*/
  • หนองแหวน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : infantry21@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-01
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 109611
  • จำนวนผู้โหวต : 14
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by หนองแหวน , ผู้อ่าน : 1154 , 12:02:42 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี พ.ศ. 2551
(Corruption Perceptions Index 2008)

“ผลการจัดอันดับคอร์รัปชันโลกประจำปี พ.ศ. 2551 ชี้คอร์รัปชันของประเทศไทยในสายตาต่างชาติแย่ลง”
องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เปิดเผยผลสำรวจการจัดอันดับดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี พ.ศ. 2551 พบว่า ประเทศไทยได้ 3.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับที่ 80 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับที่ 13 จาก 32 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค* ใช้ผลการสำรวจจากแหล่งข้อมูล 13 แห่งที่ได้ดำเนินการสำรวจในปี พ.ศ 2550 และ 2551
CPI (Corruption Perceptions Index) คือ ดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก แล้วนำมาจัดอันดับประเทศ โดยเรียงลำดับจากประเทศที่มีค่าดรรชนีสูงที่สุด(ภาพลักษณ์คอร์รัปชันน้อยที่สุด) จนถึงประเทศที่มีค่าดรรชนีต่ำที่สุด (ภาพลักษณ์คอร์รัปชันมากที่สุด) เป็นการจัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านปัญหาคอร์รัปชันโดยมีเครือข่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก ซึ่งได้ดำเนินการเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2538 ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลจากการสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆ เป็นการสำรวจระดับความรู้สึก/การรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศนั้นๆ ซึ่งการจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชันในปี พ.ศ. 2551 นี้ ได้จัดอันดับจากประเทศต่างๆ จำนวน 180 ประเทศทั่วโลก ผลการจัดอันดับประจำปี 2551 พบว่า ประเทศไทยพัฒนาดีขึ้นจากอันดับที่ 84 (3.3 คะแนน)เมื่อปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 80 (3.5 คะแนน) อยู่ในอันดับเดียวกับบราซิล บูกินนาฟาโซล โมร็อคโค และซาอุดิอาราเบีย ขณะที่เดนมาร์ค นิวซีแลนด์ และสวีเดน เป็นกลุ่มประเทศที่ครองอันดับที่หนึ่ง (9.3 คะแนน) ส่วนโซมาเลียเป็นประเทศที่อยู่อันดับสุดท้าย (1.0 คะแนน) โดยมีประเทศอิรัก และพม่า อยู่ในอันดับรองสุดท้าย (1.3 คะแนน) เมื่อพิจารณาเฉพาะการจัดอันดับของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย* พบว่า ประเทศที่มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 คือ สิงคโปร์ (9.2 คะแนน) ส่วนประเทศที่มีคะแนนต่ำที่สุดคือ พม่า (1.3 คะแนน)

องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ถ.เสรีไทย บางกะปิ กทม. 10240 โทรศัพท์ 02-727-3501-2 02-377-7206 โทรสาร 02-374-7399

เว็บไซด์ http://www.transparency-thailand.org/thai

คลิ๊กดูรายละเอียดเพิ่มเติ ม http://www.transparency-thailand.org/thai/index.php?option=com_content&task=view&id=55&Itemid=1

เปิดผลสอบ"ป.ป.ท" กรณีทุจริต"โครงการนมโรงเรียน"

หมายเหตุ - เป็นผลสรุปการตรวจสอบข้อเท็จจริงการร้องเรียนการทุจริตเกี่ยวกับโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม หลังแต่งตั้งคณะกรรมการ 10 ชุด ตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้ง 9 เขต รวม 15 จังหวัด จำนวน 84 แห่ง ในห้วงวันที่ 16 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

1.โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2535 ในสมัยที่ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ในระยะแรกนั้นได้จัดงบประมาณให้นักเรียนระดับอนุบาลได้ดื่มนม 120 วัน/ปี โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลโครงการ ในปี 2537 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) เป็นผู้เบิกเงินงบประมาณและจัดซื้อนม ต่อมารัฐบาลได้ขยายเป้าหมายโครงการให้นักเรียนได้ดื่มนมจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ให้ขยายจนถึง ประถมศึกษาปีที่ 6) เมื่อปี 2544 เริ่มมีการถ่ายโอนงบประมาณโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ.2542 อปท.จึงเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อนมโรงเรียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

2.คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทำการตรวจสอบโดยการเข้าพบเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบปากคำและขอข้อมูลและเอกสารพบว่ามีการกระทำในระดับการกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์ในลักษณะที่น่าเชื่อว่ามีการกระทำเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และในระดับพื้นที่ต่างๆ มีการกระทำที่เป็นพิรุธส่อเจตนาไม่สุจริต หรือประพฤติมิชอบ ซึ่งพอที่จะสรุปเป็นประเด็นพร้อมข้อสังเกตที่ต้องให้ความสำคัญ ดังนี้

2.1 ประเด็นเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของ อปท.

(1) อปท.จัดส่งประกาศสอบราคาไปยังผู้ประกอบการตามที่มีรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองสิทธิจำหน่ายนมของแต่ละโซน (ซึ่งมีอย่างต่ำ 18 ราย) แต่มีผู้ประกอบการเพียง 1-2 รายเท่านั้นที่มาเสนอราคา และพบว่าผู้ที่มาเสนอราคา 2 รายดังกล่าว ได้ตกลงจัดสรรกันมาก่อนแล้วว่ารายใดจะเป็นผู้ชนะและได้ทำสัญญากับ อปท.เนื่องจากพบข้อเท็จจริงว่า รายที่ชนะการสอบราคาจะเสนอราคากลางทุกครั้ง ส่วนอีกรายที่สมอ้างเป็นคู่แข่งจะเสนอราคาที่สูงกว่าราคากลาง เป็นเช่นนี้ทุกครั้งไป ซึ่งเป็นลักษณะของการตกลงแบ่งเขตของผู้ประกอบการด้วยกันเอง ทำให้มีผู้แข่งขันน้อยราย และไม่เคยปรากฏว่ามีการเสนอราคาที่ต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้

(2) ผู้ประกอบการรายใดได้ทำสัญญากับ อปท.ก็มักจะเป็นผู้ประกอบการรายนั้นเพียงรายเดียวที่เป็นคู่สัญญาที่ผูกขาดกับ อปท.ในเขตพื้นที่นั้นๆ

(3) ในหลายพื้นที่ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการที่มีรายชื่อมีสิทธิจำหน่ายนม มาเสนอราคาแต่เพียงรายเดียว โดยไม่มีผู้แข่งขัน ทำให้ อปท.จำต้องทำสัญญาจัดซื้อ โดยไม่อาจปฏิบัติเป็นอย่างอันได้ บางพื้นที่ก็ไม่มีผู้ประกอบการรายใดมายื่นเสนอราคาเลย ทำให้ อปท.ต้องจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคา หรือวิธีกรณีพิเศษ

(4) ผู้ประกอบการที่ยื่นเสนอราคาทั้ง 2 รายมิได้ดำเนินการเอง แต่มีการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกันมาดำเนินการเสนอราคาแข่งขันกันเอง กรณีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงทั่วไปเกือบทุกภูมิภาค (บุคคลดังกล่าวจะเรียกขานกันว่า "คนเดินนม")

(5) มีบุคคลคนเดียวกัน ที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบการให้ไปยื่นเสนอราคาแข่งกับผู้ประกอบการอีกรายหนึ่ง พบว่าหากบุคคลดังกล่าวรับมอบอำนาจจากผู้ประกอบการรายใดรายนั้นก็จะเป็นผู้ชนะการสอบราคาและได้ทำสัญญากับ อปท. และในการสอบราคาครั้งใหม่บุคคลดังกล่าวได้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบการที่เคยเป็นคู่แข่งขันเข้ายื่นเสนอราคาแข่งกับผู้ประกอบการเดิมที่ตนเคยได้รับมอบอำนาจมาก่อน และผู้ประกอบการ (ที่เคยเป็นคู่แข่งขัน) ที่บุคคลดังกล่าวรับมอบอำนาจในคราวนี้ก็จะเป็นผู้ชนะการสอบราคา

(6) พบว่า อปท.ทำสัญญาจัดซื้อโดยมิได้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้กล่าวคือไปทำสัญญากับผู้ประกอบการ ซึ่งมิได้มีรายชื่อเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองสิทธิการจำหน่ายนมพาสเจอร์ไรซ์ในโซนเดียวกันกับ อปท.นั้น แต่ไปทำสัญญาจัดซื้อนมจากผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองสิทธิฯ ในโซนอื่น (ข้ามโซน)

(7) พบว่า อปท.ทำสัญญาจัดซื้อนมโรงเรียนจากผู้ประกอบการจำหน่ายรายอื่นที่มิได้เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองสิทธิจำหน่ายนมโรงเรียน ในทั้ง 3 โซน ที่ระบุไว้ให้ อปท. จัดซื้อ

(8) ในหลายพื้นที่พบว่า ผู้ประกอบการได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทน แต่ปรากฏว่าบุคคลนั้นยังไปเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบการรายอื่นอีกหลายรายในพื้นที่อื่นด้วย

(9) ในหลายพื้นที่ (ภาคใต้ โซนที่ 2) พบว่ามีการดำเนินการในลักษณะที่มีบุคคลในพื้นที่ (พ่อค้านม) ทำหน้าที่เป็นนายหน้า รับดำเนินการหาซื้อนมจากทุกผู้ประกอบการ เพื่อให้ได้จำนวนที่เพียงพอมาส่งให้แก่โรงเรียน โดยตกลงแบ่งเขตพื้นที่กันดำเนินการ ซึ่งจะได้ค่าดำเนินการจากผู้ผลิตถุงละ 50-60 สตางค์ โดยผู้ประกอบการ จะมอบอำนาจให้ตัวแทนดังกล่าว ไปดำเนินการแทนทุกอย่างตั้งแต่ เสนอราคาและทำสัญญากับ อปท.จึงเป็นที่เห็นได้ว่า อปท.ไม่สามารถทำสัญญาได้เองโดยตรงกับผู้ประกอบการ หากแต่ต้องผ่านนายหน้าที่เป็นตัวกลาง ซึ่งได้รับผลประโยชน์ ทำให้การเสนอราคา มิอาจที่จะได้ทำสัญญาในราคาที่ต่ำกว่าราคากลางได้เลย

2.2 ประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดเกณฑ์แบ่งเขตพื้นที่การจำหน่าย

(1) ตามหลักเกณฑ์การแบ่งเขตพื้นที่จำหน่ายแต่ละโซน โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อบริหารจัดการระบบขนส่ง Logistic ที่มีประสิทธิภาพ หากแต่ตามบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองสิทธิจำหน่ายพบว่าส่วนใหญ่จะได้รับการรับรองสิทธิให้จำหน่ายได้เพียงรายละ 1 โซน จำนวน 3 แห่ง และบริษัทอีกจำนวน 1 แห่ง ที่ได้รับการจัดสรรโควต้าและรับรองสิทธิให้จำหน่ายนมโรงเรียนได้ถึง 2 โซน (ส่อว่าเป็นการจัดสรรสิทธิที่ไม่เป็นธรรม)

(2) ผู้ประกอบการมิได้ดำเนินการจำหน่ายเพียงแต่ในเขตพื้นที่หรือโซนที่กำหนดไว้เท่านั้น หากแต่ยังจำหน่าย (ข้ามโซนไปในโซนอื่นอีก เช่น สหกรณ์หลายแห่ง มีสิทธิจำหน่ายนมในโซนที่ 2 และ 3 แต่ได้จำหน่ายข้ามเขตไปในโซนที่ 1 ถึง 8 จังหวัด สหกรณ์หลายแห่งมีสิทธิจำหน่ายนมในโซนที่ 3 แต่ได้จำหน่ายข้ามเขตไปในโซนที่ 1 ถึง 4 จังหวัด สหกรณ์หลายแห่ง มีสิทธิจำหน่ายนมในโซนที่ 2 แต่ได้จำหน่ายข้ามเขตไปในโซนที่ 1 และโซนที่ 3 ถึง 4 จังหวัดสหกรณ์หลายแห่ง มีสิทธิจำหน่ายนมในโซนที่ 3 แต่ได้จำหน่ายข้ามเขตไปใน โซนที่ 1 (จังหวัดน่าน) และ บ.คันทรี เฟรธ แดรี่ จำกัด มีสิทธิจำหน่ายนมในโซนที่ 4 แต่ได้จำหน่ายข้ามเขตไปในโซนที่ 2 ถึง 2 จังหวัด เป็นต้น

(3) แม้จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าผู้ที่จะจำหน่ายนมโรงเรียนได้ จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองสิทธิจำหน่าย จากคณะกรรมการฯ หากแต่ในทางปฏิบัติ กลับตรวจสอบพบว่า มีผู้จำหน่ายนมพาสเจอร์ไรซ์ เป็นจำนวนมาก ถึง 14 ราย (ตามข้อ 2.8.1 (7)) ที่มิได้เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองสิทธิ

(4) พบว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการและได้รับการรับรองสิทธิจำหน่ายแต่จากการตรวจสอบ ไม่ปรากฏพบว่ามีการทำสัญญาจำหน่ายตามนามโครงการนมโรงเรียนกับ อปท.ใดๆ เลย

2.3 ประเด็นเกี่ยวกับผู้ประกอบการจำหน่ายนมโรงเรียน

สถานศึกษาต่างๆ ที่มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมที่ได้เข้าร่วมโครงการและได้รับการรับรองเป็นผู้ประกอบการที่มีสิทธิการจำหน่ายนมฯ แต่ไม่ดำเนินการเองกลับว่าจ้างเอกชนให้เป็นผู้แปรรูปผลิตและนำส่งโรงเรียน โดยทำสัญญาตกลงให้เอกชนนั้น ใช้โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสถานศึกษา ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐ

นอกจากนี้มีข้อมูลจากการสืบสวนในทางลับว่า เอกชนผู้ดำเนินการผลิตดังกล่าวได้ทำการผลิตนมมาจากโรงงานอื่นในเครือข่ายของตน (นอกโรงงานของมหาวิทยาลัย) ที่มีจำนวนมาก แต่กลับใช้ตราและยี่ห้อผลิตภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย

2.4 ประเด็นข้อสังเกตทั่วๆ ไป

(1) ในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งกำลังประสบปัญหาความไม่สงบ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่จะเข้าไปยื่นเสนอราคาและทำสัญญาเลยเพราะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย ทำให้นักเรียนไม่ได้ดื่มนมเลยในภาคเรียนที่ 2/2551 ที่ผ่านมาทั้งภาคเรียน

(2) อปท.หลายแห่งแสดงความเห็นว่าการจัดซื้อนมโรงเรียนตามโครงการนี้ควรที่จะได้เป็นการจัดซื้อโดยเสรี เพราะทำให้ อปท.สามารถที่จะซื้อได้จากเกษตรกร (รายเล็ก) ในพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจของชุมชนและสะดวกต่อการขนส่ง และทำให้ อปท.สามารถเจรจาต่อรองราคาได้ต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ เช่น อบต.ดอนแก้ว จ.เชียงใหม่ ในระยะแรกที่สามารถจัดซื้อได้โดยอิสระ มีผู้มายื่นเสนอราคาจำนวนมาก อบต.สามารถต่อรองราคาและได้นมมีคุณภาพราคาถูกได้ และสามารถนำส่งแจกจ่ายให้สถานศึกษาในสังกัดได้ทั่วถึงแม้ในวันหยุดราชการ หากแต่เมื่อมีการจัดโซนจำหน่ายทำให้ อบต.จำต้องทำสัญญากับผู้ประกอบการเพียง 2-3 รายที่มีสิทธิเท่านั้นที่มาเสนอราคาในลักษณะผูกขาด

(3) กรณีการตรวจสอบคุณภาพของนม อปท.ไม่มีความสามารถที่จะทำการตรวจสอบคุณภาพทางวิทยาศาสตร์ได้ ทำได้ก็แต่เพียงตรวจสอบทางกายภาพ อาทิ จำนวนที่จัดส่งตรวจสอบดูวันหมดอายุที่ระบุไว้ว่าเหลือระยะเวลาสอดคล้องกับจำนวนวันที่ให้เด็กดื่ม ตรวจสอบบรรจุภัณฑ์อยู่ในสภาพดี สะอาด ไม่รั่วซึม ไม่เสียรูปทรง เป็นต้น จึงเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อย.หรือสาธารณสุขจังหวัดพื้นที่ควรจะได้หมั่นตรวจสอบให้บ่อยครั้งกว่าปัจจุบันนี้

อนึ่งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการปฏิบัติการทั้ง 10 คณะครั้งนี้ได้พบว่า อปท.ส่วนมากเคยประสบปัญหาเกี่ยวกับรสชาติ กลิ่น สี หรือความเข้มข้นของน้ำนมและการบูด เน่าเสีย น่าเชื่อว่ามีการผลิตไม่ได้คุณภาพ มีการนำนมผงมาผสมน้ำ หรือการทำให้น้ำนมเจือจางเพื่อลดต้นทุนการผลิต และอื่นๆ ซึ่งเป็นผลเสียต่อรัฐและเด็กนักเรียนอย่างมาก

3.จากการตรวจสอบ และวิเคราะห์ การดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) พบข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญว่า การดำเนินการในระดับนโยบายที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางต่างๆ ในการบริหารจัดการ อาทิ การกำหนดจำนวนผู้ประกอบการที่สามารถจำหน่ายนมในโครงการได้การจัดสรรสิทธิการจำหน่ายโดยต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองสิทธิจากคณะกรรมการรับรองสิทธิและการจัดเขตพื้นที่หรือโซนการจำหน่ายนั้น เป็นกรณีที่เห็นได้ว่าเข้าข่ายเป็นการกีดกันมิให้ได้มีการประกอบการจำหน่ายนมกันได้อย่างเสรี เป็นหลักเกณฑ์ที่มิได้มุ่งให้เกิดการแข่งขันในทางประกอบอาชีพของประชาชนโดยเสรี เป็นการดำเนินการที่เข้าข่ายน่าจะผิดกฎหมาย

และเป็นที่เห็นได้ว่าเมื่อ อปท.นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการสมยอม มีการตกลงร่วมกันในการเสนอราคา และมีการหลีกเลี่ยงการแข่งขัน ถึงแม้เมื่อปี พ.ศ.2551 จะมีกฎหมายคือพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นมฯ ก็มีการใช้กฎเกณฑ์ดังกล่าวโดยกฎหมายมิได้ให้อำนาจจะกระทำได้ (ทำเกินอำนาจแห่งกฎหมาย) อีกเช่นกัน

ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่ดำเนินการกันมาตั้งแต่ปี 2545 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน จึงเป็นกฎเกณฑ์ที่ขัดต่อเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ซ้ำยังก่อให้เกิดการผูกขาด ตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม และผลลัพธ์อันร้ายแรงที่สุดคือรัฐต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากโดยได้นมโรงเรียนที่ด้อยคุณภาพ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ เป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดวิธีดำเนินการที่น่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย คือกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10, 11, 12 และ 13 สำนักงาน ป.ป.ท.จะได้พิจารณาดำเนินการดังนี้

3.1 เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 เป็นความผิดที่กำหนดเป็นพิเศษว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.เท่านั้น เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่สอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด จึงจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไป

3.2 แจ้งหน่วยงาน และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนแก้ไขการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ให้ถูกต้องต่อไป (ได้แก่ มท., กษ., ศธ., สธ. และ อสค.)

วันที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11315 มติชนรายวัน  หน้า 2

ที่มา :จากเว็บไซด์ http://www.transparency-thailand.org/thai/index.php?option=com_content&task=view&id=80&Itemid=47 สืบค้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2552



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน