*/
  • opads
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : opads@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-22
  • จำนวนเรื่อง : 369
  • จำนวนผู้ชม : 718414
  • จำนวนผู้โหวต : 183
  • ส่ง msg :
  • โหวต 183 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by opads , ผู้อ่าน : 994 , 23:26:44 น.  
หมวด : งานอดิเรก

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน รักพงษ์ โหวตเรื่องนี้

เหรียญ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ที่ระลึกหล่อพระศรีอุทัยโอภาศ และสร้างพระอุโบสถวัดโคกช้าง ....บล็อคกษาปณ์

เหรียญพระบล็อคกษาปณ์ (เหรียญที่โรงงานกษาปณ์ใช้กำลังการผลิตที่เหลือจากการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน รับจ้างผลิตเหรียญพระ และเหรียญที่ระลึกต่างๆ  งานส่วนใหญ่ จะมีความสวยงามประณีต)

 

 

ดวงตาเห็นธรรมนั้น คือดวงตาเห็นอะไร 

" คือดวงตาเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดเป็นเบื้องต้น ความแปรไปเป็นท่ามกลาง ความดับเป็นที่สุด 

สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือ ทั้งหมด จะเป็นรูปก็ช่าง จะเป็นนามก็ตาม สิ่งใดสิ่งหนึ่งครอบรวมเลยทีเดียวได้แก่ ธรรมชาติทั้งหมด เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะเป็นรูปธรรมก็ช่าง จะเป็นนามธรรมก็ตาม เกิดขึ้น แล้วก็แปรเปลี่ยน ดับไป อย่างร่างกายของเราก็เหมือนกัน มันเกิดแล้ว ก็แปรไปตามธรรมดาของมัน แล้วมันก็ดับไป

ดวงตาเห็นธรรม ดวงตานั้นก็คือผู้รู้แจ้งนั่นเอง รู้อะไร รู้ว่าธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป รู้ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่าดวงตาเห็นธรรม คือ เห็นธรรม หรือธรรมดาอันนี้เอง เมื่อเห็นชัดลงไปอย่างนี้ก็ถอนอุปาทานได้ "

หลวงพ่อชา สุภัทโท

 

 

ด้านหน้าเหรียญ

 

 

ด้านหลังเหรียญ

 

หลวงพ่อเงิน จนฺทสุวณฺโณ  หรือ สมณศักดิ์ที่ พระราชธรรมาภรณ์

อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม ท่านเป็นพระคณาจารย์ที่ได้รับการยกย่อง  และเคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธาจากชาวบ้านดอนยายหอม  รวมถึงพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก  จนได้รับสมญานามว่า เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม  ท่านเป็นพระสงฆ์ผู้มีวัตรปฏิบัติงดงาม เป็นเสาหลักที่พึ่งพักพิงผู้เดือดร้อน  อบรมบ่มนิสัยให้พุทธศาสนิกชนเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นแกนนำสำคัญในการพัฒนาพระอาราม และชุมชน ให้มีความเจริญในทุก ๆ ด้าน  ไม่จะเป็นเสนาสนะ ถาวรวัตถุ การศึกษาทั้งทางโลก และทางธรรม รวมถึงสิ่งสาธารณูปโภคต่าง ๆ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น สำเร็จลงได้ด้วยความร่วมมือร่วมไม้ของชาวบ้าน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อบุคคลอันเป็นที่รัก  เคารพนับถือ และศรัทธาของตนเอง คือ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม  งานทุกอย่างจึงสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ติดขัด

กล่าวได้ว่า ท่านหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม คือ เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม โดยแท้ แม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม  แต่สิ่งต่าง ๆ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา โดยเฉพาะชาวดอนยายหอมอย่างไม่มีวันลืม  

 

ปฏิปทาของหลวงพ่อ

หลวงพ่อได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยความศรัทธาเลื่อมใส  ในพระบวรพุทธศาสนาโดยแท้จริง และได้รับสมญานามจากท่านปลัดฮวย  เจ้าอาวาสวัดดอนยายหอมในขณะนั้น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ว่า “จนฺทสุวณฺโณ”

นับแต่เริ่มอุปสมบท ปรากฏว่าหลวงพ่อมีขันติ  วิริยะยอดเยี่ยม  สามารถท่องปาฏิโมกข์จบและแสดงในเวลาทำสังฆกรรมได้ตั้งแต่พรรษาแรก  แล้วยังได้บำเพ็ญเพียรในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน  ตามที่คุณโยมบิดาของท่านแนะนำเป็นเวลาถึง 5 ปีเต็ม  ในปลายพรรษาที่ห้านั้นเอง  หลวงพ่อพร้อมด้วยพระที่วัดอีก 2 องค์  ก็ได้ออกจาริกธุดงค์ไปตามชนบท  มุ่งหน้าขึ้นภาคเหนือผ่านป่าลพบุรี  สระบุรี เรื่อยขึ้นไปถึงนครสวรรค์  ค่ำที่ไหนก็กางกลดพักแรมที่นั่น อาหารที่ฉันก็เพียงมื้อเดียว

 

หลวงพ่อเป็นบุตรคนที่ 4 ของโยม “พรม  ด้วงพูล”  เกิดในจำนวนบุตร 8 คน  โดยที่โยมบิดาของหลวงพ่อนับได้ว่าเป็นผู้มีอันจะกินคนหนึ่งในตำบลดอนยายหอมขณะนั้น  เมื่อหลวงพ่อได้เข้าสู่เพศบรรพชิตแล้ว  ท่านได้บอกโยมบิดาของท่านว่า 

“อาตมาสละหมดทุกอย่างแล้ว  โดยขอให้สัจจะปฏิญาณแก่พี่น้องชาวตำบลนี้ว่า  อาตมาจะไม่ขอลาสิกขาบท อาตมาจะเป็นแสงสว่างให้ทางเพื่อนมนุษย์  ขอให้โยมร่วมอนุโมทนาด้วยความยินดีและมั่นใจ”

สาเหตุที่ท่านไม่อยากครองชีวิตแบบคฤหัสถ์  กล่าวกันว่า เพราะท่านมองเห็นว่า  ความสุขทางโลกไม่จีรังเหมือนสุขทางธรรม  เรื่องของโลกมีแต่ความยุ่งยาก  มีความวุ่นวาย เดือดร้อน ข่มเหง เบียดเบียนและอิจฉาริษยากันไม่สิ้นสุด  ผู้เสพย์รสของความหรรษาทางโลกย่อมมียาพิษเจืออยู่เสมอ  ส่วนผู้เสพย์รสพระธรรมไม่เป็นพิษไม่เป็นโทษแต่อย่างใด  ท่านมักปรารภให้ผู้ใกล้ชิดได้ยินบ่อย ๆ ว่า 

“ร่างกายมนุษย์เรานี้ไม่มีแก่น  เกิดมาเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารที่เต็มไปด้วยกองทุกข์  มนุษย์จะหนีทุกข์ได้ มิใช่มากด้วยสมบัติพัสถานหรือข้าทาสบริวาร  ตรงข้ามสิ่งเหล่านี้เป็นพันธะยึดเหนี่ยวจิต  เสมือนหนึ่งจิตถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนต้องพะวักพะวนเศร้าหมอง”

 

ตอนหนึ่ง หลวงพ่อได้รับรองไว้กับโยมพ่อของท่านว่า

 “ฉันจะตั้งอยู่ในธรรมวินัย  สร้างความศรัทธาให้แก่เขา (ซึ่งหมายถึงชาวบ้าน  ตำบลดอนยายหอม)  เพื่อเขาจะได้เชื่อมั่นและปฏิบัติตามคำสั่งสอน...” 

 

แนวคติที่หลวงพ่อยึดถือมีดังนี้คือ

1. การปฏิบัติตามพระวินัย  ทุกคนจะยอมรับว่า หลวงพ่อเป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ชนิดหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมีมาแล้วหลายครั้งหลายหน เช่น ในคราวที่ท่านอาพาธถึงขนาดต้องไปพักเพื่อรับการรักษาพยาบาลจากนายแพทย์  แพทย์เห็นว่าท่านเป็นโรคกระเพาะอาหารหรือขาดสารอาหาร  จึงประสงค์จะขอถวายอาหารอ่อนๆ จำนวนนมสดในเวลาวิกาลบ้าง  เฉพาะในระหว่างที่ท่านอาพาธหนัก  เพื่อจะได้ช่วยผ่อนคลายโรคให้หายรวดเร็วขึ้น  แต่ทุกครั้งก็ได้รับการปฏิเสธจากท่าน ท่านกล่าวว่า “อาตมาได้เสียสละมานานแล้ว  จะขอเสียสละเพื่อพระพุทธศาสนาต่อไป  แม้ว่าจะสิ้นชีวิตก็ตาม”  นอกจากนั้น  ผู้ใกล้ชิดย่อมจะสังเกตได้ว่า  หลวงพ่อไม่เคยสนใจกับของขบฉัน มิใยใครจะถวายอย่างไร  ก็ฉันไปอย่างนั้น  อาหารที่มีผู้ถวายเก็บไว้ในกุฏิ  ถ้าลูกศิษย์ไม่นำมาถวาย  ก็ไม่เคยเรียกร้องหรือให้ความสนใจแม้แต่น้อย  ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นเพียงส่วนน้อย  และที่สามารถเห็นได้เสมอ  อีกเรื่องหนึ่งที่ทราบกันมานานก็คือเรื่องเกี่ยวกับเงินทอง  หลวงพ่อไม่ยอมแตะต้องเด็ดขาด  อย่าว่าแต่เงินที่เป็นรูปธนบัตรเลย  แม้แต่เพียงเศษเงินหรือทองคำที่มีผู้ขอให้ปลุกเสก หลวงพ่อก็รังเกียจที่จะจับต้องเช่นกัน

2. วิริยะภาพ หลวงพ่อเป็นผู้มีความเพียรเป็นเลิศ เพียงพรรษาแรกท่านก็สามารถสวดปาฏิโมกข์  ได้หลายปีมาแล้ว ผู้ไปติดต่อนิมนต์หลวงพ่อเพื่อกิจพระศาสนาใด ๆ ก็ตาม  จะต้องฉวยโอกาส คือ รีบไปนิมนต์แต่เนิ่น ๆ หรือหลายเดือนก่อนวันงาน  เพราะบัญชีนิมนต์ของหลวงพ่อเต็มไปหมด  หลวงพ่อไม่เคยขัดการรับนิมนต์ในสมัยนั้น หมายถึงการต้องเดินทางด้วยเท้า  เพราะถนนและรถยนต์ยังไม่แพร่หลายเช่นทุกวันนี้  ไม่ว่าแดดจะร้อน ไม่ว่าฝนจะตก หลวงพ่อไปทันงานเสมอ  ท้องนารอบ ๆ วัดในรัศมี 15-20 กิโลเมตร หลวงพ่อเดินทะลุปรุโปร่งทุกแห่ง  และรู้จักชาวบ้านทั่วไป 

   มีบ่อย ๆ ที่ผู้นิมนต์ไป  เมื่อเสร็จงานของตนแล้วก็ลืมนึกถึงหลวงพ่อ  ปล่อยท่านกลับวัดตามลำพัง แต่ท่านไม่เคยปริปากบ่น  การรับนิมนต์เพิ่งจะเบาบางลงใน 4-5 ปีหลังนี้  เพราะสุขภาพของหลวงพ่อไม่อำนวย แต่หลวงพ่อก็ไม่เคยขัด ถ้าสามารถไปได้  หลวงพ่อรับนิมนต์เสมอ บางครั้งทั้ง ๆ ที่ไม่สบายหรือเพิ่งหายป่วย ก็ยังรับนิมนต์เพื่อไม่ให้เขาเสียความตั้งใจ  จนร้อนถึงคณะกรรมการวัดต้องปิดประกาศไว้หน้ากุฏิ  ขอร้องให้ผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายระงับการนิมนต์ในงานที่ต้องเดินทางไกล ๆ เสียบ้าง

3. การมีสมาธิ  หลวงพ่อเป็นผู้ตั้งมั่น เด็ดเดี่ยว มุ่งหน้าไปทางธรรมจนขนาดถวายชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเดียว  ท่านเคยปรารภให้ผู้ใกล้ชิดฟังเสมอว่า  ท่านตั้งใจแต่ก่อนอุปสมบทแล้วว่า  ท่านจะบวชและบำเพ็ญกรณียกิจอยู่ในสมณะจนตลอดชีพ  จนกระทั่งบัดนี้ท่านก็ยังยึดมั่นอยู่เช่นนั้น  ไม่เปลี่ยนแปลง

4. สัจจะ  หลวงพ่อยึดมั่นอยู่ในสัจจะ  ท่านกระทำทุกสิ่งด้วยความจริงใจ  กิจการใด ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของท่านจะสำเร็จเรียบร้อยด้วยดีเสมอ

5. ละโลภ  หลวงพ่อมีความรู้สึกที่เป็นศัตรูต่อความโลภมาตั้งแต่ก่อนอุปสมบท  จะเห็นได้ว่าท่านสละมรดกของท่าน  ท่านไม่เคยเกี่ยวข้องยินดีในลาภสการ  ไม่เคยแตะต้องกับเงินทอง  ไม่ยินดีในลาภยศสรรเสริญ  มีเรื่องเล่ากันว่า ในคราวที่ท่านเจ้าคุณรัตนเวที  เลขานุการของสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพน  ซึ่งขณะนี้เป็น “พระราชโมลี” ได้ขอให้คณะกรรมการวัดจัดทำประวัติของหลวงพ่อในการปกครองวัดดอนยายหอม  เพื่อจะขอรับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์  หลวงพ่อได้กล่าวกับลูกศิษย์อย่างเปิดอกว่า

   “เชื่อฉันเถอะเอ็งเอ๋ย  เกียรติยศ บรรดาศักดิ์ไม่ได้เป็นของวิเศษ  ทำให้ฉันมีอายุยืนนานยืนยาวออกไปได้อีกหรอก  ยังไง ๆ ฉันก็เป็นหลวงพ่อเงินอยู่นั่นเอง  ใครจะมาเรียกฉันว่าเจ้าคุณนั่น เจ้าคุณนี่  คิดดูแล้วฉันก็มีผ้าห่มคือ สบง จีวร ปีละ 2 ชุดเก่า ๆ ฉันก็มีอาหารสองมื้อ  สมณศักดิ์ป้องกันความเจ็บไข้ก็ไม่ได้  ฉันเบื่อความเป็นใหญ่  พระบ้านนอกอย่างฉัน  เท่าที่ทางคณะสงฆ์ให้เกียรติได้เป็นถึงเจ้าคุณนั้น  ก็ดีถมไปแล้ว...”

ผู้ไปนมัสการหลวงพ่อที่วัดดอนยายหอม  จะเห็นคติธรรมที่หลวงพ่อขอให้เขียนไว้เตือนใจ  2 แผ่น แผ่นหนึ่งมีข้อความว่า

จิตหาญ ใจพ้นทุกข์ สุขด้วยธรรม

และอีกแผ่นหนึ่งว่า

รู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน” 

และอาจเป็นเพราะภาษิตหลังนี้กระมัง  เหรียญที่ระลึกของหลวงพ่อแทนที่จะจารึกว่า “พระราชธรรมาภรณ์”  หรือ “หลวงพ่อเงิน” จึงกลายเป็น  “หลวงพอเงิน” ซึ่งหลวงพ่อพอใจในชื่อหลังนี้มาก

มีผู้ได้ยินพระปัญญานันทมุนี  แห่งวัดชลประทานปากเกร็ด  ปราศรัยกับประชาชนที่มาชุมนุม ณ ศาลาการเปรียญที่วัดนั้น  คราวมีงานผูกพัทธสีมาว่า

“หลวงพ่อเงินองค์นี้ ท่านศักดิ์สิทธิ์  ท่านเป็นพระไม่มีความอยากได้ ไม่โลภ  แต่คนก็ชอบถวายและชอบไปทำบุญกับท่านนัก”

ในคราวมีงานฝังลูกนิมิตของวัดดอนยายหอม  หลวงพ่อไม่ยอมออกไปนอกหัตถบาทดังที่สมภารอื่น ๆ ถือปฏิบัติกันเป็นประเพณีมิหนำซ้ำ ท่านยังร่วมทำสังฆกรรม  และลงมือผลักลูกนิมิตเอง  เป็นการปฏิวัติประเพณีเก่าที่เชื่อกันมาว่า สมภารของวัดผู้ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถเสร็จลุล่วงไปจนถึงขั้นจัดงานฝังลูกนิมิตหรือผูกพัทธเสมา  จะต้องหนีออกไปเสียให้พ้น  มิฉะนั้นจะต้องตายไปสู่พรหมโลก เพราะเทวดาเห็นว่าได้กระทำการบุญอันยิ่งใหญ่สูงสุดแล้ว

โดยที่หลวงพ่อมิได้ปฏิบัติตามประเพณีนี้  ท่านเจ้าคุณกวีวงศ์  ป.9 ในสมัยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม  ซึ่งได้รับนิมนต์ไปในงานพิธีด้วย จึงเกิดความสงสัยจนอดไว้ไม่ได้และถามว่า 

 

“การอยู่ในหัตถบาทหรือนอกหัตถบาทนั้น  ท่านพระครู (ขณะนั้นหลวงพ่อมีฐานะเป็นพระครู) มีหลักปฏิบัติอย่างไร”

หลวงพ่อตอบว่า

ท่านไม่มีหลักอย่างไร  ได้แต่เพียงสันนิษฐานเท่านั้น  และท่านเห็นว่า เป็นแต่เพียงนโยบายหรือกลวิธีอันหลักแหลมของท่านผู้ออกบัญญัติ เพื่อจะขับสมภาคบางองค์  ที่ไม่บริสุทธิ์เพียงพอและเป็นที่รังเกียจแก่ภิกษุในอารามมาก  ให้ออกไปเสียจากอารามเท่านั้น  เพราะถ้าผู้ใดได้ทำความดีถึงขนาดแล้ว จะทำให้ต้องถึงแก่ชีวิต  ก็เชื่อว่าไม่มีนักบุญคนใดเขาหวาดกลัวเลย  นอกจากนั้นพระท่านก็สอนให้ภิกษุใช้ปัญญาปลงสังขาร  ว่าไม่เที่ยงอยู่แล้ว ใยจะมากลัวอะไรกับความตาย

เมื่อเดือน ธันวาคม 2504  หลวงพ่อได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในนาม “พระราชธรรมาภรณ์”  ข่าวนี้  ก่อความปลื้มปิติแก่ลูกศิษย์และชาวดอนยายหอมเป็นล้นพ้น  เมื่อได้ปรึกษากันแล้ว ก็ลงความเห็นว่า  ควรจะมีการฉลองตราตั้ง  ซึ่งพระราชทานโดยพระมหากษัตริย์  แต่หลวงพ่อไม่เห็นด้วยกับความดำรินี้  และเมื่อผู้ใกล้ชิดไปขอทราบเหตุผลกับท่าน ๆ กล่าวว่า

   “ฉันเชื่อในศรัทธาของชาวบ้านที่มีโดยตรงต่อฉัน  ฉันภูมิใจอยู่เสมอในความกตัญญูเหล่านั้น  แต่ลองคิดดู ฉันอยู่อย่างเป็นสุข  มีอาหารก็อย่างดี  ที่อยู่ก็อย่างดี  เท่านี้ก็นับว่าชาวบ้านเขาเลี้ยงชีวิตฉันแล้ว  จะรวบกวนให้เขาต้องเสียเงินทองและเหน็ดเหนื่อย  มีโขน มีละคร  มาเฉลิมฉลองอีก  ฉันว่าเอาเปรียบชาวบ้านเขาเกินไป”

ตกลงคราวนี้  คณะกรรมการวัดต้องจัดงานวางศิลาฤกษ์หอสมุดประชาชน  ประจำตำบลดอนยายหอม  ซึ่งที่จริงแล้วก็ถือโอกาสฉลองสมณศักดิ์แทน

กล่าวได้ว่า  ตลอดระยะเวลาที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่นั้น  สร้างคุณประโยชน์ต่อพระศาสนา ต่อบ้านเมืองมาโดยตลอด  ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แม้ล่วงเลยมาถึงบั้นปลายชีวิตของท่าน ก็ยังคงปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ  และแล้ววันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2520 ท่านก็ถึงแก่มรณภาพ รวมสิริอายุ 86 ปี 66 พรรษา.

 

 

ข้อมูล/ภาพ 

http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-ngern-wat-don-yai-hom/lp-ngern-wat-don-yai-hom-hist-03-01.htm

https://www.facebook.com/pages/เครือข่ายกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน- สายพระอาจารย์มั่น-ภูริทัตโต/247297055316599            

http://www.nanacollections.com


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน