• Abraham
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : susilo_banbang@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2009-05-15
  • จำนวนเรื่อง : 92
  • จำนวนผู้ชม : 60238
  • ส่ง msg :
  • โหวต 15 คน
PATTANI TIMES
Violence in Southern Thailand Issue........Pergolakan di kawasan selatan Thailand....... อัพเดท เจาะลึก ข่าวเหตุการความขัดแย้ง สถาณการณ์ความรุนแรงในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย.............
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/Patani-time
วันเสาร์ ที่ 26 มิถุนายน 2553
Posted by Abraham , ผู้อ่าน : 1506 , 15:09:34 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าครึ่งทศวรรษ แต่ละเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นและจบลงด้วยการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนเท่านั้น ทว่าความสูญเสียยังกระทบถึง "คนที่ยังอยู่" และสั่นคลอนสถาบันครอบครัวอย่างรุนแรงโดยมิอาจหลีกเลี่ยงด้วย

          มีประเด็นที่ไม่ค่อยได้พูดถึงกันนักตลอด 6 ปีของปัญหาความไม่สงบ ก็คือบทบาทของผู้หญิงมลายูมุสลิม ไม่ว่าจะในฐานะ “เมีย” หรือ “แม่” ที่แม้ตนเองจะไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงโดยตรง แต่ก็ต้องได้รับผลกระทบจากการสูญเสีย “เสาหลักของครอบครัว” อย่างสามีหรือลูกชายไป

          ความกดดันมากมายที่ถาโถมเข้าใส่ ไม่ได้แค่เฉพาะความรับผิดชอบที่พวกเธอจะต้องนำพา “ครอบครัวที่ขาดเสาหลัก” ให้ก้าวเดินต่อไป หรือต้องรับภาระดูแลลูกๆ เพียงลำพังโดยมิทันตั้งตัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรอบเกณฑ์ในชีวิตอีกมากมายที่พวกเธอต้องเผชิญ ทั้งจากบริบททางสังคม ค่านิยม ศาสนา และวัฒนธรรม

          เสียงของผู้หญิงมลายูมุสลิมบ้านๆ ที่ธรรมดาสามัญ หลายๆ ครั้งได้ถูกกดทับจนกลายเป็น “เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน”

          เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพโดย อังคณา นีละไพจิตร ได้นำเสนอรายงานวิจัยหัวข้อ “บทบาทและความท้าทายของผู้หญิงมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย” ที่ห้องจะบังติกอ โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี เพื่ออธิบายประเด็นที่อ่อนไหวอย่างยิ่งในดินแดนด้ามขวาน กล่าวคือสังคมมลายูมุสลิมกับการให้สิทธิเสรีภาพด้านต่างๆ ต่อผู้หญิงภายใต้กรอบของศาสนาอิสลาม ท่ามกลางบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี 2547 และบทบาทของผู้หญิงมลายูมุสลิมที่ต้องเผชิญชีวิตท่ามกลางความยากลำบากในการนำพาครอบครัวให้ก้าวเดินต่อไป ทั้งผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ จากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ผู้หญิงในครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มของผู้ใช้ความรุนแรง ตลอดจนอุปสรรคของการเข้าถึงกลไกความคุ้มครองจากการใช้กฎหมายอิสลาม ปัญหาเศรษฐกิจที่ผู้หญิงต้องเผชิญ การค้ามนุษย์ และความรุนแรงในครอบครัว

          รายงานการวิจัยฉบับนี้เคยนำเสนอครั้งแรกในเวที Conference on Religious Activism & Women Development in Southeast Asia: Highlighting Impediments Exploring Opportunities ซึ่งจัดโดย Centre for Research on Islamic and Malay Affairs (AIMA) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ปีที่แล้ว

 

พลิกอ่านรายงานฉบับอ่อนไหว

          มีความท้าทาย 2 ส่วนในรายงานฉบับนี้ ส่วนแรก คือท้าทายบทบาทของภาครัฐในการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของผู้หญิงมลายูมุสลิม ส่วนที่สอง คือท้าทายบทบาทของผู้ชายในสังคมมลายูที่มีวัฒนธรรมรองรับเรื่องการเป็นผู้นำ

          “สังคมมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ผู้หญิงเองก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ของผู้หญิงมลายูมุสลิมจึงอยู่ตรงกลางระหว่างสองทางเลือก ทั้งฝ่ายรัฐไทยที่ต้องการให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้นในเรื่องของการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาความไม่สงบ และในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในขบวนการแห่งสันติภาพ ในขณะที่อีกฝ่ายคือผู้นำศาสนาและขบวนชาตินิยมมลายูที่พยายามให้ผู้หญิงยอมรับและเชื่อมั่นว่า หน้าที่หลักของเธอยังคงอยู่ในบ้าน เพื่อทำหน้าที่ภรรยาและแม่ที่ดี เพราะการเคารพและเชื่อฟังสามีเป็นหนทางเดียวที่จะนำพวกเธอสู่สวรรค์”

          เป็นโจทย์อันแหลมคมที่ตั้งเอาไว้ในรายงานการวิจัยของอังคณา ก่อนจะชี้ให้เห็นถึงบทสรุปของคำถามที่ต้องร่วมกันหาคำตอบ

          “วันนี้ชีวิตของผู้หญิงมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ส่วนหนึ่งจึงท้าทายต่อทั้งรัฐไทยซึ่งพยายามจัดวางให้เธออยู่ในที่ซึ่งรัฐเชื่อในสิทธิเสรีภาพของพวกเธอ กับการท้าทายต่อนักการศาสนาโดยการตั้งคำถามกับการตีความที่เคร่งครัดและจำกัดในบทบัญญัติต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้หญิงในฐานะแม่และภรรยาโดยตรง ที่สำคัญที่สุดคือการท้าทายต่อวาทกรรมการเป็น ‘ผู้หญิงที่ดี ผู้หญิงที่ประเสริฐ’ ในทัศนะการตีความของศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด โดยปราศจากการผ่อนปรน และเข้าใจถึงสภาพความเป็นจริงในบริบทของผู้หญิงและผลกระทบจากสังคมรอบข้างที่เธอกำลังเผชิญอยู่”

          รายงานฉบับนี้มีข้อเสนอเพื่อคลี่คลายโจท์ที่ตั้งเอาไว้

          ประการแรก รัฐ สถาบันทางศาสนา และผู้นำศาสนาควรสนับสนุนให้มีการรวมตัวกันของผู้รู้ศาสนาที่เป็นผู้หญิง เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการตีความกฎหมายอิสลามเกี่ยวกับผู้หญิงให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และตระหนักถึงสิทธิหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้องตามบริบทของวิถีชีวิตและหลักการศาสนาอิสลาม

          ประการที่สอง ในการตัดสินคดีครอบครัวและมรดก หรือการตีความทางศาสนาที่เกี่ยวกับผู้หญิง ควรให้มีตัวแทนที่ผู้หญิงให้การยอมรับเข้ามีส่วนร่วม และสามารถทำข้อเสนอแนะไปยังดาโต๊ะยุติธรรมได้ด้วย

          ประการที่สาม รัฐ สถาบันทางศาสนา และผู้นำศาสนาควรสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้าถึงสิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาต่อเนื่องทุกรูปแบบที่เป็นความต้องการของผู้หญิง รวมถึงให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้โดยง่าย โดยเฉพาะผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์

          ประการที่สี่ ทุกภาคส่วนต้องร่วมสร้างกลไกการให้ความคุ้มครองผู้หญิงให้พ้นจากความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว และควรมีสถานที่ซึ่งผู้หญิงจะสามารถพึ่งพิงได้กรณีเกิดปัญหาครอบครัว

          ประการสุดท้าย รัฐ สถาบันทางศาสนา และผู้นำศาสนา ควรสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ที่ทำงานเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิง โดยเฉพาะการให้ความคุ้มครองแก่ผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

สะท้อนปัญหาเพื่อหาทางแก้ไข

          อังคณา นีละไพจิตร กล่าวถึงสารที่ต้องการสื่อของรายงานฉบับนี้ว่า เน้นศึกษาผู้หญิงพื้นบ้านในสังคมมลายูมุสลิมที่ขาดโอกาสในหลายๆ ด้าน เมื่อเกิดเหตุรุนแรงและความสูญเสียต้องกลายเป็นผู้นำครอบครัว ทำให้ยากต่อการทำงานและสร้างโอกาสที่ดีในชีวิต ต้องเผชิญกับความท้าทายและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

          “โดยเฉพาะครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ มักถูกมองอย่างเป็นอคติจากรัฐและสังคมว่าเป็นครอบครัวของผู้ก่อความไม่สงบ ทำให้เข้าไม่ถึงการเยียวยา และมีการฟัตวาจากผู้รู้ว่าเงินเยียวยาจากรัฐมิใช่มรดก ผู้หญิงที่พยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของหัวหน้าครอบครัวต้องขึ้นศาล ไปสถานีตำรวจเพื่อขอประกันตัวและอื่นๆ ส่วนครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายหลายสิบครอบครัวได้รับการเยียวยาจากรัฐเพียง 17 ครอบครัวเท่านั้น” อังคณา ระบุ

          เธอยังเห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและสายสัมพันธ์ของครอบครัวมุสลิม ส่งผลถึงขนาดที่ว่าน้อยครั้งนักที่ครอบครัวจะได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้า ขณะที่ผู้หญิงไม่สามารถบอกเล่าปัญหาของตนเองได้ ต้องเผชิญกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซ้ำยังมีการศึกษาน้อย ขาดทักษะและอำนาจต่อรอง ทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย และอีกจำนวนมากเกิดความรุนแรงในครอบครัว 

          “ผู้หญิงมุสลิมที่ออกมาทำงานนอกบ้านและมีบทบาทในสังคมหลายบทบาท บางครั้งกลับถูกกดดันและถูกประณามจากสังคม หรือเมื่อออกมาแสดงความคิดเห็นก็อาจถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ ทำให้เป็นอุปสรรคในการก้าวต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการศาสนาต้องรับรู้รับฟังถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น”

          “ทุกวันนี้ผู้หญิงพูดเรื่องของผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงในประเทศอิสลาม เพราะมีหลายกรณีที่ผู้หญิงถูกกระทำ อยากเห็นผู้หญิงมุสลิมมลายูที่มีความรู้ด้านศาสนาออกมาตั้งคำถามกับสังคมและผู้นำศาสนา รวมทั้งปกป้องผู้หญิงด้วยกันให้มากกว่านี้” อังคณา กล่าว

          ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ บอกด้วยว่า รายงานฉบับนี้ไม่ได้ทวงสิทธิเสรีภาพของผู้หญิง แต่จะบอกถึงปัญหาของผู้หญิง แล้วตั้งคำถามว่าเราจะดูแลผู้หญิงอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ ผู้หญิงไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น แต่เมื่อปัญหาแล้วเราจะกลับมาทบทวนหรือไม่ คนที่อยู่ในสถานะของแม่หม้าย เด็กที่พ่อไม่มี ซึ่งผู้หญิงต้องเป็นผู้นำครอบครัวแทน ในขณะที่การวินิจฉัยของนักการศาสนาบางกลุ่มยังคงยืนยันว่าผู้หญิงไปไหนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ทำนิติกรรมไม่ได้ แล้วสังคมมุสลิมดูแลผู้หญิงแบบนี้อย่างไร

          “ทั้งหมดเป็นคำถามและหวังว่ารายงานฉบับนี้จะได้รับการอ่าน การวิเคราะห์โดยมองถึงพื้นฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โดยส่วนตัวแล้วขอยืนยันว่าเคารพหลักการทางศาสนา เคารพการทำหน้าที่ของแต่ละคน ไม่ได้ต้องการเรียกร้องสิทธิสตรีอะไรมากมาย เพียงแค่อยากจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงว่าปัญหามันมีอยู่จริงนะ แล้วเราจะทำอย่างกับปัญหานั้น เพราะเชื่อว่าหากเรายอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เราก็จะแก้ปัญหาได้” อังคณา กล่าว

 

เมื่อผู้หญิงพูดเรื่อง “ผู้หญิง”

          ในงานเดียวกันยังมีการเสวนาหัวข้อ “ชีวิตของผู้หญิงมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรง”  ซึ่งได้เชิญผู้หญิงที่มีบทบาทในสังคมชายแดนใต้ในหลากหลายมิติมาร่วมแสดงความคิดเห็น

          แยนะ สะแลแม นักสิทธิมนุษยชนรากหญ้าจาก อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เจ้าของรางวัล “พลเมืองคนกล้า” กล่าวว่า หากไม่มีเหตุการณ์ตากใบ (การสลายการชุมนุมและเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมจำนวนมากที่หน้า สภ.ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547 ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 85 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นลูกชายของแยนะ) คงไม่มีใครรู้จักเธอซึ่งเป็นเพียงผู้หญิงมลายูมุสลิมเรียนจบแค่ชั้น ป.4 เรียนศาสนาแค่ชั้น 2 ฐานะยากจน

          “ฉันเป็นลูกกำพร้า ต้องต่อสู้ชีวิตเรื่อยมา จนมามีครอบครัวและเกิดเหตุการณ์ตากใบ ทำให้ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อถามหาความยุติธรรมเพราะไม่มีใครทำ เมื่อถามผู้รู้ทางศาสนาเขาบอกว่าทำได้ ไม่เป็นบาปในเรื่องนี้ ทุกอย่างอยู่ที่พระเจ้าที่จะให้เรา ศาสนาสอนให้มีความซอบัร (อดทน) ผู้หญิงมีความอดทนในการทำงานหลายอย่าง ไปตรงไหนก็มีแต่ผู้หญิงที่ออกมาทำงานและกิจกรรมอื่นๆ”

          ดารณี เจ๊ะเลาะ จากสมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ บอกว่า ขอเป็นฟันเฟืองเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กและสตรีในพื้นที่ เพราะเรื่องนี้เป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

          “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นบททดสอบที่อัลลอฮ์ส่งมา ทุกชีวิตต้องแสดงบทบาทและหน้าที่ของตนเอง สิ่งที่เกิดขึ้นทำชีวิตของผู้หญิงหลายร้อยหลายพันชีวิตต้องได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องและยาวนาน มีปัญหาเล็กๆ หลายปัญหาที่การเยียวยาของรัฐยังเข้าไม่ถึง ผู้หญิงที่สามารถต่อสู้ต่อไปได้ต้องมีหลักการอิสลามในการดำรงชีวิต”

          ผศ.ชิดชนก ราฮิมมูลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) กล่าวว่า เมื่อได้มาอยู่ในพื้นที่ ได้เห็นพลังของผู้หญิงมุสลิมที่ทำงานทุกอย่างในแต่ละวัน ให้ความสำคัญเรื่องศาสนา ไม่ทิ้งศาสนา ยิ่งกว่านั้นเมื่อมีปัญหาในครอบครัวยังสามารถลุกขึ้นมาสู้กับปัญหาได้มากกว่าผู้ชาย สามารถทำได้หลายหน้าที่และหลายบทบาท

 

เมื่อ “ผู้ชาย” พูดถึง “ผู้หญิง”

          ในเวทีเสวนา ยังมีผู้ชายหลายคนที่ร่วมรับฟังและขอแสดงความคิดเห็น เริ่มจาก ฮาฟีซะ สาและ นักศึกษาปริญญาโทจากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง กล่าวว่า สังคมมุสลิมยังไม่กล้าพูดเรื่องเหล่านี้มากนัก ทั้งที่เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะของผู้หญิงอย่างเดียว ผู้ชายต้องช่วยในการเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาแล้วที่สังคมมุสลิมต้องพิจารณาว่าได้นำหลักการทางศาสนามาปฏิบัติจริงแล้วหรือยัง เป็นความท้าทายของผู้ชายมลายู

          “ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเปิดโอกาสให้ผู้หญิงพัฒนาศักยภาพ สามารถสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ดีขึ้น อิสลามเปิดโอกาสให้ตีความจากการศึกษาหาความรู้และเปิดโอกาสในการเรียนรู้ เมื่อโอกาสนั้นมาถึงชายแดนใต้ ผู้หญิงได้รับโอกาสมากขึ้น ผู้ชายก็ต้องมาตั้งคำถามว่าจะเอื้อให้ผู้หญิงพัฒนาโอกาสที่ได้รับนั้นได้อย่างไร”

          ขณะที่ อับดุลอซิซ ตาเดร์อินทร์ จากสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) กล่าวว่า รายงานการวิจัยชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่เรื่องราวที่นำเสนอเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในทุกสังคม มีปัญหาผู้หญิงถูกละเมิดสิทธิในทุกภาคของประเทศ จริงๆ แล้วเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับอิสลามไม่ได้ขัดแย้งกัน

          “ผมเป็นห่วงว่าเนื้อหาในรายงานบางแง่มุมอาจทำให้ผู้อ่านที่ไม่เข้าใจผลักให้กลายเป็นประเด็นทางศาสนา ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของตัวบุคคล ถ้าบุคคลทำผิด ผู้นำศาสนาทำผิดก็ต้องฟ้องร้องกันไป มันมีช่องทาง หรือจะตั้งเป็นศูนย์ร้องเรียนก็ได้ อิสลามมีทางออกตลอด แต่จะบอกว่าหลักการแย่คงไม่ได้ ผมกังวลว่าจะเกิดขึ้นกับคนบางคนที่อ่านรายงานแล้วทำความเข้าใจผิดเพี้ยนไป ตรงนี้ต้องระวัง”

          อย่างไรก็ตาม อับดุลอซิซ เห็นด้วยว่า สิ่งที่รายงานฉบับนี้นำเสนอเป็นการสะท้อนความอ่อนแอบางประการของผู้ชาย ผู้นำศาสนา และผู้นำในพื้นที่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหันมาดูแลรับผิดชอบผู้หญิงที่ถูกลิดรอนสิทธิอย่างจริงจัง และควรตั้งวงพูดคุยปัญหาเหล่านี้ให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้นเสียที

          แม้ความเปลี่ยนแปลงจะยังอีกยาวไกล แต่รายงานของอังคณาและคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพก็ได้ทำหน้าที่ให้เกิด “ก้าวแรก” ของการเริ่มต้นสะสางปัญหาแล้ว...

เลขา เกลี้ยงเกลา / ปรัชญา โต๊ะอิแต
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณเห็นด้วยไหมที่จะให้ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองตนเอง(Autonomy) แต่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐธรรมนูญของรัฐไทย
เห็นด้วย
33 คน
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
71 คน
ไม่เห็นด้วย
564 คน

  โหวต 668 คน