*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-09-03
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 157742
  • จำนวนผู้โหวต : 160
  • ส่ง msg :
  • โหวต 160 คน
<< ตุลาคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม 2554
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 14486 , 07:05:35 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน thetwit , แม่มดเดือนMarch และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความลึกซึ้งในแนวคิดเรื่องการพัฒนาประเทศไทยมาเป็นเวลาเนิ่นนาน โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ที่คนในชาติจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจชัดเจน ที่คนบางกลุ่มกล่าวหาว่าไม่เข้ากับสถานการณ์ความต้องการของชาติ ไม่ยอมรับปฏิบัติทั้งในชาติและโลกตะวันตก

 

เมื่อ พ.ศ.2549 สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย รายงานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และข้อสังเกตถึงการนำไปใช้โดยแต่ส่วนของสังคมไทย ส่งตรงถึง Washington DC และสำเนาถึงสถานทูตสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชีย รายงานชิ้นนี้ Wikileaks นำมาเปิดเผยเมื่อปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2554 

 

มีเรื่องให้ศึกษาจากมุมมองของพวกอเมริกัน ที่นิยมการบริหารเศรษฐกิจแบบ Bigger is better ที่ขัดกับ ‘ความพอเพียง’ 

 

อนึ่ง ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ที่สังคมไทยคุ้นเคยเป็นเรื่องเดียวกับ Sufficiency Economy ในรายงานฉบับนี้ ที่ขอให้เข้าใจชัดเจนว่า หมายถึง การบริหารเศรษฐกิจที่นำหลักแห่งความพอเพียงมาใช้ ไม่ใช่เศรษฐกิจระบบใหม่     

 

1. ‘SUFFICIENCY ECONOMY คืออะไร’ เขียนโดย US Embassy Bangkok

 

SUFFIECIENCY ECONOMY พูดกันแพร่หลายในสังคมไทย สืบเนื่องมาจากพระราชดำรัสของ King Bhumipol เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 เกี่ยวกับแนวคิด Sufficiency Economy ว่า

 

‘ถ้าเราควบคุมความโลภในตัวเองได้ ความอยากได้ใคร่ดีก็จะน้อยลง

ถ้าความอยากมันลดลง เราก็จะหาประโยชน์จากคนอื่นน้อยลงไปด้วย

ถ้าเราทุกคนทำอย่างนี้ได้

บนทางสายกลาง ที่ไม่มากไปจนสุดขั้ว หรือตะกละไม่ยั้งคิด ไม่รู้จักพอ

โลกก็จะน่าอยู่ขึ้น’

 

 

ความจริงแล้ว แนวคิดความพอเพียงของพระมหากษัตริย์ไทย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นตอนนี้ แต่ปรากฏมากว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่พ.ศ.2516 เมื่อ King Bhumipol ประทับใจความคิดในหนังสือ Small is Beautiful ของ E.F. Schumacher โดยเฉพาะบทที่ว่าด้วยเรื่อง Buddhist Economics ขนาดที่ว่าได้ทรงแปลเป็นภาษาไทยไว้ และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับโครงการในพระราชดำริเพื่อการพัฒนาเกษตรกร ในปีถัดมา 2517

King Bhumipol ทรงปรับแนวคิดของ Schumacher ให้เป็นทางสายกลางที่เหมาะสมในการพัฒนาชาติ ระหว่างการควบคุมเต็มที่ของรัฐบาล extremes of socialist autarky และปล่อยเสรี laissez faire capitalism

‘การพัฒนา’ ที่ทรงมองว่าควรเกิดขึ้นเป็นขั้นตอน สร้างให้เกษตรกรมีปัจจัยพื้นฐานอย่างพอเพียงที่จะดำรงชีวิตได้สุขสบายในครอบครัวของตัวเองและชุมชนที่อยู่อาศัย ก่อนที่จะไปแสวงหากำไรมหาศาลจากการค้าในที่ไกลตัวออกไป (ตัวอย่าง - เกษตรกรที่ไม่รู้จักเพียงพอ ก็ต้องไปกู้ยืมเงินมาลงทุนด้านเทคโนโลยี่ให้สามารถสร้างผลผลิตมากมายเพื่อการส่งออก หากตลาดล้มก็ติดหนี้และไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้)

 

ข้าราชบริพารที่รับสนองนโยบายของ King Bhumipol ก่อตั้งศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาชนบทไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 – 2526 เพื่อหาทางปรับปรุงมาตรฐานความเป็นอยู่ของเกษตรกรผ่านการพัฒนาที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ การฟื้นฟูป่าไม้ การใช้เทคนิคสร้างผลผลิตในพืชผลและสัตว์เลี้ยง

 

จนถึงการสาธิต ‘ทฤษฎีใหม่ทางเกษตรกรรม’ ตามพระราชดำริ เพื่อเกษตรกรรายย่อย (ครองที่ดินน้อยกว่า 2.4 hectares) จัดแบ่งพื้นที่ทำกินเป็นส่วนละ 30% เพื่อกักเก็บน้ำ ปลูกข้าว พืชผลอื่น และเหลือ 10% เป็นที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์

 

Embassy Bangkok ทิ้งท้ายว่า: พูดง่าย แต่ทำยาก

 

แม้ว่า Sufficiency Economy เป็นแนวทางที่ยากจะหาข้อตำหนิ แต่เมื่อคนหลากกลุ่มจับเอาคำไปตีความ ก็เกิดความเห็นแตกแยกกันไป ทั้งต่อต้าน และดึงมาเข้าทางตัวเอง

 

NGO ดึงประเด็นการสร้างเขื่อนมาต่อต้าน แม้ King Bhumipol ผู้ทรงศึกษา ติดตาม และเห็นความจำเป็นของการสร้างเขื่อน จะทรงอธิบายว่า การตัดต้นไม้บ้างเท่าที่จำเป็น ในบางกรณีก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อสร้างเขื่อนให้เกษตรกรมีน้ำใช้และสร้างพลังงานได้สม่ำเสมอ

  

พวก Anti-Trade ก็อ้าง Sufficiency Economy เพื่อค้านการขยายตัวทางการค้า ที่จะเพิ่มความเสี่ยงในตลาดการค้า และทำลาย self- reliant ที่เกษตรกรอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง

 

องคมนตรี (King’s Privy Council) อธิบายว่า แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ค้านการค้า หรือโลกานุวัตรใดๆ แต่ยังรองรับการเติบโตตามกระแสโลกผ่านการค้าที่สมเหตุสมผล สร้างรายได้ให้เกษตรกร และช่วยกำหนดสัดส่วนการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

 

Sufficiency Economy ถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้ง หลังประเทศไทยผ่านช่วงการลงทุนที่ฟุ้งเฟ้อเกิดขีดความเป็นจริง การเก็งกำไร จนนำสู่การล้มกระจาย เมื่อ พ.ศ. 2540 ทั้งที่วิกฤติการณ์นั้นอาจหลีกเลี่ยงได้ หากพิจารณาว่ามีคำพูดเตือนประเภท ‘live within one’s means’ และ ‘act prudently’ ให้ใช้ชีวิตในขอบเขตที่สามารถทำมาหาได้ อยู่ตลอด แต่ก็ไม่มีมาตรการทางปฏิบัติใดๆ ในสังคมไทย  

 

ขณะที่ King Bhumipol ทรงรักษาธรรมเนียมที่ละเว้น การวิจารณ์และยุ่งเกี่ยวกับนโยบายทางการเมืองเสมอมา

เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่รับสั่งเมื่อธันวาคม พ.ศ. 2548 ถูกนำไปตีความกันอีก พวกที่วิจารณ์เศรษฐกิจแบบ Dual Track ของทักษิณอยู่แล้วก็เอาไปขยายความเข้าข้างตนเอง

 

Dual Track approach ของทักษิณคือ

1.      สร้าง domestic demand การใช้จ่ายในประเทศ ที่กลุ่มรากหญ้า และพัฒนาธุรกิจระดับเล็กถึงกลาง

2.      สร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล และเจรจาต่อรองหาข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTAs Free Trade Agreements)

 

Embassy Bangkok ได้ข้อมูลจากคนใน NESAC (National Economic and Social Advisory Council) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่า ระบบของทักษิณนั้นเบี่ยงไปคนละทางกับ Sufficiency Economy

 

ทางแรกของทักษิณ ส่งเสริมให้มีการจับจ่ายใช้สอยอย่างมากมายจนดูเหมือนเศรษฐกิจของชาติดี กระตุ้น Easy credit ให้เกษตรกรกู้ยืมได้ง่าย แต่ผลลัพธ์ คือ อัตราการเป็นหนี้ของคนในสังคมชนบทสูงขึ้นมาก

ส่วนทางที่สอง FTAs นั้นไม่เคยเกิดขึ้น

 

แหล่งข่าวจาก NESAC บอกว่า NESDB (National Economic and Social Development Board) คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงในการบรรจุหลักการ Sufficiency Economy สู่การวางแผนเศรษฐกิจชาติ ทำได้เพียงแนะแนวทาง แต่ไม่มีอำนาจบังคับให้นำไปใช้

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่ใน NESDB วิจารณ์ Dual Track ของทักษิณว่า ได้แต่สร้างให้เกิดการจับจ่ายที่ไม่จีรัง unsustainable ซึ่งมีแต่จะหดหายเมื่อภาระหนี้สินและภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น เงินกู้ Easy credit ที่ได้ก็เอาไปใช้ซื้อโทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น ทีวี แทนที่จะเอาไปซื้ออุปกรณ์ทำมาหากิน

คนของ NESAC เล่าอีกว่า นอกจากนโยบายของทักษิณจะผิดพลาดไม่เข้าท่า พรรคการเมืองทั้งหลายก็ไม่เคยตั้งใจนำแนวคิด Sufficiency Economy มาใช้เลย ทุกคนแค่พูดเออ ออ ไปเรื่อย วางแผนเอาไว้ลอยๆ และไม่เคยกำหนดแผนการเชิงปฏิบัติจริง

‘crony capitalism and corruption have been around forever – the only difference being who’s in power and who benefits from the excesses.’

การเล่นพรรคพวกทางเศรษฐกิจ การทุจริตมีอยู่เสมอมา ขึ้นอยู่แต่ว่าใครจะขึ้นมามีอำนาจ และใครจะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์

 

 

ข้อสรุปของ Embassy Bangkok

King Bhumipol ทรงริเริ่มนำความคิด Sufficiency Economy มาใช้พัฒนาชาติไทยนานแล้ว แต่นักเศรษฐศาสตร์ไม่เห็นความชัดเจนของหลักการ เลยเกิดข้อจำกัดในการนำมาใช้ทางปฏิบัติ และภาครัฐบาล Royal Thai Government Institutions ก็ดีแต่พูด รับสนองพระราชดำริแล้วก็ไม่ได้ตั้งใจทำอะไรจริงจัง แนวคิดนี้จึงเกิดขึ้นในโครงการเกษตรกรรมขนาดเล็กเท่านั้น

End Summary.

 

 

ความเห็นของ Embassy Bangkok

ทุกพรรคการเมืองไทย นำ Sufficiency Economy มาอ้างแค่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง

แต่ ‘ไม่มี’ พรรคไหนที่ตั้งใจนำแนวคิดไปปฏิบัติใช้จริง เพราะ

หนึ่ง.          ไม่มีใครเข้าใจว่าแนวคิดนี้เอาไปใช้กับใครอื่นได้ นอกจากแค่เกษตรกรในโครงการขนาดเล็ก

สอง.          นักการเมืองคิดว่า Sufficiency Economy ฟังดูดี แต่ในความเป็นจริงเชื่อว่าประชาชนต้องการใช้เงินในปริมาณที่มากกว่า ‘พอเพียง’ 

แต่ประเด็นคือ ไม่มีใครในชาตินี้เข้าใจ และมองเห็นความเป็นจริงว่า Sufficiency Economy จะเกิดขึ้นกับประเทศที่เศรษฐกิจของชาติต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก อย่างไทยแลนด์ได้อย่างไร

 

 

2. แปลความจากรายงาน US Embassy Bangkok

การอ่านรายงานฉบับนี้ ดังรายละเอียดในข้อ 1 พึงทำด้วยความระมัดระวัง

แม้เนื้อความจะยืนยันว่าประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเห็นความเคลื่อนไหวในการพัฒนาประเทศชาติบนพื้นฐานที่สร้างเศรษฐกิจให้เลี้ยงตัวได้เองอย่างพอเพียง และลำดับความเป็นมาให้เห็น แถมเปิดเผยลักษณะนักการเมืองไทย

ขณะเดียวกัน ก็เป็นหลักฐานก้อนโตที่สะท้อนความแคบของคนอเมริกันได้ชัดแจ้งในการตีความสถานการณ์ประเทศไทย ส่งผลให้คนที่มองเรื่องราวผ่านสายตาอเมริกันเข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่เป็นที่ยอมรับจากโลกตะวันตก

 

พื้นฐานของอเมริกันเชื่อใน Free market capitalism ที่ไม่ชอบให้ใครมีอิทธิพลกับกลไกของตลาด เพราะหากรัฐบาลสามารถเข้ามายุ่งและควบคุมดูแลทุกอย่างได้หมด ก็จะมีความหมายเหมือนกับ Socialism 

อีกทั้ง Sufficiency Economy กลับทางกับวิธีคิด ‘ยิ่งใหญ่ ยิ่งดี’ ของอเมริกัน ยิ่งทำให้อเมริกันไม่มีวันเข้าใจ

สังคมอเมริกันวัด The measure of success ความเจริญก้าวหน้าของชาติและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน จากกำลังในการสร้าง Consumption เพื่อจับจ่ายเรื่องกินอยู่และใช้สอย - ยิ่งมาก ยิ่งดี

 

เมื่อเงินตราเป็นหน่วยวัดเพียงอย่างเดียว คุณงามความดีทาง Spiritual values ที่เป็นคุณค่าทางจิตใจ ศีลธรรม จริยธรรมจึงไม่มีบทบาท

 

ขัดกับรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแนวทางของ Buddhist Economics

Dual Track ของทักษิณ ที่เน้นการพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง เป็นการอัดฉีดเงินที่ไร้แนวทางกำหนดการใช้เงินสร้างประโยชน์ต่ออาชีพและชุมชน การใช้เงินจึงตกอยู่ที่ Consumer goods ที่ซื้อมาเสพแล้วก็จบขบวนการ โดยปราศจาก Investment goods เพื่อหมุนเวียนสร้างผลผลิตต่อ เงินที่อัดเข้าไปจึงไม่สร้างอัตราการผลิต Productivity

การอัดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจโดยไม่สร้าง Productivity ส่งผลได้อย่างเดียว คือ Inflation เงินเฟ้อ

 

30 กว่าปีที่แล้ว ประเทศไทยอยู่ในสภาพที่ปัจจัยแวดล้อมยังเอื้ออำนวยให้ Sufficiency Economy ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีโอกาสหยั่งรากแก้ว สัดส่วนของเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมยังไม่แตกต่างกันสูงนัก การสร้าง Equality ความเสมอภาคให้สังคมยังไม่เกินเอื้อม

 

หากกลุ่มคน ‘กระดูกสันหลังของชาติ’ มีโอกาสเลี้ยงตัวได้ มีโอกาสเปิดตัวเองและลูกหลานให้ได้รับการศึกษา การสร้างความเจริญ (growth) ของเศรษฐกิจของชาติบนพื้นฐานที่ดี มั่นคง ย่อมสร้างประโยชน์กับคนไทยทุกส่วนได้ง่ายขึ้น

 

 

หากสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มไว้ตั้งแต่วันนั้น ได้รับการตอบสนองจากทุกส่วนของประเทศชาติ คงไม่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่นำมาสู่เสื้อแดงในวันนี้

 

หากคนเสื้อแดงในวันนี้ ยังปิดหูปิดตาไม่รับรู้ความจริงของหลักการบริหารเศรษฐกิจหลงเชื่อว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือการถอยหลังทางระบบเศรษฐกิจของชาติ และหลงระเริงกับเม็ดเงินที่ลวงตา ไม่นานนักประเทศไทยคงได้ถอยหลังแน่ เมื่อทุกอย่างล้มแตกกระจาย และทุกฝ่ายต้องกลับไปตั้งต้นใหม่

 

ท้ายความเห็นของ US Embassy Bangkok สะท้อนออกมาได้แค่ว่าอเมริกันรู้จัก Small is Beautiful และ Schumacher เพียงแค่ชื่อ และขาดความเข้าใจในสิ่งที่ King Bhumipol รับสั่ง ว่าเหมาะสมกับสภาพและเงื่อนไขทุกอย่างของเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ทำให้พลาดในการอ่านเหตุการณ์ ไม่ต่างจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจในบ้านของตัวเองนัก

 

3. ย่อยความคิด Buddhist Economics อีกนิด

Buddhist Economics ไม่ใช่เรื่องของศาสนา แม้จะนำปรัชญาทางพุทธ อย่างแนวคิดที่กระตุ้นให้เกิด the best of oneself คือการสร้างความพอดีและกลางที่สุดต่อตนเอง

Pure Economics หรือวิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ทั่วไป วัดผลด้วยปริมาณการจับจ่ายใช้สอย (consumption) ยิ่งเสพเยอะ ตลาดยิ่งโต การผลิตต้องให้มากที่สุด ด้วย cost ต้นทุน ที่ต่ำที่สุด การวัดผลความสำเร็จ ก็ดูจากความมั่งคั่ง ทั้งผลกำไร และกำลังในการใช้เงิน

Buddhist Economics บอกว่าการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของ Fulfilment ความพึงใจในชีวิต ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ และโดยหลักการ การบริหารเศรษฐกิจไม่ควรมาจากความโลภ จึงเกิดเส้นบางๆ ขึ้นในการบริหารแบบนี้ ระหว่างการสร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และการข้ามเส้นไปสู่ความโลภ

หากเราบริหารเศรษฐกิจด้วยความโลภ ผลิตผลจะกลายเป็นเจ้าชีวิต และมนุษย์คือทาส

แต่ใน Buddhist Economics มนุษย์คือ เจ้า และควบคุมผลิตผล ซึ่งเป็นเพียงทางผ่านไปบรรลุความสำเร็จ Fulfilment 

ผลทางเศรษฐศาสตร์ ติดอยู่กับการวัดทุกอย่างเป็นตัวเลข แต่ที่วัดไม่ได้อยู่หนึ่งอย่าง คือ การวัดคุณภาพ

Schumacher บอกว่า Quality วัดอย่างไรก็ไม่ได้ โดยเฉพาะในวิถีพุทธ Quality of Life หรือคุณภาพชีวิตไม่ใช่ปริมาณที่จับต้องได้ หากสังคมใดได้รับการสอนให้มีความพอดี พอเพียงอยู่แล้ว จะทิ้งคุณค่าที่ดีงาม เพื่อไปแสวงหาความหายนะเยี่ยงเศรษฐกิจของชาติตะวันตกเพื่ออะไรกัน

 

*******

ความเดิม Small is Beautiful

 

 

Reference:

Wikileaks (link นี้หายไปแล้ว)

ว่าจะมีตอนสามของยุคปัจจุบันที่ Occupy กันไปทั่ว หากมีคนสนใจ

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
SW19 วันที่ : 30/10/2011 เวลา : 17.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm

คุณ NN1234 น่ะ ชำนาญทั้งแนวคิดและประสบการณ์เชิงปฏิบัติเรื่องนี้อยู่แล้ว

และท่าทางจะมีดีที่ offer ให้สังคมได้มากกว่านั้นอีกมาก


เรื่อง EU, Eurozone เป็นเรื่องมีรายละเอียดที่ต้องเข้าใจมาก แบบแยกการเมืองออกจากเศรษฐกิจลำบาก ถ้าจะมองให้ถ่องแท้ ต้องดูประวัติศาสตร์ลักษณะชาติ National stereotype ที่บอกท่าทีของแต่ละคนได้ ถ้าให้หนักเข้าไปอีก ต้องดูภูมิศาสตร์ ว่าพืชผลทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่มีของใครเป็นอย่างไร

ไม่อย่างนั้น เอาเฉพาะ Eurozone ฝรั่งเศสและเยอรมนีคงไม่จับมือกันแน่นขนาดนี้ เราเองอยากนำเรื่องนี้มาคุย แต่ไม่แน่ใจในความ relevant กับสังคมไทยและความสนใจของคนไทย เพราะเรื่องการเข้า ASEAN อย่างที่เคยเห็นคนพูดกันว่าจะต้องดู Europe ในเชิงของการเงิน การค้า เอาไว้ ... มันก็ไม่เหมือนกันเลย คนละเรื่อง ไม่เป็นการเปรียบเทียบที่สมดุล กลายเป็นเปรียบองุ่น กับผลไม้ที่ไม่ได้มาเป็นพวงอย่างน้อยหน่า

การ รื้อสร้างที่คุณว่า (๑๗) นั้น สำหรับแนวคิดแบบ Buddhist Economics มันง่ายกว่านั้นในเชิงการลงทุน แต่ยากเชิงปฏิบัติ ความหมายที่ว่าง่าย คือ เป็นการรื้อที่ attitude มุมมอง ทัศนคติ ต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่รื้อที่ระบบที่เป็นรูปธรรม

แต่ที่ว่ายาก เพราะตอนนี้คนไทยติดยึดกับวัตถุนิยมอยู่มาก มากจนน่ากลัว โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลและครอบครัวไอ้แม้วพยายามมองเมาอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเราจะช่วยอะไรกับสังคมได้ ก็คือช่วยให้คนพวกนี้หูตาสว่าง ให้ข้อมูลแบบนี้แพร่หลาย แต่ก็นั่นแหละ (on one hand) เขาก็คงไม่สน ไม่อ่าน แต่ (on the other hand) ถ้าจะนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย มันก็จะมีแต่แย่ลง เราคงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ

link ของ wikileaks ถูกกระหน่ำเป็นช่วงๆ โชคดีอันนี้อ่านแล้วชอบรีบเก็บทั้งหน้าเอาไว้เลย กลับไปหาอีกทีก่อนหน้าจะ post เรื่อง เพื่อใส่เป็น reference ก็ไม่พบเสียแล้ว ถ้าอยากติดตามให้ก่อนอ่านใน The Guardian

เรื่อง Occupy โดยเฉพาะ Occupy LSX ที่เกิดขึ้นที่ St Paul's นั้นน่ะ เราคันจนขนาดไปเดินดู พูดคุยกับคนตรงนั้นมาแล้ว แต่จะเอามาเล่าทันทีไม่ได้ เพราะของที่อังกฤษมันต่างจากอเมริกามาก มีเรื่องการเมืองแนมตลอด ต้องตั้งท่าให้คนอ่านเข้าใจตามได้ด้วย

เผอิญจะเบรคไปเดินเล่นแถวนี้ตั้งแต่พรุ่งนี้แล้วกลับปลายอาทิตย์ ถึงน่าจะเอามาเล่าได้

ถ้าคุณว่าง เชิญแวะไปอ่าน http://www.oknation.net/blog/SW19/2010/09/07/entry-1 (ตอนหนึ่ง - ถ้าไม่เวียนหัวก่อน อ่านตามได้อีกสามตอน) เรื่องระบบการเลือกตั้งของ UK แล้วจะนึกออกว่าเวลามองกลับเข้าไปในประเทศไทยแล้วเราคันตรงไหน ทุกอย่างมันไม่ใช่ว่าของ UK เกิดมานานแล้ว หรือดี (?) หรืออื่นๆ

ทั้งหมดมันอยู่ที่ 'คน' คนที่รู้คิด รู้หน้าที่ แต่คนไทยเรามักคิดว่า คนอื่นไม่เห็นทำแล้วทำไมเราจะต้องทำ?

พูดแล้วท่าทางยาวนะ
ขอเบรคก่อน

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
driftworm วันที่ : 30/10/2011 เวลา : 15.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่าว ลิ้งค์วิกีลี้ค เรื่องนี้หายไปแล้วหรือ

ที่ทิ้งท้ายเรื่องว่า "ว่าจะมีตอนสามของยุคปัจจุบันที่ Occupy กันไปทั่ว หากมีคนสนใจ"
ผมอยากอ่านตอนต่อที่ว่าครับ และเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกท่านอื่นก็สนใจไม่แพ้กัน
อย่างน้อยก็ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์โลกว่าที่วัยรุ่น-วัยกลางในหลายประเทศทั่วโลกเวลานี้
พากันเดินขบวนประท้วงระบบทุนภายใต้คำขวัญเดียวกันว่า occupy wall street
มันมีที่มา และด้วสาระสำคัญอย่างไร
.

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
driftworm วันที่ : 30/10/2011 เวลา : 15.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

มองเห็นแล้วว่าต้องมีการ “รื้อสร้าง” (reengineering) โครงสร้างเศรษฐกิจส่วนที่เกี่ยวข้อง

(เห็นบางคนเรียกว่าการเคลื่อนย้ายกรอบความคิดหลัก paradigm shift
กับมีเพื่อนคนที่พูดถึง“เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ”บ่อย ๆ ชอบใช้คำว่า “ปิดซ่อมประเทศ”
บ่อย ๆ เช่นกัน โดยหมายเหตุว่าไม่ใช่ปิดประเทศ ยังติดต่อค้าขายอยู่)

ทั้งนี้เป็นการรื้อสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละแผน ทีละโครงงาน แบบน้ำดีไล่แทนที่น้ำเสีย
ซึ่งการเริ่มก้าวแรก ยากที่สุด มีความพะวักพะวนของคนที่เคยชินอย่างเก่า มีการต่อต้านจาก
กลุ่มคนกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจที่อยู่ส่วนบน ๆ ของโครงสร้างเดิมบนฐานแนวคิดเดิม
มความไม่กลมกลืนอยู่บ้าง (ขึ้นอยู่กับฝีมือการเกลี่ยระบบใหม่กับระบบเก่า) ในช่วงรอยต่อที่
ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนจากเก่าไปเป็นใหม่แบบทีละส่วน ๆ

นึกไปถึงช่วงประชาคมยุโรปประกาศเปลี่ยนระบบสกุลเงินมาเป็น “ยูโร” เขาใช้วิธีเตรียมพื้น
ฐานให้พร้อมมูลแล้วกำหนดวัน “ดีเดย์” เปลี่ยนทันที
มองว่าหากเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละส่วน จะเกิดปัญหาถดถอยที่แต่ละส่วนและสะสมจน
ขยายใหญ่ ย้อนมาเป็นอุปสรรคต่อแผนใหญ่ จนไปไม่ถึงจุดหมาย
.
แต่กับการปรับเป็น เศรษฐกิจพอเพียง น่าจะปรับแบบทีละส่วนได้
.

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
driftworm วันที่ : 30/10/2011 เวลา : 14.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ขอบคุณครับ
หากว่าความคิดที่เสนอนั้นอยู่ในร่องทาง (track) ถูกต้องแล้ว
ทีนี้ ผมว่าจะลองไปคิดๆต่อออกไป
ผมต้องลองชวน nn1234, Maira ดูด้วย
เท่ากับว่าเราไม่ใช่หลับหูหลับตาค้านทุนนิยมกันตะพึดตะพืออีกต่อไป

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
SW19 วันที่ : 30/10/2011 เวลา : 06.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ driftworm

ขอคารวะในการมองเห็นทะลุปรุโปร่ง
อย่างที่ Schumacher พยายามอธิบายไว้ในหนังสือ

คุณสามารถอธิบายได้ดี ในตัวอย่างแบบไทยๆ (แบบไทยที่ดี ไม่ได้เหน็บแนม แต่เป็นไทยที่คนไทยเห็นภาพได้ ทุกคน relate ได้ทันที)

ขอตอบตามลำดับความเห็นเลย


11
ขอเติม ว่า function ที่คุณว่า มันก็แบบ functional benefits ในการผลิตสินค้าบริการ ที่อย่างไรก็ต้องมี emotional benefits ขอแค่สร้างสมดุลไม่ให้ emotional benefits มันเกินเลยประโยชน์แท้จริงมากเกินไป

12
คุณได้ให้คำจำกัดความภาษาไทยของ Intermediate technology ออกมาเป็นคำอธิบายที่เข้าใจง่ายอย่างที่สุดแล้ว

ขอเติมความว่า การผลิตแบบที่คุณว่ามันได้ทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ให้ประโยชน์ใช้สอยตามที่ผู้ใช้ต้องการ ในกรณีของชาวนา การมีเครื่องคูโบต้า ทนเยี่ยงควายก็เหมาะแล้ว ไม่ต้องไปหา John Deer ที่เป็นระดับ combined harvester มาแล้วใช้ไม่ได้เพราะไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมทั้งที่แพงเสียเปล่า

ขณะเดียวกันในช่องทาง (business sector) อื่น หากจะผลิตอะไรหวือหวา ก็ไม่มีใครห้ามขอเพียงให้เหมาะสมกับผู้ใช้

13
ขอบคุณที่เล่าให้ฟัง พยายามนึกอยู่

14
อเมริกันคิดทุกอย่างจากส่วนตัว และเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

เอาเป็นว่า เช้านี้ดูข่าวเรื่องการแข่งขัน World Series 2011 Baseball ของอเมริกัน โอ้โห การแข่งระดับ 'world'นี้ คือการแข่งระหว่างต่างรัฐของอเมริกา สะท้อนบางอย่างว่าโลกของฉัน ก็คือตัวฉัน อยู่เท่านี้


ขอบคุณคุณ driftworm ที่มาแชร์แง่มุมดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับผู้อ่านท่านอื่นให้เห็นภาพชัดขึ้นด้วย

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
driftworm วันที่ : 30/10/2011 เวลา : 00.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ส่วนที่ US Embassy วิเคราะห์สรุปว่าทำให้เป็นจริงได้ยากนั้น
เพราะว่าเขามองจากมุมของเขาเองว่า โลกนี้ไม่มีวันหลีกไปจากกรอบทุนนิยมบริโภคไปได้
กรอบที่เอาแต่กระตุ้นให้บริโภคกันเข้าไปเยอะ ๆ แม้จะบริโภคแบบโยนทิ้งก็ตาม
กรอบที่สร้างชาติเขา กรอบที่พวกเขาโตมาด้วยจิตวิญญาณแบบนี้รุ่นแล้วรุ่นเล่า
และ ... กรอบที่อำนวยให้พวกเขายืนอยู่ ณ จุดนี้ ที่พวกเขาเสวยสุขอยู่จากทรัพยากรที่สูบไปจากทั่วทั้งโลก

ขอโทษครับ เขียนแบบขยักขย่อน เพราะมือมันไว กดส่งความเห็นฉุบๆๆๆๆ
.

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
driftworm วันที่ : 30/10/2011 เวลา : 00.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

นึกถึงคำว่า ...
ไม่ต้องเป็นเสือ (เศรษฐกิจ)
ครับ

(โฆษณาแบบเพื่อสังคมทางโทรทัศน์ ของบริษัทสุราแห่งหนึ่ง หลังยุคชาติชาย - ใช่รึเปล่านะ
เป็นโฆษณาที่อิงพระราชดำรัสท่อนหนึ่งมา)
.

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
driftworm วันที่ : 30/10/2011 เวลา : 00.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

(ต่อจาก คห.ก่อนหน้านะครับ)
งานออกแบบอุตสาหกรรม (industrial design) ผสมส่วนของหน้าที่ใช้สอย (ตอบสนองความ
ต้องการใช้งาน) กับรูปทรง สีสัน (ตอบสนองรสนิยม) ที่ให้สุนทรียรส อย่างน้อยก็ไม่ให้ดูเป็น
เครื่องจักร เครื่องมือที่แข็งทื่อ ไร้ชีวิตมากจนเกินไป

ถ้าเราจะผลิตเครื่องสมองกลแบบอัจฉริยะสุด ๆ ให้กับนักเรียนระดับมัธยมต้นขึ้นมาจนถึง
นักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งประเทศ จำนวนเท่าไรกันนะ เอาเป็นว่า ๕ ล้าน
จำนวนผลิต ๕ ล้านหน่วย น่าจะมีจุดคุ้มทุนไม่สูง รวมค่าใช้จ่ายค้นคว้า+พัฒนาด้วย
สามารถกระจายรูปแบบหลากหลายได้ไม่น้อย ตั้งราคาขายต่ำก็ยังมีกำไรพอขยายงาน
เพราะไม่ใช่เป็นการไปทำแข่งในตลาดระดับโลกที่มีค่าใช้จ่าย “แบบไม่พอเพียง” มากเกิน
เพราะไม่เน้นรูปแบบ สีสันจนมากเกินกว่าประโยชน์ใช้สอย

เท่ากับโรงงานผลิตก็อยู่ได้ วิศวกรสมองกลก็อยู่ได้ คนงานกรรมาชีพก็อยู่ได้
นักเรียน นักศึกษา ก็อยู่ดี ประชาชนทั่วไปพลอยได้ใช้ของดีราคาถูก
ทั้งหมดนี้ก็แค่ยอมรับรูปทรง สีสัน ที่พอประมาณ ไม่ต้องตามรสนิยมที่บริษัทต่างชาติ
พยายามประโคมโหมใส่ผ่านงานโฆษณา ไม่ต้องอยากได้ใคร่ดีด้านความหรูหรา
ก็ทำให้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายปลุกเร้ารสนิยมผ่านโฆษณา ไม่ต้องแบกค่าการตลาดข้ามประเทศ
ไม่ต้องแบกค่าภาษี

คิดแบบนี้พอจะเข้าถูกทางมั้ยครับ
.

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
driftworm วันที่ : 29/10/2011 เวลา : 23.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

-๑๐-

ขอบคุณครับ พอเห็นเค้าราง ๆ
(จะชัดเจน คงต้องลงภาคปฏิบัติ เห็นรูปธรรม แล้วทำซ้ำ ทำกันมาก ๆ ทำเหมือน ๆ กัน เยอะ ๆ
ทำบ่อย ทำทั่ว จนขึ้นใจ จนแค่เอ่ยคำ ก็เข้าใจทั้งระบบ ... แหะ แหะ คิดเล่นครับ
เหมือนคนค้าคนขายพูดคุยกันแค่ว่า "ค้าขาย ไม่เอากำไรแล้วจะเอาอะไรแ_ก"
ก็ไม่เพียงเข้าใจเป็นอันดีตามนั้นเท่านั้น แต่ยังมีนัยยะว่ายอมรับร่วมกันว่านี่คือสัจจะ
ของสังคมยามนี้ ในบริบทนี้ ณ เวลานี้ ที่ตกลงกัน)

อ่าน คห.๑๐ จบ ผมมีภาพของธนาคารอิสลามซ้อนขึ้นมาด้วย

และคิดไปถึงแนวคิด "หลังนวสมัย" (post-modernism) ว่าสิ่งต่าง ๆ มีเนื้อหา ๒ ส่วน ปนกันอยู่
คือสารัตถะหรือข้อเท็จจริง (fact) กับ รสนิยม (taste)
สารัตถะข้อเท็จจริง ออกมาเป็น หน้าที่ใช้สอย ประโยชน์ใช้สอย (function)
รสนิยม ออกมาเป็น รูปลักษณ์ รูปทรง (form) สีสัน สุนทรียะ

..... จุ๊ย์ ๆ ผมกำลังเริ่มคิดฟุ้งครับ .. ลองฟังดู .... อ่า หลบไปเขียนก่อนดีกว่า เดี๋ยวมาต่อครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
SW19 วันที่ : 29/10/2011 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น
ขออนุญาตตอบเฉพาะในส่วนที่ยังมีความสงสัย

............


สำหรับความไม่แน่ใจของคุณ driftworm ขออธิบายว่า

อย่าเผลอเอา 'ศาสนา' พุทธ เข้ามาเป็นกรอบส่องเรื่องนี้
ขอให้เพียงเอาแค่ 'ปรัชญา' พุทธ มาใช้
เพราะนี่ยังเป็นเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจอยู่ ไม่ใช่เรื่องของศาสนา


ขอให้นึกว่า Buddhist Economics เป็นเรื่องแนวคิดที่เอามากำกับดูแล การบริหารเศรษฐกิจระบบใดก็ได้ การรับเอา Buddhist Economics มาใช้ไม่ได้แปลว่าขัดแย้งกับ Capitalism จนต้องตัดแขนขาปัจจัยในการบริหารแบบ Capitalism ทิ้งไป

การใช้ Buddhist Economics มาประยุกต์เป็น Sufficiency Economy ยังต้องการกำไร ยังต้องการใช้เทคโนโลยี และเครื่องจักร ทุกอย่างเหมือนเดิม

(เครื่องจักร คือเครื่องจักรที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและสังคมตรงนั้น Schumacher กำหนดศัพท์ขึ้นมาว่า Intermediate Technology เพื่อบอกว่าการใช้อะไรเก๋ไก๋ เกินความต้องการ คือความรุงรัง ประสิทธิภาพเกินความต้องการใช้ และเป็นการทำลายความเหมาะสมของทางสายกลางที่พอดี)
แต่.. ขีดเส้นแบ่งการบริหารให้มีกำไรพอเพียง กับความโลภ

พอเพียง คืออยู่ได้สุขสบายเคยค้าขายมีเงินส่งให้ครอบครัวอยู่ดีมีกิน ลูกเรียนหนังสือ มีเงินออม มีเงินสำรองใช้ฟุ่มเฟือยได้ แต่..อย่าตะกายไปหากู้ (แบบผิดๆ ที่เกินกำลัง เกินตัว เกินความต้องการ) มาลงทุนเพราะ speculate ด้วยความโลภ ว่าจะหาอีก เอาอีก เท่าไหร่ก็ไม่พอ นั่นคือไม่ใช่แล้ว

และนั่นคือ Capitalism ที่ปราศจากการควบคุม การควบคุมที่มาจากตัวเองในแง่ของ Moral, Etiquette ในการทำธุรกิจ ไปจนถึงการขาดการควบคุมจากผู้คุ้มกฎ คือ รัฐบาล

เหมือนกับ Occupy ที่ประท้วงกันอยู่ทุกวันนี้

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 29/10/2011 เวลา : 01.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

เจ้าของบ้านช่วยกันทำการบ้านมาดีตามเคยและมีความสามารถในการเรียบเรียงเรื่องยากๆ (เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องยากสำหรับแม่มด ) ให้กลายเป็นเรื่องที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย
ขอบคุณมากมายสำหรับความมานะค่ะ
อยากอ่านตอนต่อไปด้วยนะคะ
โดยส่วนตัวแม่มด คิดว่าใช้แนวทางนี้ในการดำเนินชีวิตอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้ศึกษาภาคทฤษฎีมาก่อน
พ่อแม่ทำมาอย่างนี้ เห็นมาตั้งแต่เกิด ก็ทำตามไปตามธรรมชาติค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
driftworm วันที่ : 28/10/2011 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่านแล้วหนึ่งเที่ยว
ยังไม่สามารถออกความเห็นครับ
เพราะตัวเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเข้าใจ

ตอนนี้ ชั่งใจอยู่ ไม่เสร็จ ว่าทุนนิยมใช้ผลกำไรเป็นแรงจูงใจให้ทำการผลิตในจำนวนที่มากพอเลี้ยงประชากรจำนวนมากได้ทั่วถึง
ใช้ผลกำไรจูงใจในการคิดค้นวิทยาการใหม่ๆมาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และปรับปรุงคุณภาพชีวิต
ผมไม่รู้ว่า คุณค่าทางใจ (ความสุขจากการทำงาน ความสุขที่ได้ช่วยคนอื่น ความสุขจากความสันโดษ-ที่ไม่ได้แปลว่าเขียม)
เอาเข้าจริงจะเป็นแรงจูงใจเพียงพอหรือไม่
ขนาดจีนแดง ยังต้องรับกลับตัวจากการจูงใจด้วยอุดมการสังคมนิยม (ส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว)
มาเป็น จูงใจด้วยกำไร ด้วยการยกระดับตัวเองทางเศรษฐกิจ
.

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
BlueHill วันที่ : 28/10/2011 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมนึกถึงเรื่องที่มีคนให้เบ็ดและให้ปลาแก่ประชาชน

ทำไมหนอคนส่วนใหญ่จึงอยากได้แต่ปลา
ทั้งๆ ที่เบ็ด ก่อให้เกิดความยั่งยืนมากกว่า

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
drpichai วันที่ : 28/10/2011 เวลา : 16.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/drpichai

ผมเข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ คงไปแนวเดียวกับ Buddhist economy ซึ่งน้อมนำพุทธปรัชญาในการควบคุมกิเลสมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของปัจเจก เพื่อให้เกิดความพอเพียงของชีวิต เพราะทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังมีพื้นฐานไปในทางขาดแคลนยากจน ไม่พอกิน หากรัฐบาลเข้าใจแนวคิดนี้ ก็ควรนำมาปรับใช้กับเศรษฐกิจมหรรพภาค ซึ่งต้องเน้นในการสร้างงานเพื่อหารายได้ ไม่ใช่่เน้นการกระตุ้นการใช้จ่าย โดยทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้ ตามแนวคิดของพวกตะวันตก

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
tengpong วันที่ : 28/10/2011 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

"รับสนองพระราชดำริแล้วก็ไม่ได้ตั้งใจทำอะไรจริงจัง แนวคิดนี้จึงเกิดขึ้นในโครงการเกษตรกรรมขนาดเล็กเท่านั้น"

นี่แหละเวรกรรมของประเทศ ที่มีนักการเมืองเฮงซวยเยอะเกินไป

ป.ล.รอติดตามตอนสามนะครับ อีกสองวันกลับบ้านจะได้ไปอ่านต่อ
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
hayyana วันที่ : 28/10/2011 เวลา : 12.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

โห..เล่นเป็นซีรียส์เลยเหรอครับ
ยังอ่านไม่จบ เดี๋ยวมาอ่านต่อ
แต่ขอเอาไปเผยแพร่หน่อยนะครับ
นี่เพราะที่เขียนอันก่อน ผมเลยดิ้นรนไปหาหนังสือของ Schumacher นั่นมาอ่านแล้ว

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
NN1234 วันที่ : 28/10/2011 เวลา : 09.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ผมคงไม่ต้องอธิบายเป็นทฤษฎีอะไรมากมาย เพราะได้เข้าใจในตัวเอง เหมือนที่เพื่อนบ้านหลายคนกำลังพยายามทำตาม"ในหลวง"ทรงแนะนำไว้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
NN1234 วันที่ : 28/10/2011 เวลา : 09.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ที่บ้านของผม (คุณแม่)ได้นำแนวคิด Sufficiency Economy ไปใช้ ซึ่งท่านเลียนแบบมาจากพี่สาว(ที่มีความรู้-การศึกษาสูงกว่าท่าน)
คนหนึ่งล้มเหลว เพราะควบคุม"ความต้องการ"ของตนเองและในครอบครัวไม่ได้ หรือ"ไม่พอเพียง"
อีกคนบรรลุตามวัตถุประสงค์ เพราะ"พอเพียง" จนเกิดความเพียงพอและเหลือกินเหลือเก็บ จนสามารถนำออกไปขาย เหลือกินเหลือเก็บและมีความสุข

ผมเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้จนเมื่อ"ในหลวง"และแนวพระราชดำริของพระองค์ถูกนำออกมาเผยแพร่เป็นวงกว้าง ทั้งที่ก่อนนี้ผมไม่รู้ว่า "อันนี้คืออะไร? .." รู้แต่ว่ามันคือ"สวรรค์บ้านนา" คือการที่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เพราะเราถือกำเนิดจากชีวิตชาวนา เราย่อมต้องการสิ่งๆ นี้ การไม่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนไปตายที่ในเมือง ตายในชนบทดูจะมีศักดิ์ศรีสูงกว่า เหมือนปลาที่ตายในน้ำดูจะมีศักดิ์ศรีกว่าดิ้นกระเสือกกระสนไปตายในที่สูงที่แห้ง ซึ่งเป็นการไม่เหมาะกับชีวิตที่อาศัยน้ำเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต

เคยมีคน(กรุงฯ)ไปเห็นที่นั่นแล้วเขามองไปมองมาระหว่างพ่อแม่กับตัวผม ..แล้วเขาพูดอย่างงงๆ และบรรลุถึงความรู้สึกได้ว่า เขาเข้าใจในแนวคิดของในหลวงว่า
"เพราะมีคนนี้ .... จึงมีคนนี้" แล้วเขาก็เอานิ้วมือของเขาเองชี้ไปที่ระหว่างคน ๒ คน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เบดูอิน วันที่ : 28/10/2011 เวลา : 07.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somdej

กว่าจะเข้าใจมันก็จะสายไปแล้ว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน