*/
  • หนองแหวน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : infantry21@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-01
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 108945
  • จำนวนผู้โหวต : 14
  • ส่ง msg :
  • โหวต 14 คน
<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2552
Posted by หนองแหวน , ผู้อ่าน : 1754 , 00:35:32 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ค้นเอกสารในแผ่นซีดีเก่าๆ สำหรับหาข้อมูล เจอไฟล์ที่เก็บไว้นานแล้ว เจ้าของที่ส่งไฟล์ให้คงจะเป็นด๊อกเตอร์ไปแล้ว ยังอยู่ดีนอนอุ่นหรือไม่ ป.เตอร์ ส่วนของกระผม สักจะท้อแล้ว ว.3 ไม่เริ่มจับเรื่องทำต่อเลย เหลืออีก 1 เทอม หมดอายุการต่อฯ สำหรับ นักศึกษา มสธ. (การเมืองการปกครอง รุ่นแรก) แล้ว

เอามาฝากใหม่นะท่านอย่าพึ่งเบื่อ

จากหนังสือ  G.E.Caiden ,   “ what really is Public Maladministration ” Public Administration Really Review ซึ่งแปลโดย ท่านอาจารย์ติน ปรัชญพฤทธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้วางหลักการว่า  “  คอรัปชั่นคือพยาธิของระบบราชการ ” (common bureau pathologies) กล่าวคือเป็นสิ่งที่แทรกแซงกัดดินระบบราชการโดยมีอาจมีสาเหตุมาจาก

                        1. Abuse of authority/power/position : การใช้อำนาจหน้าที่อำนาจและตำแหน่งในทางที่มิชอบ
                        2. Account padding : การเติมแตงบัญชีเพื่อเบิกจ่ายเงินที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง
                        3. Alienation : ความแปลกแยก การตีตนออกห่างจากสังคมและเพื่อร่วมงาน
                        4. Anorexia : อาการเบื่ออาหาร เบื่องานและเบื่อโลก
                        5. Arbitrariness : การชอบทำอะไรตามอำเภอใจ ถืออำนาจบาทใหญ่
                        6. Arrogance : ความกร่าง หยิ่ง อวดดี
                        7. Bias : อคติ ลำเอียง
                        8. Blurring issues : กลบเกลื่อนปัญหา เบี่ยงเบนประเด็น
                        9. Boondoggle : การชอบทำอะไรที่ปราศจากคุณค่าทางปฏิบัติ
                        10. Bribery : การติดสินบน
                        11. Bereaucratese (unintelligibility) : การหมกเม็ด  ทำอะไรที่เข้าใจยาก
                        12. Busywork : การทำงานเสมือนยุ่งอยู่ตลอดเวลา
                        13. Carelessness : ความสะเพร่า ไม่ระมัดระวัง
                        14. Chiseling : การกินแรงเพื่อนร่วมงานและผู้อื่น
                        15. Complacency : เช้าชามเย็นชาม เฉื่อยชา พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ หรือ status quo
                        16. Compulsiveness : การขาดการหักห้ามใจ การทนต่อสิ่งเย้ายวนไม่ได้
                        17. Conflicts of interest/objective : ความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ ผลประโยชน์ขัดกัน แยกไม่ออกว่าอะไรคือของตน อะไรคือของราชการ
                        18. Confusion : ความสับสนอลหม่าน ความยุ่งเหยิง
                        19. Conspiracy : ความสมคบกันกระทำความผิด
                        20. Corruption : การฉ้อราษฎร์บังหลวง
                        21. Counter-productiveness : การทำงานที่ขัดขวางผลผลิตการสกัดกั้นผลิตภาพ/ผลงาน
                        22. Cowardice : ความขลาด ความขี้ขลาดตาขาวปราศจาก ความกล้า
                        23. Criminality : ความผิด ชอบกระทำความผิด
                        24. Deadwood : ไฟมอด หมดกำลังใจ หมดไฟ ไม้ใกล้ฝั่ง
                        25. Deceit and deception : ความหลอกลวง ชอบหลอกลวง
                        26. Dedication to status quo : การชอบย้ำอยู่กับที่ ไม่ขวนขวายไม่ชอบ ก้าวหน้า
                        27. Defective goods : สินค้าที่ด้อยคุณภาพปฏิบัติงานไม่ได้ตามมาตรฐาน
                        28. Delay : ความล่าช้าไม่ทันการณ์
                        29. Deterioration : ความเสื่อมถอย ความผุกร่อน
                        30. Discourtesy :ความไม่สุภาพ ไร้มารยาท
                        31. Discrimination : การกีดกันการดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นการเลือกปฏิบัติ
                        32. Diseconomies of size : การทำอะไรเกินตัว ขาดความพอดีเห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง
                        33. Displacement of goals/objective : การยึดเอาวัตถุประสงค์รองมาเป็น วัตถุประสงค์หลัก เอาไม้ซีกมาแทนไม้ซุง
                        34. Dogmatism : การยึดมั่นอยู่กับความคิดของตนเองการนึกว่าตนเองถูกเสมอ
                        35. Dramaturgy : การชอบแสดงละครตบตา
                        36. Empire-building : การสร้างอาณาจักร การสร้างอิทธิพล
                        37. Excessive social costs/complexity : การชอบทำอะไรฟุ้งเฟ้อและยุ่งยาก สลับซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
                        38. Exploitation : การชอบแสวงหาประโยชน์จากผู้อื่น
                        39. Extortion : การชอบรีดนาทาเร้น/บีบบังคับผู้อื่นการขู่เข็ญกรรโชก
                        40. Extravagance : ความฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย
                        41. Failure to acknowledge /act/answer/Respond : การไม่สนองตอบความต้องการของผู้อื่น
                        42. Favoritism : การให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ใกล้ชิด
                        43. Fear of change, innovation, risk : ความเกรงกลัวต่อความเปลี่ยนแปลงการประดิษฐ์คิดค้นและความเสี่ยง
                        44. Finagling : การใช้เล่ห์กระเท่ต้มตุ๋น
                        45. Foot dragging : การปัดแข้งปัดเขา
                        46. Framing : การใส่ความผู้อื่น การให้ร้ายป้ายสี
                        47. Fraud : การฉ้อโกง ฉ้อฉล
                        48. Fudging/fussing(issues) : การชอบพูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
                        49. Gamesmanship : การใช้ลูกล่อลูกชนเพื่อเอาชนะระราน(คำ คำนี้ ถ้าใช้ในความหมายบวก หมายถึง ความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา สู้กันซึ่งๆ หน้า
                        50. Gattopardismo (dilettante/dilettanti /minion) : การชอบทำอะไรผิวเผิน รู้ไม่จริงเข้าทำนอง "ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง"ฯ ทำเป็นแน่ที่แท้มีแต่ความว่างเปล่า
                        51. Ghost employee : การเบิกเงินให้แก่ผู้ที่ไม่มีตัวตน(บัญชีผี)
                        52. Gobbiedygook/jargon : การใช้ศัพท์แสงที่ยากต่อการเข้าใจชอบใช้ศัพท์แสงที่แสง ๆที่ผู้อื่นไม่เข้าใจ
                        53. Highhandedness : ความโอหังการเหยียบย่ำผู้อื่น
                        54. Ignorance : ความเขลา ทึ่ม
                        55. Illegality : ความผิดกฎหมาย
                        56. Impervious to criticism/Suggestion : การขาดความอดกลั้นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่น ทนการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้
                        57. Improper motivation : การมีแรงจูงใจที่ไม่เหมาะสม
                        58. Inability to learn : การขาดความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
                        59. Inaccessibility : การเข้าพบหรือหาตัวยาก
                        60. Inaction : การไม่ยอมทำอะไรเลย
                        61. Inadequate reward and incentive : การให้ความดีความชอบที่ไม่เพียงพอ
                        62. Inadequate working conditions : สภาพการทำงานที่ย่ำแย่
                        63. Inappropriateness : การวางตัวไม่เหมาะสม
                        64. Incompatible tasks : การทำงานที่ไม่ตรงกับความรู้ ความสามารถ
                        65. Inconvenience : ความไม่สะดวก
                        66. Indecision(decidophobia) : การไม่ยอมตัดสินใจ
                        67. Indifference : การไม่รู้ร้อนรู้หนาว
                        68. Indisciplining : การขาดระเบียบวินัย
                        69. Ineffectiveness : การขาดประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน
                        70. Ineptitude : การวางตัวไม่เหมาะสม
                        71. Inertia : การเฉื่อยชา ย่ำอยู่กับที่
                        72. Inferior qulity : ความด้อยประสิทธิภาพ
                        73. Inflexibility : ความเข้มงวด ไม่ยืดหยุ่น
                        74. Inhumanity : ความปราศจากมนุษยธรรม การขาดความ เมตตากรุณา
                        75. Injustice : ความไม่ยุติธรรม
                        76. Insensitivity : การขาดความรู้สึกที่ฉับไว
                        77. Insolence : ความหยาบคาย
                        78. Intimidation : การทำให้ผู้อื่นยอมสยบต่อความต้องการ ของตนการข่มเหงคนอื่น
                        79. Irregularity : การขาดความคงเส้นคงวา ความไม่ สม่ำเสมอ
                        80. Irrelevance : การออกนอกลู่นอกทาง ความไม่ตรง ประเด็น
                        81. Irresolution : การไม่ยอมหาวิธียุติปัญหา
                        82. Irresponsibility : การขาดความรับผิดชอบ
                        83. Kleptocracy : การที่ข้าราชการปฏิบัติตนเสมือนกลุ่มโจร การปกครองการการบริหารโดยกลุ่มโจร
                        84. Lack of commitment : การขาดความผูกพันในงาน
                        85. Lack of coordination : การขาดการประสานงาน
                        86. Lack of creativity/experimentation : การขาดความคิดสร้างสรรค์ หรือการไม่ ยอมทดลองสิ่งใหม่ ๆ
                        87. Lack of credibility : การขาดศรัทธาจากผู้อื่น วิกฤตศรัทธา
                        88. Lack of imagination : การขาดจินตนาการ
                        89. Lack of initiative : การขาดความคิดริเริ่ม
                        90. Lack of performance indicator : การขาดมาตรวัดผลงาน
                        91. Lack of vision : การขาดวิสัยทัศน์/สายตาอันยาวไกล
                        92. Lawlessness : การทำตนเป็นอันธพาล  เสมือนหนึ่งประเทศชาติขาดขื่อแป
                        93. Laxity : ความหย่อนยานทางศีลธรรม
                        94. Leadership vacuums : การขาดภาวะผู้นำ สุญญากาศผู้นำ
                        95. Malfeasance : การปฏิบัติงานที่ไม่ดีหรือต่ำกว่ามาตราฐาน
                        96. Malice : การอามาตมาดร้ายผู้อื่น การประทุษร้ายผู้อื่น
                        97. Malignity : เจตนาร้าย การใส่ร้ายผู้อื่น
                        98. Meaningless/make work : การปฏิบัติงานที่ไร้ความหมายไร้สาระ/ งานที่ต้องซ่อมแซม
                        99. Mediocrity : ความคร่ำครึ ไม่ทันสมัย เต่าล้านปี
                        100. Mellownization : ความเฉา ความสุกงอมจนหาประโยชน์ มิได้ ความเสื่อมถอย
                        101. Mindless job performance : ความไม่ห่วงใยต่องาน
                        102. Miscommunication : การติดต่อสื่อสารที่ผิดพลาด
                        103. Misconduct : การประพฤติชั่ว
                        104. Misfeasance : การทำผิดกฎหมาย
                        105. Misinformation : การได้รับข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาด
                        106. Misplaced zeal : ความขยัน / กระตือรือร้นที่ผิดที่ เข้าทำนอง "โง่แต่ขยัน"
                        107. Negativism : การมีทัศนคติในทางลบอยู่ตลอดเวลา การมองโลกในแง่ร้าย
                        108. Negligence / neglect : การละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบ
                        109. Nepotism : การให้สิทธิพิเศษแก่เครือญาติ
                        110. Neuroticism :โรคประสาทอ่อนๆ
                        111. Nonaccountability : การขาดจิตสำนึกที่จะให้ผู้อื่นตรวจสอบ การไม่ยอมให้   ผู้อื่นตรวจสอบการไม่พร้อมที่จะรับผิด การขาดมาตรการไล่เบี้ย
                        112. Noncommunication : การไม่ยอมติดต่อสื่อสารกับผู้คน
                        113. Nonfeasance : การไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย
                        114. Nonproducitivity :การขาดผลิตภาพ การไม่มีผลงาน
                        115. Obscurity : การชอบทำตนลึกลับ ไม่โปรงใส
                        116. Obstruction : การชอบขัดขวางผู้อื่นเข้าทำนอง  "มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ"
                        117. Officiousness : การชอบเข้าไปแทรกแซงเรื่องของผู้อื่น
                        118. Oppression : การกดขี่ผู้อื่น
                        119. Overkill : การชอบทำอะไรรุนแรงเกินกว่าเหตุ
                        120. Oversight : การชอบตรวจตราสอดแนมผู้อื่น
                        121. Overspread : การชอบยุ่งในทุกเรื่อง
                        122. Overstaffing : การมีคนล้นงาน
                        123. Paperasserie : การมีงานหนังสือมากเกินไป การชอบใช้ หนังสือราชการมากเกินไป
                        124. Paranoia : ความผิดปกติทางจิต อารมณ์หลอนและ หวาดระแวง
                        125. Patronage : ระบบอุปถัมภ์
                        126. Payoffs and kickbacks : การชอบติดสินบน
                        127. Perversity : ความดื้อดึงในทางที่ผิด ๆ หัวชนฝา
                        128. Phony contracts :การชอบปลอมแปลงเอกสารหรือสัญญา ความไม่จริงใจ
                        129. Pointless activity : การชอบทำกิจกรรมที่ปราศจากจุดหมาย
                        130. Procrastination : การผลัดวันประกันพรุ่ง
                        131. Punitive supervision : การกำกับดูแลงานที่มุ่งแต่ละลงโทษแต่ เพียงสถานเดียว
                        132. Red-tape : ความล่าช้าในการปฏิบัติงาน
                        133. Reluctance to delegate : ความลังเลใจ/ไม่กล้าที่จะมอบหมายงาน
                        134. Reluctance to take decisions : ความลังเลใจ/ไม่กล้าที่จะตัดสินใจ
                        135. Reluctance to take responsibility : ความลังเลใจ/ไม่กล้าที่จะรับผิดชอบ
                        136. Remoteness : การชอบทำตนเหินห่างจากผู้คนและ ประชาชน
                        137. Rigidity / brittleness : ความเคร่งครัด/ความหละหลวม หรือ เปราะบางจนเกินงาม
                        138. Rip-offs :การชอบทำเอาเปรียบผู้อื่น หมกเม็ดคดใน ข้องอในกระดูก
                        139. Ritualism :การชอบพิธีกรรม/พิธีรีตองมากเกินไป
                        140. Rudeness : ความหยาบคาย
                        141. Sabotage :การบ่อนทำลาย
                        142. Scams :โกง การชอบใช้ลูกล่อลูกชน
                        143. Secrecy : ความลับ การชอบกำความลับ การทำอะไรที่ดูเหมือนเป็นความลับไปเสียหมด
                        144. Self-perpetuation : การไม่ยอมปล่อยวาง การอยู่ยงคงกระพัน รากงอก
                        145. Self-serving : การมุ่งประโยชน์ส่วนตน การทำอะไรเพื่อ ตนเอง
                        146. Slick bookkeeping : ผักชีโรยหน้า การขาดความลึกซึ้งและความ จริงใจ
                        147. Sloppiness :ความหยิบโหย่ง/อ่อนแอ
                        148. Social astigmatism (failure to see problems) : การมองปัญหาไม่ออก การมองไม่เห็น ปัญหา การตีโจทก์ไม่แตก
                        149. Soul-destroying work : การชอบทำให้ผู้อื่นแสลงใจ การทำงานที่ ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
                        150. Spendthrift : การใช้เงินเปลือง สุรุ่ยสุร่าย
                        151. Spoils : ระบบเล่นพรรคเล่นพรรค
                        152. Stagnation : ความชะงักงัน
                        153. Stalling : การย้ำอยู่กับที่ การไปไม่ถึงไหน
                        154. Stonewalling : การชอบขัดขวางผู้อื่น การแย่งงานเงิน เกียรติจากผู้อื่น
                        155. Suboptimization(goal displacement) : การให้ความสำคัญแก่ประเด็นปลีกย่อย มากกว่าเป้าหมายรวม
                        156. Sycophancy : การสอพลอ
                        157. Tail-chasing : การชอบทำอะไรวกไปเวียนมาโดยไม่รู้จัก จบสิ้น
                        158. Tampering : การทำอะไรที่ส่อไปในทางทุจริต
                        159. Teritorial imperative : การหวงแหนเขตอิทธิพลของตนเอง
                        160. Theft : การลักขโมย
                        161. Tokenism : การทำอะไรแต่พอเป็นพิธี ขาดความจริงจัง
                        162. Tunnel vision : การมีสายตาที่คับแคบ ความใจแคบ
                        163. Unclear objectives : เป้าหมายที่ไม่ชัดเจน
                        164. Unfairness : ความไม่ยุติธรรม
                        165. Unnecessary work : การทำงานที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ
                        166. Unprofessional conduct : ความประพฤติที่ขาดวิชาชีพนิยม
                        167. Unreasonableness : การขาดความสมเหตุสมผล ความไม่พอดี
                        168. Unsafe conditions : สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย
                        169. Unsuitable premises and equipment :โรงเรือนและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ไม่เหมาะสม
                        170. Usurpatory : การชอบแย่งชิงอำนาจกัน
                        171. Vanity : ความล้มเหลว ความปราศจากมรรคผลความสิ้นหวัง
                        172. Vested interest : การมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง
                        173. Vindictiveness : การชอบแก้แค้น ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
                        174. Waste : ความสูญเปล่า
                        175. Whim : ตัณหาราคะ
                        176 Xenophobia : ความกลัวต่อสิ่งแปลกใหม่

คำสั่งสอน-สุภาษิต สะท้อนเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ !

 

 

โดย แสงแดด

 

       ทุกสังคมทั่วโลก แม้จะมีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน แต่ทุกสังคมก็ประกอบไปด้วย "ภูมิปัญญา (MENTALITY)" ที่พัฒนาและมีการวิวัฒนาการมาจากประวัติศาสตร์ที่ถูกสั่งสมและสะสมด้วยกระบวนการเรียนรู้อย่างยาวนานจนมีการ "ตกผลึกทางความคิดและปัญญา" ที่อาจคล้ายคลึงกันหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็หมายความว่า รากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอาจแตกต่างกัน แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันในกรณีของ "วิธีคิด-วิธีมอง" ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น "องค์ของภูมิปัญญา" ในการเข้าใจ "สัจธรรม" ทางธรรมชาติของ "การดำรง-การดำเนินชีวิต" ที่จะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปีก็ยังเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้น

 

"การคิด-การกระทำ" ของมนุษย์ที่ทับถมกันมาอย่างยาวนานนั้นอาจผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่โดย "แก่นแท้ (SUBSTANCE)" ของความเป็นมนุษย์นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากมายไม่ว่าวิวัฒนาการและการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะรุดหน้าทันสมัยเพียงใด มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่ "แก่งแย่ง-เห็นแก่ตัว-โลภ-เอาเปรียบ-หลอกลวง ฯลฯ" ทั้งนี้คงไม่สามารถครอบคลุมได้ว่ามนุษย์ทั้งหมดมี "แก่นแท้" เช่นนั้น แต่อย่างน้อยไม่มีใครสมบูรณ์แบบเชิงอุดมคติที่ "เสียสละ!" ได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งกลุ่มบุคคลที่วนเวียนอยู่ใน "รั้วศาสนจักร"

 

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่มีความชาญฉลาดในการ "คิด-วางแผน" ที่จะ "ตบตา-หลอกลวง" สังคมว่า "ประพฤติปฏิบัติ-ยึดมั่น" อยู่ใน "ความดี" และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและไม่สำคัญเท่ากับ "การสร้างภาพ" เป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อสาธารณประโยชน์ 

ซึ่งมนุษย์ในลักษณะนี้มักจะเป็นมนุษย์ที่มีระดับความรู้และการศึกษาที่สูงจนสามารถ "สร้างเล่ห์เหลี่ยม-เทคนิค" สารพัดอย่างเพื่อมิใช่อยู่รอดแต่เพื่อหวังรุกคืบหรือจะเรียกว่า "เอาเปรียบ" สังคมได้ ไม่ว่าจะด้วยกลยุทธ์ และ/หรือ เทคนิคใดๆ เพื่อ "ตักตวงประโยชน์" แด่ตนและพรรคพวกให้ได้มากที่สุด

 

กลุ่มมนุษย์ที่อยู่ในระดับนี้มักจะเป็น "กลุ่มชนชั้นนำ (ELITE GROUP)" ที่สามารถเข้าไปอยู่ใน "วงจรอำนาจรัฐ" เพื่อที่จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนด "กรอบสังคม" ทางกฎหมาย นโยบาย และกระบวนการตัดสินใจต่างๆ โดยกำหนดทิศทางและวาระชัดเจนว่า เพื่อประโยชน์ส่วนตนและกลุ่ม ส่วนกลุ่มต่างๆ ในสังคมขนาดใหญ่หรือประชาชนโดยทั่วไปที่ "ด้อย" หรืออยู่ใน "ระดับที่ต่ำกว่า" ทางการศึกษาและความรู้ ตลอดจน "สถานะทางสังคมเศรษฐกิจ" ก็จะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มบุคคลระดับที่สูงกว่าข้างต้น ซึ่งประชาชนกลุ่มล่างหรือ "รากหญ้า" ตามคำฮิตนี้จะถูก "เอาเปรียบ-หลอกลวง" ตลอดโดยได้รับเพียงอานิสงส์ที่ถูกหยิบยื่นให้เพียงน้อยนิดหรือ "เศษ" เท่านั้น แต่ไม่สำคัญเท่ากับ "การหลงเชื่อ-เคลิ้ม" ไปกับ "ภาพลวงตา-วัตถุ" ของกลุ่มบุคคลชั้นนำ

 

อย่างไรก็ตาม "สัจธรรม" ที่กล่าวข้างต้นทั้งหมดนั้นล้วนเป็นอนิจจัง กล่าวคือ "แก่นแท้" ของมนุษย์ที่มุ่งหวังหลอกลวง เอาเปรียบสังคมโดยปราศจากความบริสุทธิ์ใจที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคม ก็จะถูก "เปิดเผย-ฉีกหน้ากาก" ออกมาในที่สุด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ไม่มีใครในโลกนี้สามารถ "ปกปิด-เล่นละคร-ตบตา-หลอกลวง" ได้ตลอดเวลา เพราะ "ธาตุแท้-แก่นแท้" ก็จะค่อยๆ โผล่ออกมาให้เห็นโดยเกิดจากการ "เผลอตัว !" หรือ "ลืมตัว" โดยเชื่อมั่นตนเองว่าไม่มีใคร "จับได้ไล่ทัน" หรือไม่ก็ "หลงระเริง-มัวเมา" อยู่กับ "สถานะแห่งอำนาจ" ที่เชื่อว่า "ควบคุมได้" ตลอดกาล

 

ทุกประเทศทั่วโลกไม่ว่าระดับการพัฒนาจะอยู่ในระดับใด และ/หรือ ความยาวนานของประวัติศาสตร์รวมทั้งวัฒนธรรมจะแตกต่างกันเช่นไร แต่ความซ้ำซ้อนและทับถมของปรากฏการณ์ต่างๆ ในกรณีนี้หมายถึง "พฤติการณ์และพฤติกรรม" มนุษย์ที่ในที่สุดก็จะสะท้อน (REFLECT) ออกมาให้เห็นถึง "ความจริง-แก่นแท้" ของมนุษย์จนถูกนำมากล่าวเป็น "สุภาษิต" บ้าง "อุปมาอุปไมย" บ้าง หรือแม้กระทั่ง "คำสั่งสอน" ของเหล่าบรรดาปราชญ์ทั้งหลาย ทั้งนี้เราลองสังเกตได้ว่าปราชญ์จีนก็ดี ปราชญ์ชาวตะวันตกก็ดี หรือปราชญ์เอเชียก็ดี เมื่อกล่าวถึง "สัจธรรม" ต่างๆ ในโลกนี้มักจะตกอยู่ใน "กรอบภูมิปัญญา" ที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการเมืองและการปกครองที่เน้นเรื่องของ "อำนาจ (POWER)" อาทิ ขงจื๊อ เพลโต โซเครติส อริสโตเติ้ล วอลแตร์ รูซโซ หรือ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน เป็นต้น

 

ไม่ว่าความสลับซับซ้อนทางสังคมจะลึกซึ้งละเอียดอ่อนมากน้อยเพียงใดเชิงประวัติศาสตร์ ความก้าวหน้าทันสมัยมีมากน้อยแค่ไหนแต่ "สุภาษิต-คำสั่งสอน-คำกล่าว" ต่างๆ ที่แต่ละสังคมสะท้อนออกมานั้นล้วนสื่อนัยชัดเจนว่า "มนุษย์ก็คือมนุษย์" ที่มิได้แตกต่างกันมากน้อยเท่าใด ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า "หลอกลวง-เอาเปรียบ-แก่งแย่ง ฯลฯ" กันมาโดยตลอด

 

ยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันกลับตอกย้ำ "ความเลวร้าย-ความชั่ว" มากกว่าในอดีตที่สลับซับซ้อนและ "ซ่อนเงื่อน" มากยิ่งขึ้น แต่ไม่สำคัญเท่ากับ "ความแนบเนียน" ของการ "แย่งชิง-เอาเปรียบ-หลอกลวง" จนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ไม่ว่าจะอยู่ในระดับภายในประเทศหรือระดับระหว่างประเทศ ในกรณีของการเจรจาต่อรองจนเลยเถิดไปถึง "การปล้นชาติ" และ "การก่อทำสงครามยึดครอง" ประเทศอื่นอย่างหน้าด้านๆ โดยอ้างว่าเป็นการทำลายล้าง "ผู้ร้ายโลก" โดยตัวอย่างชัดเจนในกรณีของสงครามอิรักและอัฟกานิสถานที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจรวมตัวกันยึดครองแบบเบ็ดเสร็จนอกเหนือจากนั้นการรุกคืบทาง "สงครามเศรษฐกิจ" ก็เป็นอีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่มุ่ง "เอาเปรียบ" กลุ่มประเทศที่อ่อนแอกว่า

 

จากกรณีข้างต้นนั้นสามารถยกตัวอย่างที่อ่านแล้วเข้าใจชัดเจนกับคำกล่าวคือ "ซ่อนดาบในรอยยิ้ม" ซึ่งหมายถึงการเจรจาทักทายกัน ที่มีแต่รอยยิ้มดูเป็นมิตรอย่างมาก แต่ลึกๆ ในใจแล้วต่างซ่อนความรู้สึกเก็บอาการที่มุ่งจะเอาชนะคะคานกันหรืออาจเลยเถิดถึงขนาดที่ว่าถ้ามีอะไรที่ไม่ดีไม่งามก็พร้อมจะฆ่ากันได้ หรือกล่าวอย่างภาษาชาวบ้านก็หมายความถึง "ความไม่จริงใจที่มอบให้กัน"

 

นั่นก็เป็นหนึ่งตัวอย่างหรืออีกคำกล่าวคือ "ฤทธิ์มีดสั้น" ซึ่งหมายความว่าในหมู่มิตรนั้นมักมีการทิ่มแทงข้างหลังตลอดเวลา ปราศจากความจริงใจหรือ "ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง" อะไรทำนองนั้น ที่มีแต่การใส่ร้ายป้ายสีกับผู้บังคับบัญชา และ/หรือ เพื่อนร่วมงานตลอดเวลา เรียกว่าเผลอเมื่อไหร่ถูกมีดสั้นเสียบหลังทุกคราไป

 

"น้ำลดตอผุด" ก็หมายความว่าเมื่อน้ำเต็มคูคลองหรือบึงบ่อที่ใด อะไรที่จมอยู่ใต้น้ำ ไม่มีทางที่ใครจะเห็นเด็ดขาด แต่เมื่อน้ำลดลง สรรพสิ่งทั้งหลายที่จมอยู่ใต้น้ำก็จะโผล่มาให้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยในอดีต ชาวบ้านจะปลูกบ้านอยู่ชายน้ำหรือล้ำลงไปในคลอง พอย้ายบ้านก็จะทิ้งตอไม้หรือเสาไม้ยึดบ้านไว้ คลองในอดีตในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจึงมี "ตอไม้" เยอะ เวลาน้ำลดตอจะโผล่ ในเชิงอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบก็หมายความว่าเวลาที่มีอำนาจเต็มเหมือนน้ำนั้น สิ่งไม่ดีไม่งามก็จมน้ำหรือปกปิดได้ แต่พอหมดอำนาจในการควบคุมหรืออำนาจลด "ความชั่ว" ที่จมอยู่ก็จะโผล่ออกมาให้เห็น ทั้งนี้สัจธรรมนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากกับสังคมการเมืองไทย ซึ่งครอบคลุมถึงบรรดาข้าราชการด้วย และก็คล้ายๆ กับคำกล่าวที่ว่า "ซุกไว้ใต้พรม"

 

"ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่" เปรียบเปรยว่าต่างฝ่ายต่างรู้ไส้กันหรือรู้จักความลี้ลับของแต่ละฝ่ายว่า "ซุกซ่อน" อะไรไว้ โดยที่คนทั่วไปไม่มีทางจะได้รู้ว่าใครมีพฤติการณ์และพฤติกรรมอย่างใด หรืออีกนัยหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ "การรู้เท่าทันกัน" ระหว่างสองฝ่าย เพราะโดยธรรมชาติแล้ว งูไม่มีตีนและไก่ก็ไม่มีนม แต่ความชั่วหรือความไม่ดีของทั้งสองฝ่ายที่รู้เท่าทันกันก็เลยปกปิดกันได้หรือไม่ได้ เหมือนกับคำกล่าวของฝรั่งที่เอ่ยว่า "IT TAKES ONE TO KNOW ONE" ซึ่งก็หมายความว่าต้องใช้บุคคลที่ชนิดเดียวกันหรือประเภทเดียวกันถึงจะรู้เท่าทันกัน อย่างกรณีตัวอย่างของกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่ประท้วงคัดค้าน "การแปรรูปการไฟฟ้าและการประปา" อยู่ขณะนี้ 

 

ก็อาจจะเป็นไปได้ที่กลุ่มแกนนำรู้เท่าทันกลุ่มบุคคลบางกลุ่มในรัฐบาลที่เป็น "กลุ่มทุน" มิได้ต้องการปรับปรุงและพัฒนาองค์กรรัฐวิสาหกิจ เพียงแต่ต้องการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์และกระจายหุ้นส่วนใหญ่กันเองภายในองคาพยพของกลุ่มทุน ดังเช่น ปตท. และการท่าอากาศยานฯ เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าการประท้วงของสหภาพฯ ในครั้งนี้เพื่อไม่ต้องการให้กลุ่มทุนฮุบกิจการสาธารณูปการและสาธารณูปโภคของรัฐ ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบและผลประโยชน์ควรเป็น "ประชาชน"

 

คำปรารภก็ดี คำกล่าวก็ดี คำอุปมาอุปไมยก็ดี สุภาษิตก็ดี มักเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ จากการตอกย้ำของเหตุการณ์ และ/หรือ ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก จนมีสถิติความถี่ที่พิสูจน์ได้จนเป็น "คำ-สุภาษิต" ต่างๆ เหล่านั้นที่ยกตัวอย่างไปแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ นานาอารยประเทศทั่วโลกไม่ว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานเพียงใด วัฒนธรรมล้ำลึกขนาดไหน "คำ-สุภาษิต" ต่างๆ เหล่านั้นสะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์และพฤติกรรม 

ตลอดจนสัจธรรมที่แท้จริงของหมู่มวลมนุษย์ว่า "แก่นแท้" ที่แท้จริงแล้วต่าง "หลอกลวง-เอาเปรียบ-แก่งแย่ง" กันตลอดศก แต่ก็พยายาม "อำพราง-ปกปิด-สร้างภาพ" ว่า ทำเพื่อส่วนรวม 

          



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน