*/
  • SW19
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2011-09-03
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 157695
  • จำนวนผู้โหวต : 160
  • ส่ง msg :
  • โหวต 160 คน
<< กันยายน 2012 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน 2555
Posted by SW19 , ผู้อ่าน : 7787 , 01:33:50 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน ช้างเผือกในเมือง , รวงข้าวล้อลม และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

โดยธรรมชาติและธรรมเนียมเป็นเรื่องยากที่ประเทศต่างชาติ ต่างถิ่นฐานและวัฒนธรรม จะมีรูปแบบและการให้ความสำคัญกับคุณค่าในการดำเนินชีวิตเยี่ยงเดียวกันได้ทุกประเด็น การรับวัฒนธรรมต่างชาติเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอีกสังคม จึงเป็นเรื่องที่มากกว่าการ ‘คว้า’ มาครองเพียงในส่วนที่เข้าทางความชอบของตน - อย่างผิวเผิน

 

รูปแบบการศึกษาในเกรทบริเทน เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนคุณค่าที่หน่วยย่อยของสังคมเพ่งเล็งและมีความคาดหวัง พร้อมกับมีส่วนกำหนดทิศทางอนาคตของชาติอย่างกลายๆ

 


 

เยาวชนในเกรทบริเทน มีรัฐบาลของแต่ละประเทศดูแลการศึกษาด้านหลักสูตรและค่าใช้จ่าย โดยรวมรัฐบาลต้องจัดให้มีการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเลยจนจบระดับโรงเรียน

 


 


 

เมื่อถึงขั้นอุดมศึกษาก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ เช่น สกอตแลนด์ยังคงไม่คิดค่าเล่าเรียนเลย เวลสส์และนอร์ทเทิร์นไอร์แลนด์กำหนดเพดานตายตัวและช่วยจ่ายส่วนเกิน

ขณะที่ประเทศอังกฤษ รัฐบาลเพิ่งปล่อยให้มหาวิทยาลัยคิดค่าเล่าเรียนได้อย่างลอยตัว

กรณีประท้วงเรื่องการขึ้นค่าเรียนระดับอุดมศึกษาของนักเรียนในประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2553 เกิดจากข้อสงสัยที่ยังไม่ได้คำตอบเรื่องผลที่กระทบตรงต่อนักเรียน และทางเลือกที่รัฐบาลควรจัดให้  

 

ณ วันนี้ ถึงปีการศึกษาที่อัตราค่าเรียนใหม่ถูกบังคับใช้แล้ว ปฏิกิริยาของเยาวชนอังกฤษ เป็นตัวแทนอธิบายความแตกต่างทางพื้นฐานการดำเนินชีวิตของเยาวชนบริทิช ที่ส่งผลให้วิธีคิดและการดำเนินชีวิตแปลกแยกจากเยาวชนในสังคมตะวันออก ได้มากขึ้นกว่าที่ชาวโลกรู้จักอังกฤษและเกรทบริเทนจาก LONDON 2012

 

ธรรมเนียมปฏิบัติของนักเรียนบริทิชเมื่อบรรลุนิติภาวะอายุ 18 ต้องรับผิดชอบการดำเนินชีวิต ค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนของตัวเอง โดยต้องตัดสินใจเลือกทางเดินในรอยต่อช่วงอายุ 16 ว่าจะย้ายไปสาย Apprenticeships เพื่อเตรียมประกอบอาชีพ หรือเรียนต่อถึง A-Level หากต้องการมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย

 

Apprenticeships เป็นระบบดั้งเดิมในสังคมบริทิช สร้างอาชีพหลากหลายไม่จำกัดเฉพาะแค่การใช้แรงงาน โดยให้ทำงานจริง ทั้งด้านบัญชี กฎหมาย งานออกแบบ ดนตรี การศึกษา วิศวกรรม เอื้ออำนวยให้เยาวชนพบความสำเร็จโดยไม่ต้องพึ่งการไปมหาวิทยาลัย

 

การเริ่มต้นสู่ Apprenticeship ไม่ใช่เรื่องน้อยหน้า เพียงแต่ต้องตัดสินใจอย่างถูกจังหวะ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนถึงขั้นสูงสุด  A-Level ถ้าหากเปลี่ยนใจอยากกลับไปมหาวิทยาลัย การย้อนมาทำ A-Level ก็ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย  

 

ในสถานการณ์ที่ค่าเรียนระดับมหาวิทยาลัยแพงขึ้นสามเท่า เด็กจำนวนมากที่ก้าวเลยมาจนจบ A-Level แล้ว ต้องกลับมาตัดสินใจว่าวุฒิจากมหาวิทยาลัยที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนปีละ 9,000 กว่าปอนด์ เป็นเวลาสามปีตามหลักสูตรปริญญาตรี  มีความจำเป็นต่อชีวิตภายหน้าของตนเองอย่างแท้จริง

 

ผลการสอบ A-Level ล่าสุด มีหนุ่มน้อยฝาแฝดได้เกรด A,B ครบจำนวนวิชาตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยที่อยากไปตั้งไว้

แฝดหนึ่งคนตัดสินใจไม่ไปมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการแบกภาระหนี้สินค่ากิน อยู่ เรียน ทั้งหมดประมาณ 40,000 ปอนด์ (คูณ 50 เป็นบาท) แล้วเลือกย้อนเดินสู่ระบบ Apprenticeships โดยเริ่มฝึกงานบัญชี

 


 

การตัดสินใจนี้ สะท้อนความคิดเรื่องการจัดการเงินทองของเด็กที่หัดรับผิดชอบตัวเองได้ชัดเจน และอธิบายเหตุที่ปีการศึกษานี้ หนึ่งในสามของมหาวิทยาลัยชั้นนำเหลือที่ว่าง ทั้งที่offer a place ตอบรับนักเรียน ไปแล้วและชะโงกหน้ารอให้มาลงทะเบียน แต่ ‘เด็ก’ กลับปฏิเสธการเข้าเป็นนักศึกษาอย่างไม่ใยดี

 

ส่วนนักเรียนที่มหาวิทยาลัยตอบรับเข้าเรียนและยังต้องการเรียนอยู่ ก็จะได้รับคำแนะนำเรื่องกระบวนการด้านการเงิน เพื่อจัดการชีวิตตลอดเวลาสามปีข้างหน้า

 

 

เด็กส่วนมากรู้ว่าพ่อแม่ให้คำแนะนำได้ดี แต่เชื่อว่าการจัดการเรื่องเงินควรถูกสอนมาจากโรงเรียน และหน่วยงานรัฐบาล – ผู้ให้กู้เงิน ที่สอนและให้ข้อมูลเพื่อรู้จักการประเมินค่าใช้จ่ายตั้งแต่ค่าที่พัก จนถึงสบู่ แชมพู น้ำยาล้างห้องน้ำ ของเกี่ยวข้องรอบตัวที่ไม่เคยต้องจ่ายเมื่อยังอยู่กับพ่อแม่ จนถึงช่องทางการทำงานเพื่อเพิ่มรายได้

 

      มหาวิทยาลัยส่วนมากในทุกประเทศของเกรทบริเทนมีมาตรฐานเดียวกัน ความแตกต่างมาจากชื่อเสียงเฉพาะด้านของแต่ละแห่ง การเลือกที่เรียนขึ้นอยู่กับผลการเรียน ไม่ใช่ทำเลที่อยู่ของบ้าน เพราะเมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว ทั้งพ่อแม่และเด็กมีความเข้าใจตรงกันว่า ‘ลูกจะย้ายออก’ อันเป็นส่วนของการเติบโตและเลี้ยงดูตนเอง

 

เด็กบริทิชทุกคนที่อายุครบ 16 จะได้รับ National Insurance no. หมายเลขประกันสังคม ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกับการเสียภาษี ตามสิทธิ์ของประชาชนที่สามารถทำงานหารายได้และได้รับการดูแลจากรัฐบาล และตามหน้าที่ของประชาชนที่ต้องเสียภาษีให้รัฐ ในฐานะที่เกรทบริเทนมีระบบเศรษฐกิจแบบ Socialism รัฐทำหน้าที่สร้าง Welfare State ดูแลความเป็นอยู่ประชาชน

 

ประโยชน์พื้นฐานของบัตร คือ ฝังความรับผิดชอบเรื่องการเสียภาษีให้เป็นที่คุ้นเคยตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน ส่วนรายได้มากน้อยแม้ยังไม่ถึงเป้าเก็บภาษีจะถูกบันทึกในประวัติบุคคล มีผลต่อการขอรับความช่วยเหลือสวัสดิการจากรัฐในยามจำเป็นภายหน้า ที่อาจตกงาน หรือไร้ที่อยู่

 

เด็กจำนวนมากจบโรงเรียนแล้ว take Gap year คือ หยุดเรียนหนึ่งปี จากหลายเหตุผล เช่น เว้นช่วงเรียนและออกเดินทางให้ ‘เห็น’ โลก เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจเรื่องอาชีพที่ต้องการ หรือเพื่อทำงานเก็บเงินเตรียมตัวเรียนหนังสือต่อ

 

คนรุ่นหนุ่มสาวจึงรู้จักแยกแยะ คำว่า Job งาน และ Career อาชีพ มี ‘งาน’ ที่สร้างรายได้ให้อยู่รอด และเป็นทุนสนับสนุนให้สามารถสร้าง ‘อาชีพ’ ตามที่ใจใฝ่ฝันได้

 


 

      ความฟุ้งเฟ้อกับของฟุ่มเฟือยในวัยเรียนแทบไม่มีเพราะเกินกำลัง แม้ความอยากได้ใคร่มีจะคงอยู่ประสาวัยรุ่นทั่วไป นักศึกษาที่ก้าวสู่มหาวิทยาลัยแม้แค่ขั้นปริญญาตรี จึงมีความสามารถในการจัดการชีวิตตนเองโดยเฉพาะการเอาตัวรอดและดูแลตัวเองสูงกว่านักเรียนต่างชาติ ที่มีวัฒนธรรมการเลี้ยงดูแตกต่างกันคนละขั้วอย่างประเทศแถบเอเชีย  

      และกว่าผู้ที่เป็น Home student ในประเทศ ที่สำเร็จปริญญาตรีแล้วจะมีโอกาสก้าวสู่ระดับปริญญาโท ก็ต้องไปฝ่าฟันทำงานเก็บเงินหรือทำงานไปพร้อมกับเรียนด้วยต่อไปอีก วุฒิภาวะและความกระหายใคร่รู้ในหลักสูตรที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้ได้มา จึงแตกต่างจากความฉาบฉวยของ ‘ผู้มาศึกษาต่อปริญญาโท’ จากต่างแดนบางส่วน

 


 


 


 

แฝดผู้มั่นคงในการก้าวสู่มหาวิทยาลัย รู้ดีถึงภาระชดใช้หนี้ ที่จะตามมาเมื่อรายได้สูงถึงเกณฑ์ต้องเริ่มจ่ายหนี้ การเลือกวิชาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย จึงต้องพิจารณาถึงแนวโน้มตลาดแรงงานในโลกแห่งความเป็นจริง ขณะเดียวกันอาชีพสิบอันดับที่เป็นที่ต้องการของเกรทบริเทน ยังบ่งบอกลักษณะและทิศทางเดินของชาติได้อย่างชัดเจน

 

 

      อันดับหนึ่งและสามเป็นอาชีพยอดนิยมของทั่วโลก อันดับหนึ่ง คือ แพทย์ อันเป็นที่ต้องการอยู่ตลอดทั้งหมอคนและหมอสัตว์  อันดับสามเป็นอาชีพเกี่ยวกับการแพทย์ เช่น  Biomedical science และ Neurology ระบบประสาท และมีด้าน Biological sciences ตามมาในอันดับหก

      อันดับสอง คือ อาชีพครู ความต้องการบุคลากรด้านการศึกษามีสูงมาก ทำให้ 95% ของผู้เรียนจบได้งานทันที

      อันดับสี่คือ กฎหมาย

      อันดับห้า Agriculture สายเกษตรกรรม ได้รับการยอมรับว่ามีความสำคัญและมีความต้องการสูงมาก

      อันดับเจ็ด คือ ภาษา แม้ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาสากลในสายตาคนต่างชาติ แต่การเรียนภาษาอื่น เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน สแปนิช ที่เคยหดลงกลับมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย เมื่อกว่า 90% ของผู้เรียนภาษาอื่นมีงานรอ

 

 

 

      ประวัติศาสตร์และปรัชญาศึกษา (Historical & philosophical studies) แม้จะติดอันดับแปด ก็ยังเป็นสาขาวิชาที่มีงานทำมากกว่าพวกจบสายวิศวกรรม สถาปัตยกรรม หรือ Computer Science ประวัติศาสตร์ในทุกแขนงจึงเป็นวิชาแห่งความภูมิใจของคนบริทิช ที่ให้พื้นฐานสำคัญกับผู้เรียนในการจำ และใช้สมองในการวิเคราะห์ แยกแยะ กลั่นกรองเหตุการณ์ มีเหตุมีผล ถึงขนาดที่บ่อยครั้งในการสอบเมื่อคะแนนทุกอย่างเท่ากัน คะแนนวิชาประวัติศาสตร์จะถูกใช้เป็นตัวตัดสิน

      อันดับเก้าและสิบเป็นด้านวิทยาศาสตร์ คือ Mathematical sciences และ . Physical sciences  

 

 

เมื่อขั้นตอนในการแสวงหาความรู้และปริญญา เป็นการลงทุนด้วย ‘ตัวเอง’ ของเยาวชน การคำนึงถึงคุณค่าของวิชา การสร้างตัวตนจากอาชีพ และการนำความรู้ความสามารถมาสร้างประโยชน์ให้สังคม จึงมาจากมุมมองที่แตกต่างจากการ ‘ถูกประคอง’ และการศึกษาที่ ‘ถูกป้อน’ ให้เป็นไปตามค่านิยม ให้คุณวุฒิเป็นเพียงใบปริญญาที่ไม่ต้องพะวงว่าจะใช้ความรู้สร้างประโยชน์แก่ตนเอง หรือตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศชาติ

 

 

 

 

การฉลองความสำเร็จ เมื่อฝ่าฟันจนจบการศึกษาในสามปี ด้วยการส่งเสียตนเอง และการเตรียมตัวแบกภาระหนี้สินใช้เงินทุนเมื่อมีงานทำ  จึงให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป จนนักศึกษาจำนวนมากไม่ใส่ใจเสียค่าใช้จ่ายเติม ‘หนี้ก้อนสุดท้าย’ เพียงเพื่อไปรับใบปริญญา แต่เลือกรอรับทางไปรษณีย์แทน

 

 

 

 

 

 

ส่วนผู้ที่ร่วมพิธีสามารถแต่งตัวตามสะดวกภายใต้เสื้อครุย ในพิธีการที่เรียบง่าย และไร้ความสิ้นเปลืองเกินจำเป็นเรื่องดอกไม้ใบหญ้า

ด้วยศักดิ์และสิทธิ์ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถ อยู่นอกเหนือภาพผิวเผินภายนอก

 

 

 

ตราบใดที่การศึกษาต่อนอกประเทศ ยังอยู่ในความนิยมและเป็นค่านิยมของสังคมไทย 

ทั้งที่ทุกแห่งในโลกมีสิ่งดี เลว และมีเหตุแห่งที่มา 

ก็เป็นเรื่องน่าสนใจว่านักศึกษาต่างชาติ สามารถได้รับประโยชน์เต็มมูลค่าของเวลาและเงินจำนวนมหาศาลที่ลงทุนมาอยู่ต่างแดน  ได้เห็นส่วนที่เป็นประโยชน์ของวิธีคิด การใช้ชีวิต วัฒนธรรมที่แตกต่าง แล้วเลือก ‘คว้า’ สิ่งที่ถูกต้องกลับประเทศชาติ

หรือหยิบเพียงแค่กระดาษใบบางเบาติดตัวกลับบ้าน

 


 

* * * * * * * * *

 

 

Reference:

ข้อมูลอันดับอาชีพจาก Higher Education Statistics Agency (ข้อมูลฉบับเต็ม www.hesa.ac.uk )

UCAS: How to manage your money

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
BlueHill วันที่ : 26/09/2012 เวลา : 09.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

อาชีพเกษตรกรได้รับการยกย่องและสนับสนุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ส่วนบ้านเราอย่างที่ทราบกัน ชาวนาปลูกข้่าวเลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่กลับแทบไม่มีใครหล่อเลี้ยงชาวนา ในความหมายของการไม่ไำด้รับความเสมอภาคด้านการประกอบอาชีพและการกระจายรายได้

หรือประเทศเรามีทรัพยากรฟุ่มเฟือยมากเกินไป ไม่ขาดแคลน จึงมองข้ามอาชีพนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
driftworm วันที่ : 24/09/2012 เวลา : 20.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ผมเอาชื่อท่านกับความคิดเห็นของท่านไปอ้างใช้เสียมากมาย
ที่นี่ครับ
http://www.oknation.net/blog/driftway/2012/09/22/entry-2
ถ้าไม่ถูกต้องอย่งไร กัดหนอนเลย

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
su วันที่ : 23/09/2012 เวลา : 11.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest

ผมโหวตให้กับบทความนี้ เชื่อว่าคนไทยส่วนใหย๋ไม่เคยรับข้อมูลข่าสารอย่างนี้เลย ดีมากครับ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
rattiya วันที่ : 23/09/2012 เวลา : 00.12 น.

เห็นด้วยกับข้อความนี้ค่ะ
"ความฟุ้งเฟ้อกับของฟุ่มเฟือยในวัยเรียนแทบไม่มีเพราะเกินกำลัง แม้ความอยากได้ใคร่มีจะคงอยู่ประสาวัยรุ่นทั่วไป นักศึกษาที่ก้าวสู่มหาวิทยาลัยแม้แค่ขั้นปริญญาตรี จึงมีความสามารถในการจัดการชีวิตตนเองโดยเฉพาะการเอาตัวรอดและดูแลตัวเองสูงกว่านักเรียนต่างชาติ ที่มีวัฒนธรรมการเลี้ยงดูแตกต่างกันคนละขั้วอย่างประเทศแถบเอเชีย"
ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 22/09/2012 เวลา : 18.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

เขียนได้ดีมากค่ะ ครูอ่านแล้ว อ่านทุกตัวอักษร

ให้แง่คิด แก่คนเป็นครูมากทีเดียวค่ะ ขอบคุณ

มากกนะคะ สำหรับบทความดีๆ เช่นนี้

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
driftworm วันที่ : 22/09/2012 เวลา : 14.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

หนอนจะเป็นผู้อำนวยการสถานีประเภท ติ๊สท์แตก นะจ๊ะ
(ติ๊สท์แตก หมายถึง ออกแนว artist จ๋าจน over)

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
driftworm วันที่ : 22/09/2012 เวลา : 14.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่ะ ไพร้ซ์วอเต้อร์เฮาส์ มีสาขาในกรุงเทพฯ นะ
แต่ คูเป้อร์แอนด์ลีแบร๊นท์ นี่ไม่แน่ใจ

เมื่อยี่สิบปีก่อน ทำรายงานประจำปี (annual report) ประเภทแข่งกันให้หน้าตาดูดี เป็นสาธุชน มีเงินถัง น่ะ
(ตอนนั้น ศัพท์ประชาสัมพันธ์ว่า CSR ยังไม่มี)
เลยได้ดูรายงานผู้สอบบัญชีบ่อย บางราย หมายเหตุท้ายงบดุลยาวกว่าตัวรายงานซะอีก
.

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
SW19 วันที่ : 22/09/2012 เวลา : 00.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ rattiya

ก่อนอื่น... ต้องช่วยกันลุ้นให้คุณหนอนรับเป็นนายสถานี เพราะ Lotto จากทางนี้ซื้อแล้ว

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
SW19 วันที่ : 22/09/2012 เวลา : 00.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณ NN1234

-ขณะนี้ที่นี่ ปลายกันยายน ต่อตุลาคม คือ ช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ของมหาวิทยาลัย จึงมีข้อมูลที่น่าสนใจให้รู้มากมายที่เกี่ยวข้องกับปีการศึกษาแรกที่ค่าเรียนต่อปี ขึ้นจากสามพันเศษเป็น เก้าพัน เดิมทีใช้ค่าเรียนเก้าพันได้จนจบในสามปี มาตอนนี้มันสาหัส

ตัวเลขบอกว่า การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยลดลง ๗.๙ เปอร์เซนต์ เด็กที่ได้ที่เรียนประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ยกเลิก ไม่เอาละ

ไม่ใช่ไม่รักเรียน แต่เมื่อค่าเรียนแพง ต้องส่งตัวเอง ไม่ใช่อย่างที่คุณหนอนเล่าว่าเข้าไปแล้วก็ช่างมันรอสี่ปีจบออกมา แบบไม่สนใจว่าไม่ใช่เงินตัวเองหา (หน้าที่พ่อแม่ส่งเสีย ฯลฯ ก็ว่ากันไป ล้วนเป็นทัศนคติที่น่ากลัว )

ที่น่าสนใจที่เพิ่งอ่านจากนิตยสารแจกฟรีขณะกลับมาเมื่อครู่ เด็กสาว (Holly Sims อายุ 20) เป็นตัวอย่างที่ดี หนูคนนี้ บอกว่า ถ้าต้องการเรียนวิชา ที่เป็น Technical subjects (แบบคุณ) เช่น แพทย์ กฎหมาย วิศวกรรม ก็ต้องลงทุนไปมหาวิทยาลัย แต่ถ้าแบบตัวเด็กคนนี้ คือ เรียนบัญชี - - มันไม่ต้อง ก็เลยเลือกออกจากโรงเรียนไปเริ่มเข้าฝึกงานในโครงการ school – leavers (คือคำเรียกเด็กออกจากโรงเรียน/เลิกเรียน )ของ PricewaterhouseCoopers ที่ก็ขึ้นชื่อน่ะนะ ตอนนี้อายุแค่นี้ ซื้อรถ ซื้อบ้านแล้ว กำลังเก็บเงินแต่งงาน และ “ไม่ติดหนี้เงินกู้เรียน”

ยังมีอีกหลายตัวอย่าง ที่เด็กเหล่านี้ตั้งประเด็นว่า University was never really an option. คือมหาวิทยาลัยไม่เคยอยู่ในสมองเลย

ประเด็นที่เขียนคือ เด็กเหล่านี้ ยัง “เด็ก” จริงๆ แต่ยังรู้จักคิด แยกแยะว่ามหาวิทยาลัยเป็นทางเลือกที่แท้จริง? ที่เหมาะกับตัวเองทั้งความต้องการและเศรษฐกิจส่วนตัว?

แล้วกลับมาดูในสังคมไทย คำแนะนำไปในทางข้างหน้าก็ไม่มี แถมยังมีแต่ค่านิยมที่สร้างกรงขังให้เด็กติดอยู่กับความคาดหวังที่ไม่ productive กับตัวเด็กและสังคม

ถ้าเรายังทะเลาะกันแต่กับปัญหาเฉพาะหน้า ในเรื่องไม่กี่เรื่อง โดยไม่มีเวลาวางแผนระยะยาวในเรื่องต่างๆ อีกมากมาย เรามีแค่เวลาที่ต้องส่องกับปัญหาที่มาจากนักการเมือง การเมืองเพื่อตัวกู ที่ไม่ใช่เพื่อส่วนรวม เราก็ต้องวนเวียนแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปอีกหลายชั่วอายุคน

สำหรับระบบการศึกษาไทย – ล้มเหลวหรือไม่ ก็แล้วแต่มุมมองของเป้าหมาย สำหรับเรามองเข้าไป เห็นผลของเด็กที่ได้ออกมาแบบนี้ ทัศนคติแบบนี้ มันก็เหมือนล้มเหลว

ซึ่งทัศนคติอันเป็นกรอบให้เด็กคิด และออกมาเป็นแบบนี้ ที่ปลูกฝังกันมาจนเราชินเสียแล้วต่างหากที่ยิ่งน่ากลัว และเป็นตัวทำลายอนาคตของชาติไปเรื่อยๆ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
rattiya วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 19.09 น.

ยังอ่านไม่จบเเต่มีนัดกับหมอ.....เเล้วจะกลับเข้ามาอ่านใหม่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
rattiya วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 19.06 น.

ชอบข้อความ
ความคิดเห็นที่ 12 SW19 ที่ตอบคุณหนอน
"พรรคประชาสมเพท ดีไหม
อย่ากระนั้นเลย ถูก Lotto มาตั้งสถานีโทรทัศน์กันดีกว่า จะได้ล่อมันทุกพรรค
ทำหน้าที่สื่อ ที่สื่อไม่ทำ
ทำหน้าที่ตรวจสอบที่ฝ่ายค้านไม่ทำ
ยกให้คุณหนอนเป็นผู้อำนวยการสถานีเลย"

ตั้งสถานีโทรทัศน์เมื่อไรบอกด้วยค่ะ จะตามดู
ทุกรายการค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
NN1234 วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 17.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

เพิ่งจบจากภาระงานที่แทบจะแยกตัวตนออกเป็นชิ้นๆ เมื่อหลุดออกจากที่ทำงาน

ผมเคยแนะนำให้ผู้ปกครองบางคนแยกลูกของตัวเองออกไปเรียนสายอาชีพแล้วไปประกอบอาชีพ ผมถือว่าผมแนะนำไป 2 คนและก็ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้ง 2 คน ด้วยประเด็นที่เราต้องถามนิยามแรกของพวกเขาว่า คุณต้องการให้อะไรเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ(ลูก)? และ นิยามของความสุข ในเมื่อ(เงื่อนไข)คือ ผลการเรียนของลูกไม่ได้ดีชนิดอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของเด็กทั่วไป
สุดท้ายก็มองเห็นทั้งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของครอบครัวและเด็กทั้งสองคน

หากเรา(คนไทย)ไม่หลงประเด็น(การเรียน)จนเกินไปก็น่าจะไม่ต้องลงทุนในการเรียนการศึกษาของเด็กๆ จนมากเกินไป บางครอบครัวยิ่งสูงมากๆ เพียงขอให้เด็กๆ ได้เลือกก็ "จัดให้-จัดเต็ม"

หากเข้าใจอย่างนี้ ผมก็เชื่อว่าจะแก้คำครหาที่มีคนมักกล่าวว่า "ระบบการศึกษาของไทยล้มเหลว" ครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
SW19 วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 16.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณหนอน

พรรคประชาสมเพท ดีไหม


อย่ากระนั้นเลย ถูก Lotto มาตั้งสถานีโทรทัศน์กันดีกว่า จะได้ล่อมันทุกพรรค
ทำหน้าที่สื่อ ที่สื่อไม่ทำ
ทำหน้าที่ตรวจสอบที่ฝ่ายค้านไม่ทำ
ยกให้คุณหนอนเป็นผู้อำนวยการสถานีเลย


เดี๋ยวกลับมาคุยใหม่ เขียนไม่ทัน ต้องไปข้างนอกก่อน

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
SW19 วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณอุ๋มที่รัก

มีเรื่องเล่ากลับบ้าง

เพิ่งได้ยินไม่นานมานี้ เรื่อง “เด็กไทย” สามคน หาที่เรียนต่อปริญญาโท ไม่เลือกเลยว่ามหาวิทยาลัยไหน ระดับไหน ทำเลไหน ถูกแพงแค่ไหน ขออย่างเดียวให้รับทั้งสามคนที่เดียวกัน และอพยพมาหาบ้านเช่าด้วยกัน ทำอาหารไทยกินกัน พูดไทยด้วยกัน ไม่คบนักเรียน local

มีคนรุ่นเดียวกับเขานั่นแหละ ถามไปว่าที่ว่า อยากจะมาเรียนปริญญาโทเมืองนอก เอาประสบการณ์ต่างแดน ฝึกพูดภาษา แล้วทำอย่างนี้จะได้อะไร ภาษาดีขึ้นไหม

เขาตอบว่า ก่อนไปเรียนเปิด Google แปล (ถูกๆ ผิดๆ และเพี้ยนตามสไตล์ Google) แล้วก็พอกล้อมแกล้มในชั้นเดียวได้ ไม่ต้องพูดมาก แต่ทั้งนี้ “ไม่สน” เพราะว่าได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนนอกแล้ว กลับไปหางานทำง่ายขึ้นเป็นกอง .. พอแล้ว ที่อยากได้

ได้ยินเรื่องเขาเท่านี้ ก็ไม่รู้ว่าล่าสุด จบไหม หรือกลับไปหรือยัง

..
..


คุณแม่หมี

วิธีการของต่างที่ยากที่จะลงตัวถูกใจกับต่างบ้านต่างเมืองแน่นอน
แต่ว่าถ้าหลักการมันสร้างคนให้ดีได้ มันก็คุ้มค่าหาทางปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและวัฒนธรรมของแต่ละที่

ครูใหญ่โรงเรียนสอนภาษา เล่าว่า เด็กเอเชีย ไทย จีน เป็นตลาดที่น่าจับมาก เงินแยะ ไม่อั้น หาที่อยู่ก็ต้องดีที่สุด ไม่ต้องเดินไกล แต่ต้องประคองแทบอุ้ม เพราะตัดสินใจไม่ได้ ทำอะไรเองไม่ได้ ขนาดระดับโตจบมหาวิทยาลัยแล้ว

เรื่องบัตร NI นั้น ใครมา UK แล้วคิดจะทำงาน ต้องมี แม้เป็นนักเรียนต่างชาติ ที่ทำงานน้อยชั่วโมงไม่เข้าข่ายเสียภาษี เพราะนายจ้างต้องแจ้งรายการเงินได้ ว่าจ้าง และภาษีส่วนของนายจ้างให้ถูกต้อง คุณแม่หมีคงเดาได้ว่าพวกร้านอาหารชาติไหนที่นักเรียนชอบไปขอทำงาน ไม่ชอบมี NI ไม่ชอบแจ้งอะไรทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
SW19 วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 16.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณสิงห์นอกระบบ

ทัศนคติหรือค่านิยม มาแรงจนนำหน้าความคิดว่าเรียนแล้วไปทำอะไร

น่าเสียดายที่เกิดขึ้นแม้เด็กเก่ง เพิ่งพบเด็กจบเภสัชศาสตร์ ที่เข้าไปเรียนเพราะคะแนนสอบได้ (ก็คงต้องสูงเพราะน่าจะอยู่ในพวกวิทยาศาสตร์การแพทย์) เด็กไม่อยากทำร้านขายยา เพราะไปไหนไม่ได้ ไม่อยากไปทำงานโรงพยาบาล เลยคิดจะเปลี่ยนไปเรียนปริญญาโทสายธุรกิจ
ได้แต่เสียดายเวลาของเด็ก เงินส่งเสียของพ่อแม่ งบประมาณของแผ่นดิน สิ่งที่สูญเปล่าไปโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมเลย

..
..

คุณผจญ

โรงเรียนที่นี่เรียนฟรี การเรียนมีทั้งในห้องเรียน และการออกไปเรียนตามพิพิธภัณฑ์และสถานที่ต่างๆ โรงเรียนเก็บเงินค่าเดินทางเพราะแบกรับไม่ไหว แต่เด็กคนไหนจ่ายไม่ได้ ก็ไม่ต้องจ่าย ไม่มีการกันออกไปจากทริป การเรียนพิเศษไม่มีความจำเป็น เวลาที่เหลือคือการเล่นกีฬา

การวัดผลของเด็กเป็นระยะ (ทีละหลายปีเหมือนกัน) ว่าผลการเรียนดีเลวอย่างไร แล้วมาอัดกันที่หลักสูตร ที่รัฐบาล ที่ต้องแก้ให้เด็กมีพัฒนาการ เช่น ช่วงสิบปีที่แล้ว รัฐบาลเก่าไม่บังคับการเรียนภาษาต่างชาติ เด็กก็ไม่สนใจเรียน ก็มาพิจารณากันว่าปล่อยไว้ไม่ได้ พอตอนนี้มีการบังคับ เด็กกลับมาเรียนมากขึ้นเป็นผลดีต่อเด็กและตลาดแรงงาน และชาติในที่สุด

ธุรกิจการสอนพิเศษก็ไม่เฟื่องฟู ด้วยหลักอุปสงค์อุปทาน เพราะเด็กบริทิช “พอเพียงแล้ว” ในโรงเรียน และเมื่อเรียนฟรี มีหรือพ่อแม่จะไปเสียเงินเพิ่ม อยากได้อะไร ก็ให้โรงเรียนนั่นแหละจัดให้มีในเวลาที่เรียนปกติ ถ้าหลักสูตรมันดีอยู่แล้วการเรียนพิเศษไม่ได้ช่วยอะไร การติวเพิ่มมีอยู่แล้วในโรงเรียนนั่นแหละถ้าเด็กคนไหนมีปัญหาเรียนไม่ทัน ไม่ใช่ไปเรียนกวดวิชา

การกวดวิชาเรียกว่าไป Cram มีโรงเรียนประเภทนี้บ้าง เอาไว้ให้ลูกคนรวยที่เรียนไม่ทัน หรือเด็กต่างชาติ เปิดเป็นโรงเรียนเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อให้เรียนแล้วไปสอบเทียบประมาณนั้น เดินผ่าน เห็นแต่ผิวเหลือง หัวดำ ทั้งนั้นแหละ

ขอบคุณที่คุณผจญแวะมา

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
driftworm วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

อ่นแต่ต้นจนจบ มันก็ต่างกับระบบของไทยตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนกัน
แม้จะเอาระบบเขามาใช้ แม้จะมีแผนการศึกษาที่ฝรั่งอังกฤษมาเป็นที่ปรึกษากระทรวงฯ
มีเรื่องให้เปรียบเทียบเชิงตำหนิของไทยเราตลอดแผนการศึกษาตั้งแต่ต้นจนจบ

เพราะค่านิยมที่ฝังลึกกว่าและเป็นพิษแทรกซึมทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นระบบ เป็นโครงคิดที่ดีแค่ไหนที่รับเอามากี่ชุดกี่หนก็ตาม
คือค่านิยม เจ้าคนนายคน เจ้าขุนมูลนาย อำนาจวาสนา อภิสิทธิ์ชน
ทำให้ตะกายกันให้ได้ปริญญาตรี ไม่งั้นตกงาน หรือเป็นคนชั้นล่างในสังคม
ทั้งที่กว่าครึ่งของนักศึกษาปริญญาตรีตอนนี้ ความสามารถในการคิด การอ่าน ทักษะชีวิต ไม่ถึง
ทั้งหมดคือการตะกาย คว้าจับพออยู่มือแล้ว ไม่ว่าจะด้วยทรัพย์สินอะไรของพ่อแม่ ฯลฯ จากนั้นก็ปล่อยให้เวลามีันเดินไปจนครบสี่ปี
ใช่ ให้เวลามันเดินไปเอง ครบสี่ปีก็จบเอง
แล้วออกมาสู่ตลาดแรงงานด้วยค่านิยมเดิม ๆ นิสัยเดิม ๆ ที่โตมา
อันนี้ หนอนไม่ได้อารมณ์ค้างนะ มีข้อมูลชนิด "ทันการณ์" อั้พเดท จากเพื่อนที่สอนอยู่มหา'ลัย
ท่าทีของนักศึกษาทั้งสังคมเป็นแบบนี้ มีผลถึงผู้สอนที่ความตั้งใจให้ของดีดีเริ่มฝ่อลงไปเรื่อย ๆ จนที่สุดก็จมในวงจรข้าราชการที่รอวันเกษียณ
มันเป็นวงจรที่กัดกินไปทุกองคาพยพ ทุกระบบ
สมน้ำหน้าประเทศไทย เอ๊ย สงสารประเทศไทย วิบากกรรมที่ยาวนาน

คุณ SW19 มาตั้งพรรคการเมืองกันมั้ย จะได้ลุยให้ได้สมใจแบบแม้ว
ไทยมันไม่ใช่ประเทศที่นั่งเป็นใหญ่ได้ด้วยอุดมการ แต่ด้วยกลไกกรรมวิธีต่างหาก

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
แม่หมี วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 11.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านเรื่องราวระบบการศึกษาของเขากับของเรา

มันแตกต่างกันดีในบางเรื่อง แต่ก้ไม่ได้ถูกใจไปทุกเรื่อง

แบบไทยๆก็เลี้ยงดูแบบประคับประคอง

แต่ชอบที่สุดคือ....

"...ประโยชน์พื้นฐานของบัตร คือ ฝังความรับผิดชอบเรื่องการเสียภาษีให้เป็นที่คุ้นเคยตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน...."

อันนี้บ้านเราต้องแก้ไขอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 09.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

อรุณสวัสดิ์ค่ะ อ่านจบแล้วขอลอกกวีบทนี้มาเม้นท์แล้วกันนะคะ
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว...
บางทีก้อเศร้าใจกับการศึกษาไทยค่ะ นับวันเรายิ่งเรียนแบบแตะๆ เรียนแบบเป็ด เด็กไม่มีความลึกซึ้งในอะไรเลย...

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
พาจรดอทคอม วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 07.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pajondotcom
Pajondotcom

เป็นข้อมูลที่ดีครับ เพราะการศึกษาในแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันจริงๆครับ..ตอนนี้ผมพยายามนำเพื่อนฝูงที่เป้นฝรั่งมาสอนฝึกพูดภาอังกฤษในที่ทำงานผม เพราะภูเก็ตเป็นจังหวัดนานาชาติ แต่มีผู้สนใจน้อยมาก ฝรั่งทุกคน ทั้ง ๖ คนมีจิตอาสาอยากช่วย..คนไทยเป็นประเทศที่มีความภูมิใจในเอกราช ไม่ยอมรับกับภาษาสื่อสาร อีก ๓ ปีข้างหน้าเราเปิดอาเซี่ยน..กระทรวงศึกษาไทยยังงมโข่งอยู่เลย...และคำถามที่ผมอยากจะรู้มานานว่า ในต่างประเทศเขาส่งเสริมให้บุตรหลานเรียนพิเศษเหมือนประเทศไทยมั้ยครับ..ดดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะทำให้เวลาครอบครัวหายไป.....หรือผมเห็นแก่ตัวที่เพื่อนบ้านทันสมัย ไอ้เราล้าหลัง.....การเรียนพิเศษของเด็กๆที่บ้านคือ..ไปเยี่ยมญาติ..ก่อไฟเตาถ่าน...ไปเวียนเทียนในวันสำคัญทางพุทธศาสนา....รู้จักอยู่ร่วมในสังคม ไม่หยิ่งยะโส.....ฝึกพูดภาษาอังกฤษ แม้จะไม่ถูกไวยกรณ์นัก แต่ก็อยากจะเริ่มต้น......เหล่านี้ คือผมคิดเอง..เพราะเชื่อว่าตัวพ่อมีความพิเศษอยู่พอสมควร.....ขอตัวไปทำงานก่อนครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 05.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

โหวตครับ

สังคมไทยโดยรวมยังยึดติดค่านิยมให้เรียนสูงสูงเพื่อจะได้เป็นเจ้าคนนายคนครับ จบ ม.ปลายก็ต้องต่อมหาวิทยาลัย

ระบบการแนะแนวของบ้านเราก็แย่มากครับ ไม่ได้ช่วยเด็กเด็กเลย

ผมไม่มีญาติพี่น้องที่จะปรึกษาในการเข้ามหาวิทยาลัย เลือกสอบเข้าโดยดูคะแนนที่คิดว่าน่าจะเข้าได้ สอบได้แล้วไม่ชอบ เสียเวลาที่เรียนไป 1 ปี สอบใหม่

ที่สำคัญคือ สังคมไทยยังสอนให้เด็กรับผิดชอบน้อยไปครับ เงินกู้ กยศ. จึงได้คืนมาน้อยมาก เพราะเด็กที่กู้ไม่ได้สนใจจะคืน ไม่ได้ถือเป็นหน้าที่ที่จะใช้คืน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
SW19 วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 05.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

คุณหนอน คุณ hayyana

ตอนที่คิดเอามาเล่าสู่กันฟัง เกิดความรู้สึกว่า เออ นะ
๑)เด็กต่างชาติ (ชาติไหนก็ไม่รู้) เวลามาเรียนใน UK ทำไม้ ทำไม ทุนสูงกว่าความตั้งใจจัง
๒)ประเทศพื้นเพเกษตรกรรมอย่างไทย อาชีพทางเกษตรกรรมมันยอดนิยมอย่าง UK ไหม การเลือกอาชีพมันอิงอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง
๓) การรับปริญญาอย่างสิ้นเปลือง มันให้อนาคตอย่างไรบ้าง พบเจอเด็กจำนวนมาก ที่จบปริญญาสาขานี้ .. นั้น.. จากเมืองไทย แค่เพราะไม่รู้จะเรียนอะไร (เรียนจบแล้วคิดจะเอาไปทำอะไรมั้ย .. ก็เห็นว่าไม่) ที่มาเรียนต่อในสาขานี้ .. นั้น .. ก็เพราะเขาเรียนกัน คิดว่าจะเอาไปทำประโยชน์อะไรไหม .. ก็ยังไม่รู้

การรับปริญญาในตัวเอง มีคุณค่าที่ไม่ปฏิเสธ แต่คุณค่าที่ว่าจะจับต้องได้ไม่รู้ซักแค่ไหน

ก็คัน..
..
..

เรื่องเด็กเอเชียจะกลับไปดูพ่อแม่ไหม ที่ได้ยินในของจริง ก็ไม่เท่าไหร่
เด็ก UK ต่างหาก ที่กลับไปอยู่กับพ่อแม่มากขึ้น .. ไม่ใช่ว่าจะไปดูแลนะ มันประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าเช่าบ้าน ค่าคนเลี้ยงลูกต่างหาก

คุณ hayyana ไม่โดดเดี่ยวหรอกที่ไม่ไปรับปริญญา

..
..


สวัสดีเช้าวันศุกร์ คุณปวิภา

รูปอาหารน่าทาน ทำให้คนกำลังจะไปนอนอย่าง SW19 ตาโตและท้องร้องด้วยความตะกละ เลยไม่รู้ว่าจะอย่างไร (และไม่กล้าจะเคือง) นอกจากขอบคุณ

การศึกษา มีประเด็นให้ครุ่นคิดเสมอมา จะคิดต่างหรือคิดตาม ขอให้คิดถึงประโยชน์ที่ได้กับตัวตนเป็นสำคัญ โดยมีประเทศชาติในจิตสำนึก
เมื่อนั้นย่อมเกิดประโยชน์แน่นอน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ปวิภา วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 04.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 


...สำคัญนะคะ...ระบบกับการใช้ระบบที่ยาวนาน...
บางคนเห็นตามบางคนเห็นต่าง...
...การศึกษา...คำนี้...ความคิดต่างและความคิดตามก็ล้วนมากมาย
...สวัสดีเช้าวันศุกร์ค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
hayyana วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 02.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

อ่านจบแล้ว แต่ง่วง ไว้มาดูอีกที่ครับ
แต่งานรับปริญญาไทยนี่อลังการสุดๆแล้ว จ้างช่างภาพมาแทบจะทุกคนเลย
ผมไม่ได้ต่อต้านอะไร บางคนครอบครัวมีได้ปริญญามาคนหนึ่งก็ภูมิใจ
แต่ตอนผมจบผมเป็นคนเดียวในรุ่นที่ไม่ติดธุระอะไรแต่เลือกที่จะ
ไม่เข้าพิธีรับปริญญา ด้วยเหตุผลที่ว่าผมยังไม่เคยทำอะไรที่น่าภูมิใจเลย ก็แค่เรียนจบ
ที่สำคัญคือขี้เกียจเข้าแถว และคาดว่าจะลดภาระความเหนื่อยของเจ้าแผ่นดินไปได้หนึ่งแรง

เด็กเอเซียน่าจะเหมาะกับอยู่กับผู้ปกครองเพราะเป็นวัฒนธรรมที่ไม่เน้นปัจเจก
ผู้ปกครองสามารถยันโครมได้ถ้าดันขี้เกียจเรียนหนังสือ
ขณะที่ผู้ปกครองจะสนับสนุนให้เรียนจนสุดความสามารถ
ภาระผูกพันธ์นี้ยาวไปจนถึงแก่เฒ่าเพราะลูกหลานก็จะกลับมาเลี้ยงดูผู้ปกครองภายหลัง
ซึ่งค่อนข้างจะต่างกับฝรั่งโดยสิ้นเชิง

ว่าจะไม่เขียนอะไรแล้วเชียว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
driftworm วันที่ : 21/09/2012 เวลา : 02.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

โอ๊ะ ยังไม่มีใครเขียนความเห็น รึ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน