป็นวงกว้างขึ้นกว่าเดิม พร้อมแสงสว่างวอบแวมของกองไฟ

                คนเราย่อมมีความแตกต่างกันในหลาย ๆ อย่าง เริ่มตั้งแต่สรีระร่างกาย ความรู้สึกนึกคิด ภาษา อายุ นิสัยใจคอ และอีกมากมาย การตื่นเช้าเมื่อนอนต่างถิ่น เป็นสิ่งที่ผมชอบ เหมือนว่าจะได้มีโอกาสได้เห็นความมีชีวิตชีวาในที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะไปไหน ภูเขา หรือทะเล การตื่นมารับอากาศและบรรยากาศยามเช้ามันเป็นเหมือนของขวัญอันวิเศษของผม

                ข้าง ๆ กองไฟห่างออกไปมีเต้นท์ที่เก๋นอน ดูสภาพมันแปลก ๆ เหมือนจะโย้เย้ อีกเต้นท์หนึ่งเป็นของน้ำแข็งนอนกับคุณแม่ ยังปกติดี ผมเอาเศษฟืนมาสุมให้ไฟมันลุกขึ้น เพิ่มความอบอุ่น สักพักพี่หยังก็ตื่นมาต้มน้ำในครัว แต่ผมมีทางเลือกใหม่ เมื่อวานมีเตาชีวมวลที่พี่แฮมใช้งาน ผมยกมาตั้งข้างกองไฟ เอาเชื้อไฟและถ่านไฟใส่เข้าไป หยิบกาต้มน้ำที่ยืมมาจากโรงเรียน เติมน้ำเอามาตั้ง วันที่ ๒ นี่เราค่อนข้างจะราบรื่น และหลายอย่างคลี่คลายลงตัวมากขึ้น เมื่องานบางคนแซวกันว่าควรจะอยู่ต่ออีกสักวันสองวัน เสบียงจะได้ขนขึ้นมาครบพอดี อุปกรณ์ที่มาไม่ครบนี่ผมก็ไม่ทราบหรอก มารู้เอาตอนที่กลับลงมาที่เรือที่จอดอยู่บ้านจอท่าแล้ว พี่ ๆ เขาเล่าให้ฟังอีกทีหนึ่ง

 

                วันนี้เป็นวันเสาร์ โรงเรียนก็หยุด แต่เด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ที่บ้านพักของโรงเรียนยังคงตื่นเช้าตามปกติ เด็ก ๆ หลายคนน่าจะได้รับมอบหมายหรือมีหน้าที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหุงหาอาหาร การทำความสะอาด เด็ก ๆ ที่นี่น่ารักทุกคน เจอก็ทักทายและสวัสดีทุกครั้ง น่าเสียดายที่เรามีเวลาทำกิจกรรมเพียงน้อยนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย น้ำเริ่มเดือดแล้ว ผมได้ดื่มกาแฟท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น บางทีกาแฟซองธรรมดาก็อร่อย เพราะมันได้บรรยากาศ ว่าไปแล้วสิ่งที่เราขาดไปสำหรับทริปนี้อีกอันหนึ่งคือ กาแฟ ไม่ใช่เพราะลืม แต่เพราะไม่ได้ขนขึ้นมา

                ผู้คนเริ่มทยอยตื่นกันแล้ว ทีมครัวเริ่มทำงานแต่เช้า หมอแอ้มก็ตื่นตามมานั่งผิงไฟพร้อมกับเปรยขึ้นมาว่า

                “ห้องข้าง ๆ ใครนอน”

                “ผมกับพี่เมฆครับ”

                “อ๋อ...พอดึก ๆ ประธาณนิวตามเข้าไปนอนอีกคนหนึ่ง สนั่นเลย”

                “เสียงกรนใช่ไหมครับ ผมก็ลืมเอาที่อุดหูมาด้วยนะครับ”

                “มันอาจจะเป็นกรรมเก่าที่ผมเคยทำไว้”  หมอแอ้มบอก “แต่ก่อนคงทำกับคนอื่นไว้เยอะ”  ผมมาปะติดปะต่อดูก็เดาเอาว่า แต่ก่อนหมอแอ้มเป็นคนอ้วน คืออ้วนมากเท่าที่ไปส่องดูใน FB คงจะนอนกรนเสียงดังรบกวนคนอื่นเขา คราวนี้เคยต้องรับกรรม แม้ตอนนี้จะกลับมาน้ำหนักปกติตามสัดส่วนแล้ว ผมได้แต่ทำใจอย่างเดียวครับ ตอนมาถึงคืนแรก ครูเขาแนะนำว่า สำหรับใครที่นอนกรนเชิญได้ที่ห้องพยาบาล มีเตียงตอนได้ ๑ คนเดี่ยว ๆ เลย บอกพี่เมฆแล้วแกไม่ไป

                เรื่องนอนกลางคืนแล้วตื่นมากลางดึกเพื่อเข้าห้องน้ำนี่เป็นเรื่องปกติของผม แล้วผมเป็นคนกลัวความมืด คือไม่ได้กลัวผีนะครับ กลัวว่าถ้าส่องไฟไปแล้วจะเจออะไรนี่แหละครับ ปีที่แล้วที่บ้านพะละอึ สบเมย คืนแรกที่นอนบนบ้านของชาวบ้าน กลางดึกเกิดปวดฉี่ เลยลงมาข้างล่าง เห็นเงาอะไรดำ ๆ วิ่งไปวิ่งมา ตกใจสะดุ้ง อีหมูบ้า ไม่หลับไม่นอน แล้วก็เดินไปทั่ว ดีไม่ร้องกรี๊ด เอาให้แตกตื่นกันทั้งหมู่บ้าน

                พูดถึงเรื่องความหลากหลายในบุคลากรนี่เป็นเรื่องสำคัญ ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่าคนเรามีอะไรที่ไม่เหมือนกัน เวลามาอยู่ร่วมกันในสังคมแล้ว ต่างต้องปรับเข้าหากันคือเคารพกฎหมู่ และเคารพสิทธิ์ส่วนตัว มีแค่ ๒ ด้านแต่ทำกันยากมาก ที่องค์กรต่าง ๆ ประสบปัญหาด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ก็ด้วยส่วนหนึ่งคือไม่ได้เข้าใจในหลักการบริหารความหลากหลาย หรืออาจจะเห็นเป็นเรื่องที่จุกจิกมากเกินไป ตามประสบการณ์ที่เคยได้ทำงานด้านการบริหารงานบุคคลมา การจัดการเรื่องคนนี้เป็นเรื่องยาก ยิ่งสมัยใหม่ มีความหลากหลายมากขึ้น การบริหารความหลากหลาย (Diversity Management) จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กร ความหลากหลายนั้นเช่น อายุหรือวัย (Generation) ซึ่งปัจจุบันเรามี 4 วัยด้วยกันได้แก่ Baby Boomers, Gen X, Y, Z  นอกจากนี้ยังมี ภาษา เพศ การศึกษา ภูมิภาคนิยม ฯลฯ การจัดการเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ความจริงในสังคมเรานี้ก็มีการจัดการอยู่แล้ว แต่เราไม่ค่อยรู้ตัว เมื่อใดที่เรารวมกลุ่มกัน เมื่อนั้นย่อมมีกฎหมู่และมีพื้นที่ส่วนตัว  นี่พอดื่มกาแฟไปทำให้สมองไหลลื่นหรือความหนาวทำให้สมองแจ่มใส

                วันนี้เราไม่มีกิจกรรมอะไรแล้ว เหลือแต่เตรียมตัวเดินทางออกจากหมู่บ้าน แต่งานครัวยังคงทำงานกันอย่างขันแข็งเช่นเดิม เพราะนอกจากจะเตรียมอาหารเช้าแล้ว ยังต้องเตรียมข้าวห่อให้พวกเราไปกินกลางทางด้วย  เพราะคาดว่า การเดินทางออกจากหมู่บ้านไปยังท่าเรือบ้านจอท่า จะใช้เวลาประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง ถ้าออกเดินทางตอน ๑๐ โมงเช้าก็จะไปถึงท่าเรือราวบ่ายโมงหรือบ่ายสองโมงเป็นอย่างช้า เช้านี้พี่เมฆรับอาสาหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ ผมก็ช่วยก่อไฟและไปวน  ๆ อยู่แถวนั้นแป๊บหนึ่ง ก่อนจะเดินไปสำรวจแปลงผักของเด็ก ๆ

                โรงเรียน ตชด. ๙๐๕ จอปร่าคีมีนักเรียนที่พักอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย ดังนั้นพวกเขาจะต้องมีเสบียงอาหาร แหล่งอาหารของเด็ก ๆ คือ แปลงเกษตร ตอนนี้มีผักบุ้ง ผักคะน้า มะเขือ กล้วยน้ำว้า โดยใช้น้ำจากลำห้วย เด็ก ๆ คงช่วยกันปลูก ช่วยกันดูแล ในห้องเก็บของผมเห็นฟักแฟงและฟักทองเต็มไปหมด แบบว่ากินกันเป็นปี ๆ คงตุนไว้เป็นอาหารสำหรับฤดูกาลที่ไม่มีพืชผล

                ตอนนี้สว่างแล้วคณะเราตื่นกันเกือบหมดแล้ว เรื่องของเราเมื่อคืนจึงถูกเล่าขานกล่าวถึงกันอื้ออึง ไม่ใช่เรื่องที่เราล้อมวงเทียน แต่เป็นเรื่องหลังจากนั้น ใครนอนที่ไหน ใครดื่มมากดื่มน้อย เป็นเรื่องที่สนุกสนานกันไป ตามประสาของพวกเรา ผู้ที่ถูกกล่าวถึงกันทั่วป่าพงดงดอนคือ อ๊อด & กบ ถ้าเรียบเรียงใหม่ก็คือ กบ และ ลูกอ๊อด เกิดอะไรขึ้นกับบุคคลทั้งสอง เป็นญาติกันแท้ ๆ กบก็ไม่ดูแลลูกอ๊อด แต่ที่กบเป็นเยี่ยงนี้ก็เพราะลูกอ๊อดเสิร์ฟหนักไปหน่อยหรือเปล่า ตอนที่แล้วผมเขียนถึงความดีงามของทุก ๆ ท่านไว้มาก บทนี้ผมจึงไม่สามารถเขียนสิ่งที่ตรงกันข้ามได้ ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ

                วันนี้เราไม่ได้เร่งรีบมากนัก ทำให้พอมีเวลาได้สังเกตอาคารสถานที่ของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ๙๐๕ จอปร่าคี แห่งนี้ ลานกว้างหน้าเสาธงเป็นเพียงลานดิน ห่างออกไปเป็นสระน้ำเล็ก ๆ 2 สระ มีต้นไม้รายรอบปกคลุมร่มเย็น สระน้ำแห่งนี้ ครูหนุ่มบอกว่า เอาไว้เลี้ยงปลา ซึ่งก็จะกลายเป็นอาหารของเด็ก ๆ ต่อไป รายรอบเป็นวงกลมมีอาคารต่าง ๆ เป็นอาคารไม้ถูกสร้างขึ้นในรัศมีไม่ไกลจากอาคารหลัก ไม่ว่าจะเป็นอาคารห้องสมุด ห้องพยาบาล ส่วนบ้านพักนักเรียนจะอยู่ห่างออกไป

หลังจากนั้นเราก็รวมตัวกันไปกินข้าว ช่วงนี้เรามีเวลาคุยกันบ้าง และเตรียมอาบน้ำเก็บข้าวของสัมภาระ เดินทางออกจากหมู่บ้าน ขากลับมีบริการแบกของให้ด้วย สำหรับบางคนที่ไม่ไหวจริง ๆ แต่ของผมก็แบกเอง เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ก็รับข้าวห่อกันคนละห่อ มีปลาหมึก หมูทอด กินพอประทัง เรามีอาหารไว้กินกันตายครับ

                ที่โรงเรียนแห่งนี้มีหมาหน้าตาน่ารักอยู่ตัวหนึ่งมันชื่อไอ้หมี ตอนแรกถามเด็ก ๆ แล้วชื่อ นที ตอนนี้เริ่มงงว่าเด็กพูดภาษาไทยหรือกะเหรี่ยง ผมเจอไอ้หมีตั้งแต่ตอนมาถึงค่ำวันแรก มันมาคลอเคลียอยู่นาน เอาข้าวเหนียวที่เหลือให้มัน ดูมันหิวโหยมาก หมากินข้าวเหนียวเปล่า ๆ อย่างเอร็ดอร่อย หน้าตามันเหมือนสุนัขจิ้งจอก ดูมันฉลาดกว่าหมาตัวอื่น ๆ

                เมื่อวานตอนที่ผมล้างหม้อล้างกระทะ มีเด็กอนุบาลกลุ่มหนึ่งเดินมาเล่นแถวนั้น ตรงก๊อกน้ำมีต้นกาแฟอยู่ต้นหนึ่ง กำลังออกผล เด็ก ๆ พากันเก็บเม็ดกาแฟกินกันหน้าตาเฉย เฮ้ย....มันกินได้เหรอเนี่ย แม้จะพูดยังไง เด็ก ๆ ก็ไม่สนใจ อย่ากระนั้นเลย ไหนลองชิมบ้างซิ ว่าแล้วก็เก็บมา ๒-๓ เม็ด ลูกกาแฟก็จะออกสีคล้ำ ๆ พอชิมแล้วไม่มีรสชาติใด ๆ เลย กินเข้าไปได้ยังไง หรือว่าเราโดนเด็กหลอก ไม่นะเด็ก ๆ กินกาแฟจริง ๆ

                หลังจากที่เราเตรียมตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีการมอบของกันที่หน้าเสาธงเล็กน้อย อาทิเช่นคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ อันนี้เป็นความรับผิดชอบที่ผมได้จัดหามาพอดี เลยจะขอกล่าวถึงผู้ร่วมบริจาคทุก ๆ ท่าน ซึ่งจะชี้แจงเงินบริจาคและค่าใช้จ่ายให้ทราบภายหลังครับ ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ

                คงจะได้เวลาที่เราจะต้องออกเดินทาง จะมัวโอ้เอ้ลังเลใจก็จะไปไม่ถึงท่าน้ำก่อนค่ำ ขากลับที่หนักใจก็คือการเดินผ่านจุดที่เป็นเขาสูงชัน ผมขอไม้พลองนักเรียนมาได้อันหนึ่ง เอาไว้เป็นไม้เท้า ครูบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไปตัดเอาใหม่ ปีนี้เวลาน้อยไม่ได้มีโอกาสไปสำรวจหมู่บ้านเหมือนปีที่แล้ว ไม่เป็นไร ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น เพราะคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว  การเดินทางกลับจะเป็นการทวนสัญญาณภาพรอบทิศทางตามทางเดินที่เราเดินผ่านมาเมื่อสองวันก่อนในยามค่ำคืน ด่านแรกที่เราเจอคือป่าไม้ท้ายหมู่บ้าน เป็นต้นไม้ใหญ่มาก ผมนี่ถึงกับยกมือสาธุไว้สาเทพารักษ์ การมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์เป็นสิ่งที่อยากแก่การรักษาไว้ในยุคนี้ เลยหยุดถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

 

                ทางเดินขากลับเราจึงได้สังเกตเห็นสิ่งที่อยู่รายรอบ ระยะทางจากบ้านจอปร่าคีถึงบ้านปอเมื้อประมาณ ๔ กม. ยังเป็นทางราบ ไม่มีเขา เมื่อไปถึงบ้านปอเมื้อ ระยะนี้ผมเดินไปพร้อมกับหมอแอ้มนำขบวนขึ้นไป พร้อมกับ เปา ที่คอยบอกทาง เพราะบางทีเราเจอทางแยก ไม่ค่อยแน่ใจว่าไปทางไหน แต่พอดีว่ามันสว่าง นึกใจในว่า คืนนั้นเราเดินผ่านมาได้ยังไงนะ จุดที่ยากที่สุดคือจุดที่ต้องขึ้นเขาสูงและชันมาก ระยะทางราวครึ่งกิโลเมตร จุดนี้ถ้าเหาะได้อยากจะเหาะขึ้นไปเลยครับ ก้าวแต่ละก้าวดูมันหนักมากกับการยื้อกับแรงดึงดูดของโลก ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ก้าวทีละก้าว พี่ตูนอยู่ไหนครับ ช่วยด้วย

                แต่แล้วจากการที่ผมค่อย ๆ ก้าวมันก็ทำให้ผมได้ขึ้นมาสู่สันเขาได้ในไม่ช้า การที่เราไม่ก้าวขาต่างหากจะทำให้เราหยุดอยู่กับที่ เมื่อพ้นจุดตรงนั้นมาแล้วเป็นป่าโปร่ง ไม่รู้ว่าสมัยก่อนเป็นป่าดงดิบหรือเปล่า เหมือนไม้มันขึ้นมารุ่นหลังๆ ต้นไม่ใหญ่นัก ทางเดินแคบ ๆ ที่ขามาเราพยายามก้าวให้ตรงทางแล้วก็เดินไปข้างหน้า ขากลับนี่ได้เห็นวิวทิวทัศน์รอบ ๆ ด้านทำให้รู้สึกไม่เหนื่อย เมื่อเดินมาสักพักทางเบี่ยงมาทางขวาของสันเขามองเห็นแม่น้ำสาละวินแต่ไกล ในชั่วชีวิตของคนเรานั้น สำหรับยุคสมัยมีคนที่อาศัยอยู่ในสังคมเมืองเช่นเรา ๆ คงจะมีโอกาสน้อยนักที่จะได้มาสัมผัสบรรยากาศเช่นนี้ ใบไม้ยังคงเขียวขจี บางต้นกำลังเตรียมตัวผลัดใบ ดอกหญ้าเล็ก ๆ ข้างทางออกดอกสีม่วงมีหลากหลายชนิด เส้นทางลอยฟ้าในป่าเขานี้ ช่างมีความอบอุ่นที่ได้มาเยือน

               คนที่นำหน้าผมคือ เปา ทางที่จะเดินไปนี้ไม่คุ้นเลย มันเป็นทางลงเขาที่ชัน ตอนขึ้นเขามาผมแบ่งน้ำให้เปาดื่มด้วย ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้พกน้ำมา ตอนลงเขานี่แหละครับ เด็ก ๆ ที่เดินมาทีหลัง ๓-๔ คนแบกของคนละอัน วิ่งแซงผมลงเขาไปเลย นี่มันอะไรกัน ที่สำคัญพวกเด็ก ๆ ควบอีแตะเก่า ๆ วิ่งฉิวหายไปอย่างไวเหมือนลมพัด ส่วนผมต้องค่อย ๆ ก้าว อยากที่เคยเล่าในตอนแรก ๆ รองเท้าผมเป็นรองเท้าหัวเหล็ก จึงมีปัญหาในการลงเขา เจ็บตอนที่ย่างก้าว แต่พอทนได้ พยายามเดินให้ทันหมอแอ้ม แต่หมอก็ทิ้งห่างระยะอยู่หลายสิบก้าว

                เจ้าหมาดำตัวน้อยที่โรงเรียน มันโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ มันเดินตามทันผมตอนช่วงลงเขา ราวกิโลเมตรที่ ๖ มันเดินเก่งมาก ไม่หลงและไม่ล้ม มันเดินไปพร้อม ๆ กับผมและหมอแอ้ม แต่ช่วงหลัง หมอแอ้มเดินห่างผมออกไป ผมเลยเดินคนเดียวไปเรื่อย ๆ ขากลับจะเป็นทางลงเขาส่วนใหญ่ จึงไม่ลำบากมากนัก จนมาถึงป่าไผ่ที่ผมเจอผี เอ้ย เจอเด็กที่โผล่ออกมา ก็แสดงว่าอีกไม่ไกลแล้ว เดินไปเรื่อย ๆ ใช้มือถือวัดระยะทางไปพร้อม ๆ กัน ตอนนี้น่าจะประมาณ ๘ กม. เหลืออีกไม่ไกลแล้ว พอถึงทางลงห้วย ผมเห็นชุดชั้นในสุภาพบุรุษมียี่ห้อแขวนอยู่ตรงกอไผ่ เดินไปก็นึกถึงที่มาที่ไปต่าง ๆ นานา ใครมันเอากางเกงในมาทิ้งตรงนี้กันนะ ก่อนจะเดินลงห้วยไปเจอหมอแอ้มรออยู่ ถึงลำห้วยตรงนี้ซึ่งใกล้หมู่บ้านจอท่าแล้ว หมอแอ้มก็เลยชวนกินข้าวกันตรงนี้ เพราะบรรยากาศดีมีเสียงน้ำไหล ร่มรื่น ออกไปก็เจอกับหาดทรายแดดร้อนเปล่า ๆ ผมเลยหยุดนั่งพักบนหินในลำธารที่มีน้ำไหลริน ๆ  น้ำใสไหลเย็น ปลดสัมภาระลง แล้วควักข้าวห่อที่ทีมครัวเตรียมไว้ให้ ใครจะมาดีเท่าทีมครัวของเรา ที่เตรียมทุกอย่างไว้ให้กับทีมงาน

                กลางลำธารที่มีน้ำไสไหลริน เมื่อมองไกลออกไปตามธารน้ำด้านบน น้ำไหลลงมาตามหุบเขาจากป่าใหญ่ ไหลซอกเซาะมาเป็นสาย บางช่วงเป็นน้ำตกเล็ก ๆ แต่ก็สวยงามตามธรรมชาติ สายน้ำหล่อเลี้ยงพืชพรรณนานาชนิดให้เขียวชอุ่ม โดยเฉพาะเฟิร์นและมอส ชาวบ้านจะใช้น้ำจากลำธารนี้ต่อท่อเข้าไปใช้ในหมู่บ้าน เป็นที่มาของประปาภูเขา

              เจ้าหมาดำยังคงอยู่กับเราที่ลำธาร หมอแอ้มพูดว่า “กินปลาหมึกไหม” ทีแรกกำลังจะตอบละ อ้าว หมอไม่ได้คุยกับผม หมอคุยกับหมา ดีนะไม่เผลอตอบไป เจ้าหมาที่ชื่อว่าหมีมันไม่กินปลาหมึก หรือหมาดอยมันไม่รู้จัก มันกินแต่ข้าวเปล่า ดูมันก็คงหิวเหมือนกัน หมอแอ้มแบ่งข้าวให้หมากินไปเกือบครึ่ง ผมก็แบ่งให้มันเหมือนกัน แต่พอโยนลงพื้นแล้วมันเปื้อนกรวด หมามันไม่กิน จำต้องเอาไปล้างน้ำให้สะอาดให้มันกินอีก อนามัยจัด ใกล้หมอ เพียงแป๊บเดียว กินสะอาดขนาดนี้ ระหว่างนั้น กลุ่มของบอล พี่เมฆและแพนก็เดินทางมาถึง ผมชวนกันกินข้าว แต่ทั้งสามไม่สนใจ ต้องการพิชิตเส้นชัยก่อน ทำเป็นเรื่องกระต่ายกับเต่าไปได้ จริง ๆ แล้วข้าวห่อของพี่เมฆอยู่ในอีกกระเป๋าหนึ่ง เลยต้องรอไปกินที่เรือ หลังจากที่ผมกินข้าวเที่ยงเสร็จ ก็พากันเดินต่อไปที่เรือที่จอดอยู่ที่เดิม ท่าน้ำบ้านจอท่า มีเด็กกลุ่มใหญ่ที่เดินทางมาถึงก่อนเรา พร้อมเจ้าหมาดำตัวนั้น ผมชวนมันขึ้นเรือ มันไม่ขึ้น หมานี่มันฉลาดน่าดูเลย มาถึงเรือแล้วก็สบายได้พักผ่อน ดื่มน้ำ พักเหนื่อย กลุ่มอื่น ๆ ก็ทยอยเดินทางมาถึงตามลำดับ

                กลุ่มสุดท้ายก็จะเป็นกลุ่มของเก๋ อ๊อด น้ำแข็ง และปิดท้ายด้วย ตชด. เมื่อเก๋มาถึงจึงรู้ว่า ตรงทางขึ้นจากห้วยจะเป็นทางเดินเล็ก ๆ แคบมาก อีกด้านหนึ่งคือตลิ่งของห้วยซึ่งสูงพอสมควร เก๋บอกว่าพอดีขาพลิกเลยเสียหลักตกเขา ไม่ใช่ตกขาว ดีที่คว้าต้นไม้แถวนั้นไว้ได้ ไม่ตกลงไปข้างล่าง ถือว่าไม่เป็นอะไรมา แต่ดูเหมือนว่า เก๋จะ “อ่อน” ไปหน่อยสำหรับทริปนี้ ร่างกายไม่ค่อยพร้อมจากการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อเพราะการเดินทางนั่นเอง ไม่เป็นไรเขาเคยเป็นทหารมาก่อน

                วันนี้เราออกมาจากหมู่บ้านได้ไวกว่ากำหนด เนื่องจากระยะทางขากลับมีทางลัด ผมนึกในใจแล้วว่าทางที่ไม่คุ้นตอนลงเขามันเป็นอีกทางหนึ่งกับขามา เพราะเราเดินอ้อมไปไกล ด้วยความสูงของมันเขาเลยไม่แนะนำให้เราเดินทางทางนี้หรือเปล่า ระยะทางขากลับประมาณ เกือบ ๑๐ กม. และเป็นการเดินลงเขา ทำให้ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงกว่า ๆ ส่วนขาไปนั้นระยะทาง ๑๑.๕ กม. ๓.๕ ชั่วโมง เส้นทางอันแสนลำบากนี้ พวกเราก็ได้พิชิตมันแล้ว สิ่งใดที่เราได้ทำสำเร็จสิ่งนั้นมันจะเป็นความภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจให้กับตนเอง บางทีก็มานั่งนึกว่า เราทำไปได้อย่างไร ผมเชื่อแน่ว่าทุก ๆ คนคงจะมีความกระหยิ่มอยู่ในใจว่า ได้ผ่านความยากลำบากด่านนี้ไปได้แล้ว ครั้งต่อไปเราหาที่ใหม่เถอะนะครับท่านประธาน  แต่เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทุกคนกลับมาได้อย่างครบ ๓๒ อยู่รอดปลอดภัย และยังคงจะต้องลงเรือลำเดียวกันต่อไป เนื่องจากว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

                ตอนเดินทางมา ผมเดินกับเปาทั้งขาไปและขากลับ เลยได้คุย ๆ กัน เปามีพี่น้อง ๓ คน ตอนนี้พ่อแม่ของเปาไปทำมาหากินอยู่ที่ฝั่งพม่า ตนเองนั้นอาศัยอยู่กับญาติ ๆ เปาเพิ่งจะอายุ ๑๒ ขวบ เสียดายที่ไม่มีของขวัญอะไรฝากไว้ให้เปาเลย แต่สำหรับคนที่ขนของมาให้นั้น พี่ ๆ จะมีค่าตอบแทนให้ทุกคน  

                คนขับเรือของเรามี ๒ คน คนหนึ่งเป็นพม่า คนหนึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงแต่พูดไทยได้ดี เขาเฝ้าเรืออยู่ที่นี่ ของที่เรายังขนไปไม่หมดก็ยังมีอยู่เล็กน้อย น่าเสียดายที่ครั้งนี้การเดินทางลำบากเกินไป ข้าวของบางส่วนอาจจะไม่จำเป็นสำหรับผู้รับ จึงดูไร้ค่าไปเลย

                ลำนำการเดินทางกลางป่าเขา บางช่วงเงียบสงัดได้ยินแต่เพียงเสียงของลมหายใจของตัวเอง เป็นบทเรียนที่ได้ฝึกฝนจิตใจให้อดทน ให้มีสมาธิ จดจ่อกับการเดินทาง บางทีเราก็ใช้ชีวิตในการบันทึกการเดินทาง ความทรงจำที่เกิดจากความลำบากนั้นย่อมจารึกลงไปในสมองส่วนที่เป็นข้อมูลถาวร เราไม่อาจลืมเลือนมันได้ เพราะมันถูกจดจำจากการกดทับอย่างหนัก ซึ่งมันจะกลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่า ละเอียด แม่นยำ นั่นคือข้อดีของประสบการณ์ที่ยากลำบาก มันต่างจากความสุขสบายที่เราจะลืมเลือนมันไป ไม่ควรค่าแก่การจดจำ การได้ทำความดีและการได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่าก็ไม่ต่างกัน ความจริงสมองของเรานั้นเลือกบันทึกแต่ที่สิ่งที่ดีและมีประโยชน์ที่ควรค่าแก่การจดจำทั้งนั้น แต่คนเรากลับเลือกที่จะบันทึกข้อมูลที่ไร้ประโยชน์สิ้นเปลืองหน่วยบันทึกข้อมูลและไม่มีประโยชน์อะไรที่จะดึงเอาความทรงจำเหล่านั้นขึ้นมา โลกและธรรมชาติกำลังจะสอนให้เราได้รับรู้และเข้าใจในสรรพสิ่งและความเป็นไป เพียงแต่เราจะรู้ทันในกระบวนการเหล่านั้นหรือไม่ หากเรามีความสุขและได้รับพลังจากการกระทำในสิ่งใด ๆ นั่นคือเราได้รับรู้และเข้าใจในกฎของธรรมชาติส่วนหนึ่งแล้ว

                โปรดติดตามตอนต่อไป

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มัชฌิมาปกร วันที่ : 25/12/2019 เวลา : 08.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม

ขอบคุณแม่หมีที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้เสมอมาครับ
ทำดีเพื่อพ่อและเพื่อสังคมครับ
จากจุดเล็ก ๆ ทีี่เรายังคงยึดมั่นในคุณงามความดี

ความคิดเห็นที่ 1 มัชฌิมาปกร ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 25/12/2019 เวลา : 08.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ต้นไม้ต้นใหญ่มากๆ
อ่านจบทุกตอน เชื่อว่าจากกิจกรรมนี้คุณหนุ่ยได้อะไรดีๆกลับไปมากมายเลย
อย่างแรกสุขใจที่ได้ทำความดี และอื่นๆอีกมากมายที่คุณหนุ่ยเจอ
ดีจังค่ะ เกิดมาได้แบ่งปันและทำความดี
อะไรที่เราว่ายาก อะไรที่ว่าเหน็ดเหนื่อย
พ่อของเราคงมองลงมาจากฟ้า และคงดีใจที่มีคนก้าวตามพระองค์
ธ ผู้ทรงเป็นที่รักของเรา พระองค์เหนื่อยกว่าเรามากมายนัก
ขอบคุณเรื่องราวดีๆค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน