• เนชั่นบันเทิง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-07-23
  • จำนวนเรื่อง : 1090
  • จำนวนผู้ชม : 1145656
  • ส่ง msg :
  • โหวต 201 คน
สำนักข่าวบันเทิงเนชั่น
สุดยอดข่าวฮิตประเด็นร้อน เกาะติดสถานการณ์บันเทิง ศิลปะ วัฒนธรรม สังคมแบบ NENA ! Wow ผลิตโดยสำนักข่าวบันเทิง ศิลปวัฒนธรรมเนชั่น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/NENA
วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม 2551
Posted by เนชั่นบันเทิง , ผู้อ่าน : 958 , 20:00:50 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

  “อะไรก็ตามที่รู้สึกว่าดีมันก็คือดี อะไรก็ตามที่รู้สึกว่าสวยงาม มันก็คือความสวยงาม และอะไรก็ตามที่ทำให้เราชื่นชมยินดี มีปิติสุข นั่นก็คือ ความจริง ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นบรรทัดฐานของเราเอง อย่าให้ความเห็นของคนอื่นนั้นมารบกวนจิตใจเรา” โอโช
 ...................................

 หลายคนอาจเคยคุ้นหน้าคุ้นตา และเคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาแล้วกับเรื่องราวของบ้านดิน การเก็บเมล็ดพันธุ์พืช  แต่จริงๆ แล้วชีวิตของโจน จันได มีอีกหลากหลายมิติที่ลึกซึ้งและน่าสนใจ   ไม่นานมานี้ทางกลุ่มจิตวิวัฒน์ ได้เชิญผู้ชายติดดินคนนี้มาบอกเล่าถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเขา...ในวันที่โลกซับซ้อนมากขึ้น ภาวะโลก  ระส่ำระสายเพราะขาดแคลนอาหาร ตลาดหุ้นปั่นราคากันวุ่นวาย ราคาน้ำมันที่ผันผวน อากาศที่แปรปรวน มนุษย์กำลังเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น...แต่ในสภาวะเช่นนี้เขาจะมาเล่าให้ฟังว่า...เราจะมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ ได้อย่างไร

ออกจากความกลัว
 ตามประสาของเด็กต่างจังหวัด เกิดที่ยโสธร โจนบอกว่า เขาก็เหมือนกับคนอีสานทั่วไปที่รู้สึกด้อยและรู้สึกต่ำต้อยกว่าคนอื่น กลัวสังคมไม่ยอมรับ อายและกลัวที่จะพูดภาษากลาง เพราะกลัวพูดผิด หรือแม้แต่จะไปหางานทำก็ยังไม่กล้าเดินเข้าไปในออฟฟิคเพราะกลัว  ดังนั้นสิ่งที่เขาอยากจะจัดการกับตัวเองมากที่สุด นั่นก็คือ ความกลัว 
 “ถ้าจัดการกับความกลัวไม่ได้ ผมจะทำอะไรไม่ได้ ตายดีกว่า แล้ววันหนึ่งก็มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตว่า การเผชิญกับความกลัวทำให้ผมเรียนรู้จักตัวเอง”  เขายกตัวอย่างถึงสมัยที่เรียนรามฯ ใส่เสื้อผ้าขาดๆ คนก็หัวเราะเย้ยหยัน เขารู้สึกด้อย แต่แทนที่จะทำตัวให้เด่นให้ดีขึ้น เขากลับทำให้ด้อยลงไป เพื่อให้มีแรงกระทบมากขึ้นเพื่อที่จะได้รู้สึกธรรมดากับมัน
 “มันช่วยได้มาก เพราะคนจะเริ่มเย้ยหยันถากถางอยู่เรื่อยๆ ทำให้ผมตลกไปกับเสียงเย้ยหยันได้”
 นอกจากนั้นเขาทดลองไปอยู่ป่าคนเดียวโดยไม่มีเงิน ทั้งๆ ที่กลัวแต่ก็ต้องเผชิญกับมัน โดยเก็บเฟิร์น กินหน่อไม้ กินเห็ด ผักป่า ไม่มีข้าวกินอยู่อย่างนั้นประมาณเดือนสองเดือน
 “ตอนแรกเพลียไม่มีแรง แต่ช่วงหลังผมรู้สึกเป็นปกติ และทำงานหนักได้มาก ผมรู้สึกว่า อาหารหลัก 5หมู่อาจไม่จำเป็นสำหรับผม เพราะผักก็มีสารอาหารหลายอย่าง แต่ขอให้กินหลายๆ อย่าง อย่ากินอย่างเดียว ผมรู้สึกปกติดีมาก ต้องเผชิญไปทีละนิด อย่างตอนแรกอยู่คนเดียวจะเหงามาก ก็มาพิจารณาว่าความเหงาเกิดจากอะไร และเห็นว่า จริงๆ แล้วความเหงาเกิดจากความกลัว กลัวตัวเองจะไม่ได้อย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ มันอยู่ที่เราเอง เราเป็นเพื่อนของตัวเองก็ได้ โลกนี้ยังมีอะไรๆ สวยงามอีกมากมาย”

ทำความเข้าใจกับสรรพสิ่ง
 เมื่อก่อนเขาอาจจะหาทางออกด้วยการวิ่งหาสิ่งต่างๆ ไม่ว่าเพื่อน เพลง หนัง หรือทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อเบี่ยงเบนความรู้สึกของตัวเองออกไป แต่สุดท้ายก็พบว่าการเผชิญหน้าและทำความเข้าใจกับเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นต่างหากที่จะนำพาเขาออกจากสิ่งที่กักขังได้  รวมถึงการแสวงหาความเข้าใจอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาแทนที่จะแสวงหาเงินทอง
 “พอเริ่มเผชิญ ผมเริ่มเห็นความลับของชีวิตมากขึ้นๆ บางทีนั่งอ่านหนังสือ ง่วงนอนมากจนทนไม่ไหว ผมจะทนต่อไป ไม่เกินหนึ่งนาทีมันจะสว่างจ้าเลยเหมือนเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ใกล้ๆ เรานี่เอง แต่เรามองไม่เห็น เพราะไม่เคยเผชิญกับมัน”
 เช่นเดียวกับตัวอย่างตอนที่เขากลับบ้านเพื่อเกี่ยวข้าว เขาเล่าว่าเกี่ยวข้าวมันทั้งร้อนทั้งปวดหลัง คนอื่นจะเข้าร่มไปพักผ่อน แต่เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าทำต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เอาใจจดจ่อกับการกำ เกี่ยว ตัด แค่นี้ ปรากฏว่าไม่นานความรู้สึกร้อนและปวดหลังหายไป
 “ผมรู้สึกว่านี่เป็นมิติหนึ่งของชีวิตที่คนไม่ค่อยค้นพบกัน มหัศจรรย์มากแต่เพราะเราไม่เคยเผชิญ เราหนีตลอด ทำให้เราไม่เข้าใจมิติมหัศจรรย์ของชีวิต”
 
ความรัก ความผูกพัน
 นอกจากทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับบ้านดินและเมล็ดพันธุ์ โจนยังมีมุมมองเรื่องความรักและชีวิตคู่ที่ลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขามองว่า การแต่งงานนั้นไม่ใช่การครอบครอง และภรรยานั้นก็ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ 
 “ผมไม่มีความรู้สึกว่าได้ครอบครองชีวิตเขา แต่ผมจะเคารพนับถือเขาเหมือนเคารพนับถือตนเอง ค่อนข้างจะอิสระและเท่าเทียมกันให้ความเชื่อใจกัน”  โจนบอกว่า คนทั่วไปอาจจะเข้าใจยาก เพราะเป็นความผูกพันที่ไม่ยึดกับมัน มีความรักมีความผูกพันเคารพกันอยู่ เช่นเดียวกับที่เรารักลูกเหมือนชีวิตตัวเอง แต่เราไม่มีสิทธิ์ไปบงการชีวิตของลูก แต่มีหน้าที่ให้ความรู้ความสามารถกับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
 “ผมเคยคิดว่าทำไมเราถึงอยากให้คนอื่นมารัก จริงๆ แล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะคนอื่นมีใจของเขา ผมก็มีใจของผม เขาจะรักหรือไม่รักเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของผม สิ่งที่ผมทำได้คือ ผมรักคนอื่นได้ไหม เท่านั้นเอง ตั้งแต่นั้นมาผมรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้คนอื่นมารักผม เห็นใครน่ารักผมก็รักเขาเลย แต่ไม่ได้หมายถึงต้องครอบครอง แต่หมายถึงดีใจที่เห็นเขางดงาม”
 โจนเล่าย้อนไปถึงวัยเด็กในความผูกพันระหว่างเขาและพ่อ  ซึ่งทำให้เขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญมาก  เพราะลูกจะอยู่กับพ่อแม่ ตายายตลอดไม่เคยห่างกัน
 เขาเล่าว่า วันหนึ่งแม่ไปที่นา หาบตะกร้า ด้านหนึ่งเป็นกระติบข้าว อาหาร ด้านหนึ่งให้เขานั่ง เดินไปที่นาประมาณ 2 กิโลเมตรแต่เช้า แสงแดดส่องมา เขาเห็นเหงื่อแม่ออก เขาเศร้าใจมาก เขาอยากเดินเองแต่ตอนนั้นตัวก็เล็กเกินไปและเดินไม่ไหว
 “ผมรู้สึกถึงความรักที่แม่มีต่อผม เพราะแม่ต้องอดทนมาก   อย่างครั้งหนึ่งมีน้ำหลาก และสะพานขาด พ่อต้องเอาผมกับควายข้ามน้ำ พ่อเอาผมขี่คอ และว่ายน้ำจูงควายข้ามน้ำ น้ำไหลแรงน่ากลัวมาก ทั้งๆ ที่เปียกน้ำแต่ผมเห็นเหงื่อพ่อออกมันสะเทือนใจมาก”
 เขามองว่า นี่คือ ความรักที่เกิดจากความใกล้ชิด การได้สัมผัส ได้เห็นกัน ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขาเห็นจากครอบครัวของเพื่อนๆ ที่เลี้ยงลูกด้วยเงินตราและวัตถุ ความผูกพันเป็นเรื่องสำคัญแต่คนจะมองข้าม คนจะเห็นแก่ตัวแล้วอ้างว่าทำเพื่อลูก หาเงินให้ลูก แต่ถามว่าลูกต้องการเงินไหม โตขึ้นเขาอาจจะไม่ต้องการเลยด้วยซ้ำ
 “ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่จะมีเวลากับลูก สำคัญกว่าการให้เงินลูก เหมือนให้ยาพิษ เพราะเงินไม่ใช่ความรัก แต่เป็นสิ่งที่ทำลายลูก”

ความมั่นคงของชีวิต
 หากพูดถึงความมั่นคงในชีวิต เมื่อก่อนโจนก็ไม่ต่างจากคนอื่นที่อยากจะมีทุกสิ่งทุกอย่างมากๆ เพื่อให้รู้สึกมั่นคง  วันๆ นั่งขบคิดเรื่องเงินเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบันเขากลับไม่รู้สึกเช่นนั้นอีกต่อไป
 “ยิ่งมีน้อยผมยิ่งรู้สึกมั่นคงมากขึ้น”
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเห็นตรงข้ามว่า เงินไม่มีความมั่นคง เพราะค่าของเงินขึ้นลงตลอดเวลา ตอนนี้มนุษย์ไม่ได้ใช้เงินในฐานะวัตถุแลกเปลี่ยนอีกต่อไปแล้ว แต่ใช้ในการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน เราไม่สามารถควบคุมมันได้ โอกาสที่เงินจะพังทลายลงมามีมาก และอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เช่นเดียวกับที่เขายกตัวอย่างถึงเพื่อนชาวอาร์เจนติน่าของเขาที่มีพ่อเป็นข้าราชการ เก็บเงินสะสมมาตลอดชีวิต แต่พอเกษียณ เศรษฐกิจอาร์เจนตินาพัง เงินของเขาลดค่าลงมาแทบไม่เหลืออะไรเลย นี่จึงทำให้เห็นว่าเงินไม่ใช่ความมั่นคง 
 แต่สิ่งที่โจนมองว่ามั่นคงที่สุดในชีวิตคือ อาหาร ทุกวันนี้จึงสนใจสะสมอาหารมากกว่าสะสมเงิน
 “สะสมอาหารที่ดีที่สุดก็คือ การสะสมพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ สะสมเมล็ดพันธุ์  ผมฝันว่าใต้ดินที่ผมอยู่มีหัวเผือกหัวมันเต็มไปหมด บนพื้นดินมีผักมีหญ้าเต็มไปหมด บนต้นไม้มีผลไม้ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น หุ้นพัง เศรษฐกิจทรุด เงินพังทลาย เกิดสงคราม น้ำมันหมด ผมก็ยังกินอยู่สบาย นี่คือ ความมั่นคงจริงๆ ผมเลยไม่รู้สึกอยากจะสะสมเงิน ถ้ามีเงินแทนที่จะฝากธนาคาร ผมจะซื้อดิน ปลูกต้นไม้ สร้างดินให้อุดมสมบูรณ์ ฝากเงิน 1 แสนบาท มีค่าเหลือเท่าไหร่ ปลูกต้นไม้ 10 ต้น 10 ปี ต้นไม้มีมูลค่าเท่าไหร่ คิดดูแล้วเห็นความต่างชัดเจนมาก ฉะนั้นแทนที่จะสะสมเงิน เราสะสมทรัพยากร สะสมความอุดมสมบูรณ์ทางพืชพันธ์ธัญญาหาร ผมรู้สึกว่ามีความมั่นคงกว่า ผมเลยไม่มีความกังวลในชีวิตมาก”
 
เรียนจากชีวิตจริง
 ชีวิตของโจนไม่ได้จบมหาวิทยาลัยชั้นเลิศ ไม่เคยผ่านโรงเรียนนานาชาติหรู แต่ทุกวันนี้โจนสอนนักศึกษาต่างชาติที่มาเรียนรู้ชีวิตจริงจากบ้านดิน และพืชพันธุ์ของเขา จากประสบการณ์ชีวิตและการเรียนรู้จากการกระทำมาตลอด ทำให้โจนมีมุมมองเรื่องการศึกษาที่แตกต่าง
 “โรงเรียนเป็นแค่การเลียนแบบ ระบบการศึกษาเป็นการเลียนแบบความคิดของคนอื่น เราจำเขามาแต่ไม่เคยคิดเอง การเรียนที่ผมอยากให้ลูกคือ ต้องลงมือปฏิบัติจริง ทำความเข้าใจจากการกระทำจริง”
 โจนเห็นว่า การฝึกให้ลูกทำเป็นทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ใช้อะไร  กินอะไร ควรจะทำสิ่งนั้นเองเป็นทั้งหมด ถ้าเขาทำสิ่งพื้นฐานประจำวันได้ ไม่ว่าจะไปอยู่ตรงไหนเขาย่อมสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เอาไปปล่อยไว้กลางนิวยอร์ก เขาอาจจะไปทำงานในอู่รถ หรือขายอะไรก็ได้ แต่ถ้าลูกจบมหาวิทยาลัย จบปริญญาโทมา แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จะไปทำอะไรกิน เอาไปทิ้งไว้ในป่าจะอยู่อย่างไร  โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉะนั้นถ้าจะสร้างความมั่งคงให้ลูกต้องสร้างความสามารถให้ลูกให้มากที่สุด
 “ผมคิดว่าน่าจะคุ้มกว่าส่งไปเรียนมหาวิทยาลัย เพราะสิ่งที่เขารู้เข้าเห็นจะผูกพันเกี่ยวข้องกับชีวิตเขาไปตลอด แต่ถ้าผมเอาลูกเข้ามหาวิทยาลัยเสียเงินเป็นล้าน เสียเวลาเป็น 20 ปี ทำอะไรไม่ได้นอกจากขอเงิน ถ้าผมไม่ให้เขาเข้าโรงเรียนลูกผมจะเป็นคนธรรมดา แต่ถ้าให้เขาเข้าโรงเรียนลูกผมจะเป็นคนพิการ”  
 
การงานอันเบิกบาน
 เช่นเดียวกับเรื่องการทำงาน ทุกวันนี้ผู้คนทำงานกันมากขึ้น แต่กระนั้นดูเหมือนทั้งงานและเงินไม่ได้ทำให้คนเรามีความสุขมากขึ้น โจนยกตัวอย่างถึงชีวิตบ้านนอกของเขาว่า  คนในหมู่บ้านไม่มีใครทำงานถึง 8  ชั่วโมงต่อวัน ชีวิตมีเวลาว่างมาก ตกกลางคืนสาวๆ ก็ปั่นฝ้าย หลังกินข้าวเสร็จหนุ่มๆ ก็เป่าแคนเดินกันไปตามบ้านสาวๆ 
 เขาสังเกตเห็นว่าคนที่มีเวลา คือคนที่ได้อยู่กับตัวเอง ได้เห็นตัวเอง รู้ว่าตนเองต้องการความสุข ความงาม ความดี ทำให้คนสมัยก่อนสามารถจะถ่ายทอดความงามออกมาตามข้าวของเครื่องใช้ได้ เชี่ยนหมาก ก็จะแกะสลักอย่างสวยงาม ด้ามพร้าก็มีรูปเทวดาเต็มไปหมด ตะกร้าสานอย่างสวยงาม ทุกวันนี้เราเจริญก้าวหน้ามาก แต่ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย มีแต่พลาสติกเต็มไปหมด และทุกคนเริ่มใช้คำว่าไม่ว่าง
  “เราทำอะไรอยู่ ผมถามตัวเองว่า อยู่กรุงเทพ เราทำงานเพื่อใครกัน ทำ 8 ชั่วโมงแล้วไม่พอกิน ทำไปทำไม คิดมาก ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนหุ่นยนต์ ตื่นมาทำงาน กลับที่พักก็นอน กินเหล้าเมายาบ้างแล้วบอกตัวเองว่าเพื่อผ่อนคลาย แต่จริงๆ แล้วเพื่อมอมเมาตัวเองให้ลืมปัญหา ชีวิตไม่น่ายุ่งยากขนาดนี้ ในเมื่อคนเป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุดในโลก ทำไมถึงต้องทำงานมากกว่าสัตว์อื่น ผมเห็นนกบินเก็บหญ้าสองวันทำรังได้แล้ว แต่ทำไมคนใช้เวลา 30 ปี บางทีตลอดชีวิต ยังไม่มีสิทธิ์มีบ้านเลย”
 โจนเปรียบเทียบกับการที่เขาอยู่ที่ยโสธร เมื่อประมาณ 15ปีก่อน ทำนาปีละสองเดือน ทุกอย่างเหลือกินเหลือใช้ ปลูกผักวันละ 30นาที ซึ่งสามารถเลี้ยงคน 6 คนได้ มีผักทุกอย่างในสวน มะละกอ ถั่ว มะเขือ พริก ผักกาด ต้นหอม มีบ่อปลา 2-3บ่อ เขาบอกว่าไม่เคยซื้อของในตลาด นอกจากนั้นแม่ก็ยังมีโอกาสเก็บไปขายได้วันละร้อยบาท
 ชีวิตมันง่ายขึ้น แต่คนในหมู่บ้านของเขาเย็บหมอนตั้งแต่ตีสี่ถึงสี่ทุ่ม เพื่อหาเงินส่งงวดรถมอเตอร์ไซค์ ส่งงวดทีวี กินยาบ้าเพื่อทำงานให้ได้วันละ200บาท แล้วถือเงินนี้เดินเข้าไปตลาดเพื่อซื้อของ ซึ่งเงินจำนวนนี้แทบจะไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย
 “ผมถามเขาว่าทำงานมากกว่าวันละ 12 ชั่วโมง แทบจะไม่พอกิน ทำไมไม่มาทำอย่างผม ปลูกผักแค่นี้เหลืออยู่เหลือกิน เขาบอกว่ามันสบายกว่า ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าสบายกว่าอย่างไร”

ชีวิตที่ไม่ใช่ปัญหา
 โจนบอกว่า จริงๆ แล้วโลกไม่มีปัญหา โลกก็เป็นอย่างนี้ มีการฆ่าฟัน มีการแย่งชิง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นปกติ แต่ใจของเขาต่างหากที่เป็นปัญหา
 “พอคิดได้อย่างนี้ ก็เห็นว่าการมีชีวิตอยู่มันง่ายๆ อย่างนี้เอง ผมเลยสนุกกับการเผชิญชีวิต จากนั้นผมไม่เคยคิดเรื่องร่ำรวย คิดถึงความสำเร็จอีกเลย ไม่ได้กลัวว่าจะน้อยหน้าคนอื่น เพื่อนจะไปขนาดไหนไม่ได้กังวลเลย สิ่งที่สนใจคือ จะมีอะไรมาให้ผมเผชิญอีก”
 โจนเล่าให้ฟังถึงสมัยที่เขาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องของโรงแรม จะมีแม่บ้านคนหนึ่งแกอารมณ์เสียมาก  มาถึงแล้วต้องด่าไว้ก่อน แม่บ้านสั่งให้เขาเอาน้ำยามาขัดลูกบิดประตูทองเหลือง พอขัดเสร็จ ผู้จัดการทั่วไปมาดุว่าทำอย่างนี้ได้อย่างไร แม่บ้านก็มาต่อว่าทั้งๆ ที่เธอเป็นคนสั่งให้เขาทำเอง 
 “ผมเลยหัวเราะนิดหนึ่งแล้วยิ้ม พร้อมบอกขอโทษครับ ผมไม่ทำอีกแล้ว หลังจากนั้นผมรู้สึกว่าที่เป็นอย่างนั้นไม่ใช่ปัญหาของผม แต่เป็นปัญหาของแม่บ้าน ฉะนั้นผมจะไปโกรธแกไม่ได้ เวลาแกด่าผม ผมก็ยิ้มแล้วขอบคุณ แกก็หัวเราะแล้วหาว่าผมบ้าไปแล้ว ผมบอกว่าไม่รู้เป็นอย่างไร แต่ผมสบายใจมากครับ หลังจากนั้นแกก็ดีต่อผมมาก ผมก็ยิ่งได้รับคำยืนยันต่อทฤษฏีนี้ว่า โลกนี้ไม่มีปัญหา แต่ใจของผมต่างหากที่มีปัญหา ถ้าจะแก้ปัญหาก็แก้ที่ใจของผมเอง”

ชีวิตที่ง่ายแต่ไม่มักง่าย
 ชีวิตที่ง่ายๆ แบบโจน จันได อาจไม่ง่ายสำหรับใครหลายคน ซึ่งโจนยืนยันเช่นกันว่าต้องฝึกตัวเองให้กล้ายอมรับความจริงมากขึ้น ฝึกให้หลุดพ้นออกจากกรอบความคิด ประเพณี หรือวัฒนธรรมที่ครอบงำอยู่ให้ได้ ถ้าเรายอมรับความจริง ฝึกที่จะอยู่กับความจริงได้ชีวิตจะง่ายสบาย ไม่ต้องหนักใจ  ถ้าจะอยู่ง่ายๆ คนเราต้องเปลี่ยนความคิดทั้งหมด 
 “จริงๆ แล้วทุกคนอยากใช้ชีวิตที่ง่าย แต่ปัญหาคือ ทำอย่างไรคนถึงจะล้างสมองตัวเองได้ อย่างบางคนบอกว่าชอบชีวิตแบบนี้มาก แต่ขอเก็บเงินสักก้อนหนึ่งก่อน ขอให้ลูกเรียนจบก่อน ถ้าความคิดยังติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ก็จะไม่ได้เริ่มเสียที การทำไม่ยากหรอก แต่ยากที่ว่าคนเราไม่กล้าเปลี่ยนความคิดไม่กล้าปลดปล่อยตัวเองออกจากระบบทาสที่ขังเราอยู่ หาเหตุผลอื่นมาอ้างว่า มีพ่อแม่ต้องดูแล มีหนี้สินต้องใช้ อะไรต่างๆ เหล่านี้ ถ้าจะทำจริงสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา ไปเลย สิ่งเหล่านี้จะแก้ไขได้ด้วยตัวของมันเอง”
 เช่นเดียวกับการที่เขาทำบ้านดิน ซึ่งเขารู้สึกว่าการสร้างบ้านมันง่ายมาก แต่ทำไมสังคมบอกว่าจะมีบ้านไม่ได้ถ้าไม่มีเงินแสน เขาก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมต้องเอาทั้งชีวิตไปให้สังคมชี้แนะว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ จริงๆ แล้วชีวิตไม่ได้มีอะไรยากเลย แต่สังคมทำให้ซับซ้อน ทำให้มันยาก จนรู้สึกว่าไม่มีทางที่จะมีบ้านได้ แต่หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเห็นว่าอะไรที่ยากเป็นทุกข์ แสดงว่าผิด การพัฒนาอะไรที่ทำให้ซับซ้อนขึ้นยากขึ้น แสดงว่าผิด หลังจากนั้นเขาก็หาอะไรที่ง่ายๆ ทำ
 แต่โจนก็ยืนยันว่า ชีวิตที่อยู่ง่ายๆ ได้ตามที่เขาหมายถึงนั้น จะต้องเป็นชีวิตที่ฝึกมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยฝึกอะไรเลย ต้องฝึกตัวเองให้อยู่ง่าย ล้างสมองออกทั้งหมดในสิ่งที่เคยเรียนมา คิดใหม่ทำใหม่ จำเป็นมากที่จะต้องฝึกตัวเอง ฝึกที่จะยอมรับความจริง
 นอกจากนั้นบนหนทางแห่งการมีชีวิตง่ายๆ ก็คือ การมีวินัย ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญ แต่โจนยืนยันว่าถ้าไม่มีวินัย เราจะมีความสบายไม่ได้  เราจะทำอะไรไม่ได้เลย เราจะมีอิสรภาพไม่ได้ เรื่องนี้สำคัญมาก  เพราะเราจะไม่มีโอกาสได้เผชิญกับตัวเอง
 “ในรูปแบบที่ผมทำวินัยถือว่าสำคัญที่สุด ทำให้ทุกอย่างง่าย ถ้าไม่มีวินัยทุกอย่างจะสับสนอลหม่านไปหมด”
 โจนเสริมว่าชีวิตเขาไม่มีอะไรที่เป็นความผิดพลาด ล้มเหลว หรือสำเร็จ เพราะ ชีวิตของเขานั้นมีเป้าหมายอยู่อย่างเดียวทำให้เกิดความเข้าใจขึ้นมา ทำให้ชีวิตไม่มีปัญหา 
 “การมีชีวิตอยู่นั้นง่ายมาก ทำให้ผมได้ชื่นชมกับความงามของการมีชีวิตอยู่ ผมสามารถเห็นความงามได้ตลอด ตอนนี้ถ้าผมต้องการเห็นความงามผมก็จะมองเห็นความงาม ชีวิตมันง่าย สบาย เพราะความคิดผมต่างจากระบบ” โจน สรุป

..................................

เรื่อง : ธนิษฐา แดนศิลป์




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สุวิริโย วันที่ : 04/08/2008 เวลา : 21.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/19
 พระภูธรกับบทกลอน, หลักธรรม, การเมือง, และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย...

การออกจากระบบสังคมที่ผิดเพี้ยน กลับคืนสู่ระบบที่สอดคล้องกับธรรมชาติ.
เป็นเรื่องราวที่ให้แง่คิดที่ดีมาก...
ขอเจริญพร

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ธาตุดินน้ำลมไฟ วันที่ : 04/08/2008 เวลา : 20.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/omikami


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"โป๊บ" ดีใจ บทคุณหมอ จาก "เกมร้ายเกมรัก" มาแรง

หนุ่มหล่อมาดเท่ อย่าง "โป๊บ ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ" หรือ คุณหมอ จาก ละครเรทติ้งแรงอย่าง "เกมร้ายเกมรัก" ซึ่งล่าสุด เจ้าตัวก็ออกมาบอกว่า รู้สึกดีใจมากกับกระแสตอบรับจากแฟนๆละคร ที่ไปที่ไหนๆ ก็มีแต่คนเรียกว

View All
<< สิงหาคม 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]