*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-09-03
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 157799
  • จำนวนผู้โหวต : 160
  • ส่ง msg :
  • โหวต 160 คน
<< กันยายน 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน 2554
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 5102 , 03:51:40 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน ช้างเผือกในเมือง , สยุมพร และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

การปฏิวัติฝรั่งเศสถูกนำมาอ้างอิงอยู่เสมอมา ทั้งเพียงบางส่วน ชูบางประเด็น และนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยเพื่อสร้างกระแสในบางกลุ่มชน เป็นเหตุให้คนที่เข้าใจครึ่งเดียวหลงประเด็นได้

การบอกเพียงว่า French Revolution เป็นการปฏิวัติที่ส่งผลให้เกิดการล้มเจ้า ล้าง Absolute Monarchy แล้วเปลี่ยนการปกครองเป็นระบบสาธารณรัฐ ที่ลงตัวและแก้ปัญหาให้ฝรั่งเศสตอนนั้น โดยไม่ลงรายละเอียดของสาเหตุและปัจจัยซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นการสร้างความคลุมเครือและชี้นำไปสู่การตีความที่ผิดในคนไทยบางกลุ่ม

French Revolution ในที่นี้จะลำดับที่มา อธิบายมูลเหตุ ให้ไม่สับสนไขว้เขว

ภาคแรก – ประเทศฝรั่งเศส

บันทึกตามข้อเท็จจริงที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยึดถือ ระบุว่าการปฏิวัติครั้งนี้ เกิดจากสาเหตุที่ถูกสะสมมาหลายปี หลายประการ แตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มคน ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง เช่น สงคราม ภาวะเศรษฐกิจ ประชาชน และ Monarchy  

พอสาเหตุเกี่ยวร้อยรวมกันจนครบองค์ประกอบ จึงผลักดันให้ประทุขึ้นเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ 

French Revolution เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2332 ปีที่ 16 แห่งการครองราชย์ของ Louis XVI (16) ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจักรีบรมนาถฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ของไทย และ George III ของอังกฤษ ชนวนของการปฏิวัติเริ่มมาราว 26 ปีก่อนหน้าแล้ว

ตอนนั้นฝรั่งเศสเพิ่งแพ้ Seven Years’ War สงครามความขัดแย้งระหว่างคู่ปรปักษ์หลัก คือ อังกฤษและฝรั่งเศส ที่ดึงให้อีกหลายชาติยุโรปต้องเลือกข้างสนับสนุนและประกาศสงครามกัน ความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสมีผลทั้งก่อนหน้า คือ ทุนที่ใช้ในการรบ และหลังสงบศึก ที่กองทัพเรือกลายเป็นง่อย อาณานิคมที่ไปยึดครองไว้ก็ถูกยึดหรือเปลี่ยนมือ

ในขบวนการแลกเปลี่ยนอาณานิคม ฝรั่งเศสถูกตัดอำนาจจากอินเดีย ขณะที่ฐานของเกรทบริเทนยังคงอยู่แถมได้ผลิตผลน้ำตาลจากหมู่เกาะคาริบเบียนอีก

ขณะที่คนอื่นไม่แย่ ฝรั่งเศสกลับหนี้ท่วม ฐานะการเงินง่อนแง่น แต่เมื่อตัดใจจากการทิ่มแทงเกรทบริเทนไม่ได้ ก็ไปสนับสนุน War of Independence ของอเมริกัน สร้างทัพเรือขึ้นใหม่เพื่อเตรียมการรบเอาคืน หนี้ที่มีก็ยิ่งทบทวีคูณ เมื่อรวมกับงบที่ Louis XIV (14) และ Louis XV (15) ทุ่มเทสร้าง Versailles ฝรั่งเศสจึงถังแตกไปเรียบร้อยแล้ว

แม้การสร้าง Versailles จะมีเหตุผลและที่มา แต่เมื่อใช้งบประมาณเกินกำลัง เหตุแห่งความจำเป็นจึงถูกภาพของความฟุ้งเฟ้อกลบสิ้น

Versailles ในฉากหน้าของ Louis XIV คือเครื่องสะท้อนหน้าตาและความเจริญมั่งคั่งของชาติให้สมฐานะเมืองหลวง แต่ในทางปฏิบัติ คือ การคานอำนาจกับรัฐบาลที่ปารีส เพราะ Versailles ไม่อยู่ภายใต้เขตการปกครองฝรั่งเศส ปาห์เลมองท์ Parlements (คล้ายเทศบาลท้องถิ่นแต่มีอำนาจทางการเมืองด้วย)และเป็นที่ตั้งของ Ministry of War (คล้ายกลาโหม), Ministry of Foreign Affairs (ต่างประเทศ), Ministry of Navy (ทัพเรือ)

ที่สำคัญ เป็นที่ชุมนุมพวก Nobilities อำมาตย์ ขุนนางทั้งหลาย

เพราะอำมาตย์นี้ คือ ศักดินา ผู้มีที่ดินให้คนจน (Peasants) เช่าทำกิน และเก็บภาษีส่งพระคลัง การจูงให้อำมาตย์เหล่านี้มารวมกันที่ Versailles เป็นทั้งการให้สีสันบรรยากาศกับพระราชวัง และสะดวกแก่การกำกับดูแล

สิ่งแลกเปลี่ยนที่จำต้องเสีย คือ การให้อภิสิทธิ์และยกเว้นภาษีแก่อำมาตย์เหล่านี้ ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบหาเงินเข้าคลังในระยะยาว

Louis XV เห็นปัญหา แม้จะพยายามปรับปรุงการจัดเก็บภาษีระดมเงินช่วยชาติก็ไม่สำเร็จ ความขัดแย้งใน Court ราชสำนัก มีมากขึ้น กระแสต่อต้านระบบกษัตริย์จากคนจำนวนน้อยก็เริ่มปรากฏให้เห็น

คนที่ต่อต้านนี้ ไม่ใช่ขุนนางที่มีเงิน หน้าตา ที่ได้ละเว้นภาษีอยู่แล้ว

ไม่ใช่คนจน ที่ยังอยากให้มีกษัตริย์มาทุบชนชั้นที่ชอบมาขูดรีด ที่ยังเกรงกลัวต่อราชสำนัก

แต่เป็นชนชั้นใหม่ ที่เพิ่งเกิดจากตลาดแรงงานในกรุง (The 3rd Estate)

ชนชั้นใหม่ที่เกิดจาก Urbanization เป็นพ่อค้าที่เกิดขึ้นตามสังคมเมือง ที่ไต่เต้าขึ้นมาเมื่อเริ่มมีเงินและการศึกษา แต่ยังไร้อำนาจอยู่

คนกลุ่มนี้ คือ  Bourgeoisie ชนชั้นกลาง (Professional class) ในเวลาต่อมา

ฝรั่งเศสเก็บภาษีสอดคล้องกับการแบ่งประเทศเป็นเขตแคว้น ขุนนางปกครองแคว้นแยกกันเก็บภาษีตามอัตราที่ต่างกันไป เสียทั้งโอกาสสร้างความได้เปรียบให้ชาติหากรวมกัน และสร้างปัญหาตามมาเรื่องขุนนางละเว้นภาษีตัวเอง แต่เลือกเก็บจากประชาชนและบริวาร เก็บเท่าไหร่ ส่งคลังแค่ไหนเป็นอีกเรื่อง

ที่สำคัญ ขุนนางเก็บค่าเช่าที่เป็น ‘เงิน’ ขณะที่การจ่ายภาษีทำได้หลายรูปแบบ ทั้งเป็นแรงงานและผลผลิต (kind) 

ภาษีที่เป็น ‘เงิน’จึงเข้าขุนนางมากกว่าเข้าคลัง

ในช่วงที่ยังมีการศึกสงคราม ภาวะหนี้สินเป็นปัญหาของทุกชาติรวมทั้งเกรทบริเทน เวลานั้นฝรั่งเศสเป็นชาติที่มั่นคงมาก พื้นที่เกษตรกรรมและผลผลิตอยู่ในอันดับต้นของยุโรป มีประชากรเป็นรองแค่ Imperial Russia มีแรงงานเพศชายถึงเกือบ 18% ของยุโรป

แต่ความฟุ้งเฟ้อของ Versailles และความจดจ่อในการจ้องจะรบกับเกรทบริเทนทำให้ฝรั่งเศสต้องไปกู้เงินมหาศาล ดอกเบี้ยสูง เพราะสมัยนั้นการรบคือการค้า หากชนะก็บังคับเอาค่าชดใช้ (Reparation) และเก็บภาษีผู้แพ้ในฐานะเมืองขึ้น

การไปช่วยอเมริกันรบ อเมริกันได้ประโยชน์ แต่ฝรั่งเศสได้มาแค่ความสะใจ...แพ้ทัพเรืออังกฤษ และทุกการรบกับเกรทบริเทน

การปกครองภายในประเทศ เต็มไปด้วยการฉ้อฉล คดีความที่ถึงศาลจะถูกบังคับเก็บ Epices ค่าธรรมเนียมนอกกฎหมาย แปลว่า spices ที่ใช้แต่งเติมรสชาติอาหาร เพื่อให้ดำเนินการต่อไป หากไม่จ่าย เรื่องอาจสูญหาย หรือไม่มีความคืบหน้า

ความยุติธรรมจึงเกิดขึ้นกับผู้มีเงินเท่านั้น

เงินทองที่ควรระดมได้จากการเก็บภาษี ต้องสูญไปกับการยกเว้นภาษีของ Nobles & Clergy คือ ขุนนางและวัด

วัดมีบทบาทอย่างยิ่งจากที่ดินมากมาย การยกเว้นภาษีวัด คือการเสียโอกาสจากรายได้ค่าเช่าของวัดอีกมาก

ในสมัย Louis XV และ Louis XVI มีข้อเสนอให้เปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษีโดยรวมชนชั้นศักดินา แต่ถูกต่อต้านจาก Parlements

ก็ปาห์เลมองท์ นั้นหากินกับเศรษฐีใหม่ ที่เริ่มมีเงินแต่ยังขาดหน้าตา ก็เอาเงินมาแลกกับยศถาบรรดาศักดิ์ ถูกเก็บค่าป่วยการเป็นเงินรายปี ปาห์เลมองท์จึงหมดทางขูดรีดเงิน เกิดการต่อต้านไต่ขึ้นมาเป็นลำดับจากชนชั้นกลาง

ฝรั่งเศสเรียกขุนนางตัวจริงว่า Nobles of the Sword ที่เกียรติยศเกิดจากการสร้างคุณงามความดีเพื่อชาติ ต่างจากเศรษฐีใหม่ Nobles of the Robe ที่เริ่มมีเงิน และดูเก๋ด้วยการแต่งองค์ทรงเครื่อง

ที่คงไม่ต่างจากการตะกายขึ้นสู่บันไดแห่งการยอมรับในโลกทุกวันนี้

ในยามดี คนชั้นล่างก็ลำบากแล้ว ในยามยากก็ถึงขั้นอดตาย 

ช่วงภาวะอดอยาก (Famine 1780s) จึงเหมือนฟางเส้นสุดท้าย เมื่อพืชผลไม่เป็นไปตามธรรมชาติ คนฝรั่งเศสซึ่งบริโภคขนมปังเป็นหลักแต่ไม่ยอมกินมันฝรั่งอย่างพวกไอริช ก็ลำบากสาหัส เพราะขาดแป้งทำขนมปัง

เมื่อทำงานหนัก เสียค่าเช่าที่ทำกิน เสียภาษีเข้าคลัง แล้วยังมาอดอยาก ไม่มีกิน จึงเป็นภาวะเกินทนของคนจนรากหญ้า ที่ต้องการเพียงความอยู่ดีกินดี เทียบเท่าคนชั้นกลาง โดยไม่เข้าใจหรือสนใจเรื่องการปกครองประเทศ

ในอีกมุม ชนชั้นกลางหน้าใหม่ Bourgeoisie สงสัยว่า เมื่อมีเงิน มีฐานะ มีปัญญาซื้อหน้าตายศถาบรรดาศักดิ์ ทำไมจึงยังไม่มีสกุลพอที่จะถีบตัวขึ้นสู่อีกชนชั้น ที่สามารถเข้าไปบริหาร มีอำนาจปกครองประเทศได้อย่างอำมาตย์ขนานแท้บ้าง

คำตอบของการขึ้นเป็นใหญ่จึงพุ่งสู่หนทางเดียว คือ ต้องกำจัดระบบศักดินา กษัตริย์ และนำประเทศเข้าสู่สาธารณรัฐ

เมื่อเหตุการณ์ประจวบเหมาะครบองค์ ที่ชนชั้นกลางเป็นแกนนำ เอาแรงสนับสนุนจากคนระดับรากหญ้าที่หวังผลคนละเรื่อง ก็ประทุสู่ French Revolution

อีกประเด็นที่โต้แย้งกันว่าส่งผลให้มีการปฏิวัติครั้งนี้ คือ Enlightenment Ideas แนวคิดของนักปรัชญา แม้นักประวัติศาสตร์จะเคารพความคิดเห็นของนักปรัชญาอย่าง Voltaire (1694–1778) หรือ Rousseau (1712–1778) แต่ก็ไม่อาจสรุปว่าแนวคิดมีอิทธิพลต่อคนหมู่มากในฝรั่งเศส* เพราะความสามารถอ่านเขียนของคนจนที่เป็น Masses รากหญ้า ยังต่ำ จึงได้ข้อมูลเรื่องปฏิวัติจากการบอกเล่าของคนที่ไปช่วยรบที่อเมริกามากกว่า  

คนที่ใส่ใจเรื่องนี้กลับเป็นสองกลุ่มต่างขั้ว คือ Louis XV ที่พยายามนำแนวคิดในการเก็บภาษีมาใช้ และคนชั้นกลาง Bourgeoisie ที่รู้หนังสือและผลักดันให้เกิดการปฏิวัติ

Karl Marx สรุปไว้ว่า คนรากหญ้ายินยอมไปสู้รบกับศัตรูของ Bourgeoisie เป็นมือเท้า เป็นแรงขับเคลื่อนให้ Bourgeoisie นำไปสู่การปฏิวัติ ก็เพียงหวังให้มีกิน และสุขสบายอย่างชนชั้นกลาง หาใช่ความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง**  

ภาคที่สอง – ประเทศไทย พ.ศ. 2475

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คือความพยายามนำ French Revolution มาใช้

กลุ่มผู้จุดชนวนการเปลี่ยนแปลง ได้รับการศึกษาจากฝรั่งเศส และรับอิทธิพลของ French Revolution จึงต้องการนำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทย โดยขาดการไตร่ตรองอย่างละเอียดลึกซึ้ง ถึงสภาพและความพร้อมของคนไทย ณ เวลานั้น ซึ่ง

อัตราการรู้หนังสือยังต่ำ

ชาวนา เกษตรกร ไม่ได้อดอยาก ชนชั้นกลางยังไม่ปรากฏ

การเป็น Feudal society ระบบศักดินา ไม่ได้สร้างอภิสิทธิ์ที่น่าเกลียด ภาษีหรือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้สร้างปัญหา ที่สำคัญ ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ขัดกับ Revolution ทุกที่ในโลก ที่ต้องการล้างระบบกษัตริย์

ต่างกับประเทศไทย ที่กษัตริย์ใกล้ชิดและเป็นที่รักของประชาชน

การเปลี่ยนแปลง พ.ศ. 2475 จึงตีความได้ว่า พวกอำมาตย์ใหม่ไม่พอใจกับวิธีการปกครอง พยายามสร้างระบบ Republic เพื่อแสวงหาอำนาจมาปกครองเสียเอง โดยไม่ใส่ใจกับความไม่พร้อมในชาติ

เมื่อหัวใจของประชาธิปไตย คือ ประชาชน ที่ต้องพร้อมรับและเจริญเติบโตไปกับประชาธิปไตยนั้น ยังไม่พร้อม ประชาธิปไตยก็ไม่มีทางโต

เมื่อได้อำนาจมา ก็กำหนดให้ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

แต่ริดอำนาจของพระมหากษัตริย์ในบทบาทการปกครองประเทศ ให้เหลือเพียงการเปิดปิดสภาและรับรองรัฐบาล

แต่อำนาจไม่สำคัญเท่ากับความอยู่ดีของประชาชน พระมหากษัตริย์จึงยังคงทุ่มเทพระองค์พัฒนาประเทศให้เกิดความเจริญที่ยั่งยืนอย่างไม่เคยหยุดยั้ง

เพราะฉะนั้น ความเลวที่เกิดขึ้นในประเทศชาติ จึงมาจากความบกพร่องของอำมาตย์เหล่านี้ และไม่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ความบกพร่อง ที่ไม่ดำเนินการไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เรียกร้อง ทั้งที่พระมหากษัตริย์ได้ส่งมอบอำนาจการปกครองทั้งหมดแก่ประชาชนแล้ว

อีกประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจ คือ เหตุการณ์ พ.ศ. 2475 เป็นเพียง Coup d’état คูเดต้า ไม่ใช่ Revolution

Revolution การปฏิวัติ คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศแบบถอนรากถอนโคน ด้วยการอาศัยแรงผลักดันของมวลชน คนส่วนใหญ่ของประเทศ

Coup d’état รัฐประหาร คือ ปฏิบัติการโดยคนเพียงกลุ่มเล็ก เพื่อล้มล้างอำนาจของผู้ปกครองบ้านเมืองโดยฉับพลัน และเปลี่ยนขั้วอำนาจ

การทำรัฐประหาร 2475 จึงส่งผลอย่างเดียวให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่ไร้ความหมาย

ภาคสรุป ยุคปัจจุบัน

เมื่อการทำรัฐประหาร คือ การเปลี่ยนขั้วอำนาจ หากขาดการสนับสนุนเป็นเสียงเดียวจากคนทั้งประเทศ ก็จุดชนวนการต่อสู้ของคนที่คิดต่างกัน ถ้าทั้งสองขั้วแรงพอกัน ก็นำมาซึ่งสงครามกลางเมืองได้อย่างเดียว

ต้นทุนของรัฐประหารจึงสูง เพราะรัฐประหารเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผลที่ได้มาไม่มีกฎหมายรับรอง ทั้งรัฐประหารไม่เคย และไม่สามารถนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาได้

เป็นแต่เพียงรอเวลา ให้คนต่างขั้วความคิดลุกฮือขึ้นใหม่ วนเป็นวัฏจักรอีกรอบ 

รู้อย่างนี้แล้ว หยุดคิด...

เลิกงมงายกับคำชวนเชื่อของขบวนการล้มเจ้าเสียที 

ระบบสาธารณรัฐ ไม่ใช่คำตอบอย่างที่ทักษิณพยายามชี้นำ

แต่กลับเป็นรัฐประหารที่เอาเงินมาเป็นอาวุธ สร้างอำนาจจูงประชาชน ส่งผลได้อย่างเดียว คือ Economic Dictatorship เผด็จการทางเศรษฐกิจโดย ‘ครอบครัวชินวัตร’

การพากันเป็น แดงทั้งแผ่นดิน สร้างอำนาจและประโยชน์ให้ใครกันแน่

การเอารัฐประหารมาสู้กัน ก็รังแต่จะส่งให้เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ต่อไป

สำนึกในหน้าที่พลเมืองของตนเอง ให้กฎหมายมีโอกาสศักดิ์สิทธิ์ ที่คนทำผิดก็ต้องถูกลงทัณฑ์

เพราะการปกครองที่ยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อกฎหมายศักดิ์สิทธิ์

เมื่อนั้นการต่อสู้กับสถานการณ์การเมืองตามกติกาย่อมบังเกิดผล

........................................

I’ll tip my hat to the new constitution

Take a bow for the new revolution

Smile and grin at the change all around

Pick up my guitar and play

Just like yesterday

Then I’ll get on my knees and prey

We don’t get fooled again...

- Won’t Get Fooled Again – Pete Townshend, The Who 

 

Reference:

Townshend (1971) ตั้งใจเขียนเพลงนี้จากแนวคิดของ Revolution และเตือนนักการเมืองว่า อย่าพยายามเอาความคิดมายัดเยียดมอมเมาประชาชนให้ทำตาม เพราะถ้ามันเลวก็ไม่มีใครเอาด้วย อ่านฉบับเต็ม Pete Townshend/diary 

The Penguin History of Europe – J.M.Roberts, 1996 PENGUIN BOOKS

* เชื่อกันว่ามีผลชัดกว่าใน American Revolution 

** The Bourgeoisie and the Counter-Revolution by Karl Marx 

ภาพ The French House, Soho ที่ General Charles de Gaulle นั่งเขียนคำปราศรัย À tous les Français

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
สยุมพร วันที่ : 26/09/2011 เวลา : 17.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ooddee

เรื่องหนัก ๆ ขออ่านอย่างเดียวนะคะ
และอย่าเพิ่งน้อยใจว่าหายไปไหน
ทำไมไม่มาอ่าน หรือเม๊นท์
เพราะตอนนี้ขอ กักเก็บจิตอิสรา
ใว้ในเขตปลอดเชื้อโรค การเมือง
เพราะอาการค่อนข้างน่าเป็นห่วง
ตามอ่านอยู่เงียบ ๆ ด้วยความเป็นปลืืม
และสนับสนุนอย่างเต็มที่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
hayyana วันที่ : 24/09/2011 เวลา : 00.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

คุ้นๆคล้ายๆแถวนี้จัง ไอ้คนรวยเลี่ยงภาษีเนี่ย
ไอ้พวกหัวโจกแดงคงไม่เคยอ่านมั๊งครับ อ้างไปเรื่อย
ลำพังมันเรียนหนังสือยังจะไม่รอดอยู่แล้ว

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
SW19 วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 21.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ NN1234


ขอโทษที่ปล่อยให้รอ ต้องเก็บคุณไว้คุยทีหลัง เพราะเรื่องมันแยะ


... งานเขียนในยุคสมัยนี้เรียกว่า เป็น Enlightmant (Le siecle des Lumie'res) ได้แก่ วอลแตร์ รุสโซ ดิดโรต์ ฯลฯ ล้วนมีส่วนในการปฏิวัติฝรั่งเศส(ปี ๑๗๘๙ ไปจนกินเวลาอีก ๑๐ ปี)ทั้งสิ้น ...


อันนี้มีประเด็นให้ถก

ตอบสั้นก่อนว่าข้อความข้างต้นถูกต้อง ในแง่ที่ถ้าหมายถึงว่า มีส่วนต่อกลุ่ม Bourgeoisie ชนชั้นกลางโดยเฉพาะ

แต่ถ้าจะบอกว่ามีส่วนกับคนทั้งหมดใน Revolution ก็คงไม่ใช่ เพราะ The Enlightenment นั้น ตามประวัติที่มา คือการเอา Cyclopaedia ของ Ephraim Chamber (อังกฤษ, ท่านหนึ่งที่ได้รับเกียรติมีที่อยู่ใน Westminster Abbey) มาทำเป็นภาคภาษาฝรั่งเศส Encyclopédie ซึ่งตอนแรกก็เละ จนได้ ดิเดโฮ (Diderot) มาเป็น editor จัดการก็เป็นรูปเป็นร่าง มี Contributors ได้แก่ Voltaire, Rousseau และ Montesquieu เป็นต้น

ทีนี้ Encyclopédie อันนี้ ซึ่งมี 35 volume พิมพ์มาจำนวน 25,000 นั้น ครึ่งนึงออกไปนอกประเทศฝรั่งเศส ไปอ่านกันทั่วนอกประเทศ เพราะยุโรปซึ่งมีละตินเป็นรากภาษามันพออ่านกันได้หมด ออกมาสู่ยุโรปแล้วข้ามทะเล ผ่าน Atlantic Ocean ไป ก็ถึงอเมริกาแล้ว ไปได้ผลกับโน่น Benjamin Franklin และ Thomas Jefferson โดยเฉพาะ Franklin นั้นเป็นนักการทูต และอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วยตอน ๑๗๗๕ – ๑๗๘๕ เวลาเหมาะเลย

คนฝรั่งเศสที่เป็นรากหญ้า peasants นั้นอ่านหนังสือยังไม่ค่อยออก เพราะการเปลี่ยนประเทศเป็น Urbanization ช้ากว่าที่อื่น พอช้ากว่า ทั้งเงินทอง โอกาสในการอ่านเขียน ก็ช้ากว่าตามไปด้วย
ในบทความนี้จึงบอกว่ามีอิทธิพลต่อ American Revolution ชัดกว่า

ส่วนในเชิงของผลต่อ revolution ของฝรั่งเศส คงไม่ใช่ในคราว ๑๗๘๙ เท่าไหร่นัก แต่คงมีผลต่อ Revolution อื่นในเวลาต่อมาแน่

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ไม่มี heavy industry คือ ไม่มี Steel และถ่านหิน เป็นประเทศที่โตมาจากเกษตรกรรม ช่วงที่คนอื่นมาอุ้มชูเรื่องอุตสาหกรรม ฝรั่งเศสก็ไปอุ้มชูเรื่อง Culture ของตนเอง กลับมาคุยเรื่องความเก๋ไก๋้ของ Versailles วรรณกรรม ภาพเขียน ที่มีมา ซึ่งดี สวยจริง ฟู่ฟ่ากว่าใครทั้งสิ้น

ปลาย C19 ก็หลงรัก Bertie พริ้นซ์เจ้าสำราญองค์โตของควีนวิคทอเรีย ที่โปรดการข้ามฝั่งไปเฮฮาที่ Paris ก่อนจะกลายมาเป็น Edward VII สะท้อนออกมาโต้งๆ ว่ามาถึงตอนนั้นก็อยากมีเจ้า เอาไว้เชิดหน้าชูตาเหมือนกัน

เรื่องจึงเป็นด้วยประการฉะนี้แล

เดี๋ยวพักแล้วมีแรง คิดออกจะมาคุยใหม่

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
SW19 วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณผจญ !!!

All right now...

นี่แหละที่ Paul Rogers ร้องกับวง Free
30กว่าปีแล้วนะ เพลงนี้
ขอบคุณครับ/ค่ะ ที่มาส่งเสียง

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
SW19 วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 20.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ Maira

ขอบคุณสำหรับความเห็น

จริงอยู่ว่า Revolution ทั่วไป มีชนชั้นกลางมาเกี่ยวข้อง แต่มีข้อปลีกย่อยที่สำคัญว่า ชนชั้นกลางนั้นเป็นเพียง ideological leader สำหรับคนรากหญ้า ซึ่งเป็นกำลังตัวจริงที่ผลักให้การปฏิวัติเกิดขึ้น

ในกรณีของอังกฤษ เป็น Civil War ระหว่าง Cromwell กับ Charles I ซึ่งสมัยนั้น C 17 ยังไม่มีชนชั้นกลาง

ส่วนของใน Africa ที่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้นั้น ลึกซึ้งกว่าเพราะไม่ใช่แค่ชนชั้นกลาง แต่เป็นเรื่องของ Tribal culture ที่แม้กระทั่ง Libya ก็ใช่ว่าจากนี้จะจบลงภายในได้ง่าย เพราะเผ่าต่างๆ ต่างคะคานอำนาจซึ่งกันและกัน

สำหรับ Egypt ก็เช่นกัน ทุกกลุ่มย่อยในชาติไม่ได้มีปัญหาเดียวกัน แต่บังเอิญมีหนึ่งปัญหาที่ตรงกัน คือเกลียด Mubarak จึงรวมกันได้เฉพาะกิจ

สำหรับประเทศไทยนั้น สิ่งที่เอื้ออำนวย เป็นแรง เป็นมือเป็นเท้าให้ทักษิณ ไม่ใช่ชนชั้นกลาง แต่เป็นชนชั้นรากหญ้าที่ถูกครอบด้วย economic dictatorship ไปเรียบร้อยแล้ว
คนชั้นกลางที่บอกว่าไม่ใช่เสื้อแดงต่างหากที่กลับทำตัวเป็นน้ำเลี้ยงให้มะเร็งทักษิณ เติบโต ด้วยความสะเพร่าทางวินัย การนิ่งเฉย ไม่พอใจแต่ไม่ทำอะไร และไม่เคารพกฎหมาย

ปัญหาของชนชั้นกลางกลุ่มนี้ ยิ่งดูมีมากเท่าไหร่ คำตอบก็มีมากเท่านั้น เพราะแค่แก้วินัย เคารพกฎหมาย ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ก็มีเรื่องให้ทำมากแล้ว

ประเด็นเหล่านี้ ไม่ได้เอื้อให้ทักษิณมีโอกาสทาง Revolution เลย เพราะดูเหมือนว่าไม่มีฝ่ายใดเป็น majority โดยเด็ดขาด ทำให้เกิดสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือ ระเบิดเวลาของการเกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) ในประเทศไทย

สิ่งที่ทักษิณเก่งที่สุด ในการทำให้ประเทศชาติแตกแยก

หากมีเวลา อยากเชิญ คุณ Maira อ่าน http://www.oknation.net/blog/Montparnasse/2011/09/16/entry-1

และหาทางล้าง cancer นี้ให้สังคมไทยกันร่วมกันดีกว่า

Let’s do it together.

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
SW19 วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 20.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณช้างเผือกในเมือง

ขอบคุณที่เป็นแฟนติดตามกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เราละเลยเรื่องการให้ข้อมูลที่ต้องไม่ได้ การให้คนรู้ในสิ่งที่ถูกต้องคงเป็นทางเดียวที่แก้ปัญหาทักษิณในระยะยาวได้ แม้จะดูไม่ชูใจ เพราะการรอผลมันช้าสาหัส

ทำอย่างไรได้ ตั้งแต่ ๒๔๗๕ ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่มี รัฐบาลทหาร / เผด็จการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าพอๆ กับที่พาประเทศถอยหลัง

..................................

คุณ hayyana

ขอให้เดินทางปลอดภัย
กลับมาว่ากันใหม่

..................................
คุณ peony



..................................
ส.บุญยืน

อย่างน้อยถ้ามีสมองก็ยังดี
ขัดได้ สอนได้ จะได้รู้ว่าอะไรคือดี
อะไรคือ ภาพลวงตาที่พวกริเริ่มขบวนการนี้ต้องการ ที่คงไม่พ้นประโยชน์ส่วนตน
..................................

คุณ thetwit

คนจำนวนมากยังสับสนกับเรื่องนี้ ผู้สูงวัยแถวนี้ก็ยังสับสน
ที่น่าสนใจคือคนรุ่นที่ยังทันเรื่องสมัยพรรคคอมมิวนิสท์ แห่งประเทศไทย ก็ยังงงว่า สังคมนิยมกับคอมมิวนิสท์ต่างกันอย่างไร โดยเข้าใจว่าเป็นระบบการปกครองทั้งสองอย่าง
ก็น่าสนใจว่า ในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสท์ตอนนั้น รัฐบาลทหารตั้งใจสร้างความชัดเจนหรือคลุมเครือกันแน่
เพราะอะไรที่ไม่เข้าทางรัฐบาลก็เป็นคอมมิวนิสท์ไปหมด

..................................

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
พาจรดอทคอม วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 19.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pajondotcom
Pajondotcom

สวัสดีครับคุณ SW19 สิ่งแรกที่ได้ยิน พยายามไม่สไลด์ลงมาดูข้างล่าง ฟังดูใช่เลยเสียงร้องของ โรเจอร์ ดาวทรี คงไม่ต้องบอกชื่อวง ส่วนพีท ทาวเช่นท์นั้นปัจจุบันแม้หัวจะล้านแต่กยังเก๋า รุ่นเดียวกันก็น่าจะเป็นพอล รอดเจอร์ แห่งคณะ Bad Company หรือหากเป้นฝั่งอเมริกาก็น่าจะเป็นไมเคิ่ล แมคโดนัล แห่งวง Doobie brother ซึ่งทั้ง ๓ คนที่กล่าวมาล้วนเป็นนักร้องที่มีเสียงมาจากลำคอ หากจัดลำดับเสียงจากลำคอจากมากสุดน่าจะมาจากอันดับหลัง....ขอวิจารณ์เรื่องเพลงก่อนนะครับ ส่วนเนื้อหา ค่อยว่ากันอีกทีครับ ...

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
Maira วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 18.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Illusions

สวัสดียามค่ำค่ะ..

คุณเรียบเรียงได้ละเอียดและเข้าใจง่ายค่ะ ..

จากประวัติศาสตร์ "การปฏิวัติ" ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา รัสเซีย (หรือแม้แต่อียิปต์ &ตูนิเซียฯ ที่เกิดขึ้นเร็วๆนี้) ..ต่างก็มี "ชนชั้นกลาง"เป็นแฟคเตอร์หรือองค์ประกอบที่สำคัญด้วยกันทั้งนั้นค่ะ

และถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี 2475 จะไม่ใช่ Revolution ..แต่ในปัจจุบันองค์ประกองของ Revolution จะเอื้ออำนวยและเป็นใจให้ทักษิณ และคน "ตระกูลชินวัตร" มากขึ้น --เนื่องจากชนชั้นกลาง ในประเทศขยายตัวไปมากแล้ว --และดูเหมือนว่าทักษิณ จะรู้ดีในข้อนี้ จึงใช้ได้กวาดพวกเขาเข้ามาเป็นฐาน ..ในความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศในครั้งนี้!!

ข้อนี้ต่างหากละคะที่คนไทยต้องนำมาตีโจทย์ให้แตก ..และช่วยกันคิดหาทางว่าเราจะช่วยกันป้องกันได้อย่างไร..?

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
thetwit วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 18.24 น.

ขอบคุณที่เอาความรู้ดีๆ มาให้อ่านเคยรู้แต่ว่า คำว่าปฏิวัติบ้านเรามันคือ รัฐประหาร Coup d’état คูเดต้า ไม่ใช่การปฏิวัติจริงๆ แต่ไม่เคยรู้ได้ละเอียดอย่างที่คุณเล่าให้ฟัง... เห็นด้วยกับคุณทุกประการ แต่การจะ educate คนในประเทศเราคงจะเป็นการยากเพราะคนที่ไม่รู้มันมีเยอะมากและที่แย่ไปกว่านั้นก็คือคนที่มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะให้ความรู้แก่คนพวกนี้ก็เป็นท่านผู้มีอำนาจที่ยังไม่ได้เอาทักษิณออกจากใจซะด้วยซิ ...

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ส.บุญยืน วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 18.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Boonyoon
ข่าวกินแล้วดี เติบโตเร็ว

พวกคิดล้มเจ้านี่ไม่รู้ใช้สมองส่วนไหนคิด ไม่น่าเกิดมาเป็นคนไทยเลย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
peony วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 17.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peony


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
hayyana วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

แหม๋ ฮู เพลงมันส์...
เดี๋ยวมาอ่านครับ พอดีต้องเดินทาง

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
NN1234 วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 17.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

เอาไว้..ผมนำเอานักคิดนักเขียนที่แยกกันเป็นกลุ่มต่างๆ เหล่านั้นมาเล่าให้ฟังอีกที

ฝากช่องทีวีที่ผมเคยแอบดูหนังฝรั่งเศสอยู่บ่อยๆ
http://www.tv5.org/

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
NN1234 วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 17.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ส่งผลให้วรรณกรรมในศตวรรษที่ ๑๙ ของฝรั่งเศสเป้นการต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างอุดมการณ์ ๓ แนวของ ๓ ชนชั้นสังคมในฝรั่งเศสที่โรมรันพันตูกันอยู่ด้วย ได้แก่
๑) แนวคิดกระฏุมพี ไปคัดง้างกับแนวอนุรักษ์นิยมของชนชั้นศักดินา ๒) และ
๓) ถูกท้าทายด้วยอุดมการณ์สังคมนิยมที่เน้นเรื่องความเป็นธรรมของชนชั้นกรรมาชีพ

หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสเสร็จสิ้นลง ไฟของนักคิดนักเขียนนั้นได้ดับมอด ก็ได้กำเนิด"วรรณกรรมแนวโรแมนติก" ขึ้นแทน ซึ่งเป็นแนวที่เน้นการปลดปล่อยปัจเจกบุคคลจากพันธนาการของสังคม เพื่อผลักดันให้อารมณ์ ความรู้สึกของมนษย์โลดแล่นไปอย่างอิสระ

แต่วรรณกรรมแนวโรแมนติกก็อยู่ได้ถึงเพียงครึ่งศตวรรษนี้เท่านั้น..........?
วรรณกรรมแนวใหม่ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงและความเป็นอยู่ของมนุษย์ก็ถูกเข้ามาแทนที่ ไม่หลอนหลอกดังเช่นวรรณกรรมแนวโรแมนติกอีกต่อไป
วรรณกรรมแนวนั้นก็คือ Realistic literary หรือ Realism (สัจนิยม) เพื่อสะท้อนถึงปัญหาของสังคม เช่น กุสตาฟ โฟลแบรต์ เรื่อง มาดามโบวารี

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
NN1234 วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 17.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

คริสตศวรรษที่ ๑๗ สำหรับฝรั่งเศสเป็นยุคแหง้การสถาปนารัฐในรูปแบบที่เรียกว่าชาติ ซึ่งเป็นการดึงเอาอำนาจและบรรณาการ(ส่วย) จากผู้ปกครองแว่นแคว้นต่างๆ มาสู่ศูนย์กลาง มีการบังคับหยิบยื่นวัฒนธรรมและภาษาไปจากศูนย์กลางไปสู่แว่นแคว้นที่อยู่ภายใต้อาณัติ
สถาบันที่บุกเบิกการสร้างชาตินีก็คือ สถาบันกษัตริย์ ราชสำรักกลายเป็นศูนยืกลางของทุกๆ สิ่ง
(วรรณกรรมที่กำเนิดยุคนี้ถือได้ว่าเป็น วรรณกรรมคลาสสิคของฝรั่งเศสเลยทีเดียว)

ในศตวรรษที่ ๑๘ ในด้านการเมืองถือได้ว่าเป็นช่วงเตรียมตัวก้าวขึ้นสู่อำนาจของชนชั้นกลาง(กระฎุมพี) มีนักคิดนักเขียนที่เป็นตัวแทนของชนชั้นที่กล้าหาญท้าทายอำนาจอันล้นฟ้าของชนชั้นอภิสิทธิ์
วรรณกรรมคลาสสิคจากยุคก่อนเริ่มเหี่ยวเฉา ในศตวรรษนี้วรรณกรรมได้เคลื่อนย้ายไปสู่วรรณกรรมแนวใหม่ที่เป็นแนวปรัชญา แท้จริงแล้วคือแนวการวิจารณ์การเมืองและสังคม ที่ได้รับการหล่อเลี้ยงมาจากความคิดเกี่ยวกับเสรีภาพ สิทธิเรื่องปัจเจกบุคคล และการสร้างประโยชน์สุข งานเขียนในยุคสมัยนี้เรียกว่า เป็น Enlightmant (Le siecle des Lumie'res) ได้แก่ วอลแตร์ รุสโซ ดิดโรต์ ฯลฯ ล้วนมีส่วนในการปฏิวัติฝรั่งเศส(ปี ๑๗๘๙ ไปจนกินเวลาอีก ๑๐ ปี)ทั้งสิ้น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ช้างเผือกในเมือง วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 16.37 น.
 

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยคะว่า...ตั้งแต่ปีพ.ศ.2475จนถึงปัจจุบัน ประชาชนชาวไทยตาดำๆยังไม่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร...คงต้องสอนกันต่อไปจนไม่รู้ว่าจะถึงเมื่อไร?จึงจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง แต่เนื้อสิ่งอื่นใดต้องไม่ตกเป็นทาสของระบบทักษิณก่อนถึงเวลานั้นคงเปิดใจรับรู้รับฟังกันคงจะรู้เรื่องมากกว่านี้แน่นอนคะ..ขอบคุณอีกครั้งนะคะสำหรับเรื่องดีดีที่หามาให้อ่านเสมอๆคะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
SW19 วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 15.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณอุ๋ม

ขอบพระคุณที่แวะมาเป็นกำลังใจ
ขอตอบแทนเป็นเครปคาวก่อน แล้วตามด้วยหวาน

แต่จริงแล้ว ตรงนั้นมีร้านอาหารแขกดังอีกหนึ่ง ชื่อ Khan -- oops! ออกตั๋วได้เลย, please..

........................................

คุณแม่มดเดือนMarch,

Get well soon.
จะได้ฟังเรื่องจากเมืองแม่มดตอนต่อไป

........................................

คุณลุงวอ

เราจะหยุดมันด้วยกัน
คนไทยได้ชื่อว่า จะทำอะไรก็ทำได้ไม่แพ้ใคร
ไอ้ที่แพ้น่ะ คือ แพ้ใจตัวเอง

........................................

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
SW19 วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 15.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ Payont

....เมื่อหัวใจของประชาธิปไตย คือ ประชาชน ที่ต้องพร้อมรับและเจริญเติบโตไปกับประชาธิปไตยนั้น ยังไม่พร้อม ประชาธิปไตยก็ไม่มีทางโต....


อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่าสมัย 2475 คนไม่พร้อม
คงไม่ต่างจากสมัยนี้ที่คนก็ยังไม่พร้อม ไม่พร้อมใน maturity ทางความคิดและการศึกษา

จะพูดว่าห่วยแตกอย่างคุณว่าก็ใช่ แต่การบอกว่าห่วยแตกมันเป็นการจบประโยคใส่ full stop

ไม่เกิดทางออกในการปัญหา ทำได้อย่างเดียวคือให้ไปเกิดใหม่

แต่ถ้าเราทำอย่างนั้นไม่ได้ ก็คงต้อง educate กันไป การที่คนเสื้อแดงเหล่านี้ถูกล้างสมองได้ ก็เพราะคนไทยที่บอกว่าไม่เป็นเสื้อแดง แต่ทำตัวไร้วินัย และไม่ต่อต้านสิ่งที่ผิด เปิดช่องให้ทักษิณเอามาสร้าง strategy ขยายความแตกแยก ได้ขนาดนี้

และไอ้ที่เป็นกันขนาดนี้ คงไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน ที่ว่า "เวลานี้มีพวกพยายามปลุกปั่น..." นั้น ความเป็นจริงคงใช้เวลานานเป็นปีมาแล้ว ถึงออกผลให้เห็นวันนี้ และก็คงทำต่อเนื่องไปไม่หยุดด้วย

หากเราจะแก้ แล้วหวังผลในพริบตา คงเป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศชาติได้ถอยหลังไปมากมานานแล้ว

ประเด็นของเรื่อง คือ ตั้งใจชวนกันว่า ถ้าไม่ทำอะไรเพื่อ educate คนเสื้อแดงพวกนี้ ก็ไม่มีทางดีไปกว่านี้ เอาพลังความอึดอัดคับข้องใจมาสร้างเป็น อาวุธของการให้สติและ 'สอน' คนเสื้อแดงนี้กันเถอะ

ย้อนหลังไปสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จนิวัติฯ สู่ประเทศไทย ท่านก็เห็นสิ่งที่ในสังคมยังเตี้ย ไม่โต แต่ท่านยังอดทนทรงงาน ไม่บ่นและท้อ งานของท่านหนักและยาวนานมาจนบัดนี้ เราเป็นข้าแผ่นดิน ก็คงต้องรับสนองกันไปในทางที่ทำได้


We are all in the same boat,
let's do it together...


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลุงวอ วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 15.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder

มันกำลังคืบคลานเข้ามา

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 13.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 06.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

ลืมไปค่ะ จะมาบอกว่า ยินดีด้วยค่ะกับบ้านหลังใหม่อีกหลังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 06.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

เป็นความรู้เรื่อง Revolution โดยละเอียดและดีมากจริงจริงเลยค่ะ คุณ SW19 คะ ปล. อยากไปทานเครปที่ลอนดอนเสียในบัดนาวเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Payont วันที่ : 23/09/2011 เวลา : 06.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

ไม่ว่าจะระบอบไหนๆ

หัวใจอยู่ที่คน

คนมันห่วยแตกเสียอย่าง

ระบอบไหนก็ไปไม่รอด

เวลานี้มีพวกพยายามปลุกปั่นคนโง่ และ โลภ

ให้หลงผิด ด้วยการปรนเปรอด้วยประชานิยม

พร้อมๆกับล้างสมองเรื่องประชาธิปไตย

ให้กลายเป็นประชาธิปไตยกินได้

ถ้ายังหลงละเมอกันต่อไป

ความฉิบหายมาเยือนแน่นอน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน