• เย่ซินหวา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : china.thaitrading@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2015-08-01
  • จำนวนเรื่อง : 6
  • จำนวนผู้ชม : 12551
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
บูรพาไม่แพ้
เรื่องราวสัพเพเหระทางประวัติศาสตร์ กลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องสั้น นวนิยาย ศิลปะ วัฒนธรรมอันสูงค่าของกลุ่มชนชาวบูรพาและอุษาคเนย์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Klit2512
วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม 2561
Posted by เย่ซินหวา , ผู้อ่าน : 550 , 16:15:49 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน วรรณสุข โหวตเรื่องนี้

 

ชีวิตและงานปฏิวัติของผม...ซุนยัตเซ็น

 

- ๑ -

 

 

 

 

               ประชาชาติจีนที่รักทั้งหลาย พี่น้องร่วมชาติบนผืนแผ่นดินใหญ่ พี่น้องร่วมชาติในไต้หวัน ทั้งชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก...กว่าที่ท่านทั้งหลายจะได้อ่านชีวิตและงานปฏิวัติของผมฉบับนี้ ผมคงลาจากโลกนี้ไปได้หลายสิบปีแล้ว...

 

               เมื่อถึงเวลาที่ผมกำหนดไว้ตามพินัยกรรม ทายาทของผม ลูกหลานของซุนเคอบุตรชายของผมจะเป็นผู้นำอัตชีวประวัติฉบับนี้ออกเผยแพร่แก่สาธารณชนตามที่ผมได้สั่งเสียไว้ก่อนที่จะสิ้นลม

 

ขอเชิญท่านทั้งหลายติดตามเรื่องราวของผมได้ ณ บัดนี้...

 

               ผมเกิดเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน คริสตศักราช ๑๘๖๖ ที่หมู่บ้านชุ่ยเหิง อำเภอเซียงซาน มณฑลกวางตุ้ง ผมเกิดมาภายหลังจากกองทัพอังกฤษและฝรั่งเศสบุกกรุงปักกิ่งเข้าเผาทำลายพระราชวังฤดูร้อนหยวนหมิงหยวนได้หกปี

               ผมเป็นลูกคนที่สามในจำนวนสี่คนของครอบครัวจีนฮากกาอาชีพชาวนาที่ยากจนข้นแค้น พ่อของผมชื่อว่า "ซุนต๋าเฉิง" ซึ่งเป็นบุตรของ "ซุนจิ้งเสียน" ปู่ของผม ส่วนแม่ของผมแซ่หยาง ชื่อ หยางไท่ เช่นเดียวกัน มารดาของผมก็เป็นจีน ฮากกาจากครอบครัวชาวนาที่ยากจนเช่นเดียวกัน

               ผมมีพี่ชายหนึ่งคน ชื่อ "ซุนเหมย" พี่สาว กับ น้องสาว อย่างละหนึ่งคน

               แรกเกิดปู่ของผมตั้งชื่อให้ว่า "ตี้เชี่ยง" พอโตมา พ่อผมจึงตั้งชื่อให้ว่า "ซุนเหวิน" ( 孙文 ) เมื่อผมโตเป็นหนุ่มผมจึงใช้ชื่อซุนเต๋อหมิง ( 孙德明 ) ต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้ "ซุนยัตเซ็น" ( 孙逸仙 ) เป็นชื่อทางการ

 

***ซุนยัตเซ็น เป็นเสียงในภาษาจีนกวางตุ้ง จีนกลางออกเสียงว่า ซุนอี้เซียน...***

 

               เมื่อผมยังเด็ก ชีวิตครอบครัวผมยากจนข้นแค้นมีความลำบากเป็นอย่างมาก ครอบครัวของเรา ๗ ชีวิตซึ่งประกอบด้วย ปู่ พ่อ แม่ พี่ชาย พี่สาว ตัวผม และน้องสาวอีกหนึ่งคนต้องอยู่กันอย่างยัดเยียดในกระต๊อบหลังเล็ก ๆ ที่สร้างด้วยดินเหนียวผสมฟางข้าวที่เราชาวฮากกาเรียกกันว่า "บ้านเหวยหลงอู่"

               หลังจากที่ปู่ผมเสียชีวิตไป ครอบครัวเรากลับลำบากกันมากขึ้น ผมเองไม่มีแม้แต่รองเท้าให้สวมใส่จำต้องย่ำเดินไปไหน ๆ ด้วยเท้าเปล่า อาหารที่กินแต่ละมื้อบ่อยครั้งต้องต้มมันเทศกิน นาน ๆ ถึงจะได้เคี้ยวข้าวสวย ที่เป็นอย่างนี้เพราะพ่อผมต้องเอาข้าวไปขายเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายสิ่งจำเป็นภายในบ้าน

               ปู่ของผมมาจากครอบครัวชาวนาที่ยากจน ไม่เคยมีที่นาเป็นของตัวเอง ตลอดชีวิตของปู่ผมต้องเช่านาเขาทำเพื่อความอยู่รอดของลูกหลาน พ่อผมนอกจากทำนาแล้วเมื่อหมดฤดูทำนาก็ต้องข้ามไปในมาเก๊าเพื่อประกอบอาชีพเป็นช่างปะรองเท้าเป็นอาชีพเสริม หลังจากที่พ่อของผมเริ่มมีอายุมากขึ้น จึงเลิกไปทำรองเท้าที่มาเก๊าและได้อาชีพใหม่เป็นคนเฝ้ายามประจำหมู่บ้านพอให้ท่านได้สบายขึ้นมาได้บ้าง

               ต่อมา พี่ชายของผม ซุนเหมย ( 孙梅 ) ลาออกจากการเป็นคนงานในหมู่บ้านเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๗๑ เขาตัดสินใจลงเรือไปกับเพื่อน ๆ สู่เกาะฮาวายอันไกลโพ้น เมื่อไปถึงเขาได้เป็นคนงานในสวนผักจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นคนงานในฟาร์มปศุสัตว์ ณ ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์นี้เอง พี่ชายผมมีโอกาสได้หักร้างถางพงที่ดินอันไม่มีใครเป็นเจ้าของแล้วทดลองเลี้ยงแพะ แกะ และโคนมโคเนื้อออกลูกแตกหน่อได้ขายเนื้อขายนมจนเก็บหอมรอมริบมีฐานะถึงขั้นเศรษฐีใหญ่ในเกาะฮาวายกลายเป็นนายทุนชาวจีนโพ้นทะเลที่มีสถานะประชาชนอเมริกัน

               ความสำเร็จของซุนเหมยพี่ชายของผม ส่งผลอันใหญ่หลวงและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผมและคนในครอบครัวจากหน้ามือเป็นหลังมือ หากไม่มีพี่ชายของผม ผมคงไม่ได้มีโอกาสเรียนโรงเรียนแพทย์ในฮ่องกงจนสำเร็จเป็นหมอและดำเนินการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ

               พูดได้ว่าซุนเหมยพี่ชายผมเป็นผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของประชาชาติจีนคนหนึ่งด้วยก็ว่าได้

 

ในภาพอาจจะมี 11 คน

 

ภาพถ่ายครอบครัว ดร.ซุนยัตเซ็น ภาพนี้ถ่ายที่โฮโนลูลูหลังจากที่บิดาของท่านไปแล้วและฐานะครอบครัวประสบความสำเร็จร่ำรวยขั้นเศรษฐีนั่งกลางคือนางหยางไท่ มารดาของ ดร.ซุน แถวหลังสุดผู้ชายที่ผูกหูกระต่ายคือซุนเหมย พี่ชายของท่าน สตรีที่ยืนอยู่ข้าง ดร.ซุน คือหลูมู่เจิน ภรรยาที่แต่งงานตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตามคติของสังคมศักดินาแบบเก่านอกนั้นเป็นลูกหลานของซุนเหมยครับ.

 

                อำเภอเซียงซาน มณฑลกวางตุ้ง ( 香山县  ) อันเป็นบ้านเกิดของผมตั้งอยู่บนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง ว่ากันตามจริง ที่ตั้งของอำเภอเซียงซานซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาหรือทิศใต้ของแม่น้ำไข่มุกเส้นนี้ มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เลยไปทางใต้ไม่ไกลเท่าไหร่ก็เป็นดินแดนมาเก๊าเขตปกครองของโปรตุเกส ทางทิศเหนือของเซียงซานก็ติดต่อกับนครกว่างโจวเมืองเอกและศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าการปกครองของมณฑลกวางตุ้ง การคมนาคมก็สะดวกสบายไปมาง่ายทั้งทางบกและทางน้ำ

               หมู่บ้านชุ่ยเหิงที่ผมเกิดอยู่ทางตะวันออกของตัวอำเภอ ห่างจากเซียงซานออกมาห้าสิบกว่าลี้ ช่วงที่ผมเกิดและใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ที่บ้านเกิดนั้นทั้งหมู่บ้านมีบ้านเรือนอยู่แค่ ๗๐ กว่าหลังคาเรือน นับว่าเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ด้วยที่ชุ่ยเหิงมีภูเขาล้อมรอบ บ้านเกิดของผมจึงเป็นสถานที่ที่ขุนนางผู้รักชาติผู้สร้างเกียรติประวัติในการปกป้องปิตุภูมิกล้าต่อกรกับเกรทบริเทนก่อสงครามฝิ่นอันเกริกเกียรติเกรียงไกร ขุนนางผู้นั้นคือหลินเจ๋อสวี ( 林则徐 )

               หลินเจ๋อสวีได้นำกองทัพต้าชิงมาตั้งมั่นอยู่ที่เซียงซาน กวานเทียนเผยแม่ทัพของหลินเจ๋อสวีเคยนำกองทัพต่อต้านกองทัพเรือของอังกฤษผู้รุกรานและมอมเมาชาวจีนให้ติดฝิ่นอย่างงอมแงมมาตั้งหลักอยู่ที่ชุ่ยเหิงอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะสละชีพอย่างอาจหาญในการสงครามฝิ่นอันอัปยศอดสูในครั้งนั้น อำเภอเซียงซานของผมได้เป็นสมรภูมิรบบนปราการหมอเตาในเขตเซียงซาน มวลชนชาวเซียงซานได้พร้อมใจกันจับอาวุธร่วมกับกองทัพของหลินเจ๋อสวีต่อสู้กับกองทหารอังกฤษผู้รุกรานหลายครั้งหลายหน ครั้งหนึ่งมวลชนชาวเซียงซานก็ได้จัดกองเรือร่วมรบทางน้ำกับกองทัพอังกฤษที่ไป่เอ๋อถานในนครกว่างโจว บรรพบุรุษของผมที่เป็นชายฉกรรจ์หลายคนได้เข้าร่วมรบในสมรภูมิหมอเตาด้วย

               ในปี ค.ศ. ๑๘๕๔ ผู้นำสมาคมเทียนตี้ฮุ่ย ( 天地会 - สมาคมขบวนการฟ้า-ดิน ) ของมณฑลกวางตุ้งชื่อเฉินไคได้นำมวลชนลุกขึ้นสู้ที่อำเภอหนานไห่ จังหวัดฝอซาน เพื่อร่วมกับขบวนการปฏิวัติ "ไท่ผิงเทียนกว๋อ" ของหงซิ่วฉวน หลังจากนั้นเข้าล้อมตีนครกว่างโจวนานร่วมครึ่งปี เช่นเดียวกัน มวลชนชาวเซียงซานของผมภายใต้การนำของหลูหลิงเฟย หวงฝู และ หยวนเอียง จัดตั้งขบวนการโพกผ้าเหลืองเข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติไท่ผิงเทียนกว๋อด้วยเราชาวเซียงซานต่างเป็นฮากกาเช่นเดียวกับหงซิ่วฉวน หงเหรินกาน สือต๊ะไค ผู้นำกบถชาวนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน

               มวลชนชาวเซียงซานภายใต้การนำของหยวนเอียงจัดกำลังเข้าต่อสู้กับกองทหารราชสำนักชิงเป็นการสั่นคลอนอำนาจการปกครองของต้าชิงอย่างหนักและสามารถยึดครองมณฑลกวางตุ้งได้ในที่สุด อำเภอเซียงซานของผมจึงอุดมไปด้วยกลิ่นอายของการต่อสู้กับการรุกรานของต่างชาติและการปกครองของราชวงศ์ชิง สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวผมให้มีความคิดที่จะปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา

               ช่วงที่ผมอยู่ในวัยเด็ก ผมถูกสอนให้ต้องทำนาช่วยผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุได้เพียง ๖ ปี ทุกเช้า ผมจะต้องขึ้นเขากับซุนเมี่ยวซีพี่สาวของผมเพื่อไปตัดฟืนต่อด้วยการเก็บผักเป็นอาหารให้หมู พอผมโตขึ้นก็รับหน้าที่ถางหญ้าและวิดน้ำเข้าแปลงผัก เลี้ยงควายบ้าง บางครั้งก็ต้องออกเรือไปกับหยางเซิ่งฮุยผู้เป็นตาของผมด้วย ผมเกิดมาเป็น "ลูกชาวนาที่ยากจน" จึงได้รับรู้ถึงความยากลำบากอดมื้อ-กินมื้อ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ผมเข้าใจถึงความยากจนข้นแค้นของชาวนาและสัญญากับตัวเองว่า...

               "ชาวนาจีนอย่างผมจะต้องไม่มีชีวิตความเป็นอยู่อันลำบากยากแค้นอีกต่อไป"

               เมื่อผมมีอายุได้ ๑๐ ปีนับว่ายังมีความโชคดีที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือร่วมกับเด็ก ๆ วัยเดียวกันในหมู่บ้าน โดยมีครูซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านนั่นเองเป็นผู้อาสาสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ อย่างผม เมื่อมีโอกาสได้เรียน ผมจึงตั้งใจเรียนอย่างถ่องแท้ ในช่วงเวลากลางคืนผมใช้เวลาไปกับการหัดเขียนและท่องตำราโบราณอย่างคำสอนขงจื้อ เมิ่งจื้อ คัมภีร์สามพยางค์ คำศัพท์และคัมภีร์ทั้งสี่ แต่เมื่อผมโตขึ้นมาอีกกลับมีความรู้สึกว่าผมไม่พอใจกับการศึกษาตามแบบสังคมศักดินาโบราณเอาเสียเลย จึงคิดว่า เป็นการเสียเวลาเป็นอย่างมากที่ต้องมาท่องบ่นกับตำราที่หาประโยชน์อันใดไม่ได้เหล่านี้

               ต่อมาผมพบกับผู้เฒ่าฝงส่วงกวาน อดีตทหารกองทัพไท่ผิงเทียนกว๋อพลัดเข้ามาในหมู่บ้านของผม ท่านผู้เฒ่าฝงชอบเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการลุกขึ้นสู้ของชาวนาจนสามารถก่อตั้งอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อได้ ผมชอบไปนั่งฟังท่านผู้เฒ่าเล่าถึงสมรภูมิรบในที่ต่าง ๆ ของไท่ผิง การสถาปนาอาณาจักรที่หนานจิง การบดขยี้กองทัพของเจิงกว๋อฝานจนขุนนางใหญ่ผู้นี้ทนอัปยศอดสูไม่ได้ต้องไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย การก่อตั้งอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อของหงซิ่วฉวน ทำให้ผมประทับใจผู้นำกบถชาวนาผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้จนทำให้ผมตัดสินใจที่จะก้าวเดินตามหัวหน้ากบถชาวนาคนนี้

 

 

บิดา-มารดาของ ดร.ซุนยัตเซ็น

 

ซุนเหมย พี่ชายของ ดร.ซุนยัตเซ็น เป็นบุคคลแรกในครอบครัวที่อพยพไปอยู่ที่ฮาวาย แล้วประสบความสำเร็จร่ำรวยเป็นเศรษฐีจึงส่งผลให้ ดร.ซุนยัตเซ็นมีโอกาสศึกษาหาความรู้จนสำเร็จเป็นนายแพทย์แผนปัจจุบันและเป็นบุคคลที่มีความสำคัญด้านการให้เงินช่วยเหลือน้องชายในการดำเนินงานปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงจนเป็นผลสำเร็จ

 

ซุนเหวิน หรือ ซุนเต๋อหมิง หรือ ซุนอี้เซียน (ซุนยัตเซ็น) และ ซุนจงซาน ชื่อ ซุนจงซานเป็นชื่อที่ท่านใช้ในการปฏิวัติและได้กลายเป็นชื่อของท่านอย่างเป็นทางการในช่วงปลายชีวิตของท่าน รัฐบาลจีนไต้หวัน และ จีนแผ่นดินใหญ่ ได้ใช้ชื่อซุนจงซาน ส่วนชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลกนิยมใช้ชื่อ ซุนอี้เซียน หรือ ซุนยัตเซ็น ซึ่งเป็นเสียงในภาษากวางตุ้งในการเรียกขานท่าน

 

               นับตั้งแต่ผมฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับการปฏิวัติของไท่ผิงเทียนกว๋อจากผู้เฒ่าฝงส่วงกวาน ผมก็เริ่มรู้สึกได้ว่าสังคมจีนในเวลานี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ผมเห็นข้าหลวงประจำอำเภอเข้ามาที่หมู่บ้านชุ่ยเฮิงของผม พวกเขาเข้ามาเพื่อเรียกเอาพืชพันธุ์ธัญญาหารกับชาวบ้านทั้งยังบังคับเก็บภาษีเอาตามใจชอบ ไม่พอใจชายฉกรรจ์บ้านไหนก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่จับกุมเขาไปเรียกให้ญาติพี่น้องเอาเงินไป "ชำระค่าปรับ" นี่มันบ้าชัด ๆ มันเป็นการ "ปล้นสะดมภ์" และ "เรียกค่าไถ่" เสียมากกว่า

               ราษฎรถูกเรียกเก็บเงินทองขูดรีดเอาเสบียงอาหารและเพิ่มภาษีอากรอย่างตามใจชอบเพิ่มขึ้นทุกปี เหล่าชนชั้นปกครองของราชวงศ์ชิงไม่เพียงแต่ไม่ทำประโยชน์อย่างใดให้ราษฎรหรือประชาชนของเขาแม้แต่น้อย กลับกระทำตรงกันข้ามด้วยการกินสินบาทคาดสินบนขูดรีดกดขี่ข่มเหงประชาชนอย่างทารุนโหดร้าย

               ข้าหลวงของราชสำนักชิงกระทำการย่ำยีประชาชนไม่ต่างจากโจรห้าร้อยเลยทีเดียว

               มีวันหนึ่ง ข้าหลวงจากอำเภอเข้ามาสืบสวนคดีที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของผมแทนที่จะเข้ามาสร้างความยุติธรรมให้กับชาวบ้าน ตรงกันข้าม พวกเขาได้ปรักปรำผู้บริสุทธิ์พร้อมกับยึดเอาข้าวของไปตามอำเภอใจ ผมเห็นพฤติกรรมของข้าหลวงแล้วถึงกับโพล่งปากไปว่าพวกท่านเป็นข้าหลวงเข้ามาทำความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านมิต่างจากโจรป่าดี ๆ นี่เอง โชคดีที่พวกเขาเห็นผมเป็นเด็กจึงไม่นำพาต่อคำสบถของผม

               ด้านพวกเศรษฐีเจ้าที่ดินนั้นเล่า...ก็ไม่ต่างจากข้าหลวงเสียเท่าใดเลย ภายในคฤหาสน์ของเศรษฐีเจ้าที่ดิน บ่าวไพร่ภายในบ้านต้องอยู่กินกันอัตคัดขัดสน ใช่ พวกเขาอยู่อาศัยรับใช้ภายในบ้านเศรษฐี แต่เขาอยู่กันอย่างยากลำบาก กินอาหารต้องกินของเหลือจากเจ้านาย ทั้งยังถูกผู้เป็นนายจิกหัวด่าและเฆี่ยนตี

               เรื่องราวเหล่านี้เกิดเป็นคำถามอยู่ในใจของผม ผมเห็นว่าระบบอย่างนี้ไม่ยุติธรรมต่อชีวิตที่ทุกข์ทรมาน การข่มเหงประชาชนและสังคมศักดินาของประเทศจีนช่วงเวลาที่ผมเยาว์วัยที่ผมพบผมเห็น มันได้สร้างความไม่พอใจและคิดที่จะปลดเปลื้องภาวะอันขาดความยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมา...

               และแล้ววันที่โอกาสในชีวิตของครอบครัวเราก็เริ่มส่องแสงเรืองรองขึ้น ซุนเหมยพี่ชายของผม ซึ่งตัดสินใจหนีความยากลำบากลงเรือล่องทะเลไปไกลถึงรัฐฮาวายได้เกิดความสำเร็จจากการทำฟาร์มปศุสัตว์ จึงจัดการให้ผมกับแม่เดินทางไปอาศัยด้วยกันที่นั่น การเดินทางออกจากผืนแผ่นดินใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมในคราวนั้นผมมีอายุได้ ๑๒ ปี...ผมโดยสารเรือล่องทะเลอันกว้างใหญ่ทำให้ผมเห็นความเจริญของโลกภายนอกอาณาจักรต้าชิงอันฟอนเฟะ...

               "ผมเห็นเรือกลไฟอันใหญ่โต เห็นท้องทะเลอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ทำให้ผมเกิดความเลื่อมใสในวิทยาการของชาติตะวันตก ผมเกิดความใฝ่ฝันที่จะเรียนรู้สรรพสิ่งในโลกกว้างอย่างถ่องแท้ขึ้นมาเลยทีเดียว"

               เมื่อถึงโฮโนลูลู ผมถูกส่งให้เข้าฝึกงานเป็นลูกจ้างอยู่ในร้านขายของของพี่ชายผมบนเกาะมาอูอิ ผมได้เรียนรู้การทำบัญชีอย่างง่าย การดีดลูกคิด ทั้งยังได้หัดพูดภาษาท้องถิ่นฮาวายด้วย ต่อมา ผมได้เข้าเรียนหนังสือเพื่อปูพื้นฐานสู่การเรียนในระบบ และแล้ว ปี ค.ศ. ๑๘๗๙ ผมก็ได้เข้าเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนชายอิโอลันนี ซึ่งเป็นโรงเรียนของคริสตจักรอังกฤษในโฮโนลูลู จนกระทั่งจบการศึกษาที่โรงเรียนนี้เมื่อฤดูร้อนของปี ค.ศ. ๑๘๘๒ ปีเดียวกันนั้นเอง ผมก็เข้าเรียนต่อที่โออาร์โฮไฮสกูล โรงเรียนนี้เป็นของคริสตจักรอเมริกา ในการสอนของโรงเรียนแห่งนี้ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด แรก ๆ ภาษาอังกฤษของผมไม่กระดิกหูกระดิกปากเอาเสียเลย แต่ด้วยความมานะพยายามของผมรวมถึงสภาพแวดล้อมเป็นตัวช่วย ไม่นานภาษาอังกฤษของผมก็ดีวันดีคืนจนสามารถสื่อสารได้คล่องและไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

               ผลลัพธ์จากความเพียรอันน่าทึ่งนี้ ทำให้ผมได้เป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม ในเวลาว่างหลังจากการเรียนและการกวดวิชาภาษาจีนกลางด้วยตัวเองแล้ว ผมจะใช้เวลาในการอ่านชีวประวัติของมหาบุรุษนักปฏิวัติคนสำคัญของโลก ทั้ง จอร์จ วอชิงตัน อับลาฮัม ลินคอน และอีกหลายท่าน

               ในช่วงเวลาที่ผมยังอยู่บนเกาะฮาวายนั้นเอง ได้เกิดการลุกฮือของชาวฮาวายในการรณรงค์ต่อสู้การปกครองของสหรัฐอเมริกา โดยปลุกระดมด้วยคำขวัญว่า "หมู่เกาะฮาวายเป็นของชาวฮาวาย หาได้เป็นส่วนหนึ่งของอเมริกาไม่" การโจมตีรัฐบาลและการปราบปรามขบวนการต่อต้านจึงเกิดขึ้นโดยทั่วไป การรวมกลุ่มต่อสู้คัดค้านการปกครองของอเมริกาผู้รุกรานอย่างห้าวหาญของประชาชนฮาวายที่ผมเห็นนั้น ทำให้ผมอดคิดถึงประเทศจีนของผมที่ถูกจักรวรรดินิยมตะวันตกเข้ารุกราน ทั้งการปกครองอันกดขี่ข่มเหงของราชวงศ์ชิง ทำให้อุดมการณ์ที่จะต่อต้านลัทธิอาณานิคมและการปกครองอันฟอนเฟะของราชสำนักชิงได้เกิดขึ้นในจิตใจของผมอย่างแท้จริง...

               การโฆษณาปลุกเร้าในคตินิยมแห่งความเสมอภาคและภราดรภาพของฝ่ายศาสนจักรนิกายโปรแตสแทนในโรงเรียนที่ผมศึกษาอยู่ ก่อให้เกิดความเร่าร้อนในการศึกษาคัมภีร์และร่วมเคลื่อนไหวไปกับการเผยแพร่ศาสนา ผมมีความคิดที่จะเข้ารีดเป็นคริสเตียนจนถึงกับทะเลาะกับซุนเหมยอย่างรุนแรง

               สุดท้าย ในปี ค.ศ. ๑๘๘๓ ซุนเหมยส่งผมกลับประเทศจีน!!!

 

               โปรดติดตามตอนต่อไป

 

               กฤตย์ เยี่ยมเมธากร

               นครเชียงใหม่

               ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๑

 

 

 

 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
วรรณสุข วันที่ : 13/03/2018 เวลา : 19.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/outofstep

ตอนเด็กเคยอยู่โรงเรียนจีนสองปี ในโรงเรียนมีรูป ดร.ซุนยัดเซ็น ติดอยู่ที่ผนังด้วยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน