• บ้านปากแตระ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : Phuwarit_pee@Hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2017-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 1
  • จำนวนผู้ชม : 168
  • จำนวนผู้โหวต : 1
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน

<< พฤษภาคม 2017 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม 2560
Posted by บ้านปากแตระ , ผู้อ่าน : 153 , 20:16:52 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน บ้านปากแตระ โหวตเรื่องนี้

  

"เมืองเก่าชัยบุรี"

 ที่นี่มีตำนาน

 

 

 

 

ที่มาของภาพ Pat  Dk.(2560, เมษายน 25). วนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี.  สืบค้นจาก http://www.panoramio.com/photo/21590896

 

            เมืองชัยบุรีมีมาตั้งแต่ในสมัยอยุธยา ในปัจจุบันอยู่ในท้องที่บ้านคอกวัว หมู่ที่1 ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง มีเนื้อที่ประมาณ 1,875ไร่ โดยกรมป่าไม้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2554

  

สภาพทางภูมิศาสตร์

ภูมิประเทศ

            ภูเขาหินปูนตั้งอยู่บนพื้นราบกลางทุ่งนาและสวนยางพารา  มีหน้าผาที่สูงชันสลับซับซ้อน  เขาชัยบุรีมีจุดสูงสุด 403 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยทั่วไปมีสภาพเป็นโขดหินน้อยใหญ่ ดินเป็นดินเหนียว ดินร่วนปนดินเหนียวและมีดินร่วนปนทรายอยู่เล็กน้อย

          พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในหุบเขา มีภูเขาเป็นกำแพงเมืองธรรมชาติ  มีคูเมืองกำแพงเมืองที่แข็งแรง  มีปืนใหญ่ไว้ป้องกันศัตรู  อีกทั้งภายในเมืองเก่ายังมีโบราณสถานที่มีประวัติความเป็นมาและมรดกล่ำค่าทางวัฒนธรรมของจังหวัดพัทลุง เช่น เจดีย์ก่ออิฐถือปูนย่อมุมไม้สิบสอง  พบบริเวณวัดเขาเมืองเก่า  เสื้อเมืองชัยบุรีซึ่งเป็นเนินดินรูปสามเหลี่ยมเคยเป็นที่ตั้งของเสื้อเมือง  หรือ หลักเมืองในสมัยอยุธยา 

เทียวเมืองพัทลุง.(2560,เมษายน 25)สืบค้นจากhttp://www.phatthalungpao.go.th/travel/detail/108.

 

ชาวเมืองเก่าชัยบุรี

                ในสมัยพระนารายณ์ ดินแดนรอบทะเลสาบแห่งนี้ขาดเมืองที่จะดูแลความสงบเรียบร้อย จึงโปรดเกล้าฯ ให้เพรีซี(น้องชาย สุลต่าน สุลัยมาน)  ที่ได้อพยพมาจากเมืองสาเลย์  ในเกาะชวา เป็นเจ้าเมืองพัทลุงโดยยึดหลักฐานจากพงศาวดารเมืองพัทลุงที่เขียนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวว่า “...ต่อมา เพรีซีผัว เพรีมุย เมีย ตายาย นายใหญ่...ฯ เข้าไปขอพระราชทาน โปรดเกล้าฯ ให้เพรีซีเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ได้ย้ายเมืองมาตั้งที่เขาชัยบุรี” ต่อมาจึงสามารถจับจองพื้นที่เพื่อตั้งบ้านเรือนทำอาชัพเพาะปลูก ค้าขาย ได้มากกว่ากลุ่มอื่น คนไทยประกอบไปด้วยชนชั้นขุนนางและราษฎรทั่วไป นอกจากการทำราชการ ยังทำไร่ทำสวน ค้าขาย มีความผูกพันกับวัดและยึดมั่นในพุทธศาสนา  โดยมีการสร้างเจดีย์วัดเขาชัยบุรี(ในสมัยออกหลวงเพชรกำแหงเป็นเจ้าเมือง)

ปัจจุบันมีแต่กลุ่มคนไทยที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ โดยอาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม  ยึดการทำอาชีพหลัก เป็นการทำไร่ทำสวนและค้าขาย ดำรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี  พิธีกรรม ประเพณีท้องถิ่น เช่น งานชักพระ งานแข่งโพน และยังคงสืบสานภูมิปัญญาด้านกลองยาว

กิตติพันธ์. ทองดีเพ็ง. (2554). คนในพื้นที่ชุมชนชัยบุรี ในหนังสือ พิธีตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถและเบิกเนตร (น. 3).พัทลุง

 

ประวัติของเมืองเก่าชัยบุรี

สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา

            ดาโต๊ะโมกอล ได้อพยพครอบครัวมาจากเมืองสาเลย์ ในเกาะชวาภาคราว พ.ศ. 2135 ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่หัวเขาแดงสงขลาเพื่อหลบภัยลมฝน ต่อมาได้พัฒนาเป็นเมืองท่าขนถ่ายสินค้าระหว่างฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่างไทย ผู้คนแถบนี้พากันพึ่งบารมี จนกลายเป็นเมืองหัวเขาแดงสงขลาที่มีความเจริญรุ่งเรือง เมื่อข่าวถึงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจึงโปรดเกล้าฯ ให้ ดาโต๊ะ โมกอล เป็น “ข้าหลวงใหญ่” ประจำเมืองหัวเขาแดง มีหน้าที่ปกครองเมืองพัทลุง (เมืองหัวเขาแดง) ในสมัยนี้เมืองพัทลุงที่หัวเขาแดง มีอำนาจปกครองเทียบได้ นครรัฐ มีเมืองจัตวาควบคุม 13 เมือง คือ เมืองศรีชนา(วังเนียง) เมืองปราณ(ท่าเสม็ด)

เมืองสทัง เมืองระโนด(ทอนโนด) เมืองปะเหลียน เมืองชะรัด เมืองกำแพงเพชร(รัตภูมิ) เมืองจะนะ เมืองเทพา เมืองสงขลา เมืองพิพัทธสิงค์(พะโค๊ะ) เมืองคชราชา เมืองสทิงพระ(สทิงเปรี๊ยะ) ดาโต๊ะ โมกอลได้พัฒนาเมืองพัทลุงหัวเขาแดงเป็นเมือง “ปากน้ำ”ของเมืองพัทลุง เช่น ขุดคูเมือง สร้างป้อม กำแพงเมือง และกองทหารที่เข้มแข็งแล้วประกาศตัวเป็นรัฐอิสระ คือ “รัฐสุลต่าน” ได้ชื่อว่า สุลต่าน ต่อมาสุลัยมาน ปกครองเมืองพัทลุงหัวเขาแดง โดยประกาศไม่ขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเท่ากับไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาด้วยเหตุที่ท่านแข็งข้อต่อกรุงศรีอยุธยา จึงมอบหมายให้น้อง คือ “ฟารีซี” ไปสร้างป้อมไว้ที่เขาไชยบุรีและให้เป็นผู้บังคับการป้อมเพื่อป้องกันโจรป่าที่มาปล้นชาวเมืองปละท่าตะวันตก (ด้านทิศตะวันตก) แถบคูหาสรรค์และอื่นๆ

กำเนิดเมืองชัยบุรี

         สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ไม่ยอมรับอำนาจของ รัฐสุลต่าน ที่หัวเขาแดงสงขลา จึงตัดสินใจปราบ โดยยกทัพมาโจมตีหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่ง สุลต่าน สุลัยมาน ถึงแก่กรรมและบุตรชายชื่อ มุสตาฟา ได้สืบทอดราชสมบัติจากบิดาปกครองรัฐสุลต่านหัวเขาแดง ต่อมาใสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทรงวางแผนปราบเมืองหัวเขาแดง โดยส่งทหารฝีมือดีมา เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช คือ พระยารามเดโช (ประมาณพ.ศ. 2222) พระยารามเดโชผู้เป็น แม่ทัพได้บุกโจมตีเมืองหัวเขาแดง จนสงครามดำสวดคมยือยื้ออยู่หลายเดือนจนในที่สุดก็สามารถเผาเมืองหัวเขาแดงได้สำเร็จจากนั้นทรงโปรดเกล้าฯ

ให้สลายอำนาจ โดยแยกผู้นำออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือครอบครัวของ มุสตาฟา ให้ย้ายถิ่นฐานไปตั้งอยู่ที่ไชยา อีกส่วนหนึ่ง มีอุสเซนและฮัสซันเป็นผู้นำ (ทั้งสอง เป็นน้องชายของมุสตาฟา) ให้ไปอยู่ยังกรุงศรีอยุธยาเขตนอกเมือง เรียกว่า บ้านแขกแพ (ท่านอุสเซน ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระปลัดเมืองไชยา และเป็นเจ้าเมืองพัทลุงที่เขาไชยบุรี ชื่อว่า พระยาจักรี สำหรับท่านฮัสซันต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็น พระยาราชบังสัน ตำแหน่งแม่ทัพเรือใหญ่กรุงศรีอยุธยา) เมื่อดินแดนรอบทะเลสาบขาดเมืองที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยสมเด็จพระนารายณ์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ฟารีชีเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ดังหลักฐานจากพงศาวดารเมืองพัทลุง กล่าวว่า ...ต่อมา เพรีชีผัว เพรีชีมุย เมีย ตายาย นายใหญ่..ฯ เข้าไปขอพระราชทาน โปรดเกล้าฯ ให้เพรีชีเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ได้ย้าย เมืองมาตั้งที่ขาไชยบุรีขณะ เป็นเจ้าเมืองพัทลุงที่เขาไชยบุรี ท่านฟารีชีอายุ 78 ปี แต่ยังทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย เกิดความไม่สงบที่เมืองไทรบุรีอันเป็นเมืองประเทศราช ท่านจึงยกทัพไปรักษาความสงบ โดยเดินทางไปทางชะรัดแต่ท่านได้เป็นไข้ป่าจึงทำให้ท่านถึงแก่กรรมที่ชะรัด (ตำบลชะรัด อำเภอกงหรา ที่ฝังศพของท่านชาวบ้าน เรียกว่า ทวดโหม ในปัจจุบัน)ต่อมาในสมัยพระยาวิชิตรณรงค์เป็นเจ้าเมืองกรุงศรีอยุธยาทรงโปรดเกล้าฯให้มีตราสารเบิก ข้าพระคนทานแก่วัดควนถบ สมัยออกหลวงศรีสาครเป็นเจ้าเมืองเกิดจราจนในบ้านเมืองครั้งใหญ่ พระเพทราชาและขุนหลวงสรศักดิ์ทำการยึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์ขณะพระองค์ทรงประชวรและได้สถาปนาพระเพทราชาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ประกาศให้เจ้าเมืองต่างๆ เข้าถือน้ำพิพัฒน์สัตยาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ ฮุสเซน (ปลัดเมืองไชยา) เป็นพระยาจักรีไปกินตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุง-เขาไชยบุรีโดยสมเด็จพระเพทราชา มีราชประสงค์ให้พระยาจักรี เป็นผู้ช่วยเหลือ ในการปราบปรามกบฏเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากเจ้าพระยารามเดโชเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชมิได้เข้าเฝ้าถือน้ำพิพัฒน์สัตยา จึงถือได้ว่าเป็นกบฏ พระองค์จึงส่งพระยาสุรสงครามคุมทัพหลวง และพระยาราชบังสัน (ฮัสซัน) คุมทัพเรือยกทัพมาปราบ สงครามดำเนินล่วง 3 ปี เจ้าพระยารามเดโชตัดสินใจคิดหนีจึงแต่งหนังสือลับถึงพระยาราชบังสันซึ่งเป็นสหายรักกันตอนไปตีเมืองลาว เพื่อยืมเรือรบสำหรับการหนี โดยหนีไปทางเมืองชวาเมื่อรู้ดังนั้นสมเด็จพระเพทราชาทรงลงทัณฑ์พระยาราชบังสัน ด้วยการประหารชีวิต พร้อมกับตัดหัวเสียบประจานไว้ที่ท่าซักหน้าเมืองนครศรีธรรมราช หลังจากพระยาจักรี (ฮุสเซน) เจ้าเมืองพัทลุงเขาไชยบุรี รู้ข่าวน้องชายตนถูกฆ่าและถูกประจาน จึงส่งคนไปขโมยศพห่อด้วยเสื้อกระจูดมุ่งตรงไปยังหัวเขาแดงเพื่อฝังศพไว้ใกล้ๆ กับศพของบิดา (ท่านสุลต่าน สุลับมาน)สมัยออกหลวงเพชรกำแหงเป็นเจ้าเมืองราวสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยาโปรดเกล้าฯ ให้ขอเบิกญาติโยม ส่วนสาอากร ศิลบานทานพระกัลปนาวัดเขียน วัดสทัง เชื่อได้ว่าเป็นเจ้าเมืองผู้สร้างเจดีย์วัดเขาไชยบุรี เพราะท่านมีจิตศรัทธา ฝักใฝ่ในพุทธศาสนา สมัยพระยาราชบังสัน (ตะตา)เป็นเจ้าเมืองพระยาราชบังสัน (เดิมชื่อ ตะตา) ให้เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ท่านเป็นที่โปรดปรานมากและทรงถูกมอบหมายให้เป็นพระพี่เลี้ยงของเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ (สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) และเจ้าฟ้าอิ่ม (สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ) เพื่อไปศึกษาวิทยาคมและไสยศาสตร์ในสำนักวัดเข้าอ้อพัทลุง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองพัทลุงเขาไชยบุรีมากนัก หลังจากทรงฝึกวิทยาคมจนสำเร็จ ก็ทรงพระราชทานพระพุทธรูปทองสำริดถวายวัดเขาอ้อจำนวน 2  องค์ นอกจากนี้เกียรติประวัติของท่านพระยาราชบังสันยังมีในด้านดีอื่นดังนี้    

1.ถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองกรุงศรีอยุธยาทุกปี        

2.มีเมืองจัตวา 4 เมือง เป็นเมืองขึ้น คือ เมืองปะเหลียน เมืองเทพา เมืองจะนะ เมืองสงขลา

3.สร้างป้อมปืนใหญ่ กำแพงเมืองก่ออิฐถือปูนเชื่อมต่อเขา 2 ลูกไว้เป็นกำแพงธรรมชาติ คือ เขาเมือง เขาพลู เขาบ่อลา

4.สร้างปืนใหญ่บาเหรี่ยมประจำเมือง 2 กระบอก เป็นต้น

            สมัยพระยาภัคดีเสนา (แขก) เป็นเจ้าเมือง พระยาภักดีเสนา เดิมชื่อ แขก เป็นเจ้าเมืองตะกั่วป่า เป็นบุตรพี่ชายพระยาราชบังสัน(ตะตา) ท่านได้รับราชการอยู่กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศทรง โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองพัทลุง ท่านรับราชการเป็นเจ้าเมืองอยู่นาน 5 ปี จึงถูกเรียกตัวเข้ากรุงศรีอยุธยาเพื่อสู้ศึกกับพม่า จนกระทั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 .ในปี พ.ศ2310ท่านได้เสียชีวิตในสงครามเมื่อเสียกรุงแก่พม่า ส่งผลให้ทางเมืองพัทลุงเสียเจ้าเมืองทำให้เกิดปัญหาวุ่นวาย ประชาชนอพยพหนีเข้าป่าเมื่อเป็นเช่นนั้นพระปลัดเมืองนครศรีธรรมราช (รักษาการเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช)จึงให้หลานชายเป็นเจ้าเมืองพัทลุงเขาไชยบุรี แล้วย้ายเมืองพัทลุงไปตั้งที่ตำบลปราณ (ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด) ปัจจุบัน เรียก เมืองท่าเสม็ด เมืองพัทลุงที่เข้าไชยบุรีจึงถึงกาลอวสาน.

กิตติพันธ์. ทองดีเพ็ง. (2554). กำเนิดเมืองชัยบุรี ในหนังสือ พิธีตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถและเบิกเนตร (น.  17-21).พัทลุง

และ

พุฒิพงศ์  ตาแก้ว (2560,เมษายน 28). ประวัติความเป็นมา.   สืบค้นจากhttps://sites.google.com/site/chaiburimuangphatthalung/home/prawati-khwam-pen-ma

 


 

   ะเห็นได้ว่า เมืองชัยบุรี จังหวัดพัทลุง เป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ปัจจุบันเมืองชัยบุรีจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และแหล่งเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ อาทิ

 

ถ้ำน้ำ

                          

   ตั้งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันตกของเขาเมือง โดยภายในถ้ำ แบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นห้องโถงที่มีขนนาดไม่ใหญ่มากนัก ชั้นที่ 2 เป็นถ้ำน้ำที่กว้างและลึกพนังและเพดานถ้ำพบลวดลายสวยงามแปลกตา ส่วนชั้นที่ 3 เป็นห้องโถงอยู่เหนือน้ำ มีหินงอกหินย้อยทั่วบริเวณ

                                

ถ้ำรูแลน

                เป็นถ้ำที่อยู่บนหน้าผาสูงเหนือถ้ำน้ำขึ้นไป บริเวณปากถ้ำและบริเวณรอบๆ จะพบฝูงผึ้งมาอาศัยทำรังอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งผึ้งถือเป็นสัตว์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นั้นๆ

                                            

ที่มาของ ภาพhttps://www.facebook.com/MuangKaoChaiburi/photos/a.929470470493393.1073741852.544252379015206/929470613826712/?type=3&theater

เขาหัวช้าง

                ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาเมือง มีลักษณะเป็นภูเขาหินปูน และมีภาพวาดโบราณบริเวณโขดหินลักษณะเป็นรูปช้างและเทวดาในปัจจุบันบริเวณนี้ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในพื้นที่

                            

สำนักพราหมณ์

                ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาเมือง เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม ของตาพราหมณ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในพื้นที่และชาวต่างชาติ

ที่มาของภาพ https://www.facebook.com/MuangKaoChaiburi/photos/a.929470470493393.1073741852.544252379015206/929470637160043/?type=3&theater

 

ถ้ำพระนอน

                ตั้งอยู่เชิงเขาทางทิศตะวันออกของเขาเมือง เป็นถ้ำขนาดใหญ่มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ นอนตะแคงขวา ปั้นด้วยปูนขาวแบบนูนต่ำ ติดผนังทางด้านขวามือของถ้ำ หันเศียรไปทางทิศใต้ส่วนพระบาทหันไปทางปากถ้ำ มีขนาดความยาว 17 เมตร โดยคนในพื้นที่เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองชัยบุรี ต้องไปสักการะบูชา

                  

 

แท่นท่านยอ(ลานอโศก)

                           

   เป็นแท่นหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในที่ราบอยู่ระหว่างหุบเขาชัยบุรี(เขาเมือง)และเขาพลู มีต้นอโศกขนาดใหญ่อายุหลายร้อยปีหลายต้นใต้ร่มเงาแก่ลานดังกล่าว ตามประวัติเล่าว่าเดิมมีวัดตั้งอยู่ คือวัดในยอ และลานอโศกใช้เป็นลานฟังธรรมเทศนา โดยด้านข้างของแท่นท่านยอจะมีบ่อน้ำซึ่งในอดีตจะมีน้ำผุดขึ้นมาจากใต้ดินตลอดเวลา ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในพื้นที่

                        

พระเจดีย์วัดเขาเมืองเก่า

   เป็นวัดที่สร้างในสมัยอยุธยามีเจดีย์ 1 องค์ สูงประมาณ 15 เมตร ก่ออิฐถือปูน 1 องค์ ตั้งอยู่บนเขาลูกเล็ก สูงประมาณ 50 เมตร บริเวณดังกล่าวพบเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผา เครื่องถ้วยชามจีนสมัยโบราณ

                                   

วัดศรีธรรมาราม(วัดลิงค์)

   สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2120 หรือเมื่อ 400 กว่าปีมาแล้ว ในสมัยที่เมืองพัทลุงยังตั้งเมืองอยู่ที่อ่าวยอ ซึ่งเป็นฝั่งคลองตรงข้ากับวัด เมื่อเมืองพัทลุง ย้ายออกไปวัดก็ขาดการทำนุบำรุงจนร้างในที่สุด ต่อมา พ.ศ.2508 คณะพุทธศาสนิกชนได้ร่วมใจกันทำการบูรณะวัดขึ้นใหม่ และได้มีนามว่า วัดศรีธรรมารามเพื่อเป็นมงคลที่ดี วัดนี้ยังถือเป็นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หรือเขตที่พระสงฆ์ใช้ประกอบสังฆกรรม

                  

 

ที่มาของภาพ https://www.facebook.com/MuangKaoChaiburi/photos/a.929470470493393.1073741852.544252379015206/929470667160040/?type=3&theater

ศาลหลักเมือง

   ศาลหลักเมืองหรือพระเสื้อเมือง สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่กลางเมืองชัยบุรีห่างจากเขาชัยบุรีประมาณ 300 เมตร มีต้นประดู่อยู่ 4 ตัน โดยปลูกไว้ 4 มุม ของศาลหลักเมือง เชื่อกันว่าก่อนปลูกได้ขุดหลุมแล้วเอาชีวิตชายหนุ่ม 4 คน ชื่อ อิน จัน มั่น คง บวงสรวงไว้ก้นหลุม   เพื่อให้วิญญาณของผู้กล้าทั้ง 4 ปกป้องคุ้มครองเมือง แต่ในปัจจุบันเหลือต้นประดู่อยู่เพียง 2 ต้นเท่านั้น

                                                        

ฬาพระ

   องค์พระอยู่ในสภาพที่ชำรุด และแต่มีการซ่อมแซม บูรณะใหม่บางส่วนซึ่งบริเวณฬาพระ เพราะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นพื้นที่ราบเบื้องล่างและทะเลสาบสงขลาที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาชัยบุรีได้อย่างชัดเจน จึงถือว่ามีความสำคัญมากในสมัยโบราน

    

ที่มาของภาพ https://www.facebook.com/MuangKaoChaiburi/photos/a.929470470493393.1073741852.544252379015206/929470680493372/?type=3&theater

วนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี. (2559). เที่ยวพัทลุง ในหนังสือ เส้นทางจักรยาน (น 7-12). พัทลุง

 


 

          " เมืองเก่าชัยบุรี " ถือเป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้ทั้งทางธรรมชาติและทางประวัติศาสตร์ บางพื้นที่เป็นที่สักการะบูชา บางพื้นที่สร้างเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจคน บางพื้นที่สร้างเพื่อปกป้องคุ้มครองเมือง และบางพื้นที่ที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติเพื่อความสวยงาม เหล่านี้ ล้วนสื่อให้เห็นถึงความสามารถของเจ้าเมืองในอดีตที่คำนึงขององค์ประกอบหลักๆที่ต้องมีในเมือง เพื่อความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า ความปลอดภัย รวมถึงทัศนียภาพในทุกๆด้านของเมือง ทำให้เห็นได้ว่า เมืองชัยบุรี เป็นเมืองที่ครบเครื่องไปหมดทุกด้านทั้งธรรมชาติและกลยุทธต่างๆที่ถูกสร้างเพื่อปกป้องเมือง.

 

 

 


เรื่องที่มีผู้อ่านสูงสุด จาก NationTV



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน