*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-09-03
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 157695
  • จำนวนผู้โหวต : 160
  • ส่ง msg :
  • โหวต 160 คน
<< มกราคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 31 มกราคม 2555
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 3710 , 01:40:19 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน hayyana , BlueHill และอีก 9 คนโหวตเรื่องนี้

Act II (Attack II): องก์สอง

ประวัติศาสตร์เป็นสิทธิ์ของประชาชนทุกคน

ไม่ใช่ของเล่นที่บิดเบือนกันได้โดยผู้ครองอำนาจอย่างรัฐบาลหรือผู้ล้มล้างสถาบันที่ต้องการชิงอำนาจ

บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทย มักอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นความชอบธรรม เป็นความจำเป็นของชาติ และตำหนิระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชว่าเป็นการปกครองที่ขัดแย้งกับเสรีนิยม ความทัดเทียมและก้าวหน้าในสังคม

ความไม่คืบหน้าของการเมืองการปกครอง และความพิกลพิการของประชาธิปไตย ถูกกล่าวหาว่าเกิดจากสาเหตุของระบบเจ้าขุนมูลนาย อำมาตย์ กระทั่งลามถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่ากีดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ทุกวันนี้ ประชาชนเห็นว่าการทุจริต โกงกิน เป็นปัญหา

เห็นนักการเมืองเลวเป็นตัวสร้างปัญหา

เห็นคนที่คิดแตกต่างอย่างกลุ่มเสื้อแดงเป็นปัญหา

แต่เราอยู่ในวัฒนธรรมที่ชี้ตัวปัญหา ก่นด่า ‘ปัญหา’ ได้แล้วก็สุขใจ ไม่ระคายเคืองถึงขั้นตะกายหา หรือ สร้างคำตอบให้เกิดขึ้น เพราะต่างก็รอให้คนอื่นแก้ปัญหาให้

หากต้องการหาคำตอบ ก็ต้องหยุดทบทวนปมที่สร้างปัญหามาตั้งแต่ต้นและยอมรับร่วมกันก่อนว่าเหล่านั้นคือสิ่งที่ต้องแก้ ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องย้อนกลับไปที่ พ.ศ. ๒๔๗๕ อีกครั้ง

ข้อมูลจากเอกสารของรัฐบาลวิเคราะห์เหตุการณ์บนพื้นฐานว่า ประเทศพร้อมสำหรับการปฏิวัติของคณะราษฎร  ด้วยการอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลาง ซึ่งอ่านออกเขียนได้มากขึ้นมาก ขุนนางที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ก็ไม่ต่อต้าน

หากยึดหลักการดังกล่าว ก็ไม่ต้องได้พบสาเหตุที่แท้จริง เพราะเมื่อวิเคราะห์ตามหลังเหตุการณ์จะพบว่า

๑. การรู้หนังสือของคนทั่วไปยังมีอยู่น้อยมาก พระราชบัญญัติประถมศึกษาที่ให้ราษฎรอายุ ๗ ปีขึ้นไปเรียนโดยไม่เสียเงิน เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ประชาชนทั่วไปที่รู้หนังสือจึงไม่มากอย่างที่อ้าง กลุ่มที่มีการศึกษายังจำกัดอยู่ในโรงเรียนหลวง อย่างสวนกุหลาบและเทพศิรินทร์ ที่ได้รับการสถาปนาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๗ – ๒๘

๒. ชนชั้นกลางไม่มีมากพอจริง วิถีชีวิตคนไทยคือสังคมเกษตรกรรมที่เพิ่งเปลี่ยนจากการทำเพื่อกินอยู่ มาเป็นทำเพื่อขาย

๓. ภาวะเศรษฐกิจของชาติถดถอยตามชาติใหญ่ที่ได้รับผลจาก Wall Street Crash (1930) ทำให้เกิดการตัดงบประมาณมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดรายจ่ายอย่างเข้มงวดเริ่มจากรายจ่ายประจำปีส่วนพระองค์จาก ๙ ล้าน เหลือ ๖ ล้าน และ ๓ ล้านในที่สุด

มีการยุบเลิกมณฑล หน่วยราชการ ปลดคน และตัดเบี้ยเลี้ยง ส่งผลให้ข้าราชการ จำนวนหนึ่งเกิดความไม่พอใจ โดยเฉพาะคนหนุ่มที่เพิ่งสำเร็จการศึกษามาจากประเทศตะวันตก

๔. การใช้คำว่า ‘ปฏิวัติ’ พ.ศ. ๒๔๗๕ ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะไม่เกิด Mass movement จากคนหมู่มาก ไม่มี consensual participation หรือการร่วมวงจากประชาชนตามนิยามของการปฏิวัติ จึงเป็นได้เพียงรัฐประหาร Coup d’etat อย่างที่เกิดต่อมาอีกหลายครั้ง

๕. ที่คนรุ่นหนุ่มอ้างถึงการปฏิวัติ Revolution ตามแบบฝรั่งเศส ก็มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่เข้าข่าย French Revolution คือ ความต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

สอดคล้องกับข้ออ้างของคณะราษฎร ว่าไม่ได้รับการต่อต้าน ก็เมื่อเป็นเพียงรัฐประหารจึงไม่มีใครรู้ตัวร่วมด้วยหรือต่อต้าน คนที่พอรู้หนังสือก็ถูกตีกรอบไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว

ประเด็นผิดพลาดที่สุดของคณะราษฎร คือ ความคิดและอุดมการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาในประเทศฝรั่งเศส ผสมกับวรรณกรรมทางการเมืองที่ผ่านเข้าสู่สมอง นั้นแค่ช่วยให้ตนเองและพวกพ้องเข้าใจและล้มล้างระบอบการปกครองทางการเมืองของประเทศไทยแบบดั้งเดิมได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถสร้างสามัญสำนึกของการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตาม และเสริมสร้างให้ประชาธิปไตยเจริญขึ้น แม้ในบุคคลระดับรัฐบาลก็ไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ไม่ผิดจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่า คนไทยยังไม่พร้อมสำหรับระบบใหม่ และเคยมีรับสั่งว่า คนไทยควรมีจิตสำนึกทางการเมืองเสียก่อน จึงค่อยนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้

สามัญสำนึกและการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เหมาะสมกับการดำรงอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องยากสำหรับคนไทยแม้ในวันนี้ ก็เพราะระบบไพร่ที่หยั่งรากลึกมาช้านาน

ระบบไพร่ ในทางกายแม้จะหมดลงตามพระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ.๑๑๔ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ แต่ทางใจนั้นเป็นความคุ้นเคยที่ล้างออกยาก เพราะสถานะของไพร่และมูลนายไม่ได้เป็นแง่ลบเสมอไป

มูลนายและไพร่อยู่กันด้วยความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ แลกเปลี่ยนกันแบบสมน้ำสมเนื้อ มูลนายให้ความคุ้มครองไพร่ ขณะที่ไพร่ต้องจงรักภักดีและรับใช้แรงงานแก่มูลนาย เดือดร้อนจะร้องทุกข์ต่อราชการก็ทำผ่านมูลนาย หากรู้สึกว่ามูลนายดูแลไม่ดีก็ปันใจไปหาที่พึ่งมูลนายใหม่

นิสัยที่ติดตัวมา จึงเป็นการเกาะพึ่งพิงเยี่ยงปรสิต ขาดความรู้สึกรับผิดชอบต่อตนเอง ด้วยตนเอง

สภาพไพร่จึงหมดไปเพียงแค่ชื่อ แต่ระบบอุปถัมภ์แปรรูปสู่ร่างใหม่ในเกือบทุกระดับสังคม สะท้อนออกมาในการยึดถือระบบอาวุโส การทำตัวเป็นผู้ตามที่ดี ไม่โต้แย้งผู้อาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ส่งผลให้ขาดความคิดสร้างสรรค์และริเริ่ม

การยอมรับเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอย่างง่ายๆ ทำให้ขาดสำนึกในการเมืองและหน้าที่พลเมือง ในเวลาเดียวกับที่เปิดโอกาสให้นักการเมืองสามารถเป็นผู้ไร้ความรับผิด เพราะเกิดอะไรขึ้นก็อ้างตัวเองเป็นไพร่ แล้วโทษฟ้า พร้อมกับร้องหาประชาธิปไตยที่กำอยู่ในมือเหมือนไก่ได้พลอยมาตลอด

ระบบอุปถัมภ์แฝงอยู่ในสังคมไทยถึง ๓ ระดับ คือ

ระดับชาวบ้าน เมื่อไพร่และมูลนายจบลง ชาวบ้านก็ย้ายไปพึ่งข้าราชการที่มาแทนที่ขุนนาง แต่ข้าราชการก็อยู่ด้วยเงินเดือนจากรัฐที่ไม่สูงส่ง จึงไม่ใช่ที่พึ่งที่ดีนัก ชาวบ้านก็ย้ายไปพึ่งคนที่มั่นคงกว่า คือ พ่อค้า เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ของคนชั้นล่างกับพ่อค้า ซึ่งเมื่อมั่งคั่งได้ที่ ก็กลายเป็นผู้มีอิทธิพล จึงเป็นโฉมใหม่ของระบอบอำมาตยาธิปไตย

ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นก็เสริมสร้างความแข็งแรงของระบบอุปถัมภ์ด้วยการช่วยประชาชนที่มาพึ่งพาต่อไป ถึงวันหนึ่ง ก็เอาคืนกลับเป็นฐานคะแนนในการเลือกตั้ง

ระดับข้าราชการ ทหารและตำรวจ ผู้ใหญ่อุปถัมภ์ผู้น้อย ผู้น้อยก็ตอบแทนด้วยความยำเกรงเกินหน้าที่ ไปถึงขั้นส่งส่วย ผู้ใหญ่คุ้มครองดูแลผู้น้อย จนเกิดเป็นระบบเล่นพรรคเล่นพวก ที่ข้าราชการต้องรับใช้นายมากกว่ารับใช้ประชาชน

ระดับสุดท้าย คือ ที่สุดของอำมาตย์ชั้นล่างที่ไต่ขึ้นถึงระดับบนสุด เมื่อได้เป็นนักการเมืองที่มีตำแหน่งในการบริหารประเทศ และระดับที่เป็นนายทุนพรรค เป็นอำมาตย์ตัวจริง ที่จะชี้ช่องให้ความช่วยเหลือหรือปฏิเสธผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ หรือไพร่ในร่างใหม่ เป็นทอดลงไป

อำมาตย์ในวันนี้ หาใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งไร้ตำแหน่งและบทบาททางการเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว

ความล้มเหลวของประชาธิปไตยหลัง พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็มาจากอำมาตย์เหล่านี้

๑. ความล้มเหลวของรัฐบาล ในการสร้างจิตสำนึกและความรู้สึกในการเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันในการปกครองตามหลักของระบอบประชาธิปไตย

ครอบครัว เป็นสถาบันที่มีอิทธิพลที่สุดในการสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่รัฐควบคุมไม่ได้ หากครอบครัวส่วนใหญ่ยังไม่หลุดพ้นจากภาวะแวดล้อมของระบบอุปถัมภ์ในสังคมหลายระดับ และยึดประเพณีการอบรมเลี้ยงดูเด็กในมุมเดิมด้านเดียว ท่ามกลางสภาพสังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ให้เชื่อฟังผู้ใหญ่มากกว่ากระตุ้นให้คิด หรือซักถามโต้แย้ง การประคับประคองลูกหลานส่งผลให้เลี้ยงไม่โต ติดอยู่ในกรอบของการพึ่งผู้อื่นมากกว่าตนเอง

อีกทั้งค่านิยมที่ใช้วัตถุบ่งบอกหน้าตา (Conspicuous consumption) การชอบอภิสิทธิ์อำนาจ เชิดได้เหนือชาวบ้าน กลายเป็นตัวแทนระบบเจ้าขุนมูลนายได้อย่างดี

เมื่อสถาบันครอบครัวเป็นเช่นนี้ มาเจอกับสถาบันการศึกษา ที่สอนให้เด็กรู้ตามสิ่งที่รัฐต้องการฝังใส่หัว ให้จงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติด้วยการท่องจำมากกว่าให้เข้าใจถึงบทบาทที่แท้จริงและเห็นคุณค่า  ก่อให้เกิดความรู้สึกต่อต้านโดยไม่หาเหตุผลที่มา

สุดท้าย จึงมีแต่การเรียกร้องหาสิทธิ์ โดยไม่ต้องการรับรู้หน้าที่ความรับผิดชอบของพลเมือง หรือเป็นพลเมืองที่สนใจการเมืองตามกฎกติกาของระบอบประชาธิปไตย

๒.  ความล้มเหลวของสถาบันการเมือง

‘ความไม่พร้อม’ ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับรัฐบาลเองแล้ว ปรากฏให้เห็นชัดหลังรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้รัฐบาลอนุญาตให้จัดตั้งพรรคการเมือง การไม่ปฏิบัติตามและไม่เคยเห็นชอบของรัฐบาล คือย่างก้าวแรกที่เริ่มทำลายพื้นฐานของประชาธิปไตย

เมื่อไม่มีพรรค ผู้แทนทุกคนจึงเข้ามาแบบอิสระ ไม่มีใครเชื่อหรือไว้ใจใคร ทุกคนรุมทึ้งรัฐบาลจนมักตกเป็นฝ่ายแพ้ในการลงมติ ไม่เกิดความคืบหน้าในการบริหารงาน ในที่สุดรัฐบาลต้องลาออก เช่น พ.ศ. ๒๔๗๗, ๘๑

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงเกิดพรรคการเมืองขึ้นได้ แต่ก็ถูกยุบและจัดตั้งใหม่อีกหลายครั้ง ทั้งคราวรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ. ๒๕๐๑ ในแต่ละคราวของรัฐประหาร ที่อยู่บนเส้นบางระหว่างการจัดการสถานการณ์และการครองอำนาจ ล้วนแล้วแต่ทำให้ระบบการเมืองและประชาธิปไตยก้าวถอยหลังในเรื่องความคิดและจิตสำนึกของทั้งนักการเมือง และประชาชน

พรรคการเมืองเกิดขึ้นอย่างมากมายอีกครั้ง เมื่อเกิดพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๑๗

ปัญหาที่ตามมา ไม่พ้นจากพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์ เมื่อพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นจำนวนมากมาจากผู้ทรงอิทธิพล มีเงิน มากกว่ามีความรู้ความเข้าใจในการบริหารการปกครอง สมาชิกพรรคที่มีอิทธิพล มีประโยชน์กว่าการมีจุดยืนและนโยบายพรรค (Manifesto) ที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรให้ประเทศชาติและประชาชน

ผลที่ได้ คือ การเกิดเป็นรัฐบาลผสมอยู่ตลอดเวลา Coalition Government เป็นสภาพน่ากลัวที่สุดสำหรับประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว เพราะยากที่จะมีนโยบายสอดคล้องไปทางเดียวกัน หากนโยบายเหมือนกันก็คงรวมเป็นพรรคเดียวกันไปแล้ว

เมื่อนโยบายไม่เป็นสาระสำหรับพรรคการเมืองไทย แต่ละยุคสมัยจึงเกิดแต่ พรรคร่วมรัฐบาลและพรรครอร่วมรัฐบาล จะหาพรรคฝ่ายค้านที่ทรงคุณภาพ ทำงานเป็นรัฐบาลเงาตรวจสอบรัฐบาลจริงได้ยากยิ่ง

และทำให้การพัฒนาชาติที่ต้องเกิดจากโครงการระยะยาว ยากขึ้นไปอีก

ภาพของนักการเมืองปัจจุบันชัดเจนในรูปของ กลุ่มผลประโยชน์ ผู้ทรงอิทธิพล หรืออำมาตยาธิปไตย แห่งศตวรรษที่ ๒๑ มากกว่าผู้บริหารปกครองประเทศ

กว่าการเมืองการปกครองของประเทศไทยจะมาถึงวันนี้

ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงเลิกทาส ให้อิสระแล้ว

รัชกาลที่ ๗ ทรงพระราชทานอำนาจคืนสู่ประชาชนแล้ว

รัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานแนวคิดให้ดำรงชีพได้อย่างถาวร ให้อุปกรณ์สานทอเป็นความยั่งยืนของการยังกิน  และยังชีพ

ปัญหาความแตกแยกในชาติไทยวันนี้ ใช้เวลาสะสมก่อกำเนิดมานาน ไม่มีปาฏิหาริย์ Magic จากมูลนายใดจะมาช่วยแก้ไขได้ในพริบตา นอกจากสองมือของประชาชนแต่ละคนเอง

ประชาชนผู้มีอำนาจตัวจริง ที่ถึงเวลาแล้วที่ต้องรู้หน้าที่พลเมือง

เลิกเรียกร้องการทำรัฐประหารกันเสียที ไม่เคยมีรัฐประหารครั้งใดให้คุณแก่ชาติ และไม่ว่าอีกกี่รัฐประหารก็ไม่แก้ปัญหา

เลิกเป็นไพร่ เลิกทำตัวเป็นไก่ได้พลอย ที่ได้อำนาจในการปกครองประเทศชาติมาแล้ว ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ไม่ใช้ไปในทางที่ถูก

เมื่อไหร่เราจะเริ่มควบคุมนักการเมืองเหล่านี้ ขับเคลื่อนนักการเมืองไปในทางที่เราต้องการเพื่อประโยชน์ของชาติ  ไม่ใช่ถูกจูงเยี่ยงไพร่ไปตามทางที่นักการเมืองขีดเสียที

 

* * * * * * * * *

ความเดิม

Putting Truths Ahead of Lies..by SW19

มองการล้มล้างสถาบันกษัตริย์จากฝั่งสถาบัน by SW19 

 

Reference:

ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเมือง

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
hayyana วันที่ : 18/02/2012 เวลา : 04.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

ผมคลิ๊กเปิดหน้านี้ไว้หลายอาทิตย์กว่าจะได้อ่าน 555

ถึงวันนี้ยังสงสัยว่าต้องขอบคุณคณะราษฏรดีหรือเปล่าเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
BlueHill วันที่ : 03/02/2012 เวลา : 17.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คนไทยควรมีจิตสำนึกทางการเมืองเสียก่อน จึงค่อยนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้

ประโยคนี้ ยังทันสมัยอยู่เสมอนะครัีบ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และกาลอนาึคต

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 22.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

ข้อเขียนที่เป็นกลาง ชัดเจน เข้าใจ ครับ
ไม่มีความเห็น อื่นใด นอกจากโหวต

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
NN1234 วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 21.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

เปิดเรื่องได้ดี..หากคนไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ไทยคงเดาเอาว่าระบอบกษัตริยืเป็น"ตัวถ่วงการพัฒนาชาติ"เหมือนที่บางฝ่ายพยายามคิดและแสดงให้คนที่ไม่รู้ทราบ(อย่างผิดๆ)
ทั้งที่แท้จริงแล้ว เป็นเช่นไรนั้น....อ่านเพียงตำราเล่มเดียวหรือเชื่อคนเพียงคนเดียวๆ กลุ่มๆ เดียว ก็คงไม่เพียงพอ เพราะอาจบิดเบือนข้อมูลตามประสงค์ของตนเองได้
ระบอบกษัตริย์ไทยไม่ได้เลวร้ายเหมือนระบอบขุนนางในประเทศตะวันตก และระบอบขุนนางก็มิใช่"อำมาตย์"อย่างที่บางฝ่ายระแวงอย่างเข้าใจผิดๆ
สถาบันองคมนตรีที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ต่างหากที่เสมือนหนึ่งคอยถวายคำแนะนำอย่างรอบด้านแก่พระมหากษัตริย์

ขอบคุณเจ้าของบล้อกที่เปิดข้อมเท็จจริงให้พวกเราได้เห็นว่าอะไรคือข้อจำกัดในขณะนั้น

ที่ฝ่ายนั้นตีเรื่อง"การยึดครองอำนาจบริหารโดยกลุ่มอำมาตย์" หรือที่เรียกว่า "มือที่มองไม่เห็น"ในปัจจุบันนี้นั้น จะมีประโยชน์ก้เพียงแต่ทำให้ฝ่ายทุนนิยมเสรีได้ใจและครอบครองบทบาททางเศรษฐกิจและเลี่ยงดูนักการเมืองไว้เป็นเขนขามือไม้ตนเอง เพื่อเอาไว้ตีกระทบถึงสถาบันฯ อยู่เรื่อยไป

ทุกวันนี้...แท้จริงก็เลยได้เห็นว่า"นายทุนใหม่"เท่านั้นที่วางตัวเป็น"อำมาตย์"อย่างลืมตัว โดยมีลูกสมุนเป็นนักการเมือง มีประชาชนที่ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์เป็นฐานราก(ที่ชอบเรียกว่า รากหญ้า)ให้แก่ตัวเอง

เช่นเดียวกับที่นักการเมืองก็หากช่องทางโกงกินจากเงินงบประมาณภาษ๊แผ่นดิน แล้วก็ทำทีเป็นขึงขังการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นเสียเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่ในทีที่ฝ่ายรัฐบาลและข้าราชการจะไปตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองได้ แท้ที่จริง..ก็แสดงให้ประชาชนเห็นเป็นทีๆ ไป
แต่พอประชาชนเผลอ...นักการเมืองก็เขมือบ

ประชาชน สื่อ และนักการเมืองด้วยกันเอง...ต่างหากที่ควรได้ร่วมกันตรวจสอบ"มือที่มองไม่เห็น"ตัวจริงอย่างแข็งขัน มากกว่าที่จะจับจ้องกับเรื่องที่(ยัง)ไม่เป็นเรื่อง

เงินฟื้นฟูน้ำท่วม...อีกกี่เท่าไรที่จะทำให้นักการเมืองได้เขมือบ โดยที่ระบบตรวจสอบอ่อนเเอยิ่งนัก เราจะยังยากจนเพราะสาเหตุน้ำท่วม แต่มิใช่บ้านเรือนเสียหายจากน้ำท่วม แต่เพราะเป็นหนี้กันถ้วนหน้าทั่วประเทศ ...เราเสี่ยงจะล้มละลายกันทั้งประเทศ ส่วนคนที่รอดตัวและสบายตัว(รวย) คือ
นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล..แกล้งโง่ บนฐานประชาชนที่โง่จริงๆ คงรู้กันแล้วว่า สมัยนี้ใครคืออำมาตย์/ไพร่ตัวจริง

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 15.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

แม่มดมีความรู้สึกว่าปัญหาของบ้านเมืองเราเหมือนการพายเรืออยู่ในอ่าง
วนเวียนอยู่ในวังวนของความไม่รู้และไม่ต้องการจะรู้ของภาคประชาชน
คนอ่อนแอมีชีวิตที่ง่ายดายและสะดวกสบายเพราะสามารถที่จะเรียกร้องและโยนความรับผิดชอบไปให้สังคม ผู้อื่น หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง
จะโดยที่รู้หรือไม่รู้สำนึกก็ตาม คนไทยจำนวนมากเลือกที่จะเป็นคนอ่อนแอ แม้ปากจะพูดเป็นอย่างอื่น
เสรีภาพที่คนจำนวนมากเรียกร้องต้องการแท้จริงแล้วเป็นอนาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะต้องการแต่จะได้แต่สิ่งที่ตนเองต้องการโดยไม่ยอมให้ในสิ่งที่ควรจะให้ นั่นคือความรับผิดชอบพื้นฐานในฐานะของพลเมืองดี
ยังไม่ต้องคำนึงถึงว่าเคยถามตัวเองไหมว่า หน้าที่พลเมือง คืออะไร

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Ae^ วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 15.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

อ่านแล้วดีค่ะ แต่การแก้คงยาก

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ราศีเมษ วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 15.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Steel-Roses
I have a dream.

เห็นจริงตาม จขบ.ค่ะ ติดตามงานเขียนเสมอมาและชื่นชมกันการวิเคราะห์อย่างเข้าใจถึงปัญหารากเหง้าของสังคมไทย ระบบอุปถัมภ์ น่าจะยังคงจะอยู่คู่สังคมไทยต่อไป จริงแล้วก็หาใช่สิ่งเลวร้ายไม่ เป็นการเอื้อเฟื้อแก่ผู้น้อย หรือผู้ด้อยโอกาสเพียงแต่"ผู้ให้"อย่าเผลอคิดว่าตัวเป็นจ้าวเข้าครอง "ผู้รับ" ก็ใช่จะเป็นฝ่ายรอรับอยู่ร่ำไป

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ช้างเผือกในเมือง วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 13.29 น.
 

ชอบมากเลยคะ.....ความล้มเหลวของระบบประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2475 จนกระทั่ง ปัจจุบันก็ยังไม่พัฒนาขึ้นเลยเพราะประชาชนก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงซะที...ถ้าเมื่อไรที่ประชาชนเข้าใจและรู้จักคำว่า" หน้าที่พลเมืองที่ดี " คงจะดีขึ้นนะคะ.....จะได้เลิกเป็นไพร่

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
tengpong วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 12.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

เหมืนอดังพระราชดำรัชของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ จริงที่ว่า คนไทยยังไม่พร้อมสำระบบใหม่ และทุกวันนี้นอกจากไม่พร้อมแล้วก็มีอีกมากมายที่ไม่เข้าใจ และยังตะแบงเพื่อเอาผลเข้าข้างตนและพวกแต่ฝ่ายเดียว

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ชัดเจนมากเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
รินรู้ดี วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinrudee



ข้อเขียนของ จขบ. SW19 สมบูรณ์ด้วยเนื้อหา

จึงไม่มีความคิดเห็นที่เพิ่มเติม


แต่ขอสนับสนุน เอนทรีนี้ ด้วยเรื่องเล่าที่พบมากับตัวเอง

2 เรื่อง

1. สี่แผ่นดิน ของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

บรรยายถึง ลูกๆ ของแม่พลอย สองคน

คนหนึ่งเป็นทหาร จงรักภักดี

คนหนึ่งส่งไปเรียนต่างประเทศ พวกหัวใหม่

ร้อนแรงด้วยประชาธิปไตย เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เปลี่ยน

แปลงการปกครอง

แม่พลอยยังน้ำตาตกไม่เข้าใจ ซึ่งตรงนี้ คุณ SW19

คงได้อ่านบทประพันธ์เรื่องนี้แล้ว



2. เมื่อสัปดาห์ก่อน การได้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

แถว สีลม ได้ข้อคิดจาก คุณหมอสุภาพสตรี

ประโยคหนึ่งที่ กินใจ

"ประเทศไทยมีประชาธิปไตยเร็ว และง่ายเกินไป

จึงทำให้ไม่รู้จักถึงคุณค่า หรือพูดง่ายๆว่า

เราพาสชั้นเรียน ข้ามจากอนุบาลไปเรียนมัธยมเลย"


ด้วยความเคารพค่ะ

รินรู้ดี

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
SW19 วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 05.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ thetwit

อย่าไปหลงทางทะเลาะกับพวกนี้เลย นี่คืออีกกรณีของการบิดเบือนข้อเท็จจริง การสร้างความไขว้เขวป่วนให้คนสับสน

ตั้งแต่ ๒๔๗๕ องค์ประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเหมือนรัฐสภาที่ก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญด้วยกัน

ความแตกต่างคือ
องค์ประมุขไม่มีอำนาจบริหารประเทศชาติ แล้วจะเอาอะไรจากท่าน จะให้ท่านมาทำอะไรอีก
ขณะที่รัฐสภามีอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบบริหารประเทศในฐานะตัวแทนประชาชน

ความแตกต่างอีกอย่างที่สำคัญยิ่ง คือ องค์ประมุข หรือ Head of State คือหน้าตาและบารมีของประเทศชาติ ที่ใครก็ไม่อาจทำแทนได้ ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่รู้และยอมรับกันทั่วโลก

ชาติอย่าง UK นายกรัฐมนตรี David Cameron ยังออกมายอมรับว่า การเสด็จเยือน Ireland ของ Queen Elizabeth II ที่ส่งผลบวกให้ทั้งสองชาติอย่างงดงามนั้น นายกอย่างตัวเองอีกสิบชาติก็ไม่มีปัญญาทำได้ เพราะบารมีไม่ถึง

พวกเรียกร้องในเมืองไทยแบบนี้น่าจะกลับไปหัดอ่านรัฐธรรมนูญก่อน และเลิกขุดหาเรื่องมาเสนอ เพื่อป่วนให้คนหลงประเด็น

..........

คุณสยุมพร


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สยุมพร วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 04.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ooddee

นักการเมืองยื่นปลา
พระราชายื่นเบ็ด
ทักษินยื่นเศษเงินบวกหนี้สิน
และยุให้เอาทั้งหนี้ทั้งปลา
แต่ต้องกาเบอร์ หนึ่ง
รากไพร่ทั้งหลายชื่นชม
มันยุให้เห็นเงินเป็นพระเจ้า
เหมือนมันจริง ๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
thetwit วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 03.19 น.

ชอบมากค่ะ..อ่านแล้วขุดรากไพร่ได้ถูกต้องเห็นจริงและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า "เมื่อไหร่เราจะเริ่มควบคุมนักการเมืองเหล่านี้ ขับเคลื่อนนักการเมืองไปในทางที่เราต้องการเพื่อประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ถูกจูงเยี่ยงไพร่ไปตามทางที่นักการเมืองขีดเสียที"..ทำไมเวลานี้เราไม่พูดเรื่องแก้ กม.เอกสิทธิ์ท่านส.ส.ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย นักการเมืองโกงบ้านกินเมือง เหล่านี้ล้วนมีที่มาจากคนของรัฐคอรัปชั่นเวลา อำนาจ และ เงินจากเราไปแล้วไม่ทำอะไรทั้งสิ้นจนเป็นมะเร็งร้ายเกาะกินประเทศในยามนี้ ทำไมไม่พูดเรื่องพวกนี้ ไม่รณรงค์ให้แก้ไข... มาแก้อะไรกับ กม. 112 ที่เกี่ยวกับในหลวงถ้าแก้แล้วประเทศเราจะพัฒนาขึ้นอย่างนั้นหรือ..เสนอถึงขั้นให้ "ในหลวง" ขึ้นกับ "รัฐสภาฯ" จะพูดต้องให้สภาฯเห็นชอบ จะแสดงความคิด ต้องผ่านสภาฯ และ ก่อนสถาปนาต้องสาบานว่าจะปกป้องรัฐธรรมนูญ..มันเกี่ยวอะไรกับความมั่นคงของประเทศ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน