• จิตตากร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : suptep3@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-09-30
  • จำนวนเรื่อง : 60
  • จำนวนผู้ชม : 756589
  • ส่ง msg :
  • โหวต 7 คน
สารนพมาศ
ยินดีต้อนรับครับ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/NVC
วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม 2554
Posted by จิตตากร , ผู้อ่าน : 4152 , 21:19:54 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Surakant โหวตเรื่องนี้

 

พุทธชัยมงคลคาถาที่ ๓ : ชนะด้วยพระเมตตาพญาช้างนาฬาคิริง

 

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง 

ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง 

เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต * ชะยะมังคะลานิ .

เมื่อพญาช้างนาฬาคิริงตกมันหนักดุร้ายเหลือ 

แล่นเข้ามาราวกับไฟไหม้ป่า ดุจจักราวุธ เหมือนฟ้าผ่า 

พระจอมมุนีทรงชนะด้วยน้ำพระเมตตา 

ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน 

 

      สถานที่จริง

เล่าเรื่อง 

      ครั้งเมื่อองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธ

บิดา ณ กรุงกบิลพัสดุ์ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายเทวทัตต์

 และญาติวงศ์หลายพระองค์ได้รับฟังพระธรรมเทศนา ก็บังเกิดความเลื่อม

ใสศรัทธาต่อพระพุทธองค์ จึงตั้งพระทัยมั่นละทางโลก และเสด็จตามพระพุทธองค์ ออกผนวชเพื่อเจริญทางธรรมนับแต่นั้นมา 

          กาลผ่านไป ความเพียรในการปฏิบัติธรรมของพระญาติวงศ์ทุกพระองค์ก็สำเร็จ ตามกำลังแห่งตน โดยเฉพาะพระเทวทัตต์ทรงฝึกจิต

ภาวนา  ได้ฌานสมาบัติระดับโลกิยฤทธิ์ แสดงปาฏิหาริย์ อิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ

เช่น การหาย ตัวและเหาะเหินเดินอากาศ 

          แต่ด้วยจิตอันเป็นอกุศล เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา ต้องการ

ลาภ ยศ สรรเสริญ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับดั่งพระพุทธเจ้าทำให้พระเทวทัตต์

 คิด พูด ทำสิ่งใดมักมุ่งร้ายต่อพระพุทธองค์ และบวรพุทธศาสนาเป็นที่สุด 

        กาลต่อมา พระเทวทัตต์ทรงเห็นว่า หนทางแห่งลาภ ยศ สรรเสริญ

จะหลั่งไหลมาสู่ตนได้นั้น ต้องใช้เล่ห์เพทุบายให้เจ้าชายอชาตศัตรูโอรสแห่ง

พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งครองแคว้น มคธ มาเลื่อมใสศรัทธาในตนให้จงได้เพื่อ

เป็นบันไดไต่เต้าไปสู่ความมุ่งหวังที่ตนตั้งไว้ 

          วันหนึ่งเป็นโอกาสเหมาะ เจ้าชายอชาตศัตรูเสด็จออกประพาส

อุทยาน พระเทวทัตต์ปรากฏตัวต่อหน้าพระพักตร์ แสดงอิทธิฤทธิ์ เหาะลงมา

จากห้วงนภากาศบ้าง มีอสรพิษพันรอบกายบ้าง ฯลฯ และแสดงตนเป็นสาวก

แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการแสดงพระธรรมเทศนา 

        จนกระทั่งเจ้าชายอชาติศัตรูให้ความศรัทธาชื่นชอบความสามารถ

ในฤทธิ์นั้นทรงยอมรับ พระเทวทัตต์ เป็นพระอาจารย์ และถวายการอุปถัมภ์อุปัฏฐาก จนได้ลาภ ยศ สรรเสริญ มากมาย สมดังที่ตนมุ่งหวังไว้ 

          แต่กระนั้นด้วยจิตอันเต็มไปด้วยมิจฉาทิฎฐิ ( ความเห็นผิด )

ปรารถนาจะเป็นใหญ่ ปกครอง คณะสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า  พระเทวทัตต์

เล็งเห็นพระเจ้าพิมพิสาร พระราชบิดาแห่งเจ้าชายอชาตศัตรู มีความเลื่อมใส ศรัทธาองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงประกาศตนเป็นพุทธมามกะด้วยแล้ว ยิ่งเกิดความริษยา คิดว่า หากกษัตริย์มีความเลื่อมใส

ในพระพุทธเจ้าแล้ว ชาวเมืองต่างๆ ก็ต้องเลื่อมใสศรัทธาตามไปด้วย จึงคิด

กำจัดพระเจ้าพิมพิสาร โดยออกอุบายให้เจ้าชายอชาตศัตรูปลงพระชนม์

พระราชบิดา โดยจับขังไว้ให้อดข้าวอดน้ำ จนพระองค์ถึงแก่พระชนม์ชีพ แล้ว

เจ้าชายอชาตศัตรูก็ขึ้นครองราชย์ ปกครองแคว้นมคธแทนพระราชบิดา และ

เมื่อพระ  เทวทัตต์แนะนำสิ่งใดก็ทรงเชื่อฟัง และปฏิบัติตาม อย่างเสมอต้น

เสมอปลาย 

          เมื่อพระเทวทัตต์กำจัดพระเจ้าพิมพิสารแล้ว เหมือนกับได้ฝ่ายอาณาจักรมาครอบครอง จึงคิดการณ์กำจัดพระพุทธเจ้า เพื่อตนจะได้ครอบ

ครองฝ่ายศาสนจักร ปกครองคณะสงฆ์แทน พระพุทธองค์  คิดดังนั้นจึงส่ง

นายขมังธนู ๔ คนให้ไปลอบปลงพระชนม์พระพุทธองค์ถึงที่ประทับ 

ณ เวฬุวนาราม 

     ขณะที่นายขมังธนูเล็งธนูไปที่พระพุทธองค์ พลังพุทธานุภาพได้แผ่ซ่าน

ให้นายขมังธนู ลดธนูลง ไม่คิดทำร้ายพระพุทธองค์ และเข้าไปก้มกราบ

สารภาพเรื่องราวให้พระพุทธองค์ได้ทราบ  พระพุทธองค์เมื่อทราบความแล้ว 

ก็ตรัสสั่งสอนแสดงธรรมเทศนาแก่นายขมังธนูทั้ง ๔ ด้วยความเมตตา กระทั่งนายขมังธนูทั้ง ๔ มีดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน โดย

ทั่วกัน  ความรู้ถึงพระเทวทัตต์ จิตใจที่ร้อนเร่ามุ่งร้ายยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ และ

คิดต่อไปว่า การลอบปลง พระชนม์ครั้งหน้า ตนจะต้องลงมือกระทำเองจึงจะสำเร็จดังประสงค์ 

          จนกระทั่งวันหนึ่ง องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเดินจงกรม

 ณ เชิงเขาคิชฌกูฎ พระเทวทัตต์สบโอกาสจึงคิดลอบปลงพระชนม์ โดย

ลอบขึ้นไปบนยอดเขา แล้วกลิ้งก้อนศิลาหมายให้ทับ พระพุทธองค์ ด้วยเดชะบุญ ก้อนศิลาหนาทึบนั้นได้แตกละเอียดขณะกลิ้งลงจากยอดเขา มีเพียงเศษ

ศิลา  เล็ก ๆ ก้อนหนึ่งตกกระทบพระบาทของพระพุทธองค์ บังเกิดเป็นรอย

ห้อพระโลหิตเท่านั้น พระเทวทัตต์ เห็นเหตุการณ์จบลงเยี่ยงนี้ ก็รำพึงกับ

ตนเองว่า 

          “ การลอบปลงพระชนม์พระพุทธองค์ก็มิสำเร็จด้วยน้ำมือของตน

ได้ เพราะเทวาอารักษ์ ให้ความคุ้มครองรักษา แม้แต่บุคคลใดเมื่อแลเห็นพระพุทธองค์ก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา มิอาจทำร้ายทำลายพระพุทธองค์ได้เลย เว้นเสียแต่สัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้จักพระรัตนตรัยซะกระมัง ที่จะสามารถปลงพระชนม์พระพุทธองค์ได้ ”

          คิดได้ดังนั้นจึงรีบเข้าวังหลวงปรึกษากับพระเจ้าอชาตศัตรูว่า

ในวันรุ่งขึ้น องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์

ในเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ จึงทูลขอ พระเจ้าอชาตศัตรูให้ปล่อยพญาช้าง

นาฬาคิริง ซึ่งมีพลังมหาศาล นิสัยดุร้าย ออกไปประหัตประหารเอาชีวิตของ

พระพุทธเจ้า 

          พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเห็นชอบกับพระอาจารย์เทวทัตต์ทุกประการ

 จึงมีพระบรมราชโองการ ให้นายควาญช้างกรอกเหล้าแก่พญาช้างนาฬาคิริง

เพื่อเพิ่มความดุร้าย 

          ครั้นก่อนรุ่งอรุณ นายควาญช้างทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า

อชาตศัตรู โดยกรอก เหล้า ๑๖ กระออมแก่พญาช้างนาฬาคิริง จนกระทั่ง

พญาช้างนาฬาคิริงมีอาการคลุ้มคลั่ง เมามายไร้สติ ดุร้ายยิ่งนัก 

          นายควาญช้างแลเห็นพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ออกบิณฑบาตตามกำหนด จึงปล่อยพญาช้างนาฬาคิริงซึ่งอยู่ในอาการคลุ้ม

คลั่งตกมันเมามายอย่างหนัก ส่งเสียงร้องกึกก้องกัมปนาทไปทั่วพื้นพสุธา วิ่งกระเซอะกระเซิงตรงไปยังพระพุทธเจ้าและหมู่พระภิกษุสงฆ์ที่เสด็จ พระดำเนิน พุทธสาวกและฝูงชนบริเวณนั้น ต่างตระหนกตกใจ วิ่งหนีกันอลหม่าน หมู่พระภิกษุสงฆ์ อันได้แก่ พระสารีบุตรและพระอานนท์ ทรงกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขณะนี้พญาช้างนาฬาคิริงกำลังวิ่งมาทางนี้ ขอ

พระองค์โปรดเสด็จดำเนินเลี่ยงไปทางอื่นเถิดพระเจ้าข้า  พระพุทธเจ้า 

ดูกรหมู่สงฆ์ อย่าได้ตกใจกลัวเลย เราตถาคตจะฝึกพญาช้างนาฬาคิริงนี้เอง

พระสารีบุตร บัดนี้ เภทภัยกำลังจะเกิดแก่พระองค์แล้ว ข้าพระบาทขอรับเป็น

ผู้ฝึก พญาช้างนาฬาคิริงแทนพระพุทธองค์เอง พระเจ้าข้า

 

พระพุทธเจ้า   ดูกร สารีบุตร อันพญาช้างนาฬาคิริงนี้ มิใช่วิสัยของพระอริย

สาวกที่จะฝึกได้ หากแต่เป็นกำลังแห่งพุทธวิสัย เราตถาคตจะฝึกพญาช้าง

ครั้งนี้เอง

  

          ทันใดนั้น พระอานนท์เกรงภัยจะมาถึงพระพุทธองค์ จึงรีบออกไป

ยืนเบื้องหน้าพระพุทธองค์  หมายจะสกัดพญาช้างนาฬาคิริงที่อยู่ในอาการ

ตกมันไว้ โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตน พระพุทธองค์ทรง ตรัสห้ามพระอานนท์

ให้ถอยหนี พระอานนท์ก็มิได้หลบหนีไปทางไหน ยังคงยืนประทับเบื้องหน้า 

พระพุทธองค์อยู่อย่างนั้น 

          ขณะนั้นเอง ทารกน้อยคนหนึ่งได้พลัดหลงกับมารดา แผดเสียง

ร้องไห้จ้าด้วยความตกใจกลัว พญาช้างนาฬาคิริงได้ยินเสียงร้องนั้น กลับวิ่ง

ตรงไปที่ทารกน้อยหมายเข้าทำร้าย พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตร เปล่ง

กระแสพระมหากรุณาแก่ทารกนั้น พลังจิตจาก พระองค์กำซาบาไปในดวงจิต

ของพญาช้างนาฬาคิริง และทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ เสนาะโสต

ประสาทยิ่งนักว่า 

          “ ดูกร...นาฬาคิริง เจ้าถูกกรอกสุราเสียจนเมามาย อย่าคิดเบียด

เบียนทิ่มแทงบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดเลย จงมาหาตถาคต ณ บัดนี้เถิด ”

        พญาช้างนาฬาคิริงได้รับสัมผัสแห่งพระเมตตาจากพระเนตรที่ทรง

มองมาที่ตน ดั่งหนึ่ง ทรงหลั่งกระแสธาราอันเย็นสนิทตกต้องจิตพญาช้างสาร ความดุร้าย และอาการมึนเมาก็มลายหาย ไปสิ้นด้วยพลังแห่งพุทธานุภาพนั้น 

          พญาช้างนาฬาคิริงมีอาการสงบเรียบร้อย ยกงวงขึ้น ค่อยเยื้องย่าง

เข้ามาหมอบกายแทบ พระยุคลบาท พระพุทธองค์ทรงใช้พระหัตถ์ขวาลูบ

ศีรษะพญาช้างนาฬาคิริง และมีพระดำรัสว่า 

        “ ดูกร นาฬาคิริง ตัวเจ้านี้บังเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ได้มีโอกาส

มาประสบพบพาน กับตถาคตในครั้งนี้ นับว่าเป็นกุศลบารมีธรรมอันใหญ่หลวง

 แต่นี้ไปเบื้องหน้าเจ้าจงตั้งมั่นในจิตบริสุทธิ์อันเป็นเมตตา เพื่อระงับโทสะ

ความดุร้ายในใจเจ้า เมื่อเจ้าสิ้นชีวิตไปในชาตินี้ จักได้บังเกิดในดาวดึงสาเทวโลก เสวยสุขบนพิมานนั้น ”

          พญาช้างนาฬาคิริงได้สดับพระดำรัสของพระพุทธองค์แล้ว ก็

บังเกิดความโสมนัสปลาบปลื้ม ไปทั่วสรรพางค์กาย ก่อนที่พระพุทธองค์จะ

เสด็จพุทธดำเนินจากไป พญาช้างนาฬาคิริงได้ยกงวง ขึ้นลูบเบื้องพระบาท

 แล้ววางงวงนั้นบนศีรษะของตน เดินถอยออกมาหยุดดูพระสิริโฉมโสภาคย์

แห่งองค์พระสัพพัญญูเจ้า แล้วจึงกลับคืนที่อยู่แห่งตน 

 

** ตีความปริศนาธรรมเรื่องเล่าสมัยพุทธกาล ** 

 พญาช้างนาฬาคิริง  แสดงถึง  จิตอันเป็นโทสะ มักโกรธ เกรี้ยวกราด ร้อน

รุ่มกระวนกระวาย  อารมณ์ร้ายรุนแรง

เหล้า ๑๖ กระออม  แสดงถึง   กิเลสต่าง ๆ อันเป็นตัวแปรส่งเสริมจิตที่

เป็นโทสะ

เมตตาธรรม        แสดงถึง   จิตอันเป็นกุศล สงสารเห็นอกเห็นใจ มุ่ง

ไมตรี ปรารถนาดี

 

 

คาถาที่ ๓ สวดแล้วดี ดีอย่างไร 

พระพุทธเจ้าชนะพญาช้างนาฬาคิริงด้วยเมตตาบารมี 

          ปริศนาธรรมสอนว่า พึงชนะความโกรธ ด้วยความเมตตา หมั่น

ฝึกฝนเจริญ เมตตาจิต มุ่งมิตรไมตรี ปรารถนาดี ให้อภัย มีความเห็นอกเห็น

.ใจผู้อื่นเสมอ ๆ จะระงับเวรภัยแก่ตน บังเกิดความสุขสงบร่มเย็นโดยทั่วกัน 

 

จบคาถาที่    ชนะพญาช้างนาฬาคิริง 

 

                  อ้างอิง   “ พบธรรม ”  ๒๕๕๐   Oryor.com  

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2011 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]