*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-09-03
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 185463
  • จำนวนผู้โหวต : 161
  • ส่ง msg :
  • โหวต 161 คน
<< ตุลาคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม 2554
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 10451 , 04:27:26 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน rattiya , นามา และอีก 9 คนโหวตเรื่องนี้

ท่ามกลางความสับสนของกระแสเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เรื่องมากมายถูกนำมาสร้างประเด็นถกเถียง โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจหลากรูปแบบ อะไรคือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด Capitalism, Socialism หรืออื่นใด

 

การทำความเข้าใจพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจน่าจะช่วยป้องกันการหลงประเด็นได้ดีที่สุด

 

จะเล่าเรื่องของเศรษฐกิจก็ต้องเริ่มต้นที่ยุโรป ถึงแม้ในวันนี้สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก ก็เริ่มจากการเป็นประเทศใหม่ที่ประกาศอิสรภาพมาเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 และรับอิทธิพลมามากจากยุโรป  

 

ย้อนไปกลางศตวรรษที่ 18

เกิดการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญยิ่ง เมื่อ Industrial Revolution สร้างโฉมหน้าใหม่ให้เศรษฐกิจบริเทนช่วง พ.ศ. 2293 – 2373 เป็นกำเนิดของโรงงาน สังคมเมือง และตามมาด้วยเรื่องการศึกษาที่เป็นผลจากรายได้ที่มากขึ้นและความจำเป็นต่อการอ่านออกเขียนได้เพื่อการทำงานในโรงงาน

ไม่กี่ปีถัดมา ก็เป็นรัชสมัยของควีนวิคทอเรียที่สภาวะเศรษฐกิจอำนวยให้บริเทนเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอย่างที่สุด

จากโรงงานพัฒนาสู่การเดินรถไฟ เมื่อรวมกับทรัพยากรถ่านหินและเหล็กกล้า จึงนำประเทศข้ามไปสู่อุตสาหกรรมหนักที่สร้างความเจริญตามมาอีกมาก บนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า Capitalism

 

 

เวลาเดียวกัน Karl Marx หนึ่งในบรรดา Thinkers นักคิด ที่อาศัยอยู่ในลอนดอนตอนนั้น มอง Capitalism ต่างออกไปว่า เป็นเผด็จการที่เกิดขึ้นโดยชนชั้นกลาง และเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นกลาง (Dictatorship of the bourgeoisie บูร์ จวา ซี่ = คนชั้นกลาง) ซึ่งวันหนึ่งจะถูกลบล้างและสลายลงไปด้วยการแทนที่ของ Socialism ซึ่งเกิดขึ้นโดยผู้ใช้แรงงาน (Dictatorship of the proletariat โพร ลี ทา เรียท = กรรมกร) ที่ในสุดจะแปรสภาพไปเป็นสังคมที่ปราศจากชนชั้น หรือ Communism เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน Proletariat ทั้งหลาย

 

บทความนี้ ขอไม่แปลศัพท์เศรษฐกิจภาษาอังกฤษ  

Socialism ที่ใช้กันว่า สังคมนิยม เป็นระบบการบริหารเศรษฐกิจ ไม่ใช่ระบบการปกครองทางการเมืองอย่างที่มีคนสับสน ความคลาดเคลื่อนนี้อาจเกิดจากหลักการดั้งเดิมของ Marx ที่ไม่ได้แยกเรื่องการเงินและการปกครองออกจากกัน ในยุโรปเข้าใจว่าเป็นระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอย่างชัดเจนมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยการนำมาใช้เป็นหลักการบริหารการเงินของชาติ (อเมริกาไม่ยอมรับ เพราะกลัวการเป็น Communist โดยไม่สนเหตุผล ดังที่ปรากฏตัวอย่างเรื่องการประกันสุขภาพที่ Obama นำเสนอ)

Capitalism หากใช้ว่า ทุนนิยม มีความหมายพื้นฐานได้เพียงแค่เป็นการสร้างอุปสงค์อุปทานโดยปราศจากการควบคุมของรัฐบาล (free market) ในทางปฏิบัติรัฐบาลกลับมีหน้าที่ ความรับผิดชอบ และบทบาทสำคัญในการควบคุมและเรียกเก็บภาษี

  

 

 แนวคิดของ Karl Marx ต้องการให้ทุกคนเท่าเทียมกันหมด ให้ทุกอย่างเป็นของรัฐ รัฐกำกับราคาสิ่งของและค่าแรง แต่ในทางปฏิบัติไม่มีใครทำได้ทั้งรัสเซีย จีน เพราะก่อนการปฏิวัติทั้งคู่ยังไม่มีอุตสาหกรรม

 

เมื่อรัสเซียต้องการนำความเจริญมาสู่ชาติ ก็ต้องก้าวเข้าสู่ Capitalism ให้มีแรงจูงใจจากผลตอบแทนเพื่อให้อุตสาหกรรมโตขึ้นได้ เพราะคนที่ลงทุนย่อมอยากได้กำไร ซึ่งหาไม่ได้ใน Communism

 

ส่วน Socialism ในความหมายปัจจุบันเป็นระบบเศรษฐกิจที่อาศัยกลไกของตลาด (Market mechanism) ผลักดันให้เกิดผลกำไร นำไปต่อทุน ประเทศยุโรปส่วนมากรวมทั้งเกรทบริเทนใช้ระบบนี้ร่วมกับการวางโครงสร้างเก็บภาษี เพื่อระดมเงินไปสร้างความเจริญและความเสมอภาคให้สังคมมากที่สุด

 

ตัวอย่างของ Socialism ที่ใช้ในประเทศไทยตอนนี้ คือ Progressive taxation หรือภาษีก้าวหน้า คนที่หาเงินได้มากก็จ่ายภาษีมากกว่า คนที่รายได้น้อยก็เสียภาษีน้อยตามลำดับ เพื่อให้มีรายได้เหลือเพียงพอต่อการยังชีพ

 

โดยสรุป Capitalism ไม่มีอะไรผิด เป็นกลไกที่ดีในการสร้างความเจริญให้ประเทศชาติ และสามารถใช้ร่วมกับนโยบายการบริหารเศรษฐกิจแบบ Socialism ได้

หากจะผิด ก็เป็นความผิดของรัฐบาลผู้มีหน้าที่ควบคุมให้การบริหารเศรษฐกิจเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ใช่ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

เกือบร้อยปีหลังการเสียชีวิตของ Marx เกิดทฤษฎีทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจาก Macro economics ของ Socialism 

 

 

แนวคิดใหม่นี้เป็นเรื่อง Micro economics ที่มุ่งเน้นไปที่สังคม ความคิด และวิธีที่ควรปฏิบัติของคน

 

Small is Beautiful

A study of Economics as if People Mattered

 

หนังสือเล่มบาง ที่บรรจุแนวคิดของ E.F. Schumacher เผยแพร่ออกสู่เกรทบริเทนใน พ.ศ.2516 ไม่ใช่หนังสือขายดีติดอันดับทันที แต่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย พิมพ์กี่ครั้งก็จำหน่ายหมด จากการเริ่มต้นแนะนำให้อ่านเสริมวิชาเศรษฐศาสตร์ที่โรงเรียนประจำ ในที่สุดก็กลายมาเป็นหนังสือหนึ่งในร้อย ที่มีอิทธิพลต่อสังคมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

แนวคิดที่โด่งดังของ Schumacher อยู่ในบทที่ 4: Buddhist Economics ที่พูดถึงกันมาเกือบสี่สิบปีแล้ว ไม่ใช่ของใหม่อย่างที่เข้าใจกันเวลาที่เห็นการนำมาชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกับ Capitalism อยู่ทุกยุคสมัย

 

Ernest Friedrich Schumacher (1911-1977) ถูกอ้างถึงในฐานะนักเศรษฐศาสตร์บริทิช ทั้งที่มีกำเนิดเป็นเยอรมัน เพราะทั้งได้รับการศึกษาจาก New College, Oxford และเลือกที่จะกลับมาพำนักที่ประเทศอังกฤษก่อนที่จะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยไม่ต้องการใช้ชีวิตอยู่ใน Nazi Germany ประเทศเยอรมนี ภายใต้รัฐบาลนาซี

 

หลังสงครามจบ Schumacher ทำงานให้บริเทนโดยตลอด ตั้งแต่ British Control Commission ที่ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจให้เยอรมนี และ British Coal Board ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงาน มีส่วนทำให้ Small is Beautiful มีจุดเริ่มความคิดพ้องกับความสูญสิ้นของแหล่งพลังงานธรรมชาติ

 

Schumacher รับอิทธิพลของศาสนาพุทธ จากการทำงานในประเทศโลกที่สามอยู่นานวัน สิ่งที่สะท้อนออกมาในแนวคิดของหนังสือ Small is Beautiful ลึกซึ้ง ปนปรัชญาพุทธ และยังทันสมัยถึงปัจจุบันนี้

Schumacher ติดใจความคิดของ Mahatma Gandhi และนำคำพูดคมคายของคานธีมาอ้างไว้

‘Earth provides enough to satisfy every man’s need, but not for every’s man greed.’

หาก Need คือความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์

Greed ก็เป็นเพียงความละโมบโลภมาก

... ที่ Schumacher บอกว่า มนุษย์เราพยายามบิดเบือนความเป็นไปของกฎกติกาเศรษฐกิจตามธรรมชาติ จนกระทั่งสายตาแห่งสติปัญญาถูกความโลภบดบังเสียสิ้น

 

หลักการของ Buddhist Economics ที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การทำให้แต่ละองค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาส่วนอื่น แปลความว่า หากเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น อยู่ได้สบายขึ้นในสังคมของตนเอง ฟันเฟืองส่วนอื่นในระบบเศรษฐกิจของประเทศก็ไม่ต้องแบกเกษตรกร และเมื่อเกษตรกรอยู่รอดมีเงินทองมากพอ ก็สามารถจับจ่ายใช้ของจากส่วนอื่นของระบบเศรษฐกิจได้ เป็นการผลักดันให้เกิดการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสมดุล

 

การอยู่รอดด้วยตนเอง อีกความหมายคือ การที่ไม่ต้องดึงเงินของส่วนหนึ่งส่วนใดไปพยุงส่วนอื่นอยู่ตลอด

 

 

หากรัฐบาลไทยต้องเอาเงินจากกระเป๋าข้างหนึ่งไปโปะอีกข้างอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายก็ไม่มีเงินเหลือในคลังและไม่มีใครพัฒนาไปได้สักทาง ทั้งที่แต่ละส่วนควรเป็นหลักเกื้อกูลให้กันและกันได้ เปรียบเสมือนภาคเกษตรกร Agrarian sector หากสามารถยืนด้วยตนเองได้บ้างโดยไม่ต้องเป็นภาระกับเงินจากภาคอุตสาหกรรม Industrial sector ตลอด ก็จะทำให้ทุกฝ่ายอยู่รอดและเจริญไปข้างหน้าร่วมกันได้ เพราะความเจริญไม่ควรจำกัดอยู่ที่ส่วนใดส่วนเดียว

เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการสร้างชาติ สังคม และเศรษฐกิจของชาติ ... ทุกส่วนให้อยู่รอดได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอุ้มแบกกัน

 

‘เศรษฐกิจพอเพียง’ เป็นคำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตีความให้คนไทยในชาติรับรู้ว่า การพัฒนาประเทศต้องทำให้หน่วยสำคัญ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติเจริญขึ้นมาก่อน เกษตรกรไม่ได้เจริญจากเทคโนโลยี่ล้ำโลก แต่เจริญได้ด้วยการสร้างสมดุลในการประกอบอาชีพและหารายได้ในระยะยาว

 

หลักของเศรษฐกิจพอเพียง จึงสามารถร่วมทางกับ Capitalism ได้โดยไม่ขัดแย้ง หากมีการถ่วงน้ำหนักของการลงทุนและสร้างผลกำไรให้เหมาะสมกับความอยู่รอดของหน่วยย่อยในระบบ

 

หลักการนี้ ปรากฏเป็นเครื่องยืนยันอยู่ในแนวความคิด Intermediate Technology ที่ Schumacher สร้างขึ้นว่า การพัฒนาเทคโนโลยี่เป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่ลงตัว ในขนาดที่สร้างประโยชน์สูงสุดตรงตามความต้องการ

 

การปฏิเสธพัฒนาการระดับ Cutting Edge ที่สุดกู่ เกินประโยชน์ใช้สอยและความต้องการของเกษตรกร จึงไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงตัดการสร้างความเจริญทิ้งไป ...อย่างที่คิดกันเอาเอง

 

พื้นฐานชาติไทยไม่ใช่อุตสาหกรรม เพราะเราไม่มี Raw materials ที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ในด้านอุตสาหกรรม ไม่ต่างจากฝรั่งเศสที่ไม่มีทรัพยากรเพื่ออุตสาหกรรมหนัก ฝรั่งเศสจึงยังมีปัญหาเรื่องเกษตรกรประท้วงกันไม่เลิก

 

 

การพัฒนาประเทศตามระบบเศรษฐกิจพอเพียง คือการสร้างความเจริญที่คำนึงถึงคุณค่า (Value) ของมนุษย์ และสร้างความภูมิใจให้สังคมส่วนรวม หาใช่ในแง่เงินทองและวัตถุอย่างเดียว การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ คนทั้งประเทศต้องเห็นประโยชน์และเห็นคุณค่าในการพัฒนาร่วมกัน ... ให้ถูกทาง

 

ประเทศไทยจะเจริญได้ เมื่อเราสร้างให้ทุกอย่างเจริญไปพร้อมกัน ทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยสังคมต้องเจริญด้วย - อย่างมีจริยธรรม ที่ไม่ใช่เพียงการเอาเงินทุบหัว

 

การอัดเงินของรัฐบาล ทั้งทางตรง ทางอ้อม ที่ถูกและอาจจะไม่ถูกทั้งกฎหมายและจริยธรรม ก็สร้างได้เพียง Consumption (การใช้เงิน) ที่ไม่ผันแปรไปกับ Productivity (อัตราการผลิต) เพราะแนวโน้มของคนในสังคมไทย เมื่อมีเงินเพิ่มก็นำไปใช้สอยในสิ่ง Luxury ฟุ่มเฟือย ที่ไม่จำเป็น ไม่ได้ผลิตในประเทศ และไม่นำมาซึ่งผลกำไรสู่ชาติ

 

คำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้นทันสมัย เข้ากับสภาพของประเทศชาติ ลึกซึ้ง โดยไม่ขัดกับความเป็นไปในโลกแห่ง Capitalism หากทำความเข้าใจให้ถ่องแท้  

 

ปัญหาที่เกิดจาก Capitalism จึงไม่ใช่ปัญหาของตัวระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงความบกพร่องในการควบคุมของรัฐบาล ที่ละเลยในการควบคุมและบริหารความโลภของคน

 

ความโลภซึ่งแพร่กระจายได้อย่างเชื้อโรค ตัวเดียวกันกับปัญหาที่เกิดขึ้นที่ Wall Street หรือ ลอนดอน สเปน ความโลภที่ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ แก่สังคมส่วนรวม

 

การประท้วง Occupy เกิดต่อกันหลายประเทศ เพราะปัญหาลามถึงกันหมดจากระบบข้ามชาติของธนาคาร ที่หาประโยชน์จากการค้าหนี้กันข้ามโลก การแก้ปัญหาเรื่องธนาคารเหล่านี้ ต้องอาศัยการรวมตัวกันของรัฐบาลทุกชาติ สร้างกฎกำกับธนาคารให้เหมือนกันหมด เพื่อกันการใช้สถานภาพเป็น Multinational ไร้พรมแดน หาประโยชน์จากที่ใดที่หนึ่ง

 

**********

ตอนหน้า

เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รายงานของรัฐบาลสหรัฐ ที่ Wikileaks นำมาเผยแพร่

 

 

Reference:

Small is Beautiful: E.F. Schumacher, first published in 1973

ISBN 9780099225614

smallisbeautiful.org

schumacher.org


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 31 SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 08/11/2015 เวลา : 23.24 น.

"Capitalism และ Socialism ไม่ใช่ของเลวทั้งคู่ อยากให้เราไม่ยึดติดกับ concept ดั้งเดิมของผู้คิดค้น เพราะโลกหมุนไปทุกวัน เงื่อนไขแปลกแตกต่างไปตลอดเวลา หากเรารู้จักปรับให้เข้ากับกรอบที่เปลี่ยนไป มันก็เป็นไปได้ คนเขียนสมัยก่อนสร้างแนวคิดของตัวเองออกมาเผยแพร่เรียกว่า Treatise เป็น concept สั้นๆ แล้วคราวนี้ก็อยู่ที่การตีความจากคนรุ่นต่อๆ มาทั้งสิ้น
ทั้ง Marx และ Lenin สร้างประเด็น Treatise มากมาย จุดประกายให้คนรุ่นต่อมาคิดต่อ

การประณามวิกฤติเศรษฐกิจทุกวันนี้ที่ระบบ ไม่ช่วยอะไร เหมือนมองผิวๆ เพราะปัญหาใหญ่กว่าคือทัศนคติในการใช้ความโลภเป็นตัวนำทางของคนทุกวันนี้ "

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
SW19 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm

ดีใจที่ย้อนกลับมาคุยกันอีก


กำลังจะงมตอบคุณ NN1234 เจอคุณส่งเสียงเข้ามาพอดีกัน

หนังสือของ Hermaan Hesse ที่แนะนำคุณแม่มดเดือนMarch ไปนั้น จำไม่ค่อยได้หมดหรอก เพราะอ่านตั้งแต่ยังเด็กหมาอยู่ แต่รู้ว่าสนุก ตอนอ่านติดใจ เพื่อนถึงบอกให้พยายามหน่อยซิ ตะกายอ่านต้นฉบับของเจ้าของภาษาจะซาบซึ้งขึ้นอีก แค่ฟังคุณเล่าว่ามีคนเอาไปแปล แถมคุณยังคุ้นเคย ก็ตื่นเต้นจะแย่แล้ว

หมายเหตุ Die Morgenlandfahrt คือ Journey to the East ในชื่อภาษาอังกฤษ จะคุ้นขึ้นไหมหนอ

เรื่องอ่านหนังสือ เคยไปคุยเอาไว้ที่บ้านคุณ NN1234 อยู่บ่อย เด็กไทยสมัยนี้ ดูไม่ค่อยรู้เรื่องงานดีๆ ที่มีมา (อาจจะเข้าใจผิดไปเองก็ได้ ที่เห็นๆ มักเป็นอย่างนั้นก็เลยคิดไปทางนั้น) สมัยเราเป็นเด็ก การอ่านหนังสือเป็นเรื่องสนุก อ่านทุกแบบ แต่มีนิสัยเสียที่ชอบอ่านโดยดูจากสำนวนด้วย จึงได้อ่านเรื่องแปลอย่างของ Tolstoy น้อยกว่าคุณ NN1234 เพราะสมัยนั้นก็ใช่ว่าจะมีคนแปลมาเป็นอังกฤษได้ดีนัก ประกอบกับเรื่องของนักเขียนที่เป็นภาษาอังกฤษมีให้เลือกอีกแยะมาก

เรื่อง Small is Beautiful นั้น อ่านนานจนลืม มาเห็นพักหลังคนเอาเรื่อง Capitalism มาพูดกันไปอย่างวกวน บวกกันเข้าไปกับเศรษฐกิจโลกที่เซกันอยู่อีก ก็เลยคิดว่าน่าจะเอามาปัดฝุ่นคุยกัน อีกทั้งหากคนเข้าใจหลักการของแนวคิดนี้จริงๆ มันจะดีกับสังคมไทยได้

เชื่อว่าตอนหน้า ที่กำลังลำดับความอยู่น่าจะให้ภาพชัดขึ้นอีก

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
SW19 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 22.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ NN1234

ขอตอบคุณเป็นบางส่วน เพราะหลายส่วนของความเห็นสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ดังเช่นความเห็นที่ 23

ในส่วนของ Tolstoy นั้น คงต้องให้คุณเสริมเติมความอีกที ตามความรู้เดิมที่ยังไม่ทันได้ไปค้นมาคุยกัน เพราะค้างคากับการเขียนเรื่องตอนต่อไปอยู่ ไม่เห็นว่า Tolstoy เกี่ยวข้องกับทาง Economics และเท่าที่จำได้ชัด Tolstoy จะไปทาง Anarchism ซึ่งมันปนเปไปกับเรื่องการไม่เชื่อถือกฎ (หมาย) แห่งการควบคุมโดยรัฐบาล และยังก้าวไปถึงโน่น Christian anarchist ซึ่งล้ำลึก และต้องระมัดระวังในการอธิบายเข้าไปอีก ขอติดเอาไว้ก่อน แต่ถ้าคุณ NN1234 มีเวลา ก็น่าจะเอามารื้อฟื้นเล่าสู่กันฟังเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็จะดีนะ...



เรื่อง Mohandas Karamchand Gandhi ท่านมีการติดต่อกันตัวเป็นๆ ทางจดหมายอยู่ร่วมหนึ่งปี ในช่วงก่อน Tolstoy เสียชีวิต เชื่อว่าน่าจะได้อะไรดีๆ ต่อกันและกันอย่างมากมายอยู่แล้ว


ความคิดเห็นที่ 28 (0)
driftworm วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 20.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

Demian - เคยอ่านฉบับแปลโดย ฉุน ประภาวิวัฒน์ ในชื่อ เดมิอัน เมื่อปี ๒๕๑๕ ลืมเรื่องไปแล้ว
The Glassbead Game - ทราบว่ามีแปลเป็นไทยในชื่อ เกมลูกแก้ว เพื่อนเล่าเรื่องย่อให้ฟัง
Siddhartha - มีแปลเป็นไทย เห็นบนชั้นของกลุ่มศึกษาเสวนา แต่ไม่ได้หยิบอ่าน
Knulp - คลับคล้ายคลับคลาว่ามีแปลเป็นไทย ไม่แน่ใจว่าโดย สนพ.ดวงกมล หรือไม่
Der Steppenwolf มีแปลแล้วแน่นอน ผมไม่ได้อ่าน แต่ซื้อรึเปล่าไม่แน่ใจ อ่านเรื่องย่อก็อิ่มอืด
Narziss und Goldmund - มีแปลแล้ว สนพ.ดวงกมล มั้ง เป็นสิบปีแล้ว
Die Morgenlandfahrt - เอ ไม่รู้จัก

ในยุคทศวรรษ ๒๕๑๐, ๒๕๒๐ มีพูดกันตามหน้า นสพ. นิตยสาร โดยใช้คำว่า เล็กสิดี จิ๋วแต่แจ๋ว ฯลฯ
จะถึงกับแปลออกมาในชื่อพวกนั้นหรือไม่ ไม่ทราบนะ
......................

ดีจัง ที่คุณเอาเรื่อง small is beautiful มาพูด
เห็นทีจะต้องชักชวนกันพูดคุยเรื่องนี้กันให้เป็นเรื่องสักที

มีเพื่อนที่สุพรรณคนนึง ก็พูดเรื่องนี้ บ่อย ถี่ มาสองปีแล้ว + กับวาทะ "ปิด(ซ่อม)ประเทศไทย"
เขาอยู่ในเฟ้ซบุ๊คก็พูดเรื่องนี้บ้าง
.

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
SW19 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 18.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ 3989

ชอบคำว่า ... ทุนนิยมที่สร้างสรรค์...


และสุดท้ายก็ต้องกลับมาที่หน้าที่ของรัฐบาล ที่ต้องทำให้คำการควบคุมรัดกุม มีประสิทธิภาพ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
SW19 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 17.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19


คุณ แม่มดเดือนMarch

ขอเอาใจให้ช่วยให้ความยุ่งยาก และไม่สบายตัวทั้งหลายพ้นไป (กับใบไม้ร่วง ที่บ้านนี้กำลังดูอยู่ว่าใบสุดท้ายน่าจะไปในเร็วๆ นี้แล้ว)

อ่านเล่มนี้แล้ว มีอีกเล่มที่ขอแนะนำต่อ คือ The breakdown of Nations ของ Leopold Kohr ที่เขาพูดกันตลกๆ ที่นี่ว่า คุณปู่ Kohr นี่แหละ ตัวพ่อของ Schumacher เลย เพราะ Schumacher ติดใจความคิดของท่านผู้นี้มาก

Small is Beautiful นี้ Schumacher เขียนเองเป็นภาษาอังกฤษ เราจึงโชคดีที่ได้เข้าใจจากสำนวนของผู้เขียน มีอีกท่านที่ติดใจมากคือ Hermann Hesse ที่เพื่อนบอกว่าให้เขย่งสุดตัว และหาโอกาสสักครั้งในชีวิตนี้อ่านฉบับภาษาเยอรมันให้ได้ เล่มที่ติดใจมากๆ ในภาษาอังกฤษ คือ Demian, The Glassbead Game, Siddhartha

อื่นๆ ที่อ่านตอนเด็กแต่จำเรื่องไม่ค่อยได้แล้ว คือ Knulp, Der Steppenwolf, Narziss und Goldmund, Die Morgenlandfahrt เผื่อคุณแม่มดอ่านแก้เซ็ง เพราะดีทุกเรื่อง


ความคิดเห็นที่ 25 (0)
SW19 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 17.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19


คุณ driftworm ในความเห็นที่ 16,17,18

ขอบคุณกับเวลาและพลังงานที่ค้นคว้าเรื่องภาคภาษาไทยของ Small is Beautiful มาฝากกัน


SW19 หาข้อมูลเรื่องการแปลเป็นภาษาไทยได้จาก website ของ Schumacher Society ซึ่งมีที่น่าเชื่อถือเป็นทางการอยู่สองแห่ง ตามที่ให้ links ไว้ในที่อ้างอิง หนึ่งในนั้นซึ่ง Mrs Vreni Schumacher อนุญาตให้มีการเผยแพร่เพิ่มเป็น electronic files โดยจัดเก็บรวบรวมการแปลของ Buddhist Economics ออกสู่ภาษาต่างๆ ด้วย (http://www.smallisbeautiful.org/buddhist_economics.htm )

ภาษาเหล่านั้นมี English, Danish, Dutch, French, German, Greek, Hebrew, Hindi, Hungarian, Italian, Japanese, Korean, Norwegian, Polish, Portuguese, Russian, Serbian and Swedish

จึงลองค้นหาหนังสือแปลจาก website ของร้านหนังสือไทยในประเทศไทยต่อ ก็ไม่พบ นอกจากพบฉบับภาษาอังกฤษจาก Asia Books

ต้องขอสารภาพว่าเราไม่ได้อยู่ในแวดวงหนังสือไทย ในประเทศไทย ทั้งงานแปลและผู้แปล จึงต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่แนะนำให้รู้จักชื่อต่างๆ ที่เอ่ยมา และน่าดีใจที่คนไทยมีโอกาสหาอ่านงานชิ้นนี้

มีหนังสืออยู่อีกหนึ่งเล่ม ที่ซื้อมานานแล้ว และยังไม่ได้ให้โอกาสในการหยิบมาอ่าน คือ The Wisdom of Sustainability: Buddhist Economics for the 21st Century by Sulak Sivaraksa (copyright© 2009 แต่ first published in Great Britain 2011) ซื้อมาในราคา 10pounds เพราะก็อยากรู้ความคิดของท่านผู้นี้ และซื้อมาเพื่อเป็น research สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ แต่เปิดดูแล้ว ขอสารภาพแบบไม่มีอคติใดๆว่า Small is Beautiful ของจริง ที่เคยอ่านตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกวางตลาด กับฉบับสวยงามยุคปัจจุบันที่ถ่ายรูปให้ดูกันนั้น ยังเย้ายวนใจกว่ามาก เลยผัดวันประกันพรุ่งมาหลายมื้อ เพราะก็มีหนังสือเล่มใหม่ๆ มาแซงคิวอยู่เรื่อย วันไหนได้อ่านคงมีเรื่องมาขอคำแนะนำจากคุณ driftworm อีกแน่

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
SW19 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 17.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ Bluehill

แนวคิด หรือ หลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ประยุกต์ใช้ได้กับระบบเศรษฐกิจบนโลก และอีกหลายอย่างในการดำรงชีวิตจริงๆ

ทฤษฎี Economics ส่วนใหญ่วัดประสิทธิภาพด้วยค่าของเงินอย่างเดียว

Small is Beautiful จึงสรุปง่ายๆ ได้ว่าเป็นวิธีคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ที่คำนึงถึงคุณค่าที่นอกเหนือและไม่สามารถวัดเป็นเม็ดเงินด้วย

ขออนุญาตยกยอดไปให้ตัวอย่างให้เห็นภาพในความตอนหน้า


ความคิดเห็นที่ 23 (0)
NN1234 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

๒)
เราเคยคุยกันในเรื่อง"อินทิรา คานธี" ผมขอคัดลอกมาอีกที เพราะมีบางประเด็นที่เพิ่งนึกได้และเราต้องการเน้นกัน
.....
"เป็นอันรู้กันดีว่า ปรัชญาของการดำเนินธุรกิจนั้น คือการแสวงหาความได้เปรียบทางธุรกิจหรือการพยายามสร้างศักยภาพในการแข่งขัน(Competitive Advantage)ให้แก่องค์กร (ร่วมกับการลดทอนอำนาจของคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา ) ซึ่งเราจะนำปรัชญาเดียวกันนี้มาใช้ในทางการเมืองมิได้ นอกเสียจากการทำธุรกิจโดยอาศัยโอกาสทางการเมืองเท่านั้น

แม้ว่าคุณทักษิณ พี่ชายของเธอจะได้การันตีความสามารถและบุคลิกภาพส่วนตัวของน้องสาวตนว่า เป็นคนที่ทำงานเก่ง ใช้คนเป็น ใจเย็น พูดจาดี หรือว่าดีกว่าตนหลายประการก็ตาม ก็คงไม่ต่างไปจากการที่เขาส่งนายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงทำหน้าที่และต่อสู้แทนตัวเขา ในมิติทางการเมืองของการเป็น“นอมินี”ของคุณทักษิณก็คงไม่แตกต่างกันมาก

แต่หากคุณทักษิณจะส่งน้องสาวมาทำงานแทนตนเองในมิติของธุรกิจการเมืองด้วยอีกประการหนึ่ง คนไทยเราก็คงคาดหวังอะไรไม่ได้ว่า เธอจะนำพาองค์กรใหญ่ที่ชื่อ “ราชอาณาจักรไทย” รอดพ้นจากการทำธุรกิจการเมืองไปได้

ปรัชญาของธุรกิจย่อมแตกต่างจากปรัชญาการเมือง.....?

เมื่อวันเลือกตั้ง ๓ กรกฏาคมที่ผ่านมา ประชาชนได้ยื่น "เชือกและบ่วง"ให้คุณยิ่งลักษณ์ เพื่อที่จะช่วยให้เธอช่วยลากจูงประชาชนคนไทยข้ามห้วงมหานทีใหญ่ แต่ถ้าหากความผิดพลาดเพราะเธอหยิบเอา “ปรัชญา” นั้นมาบริหารผิดที่ผิดทาง เชือกบ่วงนั้นก็จะย้อนกลับมารัดคอเธอ(และครอบครัว)ให้แน่นกระชับมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

“Give her enough rope”

จงสนับสนุนเธอตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

.............................................................................

มาถึงเวลานี้ ได้เกิด"มหาอุทกภัยไทย ๒๕๕๔" น่าจะเลยเวลาที่เราเคยคุยกันไว้นั้นได้แล้ว
ดังนั้นจึงได้เวลา ....“Give her enough rope” นั้นได้แล้ว

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
3989 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 15.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/IdeaStation

ปัญหาของทุนนิยม อยู่ที่การขาดจรรยาบรรณ ขาดจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และเห็นด้วยที่ว่าเป็นเพราะความบกพร่องในการควบคุมของรัฐบาล
เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชนหรือทุนนิยมจะต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นทุนนิยมที่สร้างสรรค์ ทุนนิยมที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และไม่เอาเปรียบสังคม

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
NN1234 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 14.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

๑)
ในแวดวงการแพทย์จะมีการปฏิบัติ (treatment) กับคนไข้มากมายหลายวิธี แม้แต่แพทย์ที่จบมาจากสถานบันเดียวกันก็ตาม ยิ่งห่าง พ.ศ.กันก็ยิ่งมีความหลากหลาย ปัจจุบันในแต่ละโรงพยาบาลก็จะมีการจัดทำแนวทางปฏิบัติ (Clinical Practice Guideline) ซึ่งจะมีราชแพทย์วิทยาลัยกำหนดแนวทางปฏิบัติในเรื่องโรคเกือบจะทุกโรคเอาไว้ให้เป้นมาตรฐาน หน้าที่ของโรงพยาบาลคือ จะต้องนำมาปรับเพื่อให้เกิดมี GPG ของตัวเองตามศักยภาพของตนเองที่มีอยู่ จึงจะเป็นการปฏิวัติ (treatment) ที่ดีที่สุดของโรงพยาบาลแห่งนั้นๆ
ในเรื่องการเลือกสรรระบบเศรษฐกิจประเทศที่เหมาะสมกับประเทศประชากรนั้น ผู้ปกครองต้องเข้าใจศักยภาพตนเอง พื้นฐานบริบทของประชาชน การกินอยู่ รายได้ การประกอบอาชีพที่เป็นพื้นฐานใหญ่ ....คือ ต้องประเมินอย่างขนานใหญ่และเป็นระบบ โยตัดความเห็นส่วนตนออกไป โดยเฉพาะความเห็นแก่ตัว (selfish) ของตนเองและวงศ์ตระกูลและพวกพ้องออกไป
ในระบบเศรษฐกิจประเทศเรามักจะพบว่าไม่มีประเทศใดมีระบอบเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับประเทศใดเลย
ไม่มีนักทฤษฎีคนใดที่สามารถตัดเสื้อให้ได้พอเหมาะพอควรแก่คนในประเทศนั้นๆ มีแต่นักปฏิบัติ(ผู้ปกครอง)เท่านั้นที่นำเสื้อตัวเล็กบ้างใหญ่บ้างเอามายัดให้ประชาชนใส่
...................................................................
คุณ SW19 ได้กล่าวถึง ท่านมหาตมะ คานธี .....
จริงๆ แล้วคานธี และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้นำแนวคิดจากคนๆ หนึ่ง ซึ่งเขาพยายามทำตัวเป็น”ศาสดาเศรษฐกิจ”ครับ เมื่อ ๒ คนนี้นำมาปฏิบัติจึงเกิดการยอมรับและยกย่องให้ ๒ ท่านนี้เป็น “มหาบุรุษของโลก”
คนๆ นั้นเป็นชาวรัสเซีย เกิดในสังคมชั้นสูง แม่เป็นเจ้าหญิง พ่อเป็นขุนนาง ถูกส่งไปเรียนที่เมืองคาซาน ในสาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมตะวันออก แต่เรียนไม่จบ เขากลับบ้านแล้วออกเดินทางไปศึกษาหาประสบการณ์ชีวิตที่ ฝรั่งเศส เยอรมัน และประเทศต่างๆ ในแทบยุโรป เพราะเคยมีร่องรอยของพวกนักคิดนักเขียนนักปรัชญาทิ้งเอาไว้ เช่น มาร์กซ์ มองเตสกิเออ รุสโซ ฯลฯ
แม้ใครๆ ในโลกนี้ต่างก็เห็นว่าเขาประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลกของนักเขียน แต่เขาก็ล้มเหลวในชีวิตครอบครัว ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีครอบครัว เพียงแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวแปลกประหลาด
งานเขียนที่ได้รับการยกย่องคือ Peace and War , Anna Karennina การเสียสละทรัพย์สฤงคารทั้งหมดให้แก่คนยากคนจน แนวทางการทำฟาร์มอันเป็นอัตตลักษณ์ที่สะท้อนถึงตัวตนของเขา และมอบลิขสิทธิ์งานเขียนเกือบทั้งหมดเป็นการกุศล
เรื่องที่โดนวิพากษ์นอกจากชีวิตครอบครัวแล้ว ยังมีเรื่องการพยายามทำตัวเป็นศาสดาใหม่ของการวางระบอบเศรษฐกิจ แต่เขาไม่ถึงกับต้องเป็นมาร์กซ์ในลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ต้องเป็นถึงพระเยซูเจ้า ไม่ต้องเป็นถึงพระพุทธเจ้า .....ฯลฯ
แต่ทว่าแนวทางของเขากลับเป็นแบบอย่างให้แก่คานธี และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ในเวลาต่อมา
เขาคือ Lev Tolstoy ครับ
ที่จะบอกคือ ไม่มีระบอบเศรษฐกิจใดที่ fit พอกับประเทศใด ไม่มีนักทฤษฎีใดที่ระบอบตัวเองจะ Absolute ไม่มีนักปกครองใดที่พึงพอใจกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่
มีแต่เพียง “ศาสดา”เท่านั้นที่เป็นที่สุดของมนุษย์ผู้ศรัทธา
.............................................................
(ตอน ๒ รอก่อนนะครับ)

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
driftworm วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ไปงมหากระทู้นี้ตั้งนาน ที่แท้ก็ยังอยู่ในหัวข้อแนะนำอยู่เลย

เอาลิ้งค์ตัวใหม่มาครับ ทีนี้เป็น อีบุ๊ค ไฟล์พีดีเอ๊ฟ ดาวน์โหลดได้เลยครับ
http://www.fungdham.com/download/book/payutto/sethasatbud.pdf
.

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 12.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ได้หนังสือดีเป็นของขวัญวันเกิดลูกชายอีกเล่มหนึ่งแล้ว ขอบคุณค่ะ
และต้องขอบคุณมากๆที่ค้นคว้าและเขียนเรื่องน่าสนใจมาให้อ่าน ตัวแม่มดเองหดหู่กับข่าวน้ำท่วมและมึนกับปัญหาส่วนตัวที่เกินเลยกว่าปัญหาสุขภาพจนไม่สามารถทำงานสร้างสรรค์ได้ในขณะนี้

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
driftworm วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 12.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

แต่ค้นมา เป็นงานของท่านประยุทธ ปยุตโต
(แต่ผมยังมั่นใจว่าภาพจำของผมน่าจะยังมีเค้า .. เอาน่ะ ไว้ค้นกันทีหลัง)

http://elibrary.tkpark.or.th/?__EVENTTARGET=bDE6Ym9va2RldGFpbA%3D%3D&__EVENTARGUMENT=YmlkOjAwMDEwMDg4
.

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
driftworm วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

พระไพศาล วิสาโล ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
ก็เคยช่วยงานที่ ศพส. ร่วมกับวิศิษฐ์ วังวิญญู
.

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
driftworm วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 11.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

คห.๗ ที่ตอบผม

ผมว่าผมได้ยินชื่อชูมัคเก้อร์ กับคำว่า "เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ" ตรงๆตามในเครื่องหมายคำพูดนั่นเลย
บนปกหนังสือที่แปลมาจาก small is beautiful ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ขึ้นมา
เป็นหนังสือที่คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เอามาเผยแพร่ หาคนแปลและจัดพิมพ์ในเครือข่ายของท่าน
คนแปลที่ช่วยงาน ส.ศิวรักษ์ในช่วงนั้นก็มี วิศิษฐ์ วังวิญญู ที่เคยดูแล ศพส. -สำนักงานศาสนาเพื่อสังคม
(ตอนนี้ทำโรงเรียนแนววอลด้อร์ฟที่เชียงใหม่ และชอบเอาแนวคิดใหม่ๆที่รับมาจากหนังสือของฝรั่งที่ทีออกมาเรื่อยๆ
เขามาพูดในหน้าเฟ้ซบุ๊คของเขาบ้าง ในวงเสวนาแบบวงกลม-ที่มาจากแนวคิดฝรั่ง เขามาแปลงชื่อเป็น "เสวนาวงน้ำชา")
หรือคุณวิทยา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่เคยเป็น บ.ก.นิตยสารสารคดี
หรือ ประชา หุตานุวัตร ที่เคยแปล ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ" ของติ๊ท นัท ฮัน
ปัจจุบันช่วยงานอ.ส.ศิวรักษ์ที่ สวนเงินมีมา กับที่ เสมสิกขาลัย รังสิตคลอง ๑๕
หรือสันติสุข โสภณศิริ สามีคุณรสนา โตสิตระกูล ส.ว.
หรือคุณรสนาเองก็เคยแปลหนังสือ ช่วยงาน อาจารย์ ส.ศิวรักษ์
หรือ พระไพศาล วิสาโล

ช่วงนั้น หนังสือในเครือข่ายของอาจารย์ส.จะจัดพิมพ์โดย สนพ.มูลนิธิโกมลคีมทอง
จัดจำหน่ายโดย เคล็ดไทย

ผมจะลอง เซิ้ร์ช ดู มั่นใจว่าเคยแปลและพิมพ์มาแล้ว เผื่อจะรื้อฟื้น

ปัญหาที่พวกระดับ "ตัดสินใจทางนโยบาย" ของประเทศไม่เคยนำมาใช้จริง
นอกจากจะเกี่ยวกับผลประโยชน์ของกลุ่มตนที่มีรากฐานบนธุรกิจที่เกาะกับทุนนิยมบริโภค
หรือทุนนิยมที่บิดเบือนแล้ว พวกเขาคงไม่เข้าใจจริงๆนั่นแหละ
ฉะนั้น ผมมีความเห็นว่าต้องมาช่วยกันพูดและเขียนถึงมันให้มากๆ ไม่ว่าจะแค่บอกเล่า วิเคราะห์ ขยายความ วิจารณ์ คิดแตกยอด
คือทำให้มัน เยอะ กว้าง บ่อย ถี่ จึงจะเกิด redundance (อิอิ เกินกว่าsufficient เข้าไว้ก่อน) เมื่อนั้นมันจึงจะ penetrate เข้าไปมีที่ยืนในกบาลของผู้คนในสังคม
แล้วจึงจะมีการเรียกร้องตามมา หรือไม่พวกนักการเมืองก็จะเกาะกระแส ทำโครงการตามแนวนี้ขึ้นมา แล้วสังคมก็ค่อยๆตัดแต่งแนวคิดนี้ขึ้นมาให้พอดี
.

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
BlueHill วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 10.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

หลักของเศรษฐกิจพอเพียง น่าจะประยุกต์ใช้ได้กับทุก ๆ ระบบเศรษฐกิจบนโลกใบนี้นะครับ เพราะเป็นการเน้นการดำรงชีวิตแบบกินง่้าย-อยู่ง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อสุรุ่ยสุร่าย ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับสังคมและประเทศชาติยามเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ด้วยซ้ำ นะครับ

ความคิดเห็นที่ 14 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 20/10/2011 เวลา : 01.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ เหยียบดินมองฟ้า


‘...แนวคิดพอเพียง ไม่น่าถูกนำมาเน้นเรื่องเศรษฐกิจจนเกาะยึดแน่นแบบนี้เลย’
SW19 เห็นด้วยกับคุณอย่างที่สุด

ความตั้งใจที่นำเรื่อง Small is Beautiful มาเล่าสู่กันฟัง เพราะ

๑. แนวคิดนี้มีมานานแล้ว และน่าสนใจ ขอย้ำว่าเป็นแนวคิด ที่ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจ และเป็นเพียงส่วนจากเรื่องราวหนึ่งบทของ Schumacher ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก ในหนังสือ มีหลายวิธีการที่นำไปปฏิบัติใช้กับ ‘ระบบเศรษฐกิจ’ ของจริงได้

๒. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็น และทรงรับแนวคิดมาครบกระบวนความอย่างที่จะเล่าในตอนต่อไป

๓. ไม่แน่ใจว่า ด้วยการตีความไม่ชัดแจ้งของรัฐบาลผู้รับสนองพระราชดำริ หรือการประชาสัมพันธ์ไปทางใดทางเดียว อย่างที่คุณเรียกว่าเป็นความสับสนในสังคม ทำให้คนไทยจำนวนมาก น้อมรับเรื่องนี้ไปปฏิบัติได้ไม่เต็มร้อยอย่างพระราชดำริ เปิดโอกาสให้คนที่หาช่องสร้างความแตกแยกเอาแนวคิดไปตีความแตกย่อยจนยิ่งสับสน อย่างที่กลุ่มคนที่รับนโยบายทักษิณเอามาคัดค้าน

จึงคิดว่าน่าจะเอามาอธิบายให้กระจ่างขึ้น

หวังว่าคุณจะติดตามตอนต่อไปและมาช่วยเสริมความคิดกันต่อไป ...


ความคิดเห็นที่ 13 (0)
เหยียบดินมองฟ้า วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 23.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bottomup
The best thing cannot be seen or even touched.

เห็นด้วยครับ แต่สะกิดเล็กๆ ว่าแนวคิดพอเพียง ไม่น่าถูกนำมาเน้นเรื่องเศรษฐกิจจนเกาะยึดแน่นแบบนี้เลย

ผมเห็นว่า "พอเพียง" เป็นแนวคิดหรือปรัชญาเชิงกว้าง นำไปใช้ปฏิบัติได้ทุกเรื่อง หลักการก็คือ การมีเส้นแบ่ง บอกระดับ
๑.ไม่พอ
๒.พอดี
๓.เกินไป

ตามที่ จขบ. ก็บอกแล้วว่าจะเศรษฐกิจรูปแบบไหน ก็ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา ไม่ใช่รูปแบบทำนองกับเศรษฐกิจทุนนิยมหรือสังคมนิยม

หากมองลึกลงไป เศรษฐกิจจะว่ากันเมื่อเกิดการค้าขาย หรือแลกเปลี่ยน ทีนี้ หากพูดถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เป็นเศรษฐกิจ เช่น ทำสนามหญ้าหน้าบ้านเอาไว้พักผ่อน เล่น บางคนก็ทำสนามใหญ่โต บางคนก็ทำเล็กๆ อันนี้ ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ก็นำแนวคิดพอเพียงมาใช้ได้เหมือนกัน

ผมว่าส่วนหนึ่งที่เหมือนเป็นความสับสนในสังคม จากคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" ก็คือ คนพยายามยัดเยียดว่า มันเป็นรูปแบบเศรษฐกิจอันหนึ่ง โดยเอาไปเปรียบเทียบกับทุนนิยมหรือสังคมนิยม ซึ่งมันไม่ใช่ และจะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
SW19 วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ Bene

อดใจรอสักแป๊ปเดียว


..........

คุณ ลูกเสือหมายเลข 9

Schumacher ไปพม่าบ่อย ผูกพันและช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนามาก แต่ดูเหมือนสุดท้ายจะอยู่ที่อังกฤษ แต่เสียชีวิตขณะไปเลคเชอร์ที่ Switzerland

..........

หมายเหตุ:

Schumacher เป็นแคทอลิก
น่าจะบอกได้ว่า แนวความคิด คือ แนวความคิด
ไม่ใช่เรื่องของศาสนา

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
SW19 วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 22.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ Hiriotappa

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น

แต่อ่านแล้วไม่เข้าใจว่าประเด็นคืออะไร เพราะดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาในบทความ

๑. ไม่มีส่วนใดของบทความนี้สรุปว่า เศรษฐกิจระบบใดเป็นทางออกของการบริหารการเงินในแต่ละประเทศ จนขยายไปถึงการเงินของโลก บทความนี้ ยังชี้ให้เห็นตัวอย่างของการใช้หลักการของระบบเศรษฐกิจต่างระบบ ร่วมกันบริหารการเงิน เพราะเงื่อนไขในสังคมโลกเปลี่ยนไป ทั้งความต้องการและ supply ที่มีอยู่ อีกทั้งสภาพ จำนวน และวัฒนธรรมของประชาชนแต่ละประเทศ ล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้ต้องมีการหาวิธีการบริหารที่ลงตัว

การยึด Communism อย่างเดียว อย่างประเทศรัสเซีย หรือจีน ในสมัยก่อน อย่างที่กล่าวก็ไม่ทำให้ประเทศเหล่านั้น เท่าเทียมชาติอื่นได้

ความเท่าเทียมนั้น ไม่มีมาตรการกำหนดโดยผู้ใดทั้งสิ้น แต่เป็นแรงผลักดัน และความ 'อยาก' ของประชาชนในชาติ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนั้นๆ

๒. Buddhist Economics เป็น'ชื่อ' ชื่อที่ E.F. Schumacher ผู้คิดแนวทางของระบบนำมาตั้งใช้เรียกใน ความเห็นของตนเอง โดยใช้ชื่อมาจากการเปรียบเทียบปรัชญาทางพุทธ โดยปราศจากการนำเรื่องใดๆ ของศาสนามาเป็นแนวทางในความคิดของเศรษฐกิจแนวนี้

เรื่องของกฎแห่งกรรม จึงไม่สัมพันธ์ (relevant) กับหลักการ (concept) ใดๆ ของ Buddhist Economics

๓. เท่าที่ตามสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกมา ไม่มีแนวคิดของใคร ที่พยายามจะแหวกวงล้อม หรือตั้งแนวคิดขึ้นมาใหม่

แต่ละประเทศในโลก ต่างก็ตะเกียกตะกาย สร้างให้ประชาชนอยู่ดีมีกิน (make ends meet) ซึ่งสุดท้ายแล้ว ก็ไม่พ้นปัจจัยพื้นฐานทั้งสิ้น คือ

มีกิน อันเนื่องมาจากมีอาชีพ สร้างงาน

มีการศึกษา ก็ที่พยายามให้มีการศึกษาขั้นต่ำ โดยไม่ต้องเสียค่าเรียน มีการแจกอุปกรณ์

มีการรักษาพยาบาล อย่างที่ประเทศเช่น Great Britain ซึ่งมีการบริหารเศรษฐกิจแบบ Socialism จัดการเก็บภาษีเข้มงวด และสูง เพื่อนำเงินมาสร้าง welfare state ที่รวมถึงการรักษาพยาบาลฟรี และในทางตรงข้ามอย่างที่สหรัฐอเมริกาไม่สามารถตกลงกันเรื่อง Health Plan ได้ เพราะการดูแลประชาชนฟรีแบบนั้น เอารูปแบบของ Socialist Welfare State มาใช้ ซึ่งค้านกับความเชื่อมั่นของอเมริกันทั่วไปใน Free capitalist market

แค่ดูแลประชาชนในพื้นฐานข้างต้น ก็ต้องสร้างเงินในประเทศมาให้พอใช้ ทำให้รัฐบาลแต่ละชาติลำบากพอแรงแล้ว แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลของทุกชาติ มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือ อำนาจในมือ ที่จะควบคุมและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจได้ดีอยู่แล้ว ทุกครั้งที่มีปัญหาหนักหนาทางด้านเศรษฐกิจที่ไปรอบโลก ไม่ว่าจะเป็น Wall Street Crash ที่ทำให้เกิด 1930s Depression, หรือ Recession ที่เกิดขึ้นไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันเป็นเรื่องของความบกพร่องในการควบคุมของรัฐบาลหรือปล่อยให้ความโลภของคนบางกลุ่มเป็นตัวนำตลาด

และไอ้ความโลภนี่แหละ ที่เป็นตัวนำเข้ามาสู่คำว่า Buddhist Economics ไม่ใช่เรื่องกฎแห่งกรรม หรืออื่นใด

อยากให้ คุณ Hiriotappa ลองอ่านแล้วคิดตามอีกที เข้ามาคุยกันอีกก็จะยินดีมาก

เพราะหากเรื่องเหล่านี้มีผู้เข้าใจมากขึ้นอีกแม้เพียงคนเดียว ก็เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองได้แล้ว

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Hiriotappa วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa


Bhuddhist Economy นั้นไม่ใช่ทางออกที่แท่้จริงครับ เพราะผลของความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจนั้นเขาไม่เชื่อถือกฎแห่งกรรมแต่ประการใด God Economy หรือ Allah Economy ก็เช่นกัน หากเราใช้ เศรษฐกิจในส่วนของเศรษฐกิจมันก็เป็นของมันอยู่เช่นนั้น แต่หากเรานำอย่างอื่นไปปะปนมันดูเหมือนจะเป็นศาสตร์ใหม่ที่น่าสนใจก็จริงแต่อย่าลืมว่าตอนที่มีคนคิดค้นหลักการพื้นฐานทางเศรษฐกิจขึ้นนั้นเขาก็ไม่ได้นำเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยดังนั้นการพูดว่า มันเป็น Economy แบบไหนนั้นมันน่าจะเกีร่ยวกับเหตุที่ว่า คนที่สร้างหรือกระทำกิจกรรมไหลเวียนในเศรษฐกิจนั้นๆมีพลังความเชื่อแบบใดมากกว่าครับ การขับเคลื่อนไปในทางเดียวกันจะสรา้งความมั่นใจและมั่นคงในทางเศรษฐกิจอีกที ซึ่งมันสามารถวัดได้ที่ผลอีกทีว่ากิจกรรมต่างๆทางเศรษฐกิจนั้นผู้กระทำหรือผู้อยู่ในวงโคจรมีส่วนในการนำจริยธรรมหรือ คำสอนของแต่ละศาสนาเข้าไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจแค่ไหน สาเหตุที่ว่ามันใช้เป็นทางออกไม่ได้สำหรับเศรษฐกิจโลกก็เพราะว่าความเชื่อของคนเราตอนนี้แบ่งแยกกันเป็นหลายฝ่ายนั่นเอง ต่างฝ่ายต่างก็อยากจะนำ เศรษฐกิจ ไปฟิวชั่นในส่วนที่ตน หรือ กลุ่มของ ตน เชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งเหล่านั้นอยู่ซึ่งมันไม่ได้เหมือนจนเป็นสิ่งเดียวกันทั้งโลกดังนั้น มันจึงมีที่มาของคำว่า เศรษฐศาสตร์บริสุทธิ์ หรือ เศรษฐกิจบริสุทธิ์อีกทีนึง คนที่ไม่แต่งหน้านั่นคือพื้นฐานของเขา แต่บางคนแต่งหน้าเพะิ่มแล้วดูดี แต่บางคนดูเหมือนยัยบ้ารุงรังจะแต่งเติมอะไรกันมากมายก็มีครับ มี

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 17.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

E.F. Schumacher เคนทำงานเวิลด์แบงก์ ให้มาดูงานเพื่อช่วย"ชาวพม่า"ให้พ้นจากความยากจน
เขาเขียนจดหมายส่งกลับไปที่นิวยอร์ค
"คนพม่ามีความสุขกว่าพวกเราอีก เขามีข้าวกิน ไปวัดกันทุกวัน..."
เขาเลือกที่จะอยู่แถวนี้

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
bene วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 17.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

รอตอนหน้าค่ะ ..
(เรื่อง wikileak ก็อยากรู้ค่ะ ว่ามีอะไรบ้างที่เขาเอามาเปิดโปง ...ได้ยินแต่ว่า มาเปิด (กระ)โปง สหรัฐ แต่ไม่รู้เรื่องอะไรบ้าง )
เอามาเล่าสู่ฟังด้วยก็ดีค่ะ
ขอบคุณ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
SW19 วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 16.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ drpichai

ความโลภตัวเดียว ที่เป็นต้นตอแห่งปัญหาของเศรษฐกิจโลกทุกวันนี้
เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ Buddhist Economics ที่ชี้จุดบกพร่องของความโลภนี้ และชี้นำแนวทางของการให้เศรษฐกิจสร้างโลก แทนที่จะทำลายโลกเราเอง

..........

คุณ Bunjerds




..........

คุณ hayyana

Indian economist มีดีๆ เยอะมาก แต่เราไม่เคยอ่านงานของ Sen

Small is Beautiful อ่านง่าย แนวคิดเป็นเรื่องคน เข้าใจง่าย เอาไปใช้ได้ อ่านครั้งแรกตอนออกมาจนหนังสือหายสาบสูญไปนานแล้ว กลับมาพลิกดูอีกครั้งเพื่อเช็คข้อมูลลงงานเขียนนี้ ก็ขนลุกว่าเรื่องราวไม่เคยล้าสมัย

..........

คุณ driftworm

ถ้ามีโอกาส ลองหา Small is Beautiful อ่านแล้วคุณ driftworm อาจจะติดใจ
แปลกันไปหลายภาษาตลอดระยะเวลาเกือบสี่สิบปีที่ออกมา น่าเสียดายที่ไม่มีในภาษาไทย

Capitalism และ Socialism ไม่ใช่ของเลวทั้งคู่ อยากให้เราไม่ยึดติดกับ concept ดั้งเดิมของผู้คิดค้น เพราะโลกหมุนไปทุกวัน เงื่อนไขแปลกแตกต่างไปตลอดเวลา หากเรารู้จักปรับให้เข้ากับกรอบที่เปลี่ยนไป มันก็เป็นไปได้ คนเขียนสมัยก่อนสร้างแนวคิดของตัวเองออกมาเผยแพร่เรียกว่า Treatise เป็น concept สั้นๆ แล้วคราวนี้ก็อยู่ที่การตีความจากคนรุ่นต่อๆ มาทั้งสิ้น
ทั้ง Marx และ Lenin สร้างประเด็น Treatise มากมาย จุดประกายให้คนรุ่นต่อมาคิดต่อ

การประณามวิกฤติเศรษฐกิจทุกวันนี้ที่ระบบ ไม่ช่วยอะไร เหมือนมองผิวๆ เพราะปัญหาใหญ่กว่าคือทัศนคติในการใช้ความโลภเป็นตัวนำทางของคนทุกวันนี้

..........

คุณ ni_gul

โปรดอดใจรอ...

ตอนหน้าจะเล่าเรื่องพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่คนต่างชาติยังรายงานกันอย่างชื่นชม

..........

คุณ ลุงวอ


ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ลุงวอ วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 13.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder

โหวตครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ni_gul วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 13.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

อ่านแล้วรู้สึกดี ... พระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสเมื่อ 4 ธ.ค. ปีหนึ่ง อธิบายเรื่องเศรษฐกิจแบบนี้ว่า "ขาดทุนคือกำไร"

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
driftworm วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 12.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เหมือนว่าผมต้องเรียนรู้เรื่อง capitalism กับ socialism ใหม่แล้วละ
คำอธิบายของคุณต่อคำ เศรษฐกิจพอเพียง ให้ภาพชัดเจน และเป็นความหวัง เป็นทางออกของวิกฤติวันนี้ได้
และให้ภาพว่าที่มันมั่วอยู่ทุกวันนี้เพราะคนควบคุมระบบไปฮั้วกับพ่อค้านายทุนจนเกิดความไม่สมดุลในสังคม
เหมือนกับว่าคำอธิบายอย่างนี้มัน "เปิดทาง" ให้มาเริ่มต้นกันใหม่ แบบนั้นนะ
รู้สึกดีที่ได้อ่านเรื่องนี้
.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
hayyana วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 12.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

มาไทยบ้างก็ดีนะ ไอ้ประท้วงแบบ Wall Street เนี่ย
รู้สึกคนละโมบมันครองเมืองมากเกินไป

เห็นหนังสือเล่มนี้หลายรอบครับ หลายคนอ้างถึง
ผมไม่เคยอ่าน ไปอ่านของ Amartaya Sen มากกว่า

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Bunjerds วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 06.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bunjerds

เยี่ยมมากครับ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
drpichai วันที่ : 19/10/2011 เวลา : 04.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/drpichai

"ปัญหาที่เกิดจาก Capitalism จึงไม่ใช่ปัญหาของตัวระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงความบกพร่องในการควบคุมของรัฐบาล ที่ละเลยในการควบคุมและบริหารความโลภของคน" เห็นด้วยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน