*/
  • เป๊ปซี่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pepsi8@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-14
  • จำนวนเรื่อง : 163
  • จำนวนผู้ชม : 914702
  • จำนวนผู้โหวต : 774
  • ส่ง msg :
  • โหวต 774 คน
<< พฤษภาคม 2009 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2552
Posted by เป๊ปซี่ , ผู้อ่าน : 18549 , 19:19:27 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตอนที่สาม...ตะลุยนาราชมซากุระสุดสวย

          วันที่ 28 มีนาคม 2552...

          ....ผมตื่นเช้าตั้งแต่เวลา 07.00 น. แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเวลาไทยเพิ่งจะ 05.00 น. เอง ประกอบกับวันนี้เรานัดรวมพลกันสายๆ และเมื่อวานนี้ก็เหนื่อยมาก เพราะต้องตื่นบนเครื่องบินมากินข้าว ตั้งแต่เวลาตีสามเมืองไทย  ก็เลยล้มตัวลงนอนต่อ ไปตื่นอีกทีเอา 07.45 น.

          ขณะที่ทำกิจส่วนตัวอยู่ในห้องน้ำยามเช้านั้น ก็ถึงเวลาที่จะได้ทดลอง เทคโนโลยีส้วมญี่ปุ่นกันแล้วล่ะครับว่า ที่ว่ากันว่ามีปุ่มกดชำระก้นของเราเองนั้น จะใช้ได้ผลสักขนาดไหน โถชักโครกของญี่ปุ่นนั้น เขาจะใช้ไฟฟ้าคอยหล่อเลี้ยงน้ำที่จะฉีดก้นของเราให้อุ่นอยู่เสมอ มิฉะนั้นขืนฉีดทั้งน้ำเย็นเข้ามาล่ะก็ มีอันได้ก้นชาไม่พักได้ทำความสะอาดกันล่ะครับ เพราะอุณหภูมิในตอนกลางคืนของญี่ปุ่นนั้นต่ำมาก ประมาณ 3 – 4 องศาเท่านั้นเอง

              

ส้วมที่ญี่ปุ่นครับ...ถ้าเป็นท่านผู้ชมจะกดปุ่มไหนครับระหว่าง Spray  กับ Bidet?

          แม้แต่ฝารองนั่งนะครับ เขาก็มีไฟฟ้าไปทำให้อุ่นอยู่เสมอเช่นกัน จะได้ไม่เย็นก้นจนสะดุ้งโหยงเมื่อเวลานั่งลงไป เมื่อเราถ่ายส้วมเสร็จ ก้มลงไปดูปุ่มทางด้านขวามือจะมีปุ่ม Stop ปุ่ม Spray ปุ่ม Bidet แล้วก็มีปุ่มบวกลบ อยู่ถัดไป ที่ปุ่ม Spray มีรูปก้นถูกน้ำฉีดอยู่ ส่วนปุ่ม Bidet ซึ่งแปลว่า “ล้างก้น” แต่มีรูปเป็นคล้ายๆผู้หญิงถูกฉีดน้ำเข้าไปที่ก้นเหมือนกัน ผมก็พอทราบล่ะครับว่า ปุ่มหนึ่งสำหรับล้างก้น และอีกปุ่มหนึ่งสำหรับสุภาพสตรีล้างปัสสาวะ แต่ว่าไอ้ปุ่มไหนมันสำหรับล้างก้นผมล่ะครับ ในเมื่อรูปกับข้อความมันขัดๆกันอยู่ อย่ากระนั้นเลยทดลองดีกว่า เพราะยังไงๆมันก็ไม่ถึงกับมีอันตรายอะไรนี่นา อย่างดีมาก็อาจจะถูกน้ำฉีดผิดองศาไปหน่อยเท่านั้น!!

          ผลของการทดลองเป็นอย่างไร ผมไม่เปิดเผยครับขอปิดเป็นความลับ แต่ก็บอกได้ว่า สนุกดี!! ส่วนปุ่มบวก-ลบนั้นเป็นปุ่มปรับระดับน้ำครับ จะให้แรงให้ค่อยก็ปรับเอา ใหม่ๆผมก็ยังไม่ค่อยจะไว้วางใจเทคโนโลยีชั้นต่ำ (เพราะอยู่ข้างล่าง!!) ชิ้นนี้สักเท่าไหร่นัก ว่ามันจะสามารถทำให้ก้นผมสะอาดได้จริง อย่างที่มือซ้ายของผมปฏิบัติการมาโดยตลอดหรือไม่ จึงต้องพิสูจน์ด้วยกระดาษทิชชู่อยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ผ่าน เป็นอันรับประกันได้ว่า มันใช้แทนมือเราได้จริงๆ!! และหลังๆก็ชักจะติดใจ เวลาเข้าห้องน้ำที่ไหนแล้ว ไม่มีชักโครกไฟฟ้าแบบนี้ ชักไม่อยากจะเข้า เหมือนมันไม่สนุก กลับมาเมืองไทยแล้วเห็นทีจะต้องไปด้อมๆมองๆแถวโฮมโปร ดูว่าเขามีขายบ้างหรือไม่!!

          พูดถึงส้วมญี่ปุ่นก็ต้องยอมรับนับถืออย่างหนึ่งว่า ของเขาสะอาดเป็นอันดับหนึ่งทีเดียว ไม่เฉพาะส้วมตามโรงแรมเท่านั้น แม้แต่ในสวนสาธารณะของเขาก็สะอาด ที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นด้วย ผมไปทานร้านอาหารบางแห่งแม้จะดูซ่อมซ่อเก่าแก่ และส้วมของเขาก็เป็นแบบ Japanese Style คือเป็นแบบส้วมซึมของไทยเรา แต่จะดูกว้างและยาวกว่า แต่ส้วมของเขาก็สะอาดและไม่มีกลิ่นมารบกวน ให้รำคาญอารมณ์แต่อย่างใด เอาเป็นว่า ถ้าให้คะแนนประเภทของส้วมสาธารณะ เปรียบเทียบระหว่างของจีน ไทยและญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ ของจีนเป็น 0 ของไทยเป็น 5 ของญี่ปุ่นเต็ม 10 ก็แล้วกัน!!

          ผมลงมาทานอาหารข้างล่างตอนเวลา 08.22 น. ยังไม่เจอใคร บุพเฟต์ของโรงแรมที่นี่น่าทานมากครับ แม้จะเล็กๆไม่ใหญ่โตอะไร แต่ก็อร่อยแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะไข่ลวกอย่างที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละครับ อธิบายมากเดี๋ยวท่านผู้ชมจะหิว ไปชมภาพเอาเองเถอะครับ หรือว่ายิ่งชมจะยิ่งหิวมากกว่า...!! ฮา

        

...นี่แหละครับมื้อเช้าของผม ที่จริงครึ่งจานนี่ก็อิ่มแล้วครับ เพราะยังมีกาแฟแก้วใหญ่อยู่อีกหนึ่งแก้ว แต่ความที่มันน่าทานก็เลยตักมาเสียเกือบทุกอย่าง แต่ก็อร่อยทุกอย่างเหมือนกันนะครับ...

...บรรยากาศในห้องอาหารเช้าครับ คนญี่ปุ่นเขาจะคุยกันเบาๆแทบไมได้ยินเสียงเลยครับ...

...นี่แหละครับ "ไข่ลวก" ที่ผมบอกว่าอร่อย แค่หน้าตาก็น่าทานแล้วใช่ไหมครับ...

...บริกรสาวญี่ปุ่นกับขนมปังยามเช้าอันโอชะครับ...

              

...ตบท้ายอาหารเช้ามื้อนี้กับ "ซุปเต้าหู้" ต้นตำรับ...

 

...พี่ฟ้ากำลัง "ตุ้ย" ส่วนป้าแดงกับกระติกก็กำลังอร่อยเต็มที่ วันนี้กระติกเธอทำเซอร์ไพรซ์มากครับ

ที่ลงมาทานอาหารเช้าแต่เช้า เพราะปกติแล้วเธอมักไม่ค่อยจะทาน จะนอนยาวไปจนถึงเวลาจะออกเดินทางโน่นแหละ...

....ด้านหน้าของโรงแรม Grande Vista Hotel ครับดูเล็กๆแคบๆนะครับ...

...ป้ายอันเป็นสัญลักษณ์ของโรงแรม...

...วิวทิวทัศน์บนสะพานทางเดินก่อนจะข้ามไปลง Subway ไปสถานี Namba อาจจะคุ้นๆนะครับ เพราะสารคดีท่องเที่ยวญี่ปุ่น ถ้ามาโอซาก้าแล้ว ก็มักจะมาถ่ายตรงนี้แหละครับ...

...ตามทางเดินที่จะไป Subway จะมีร้านค้าสองข้างทางอยู่มากมาย ร้านนี้ขายสุนัขครับ อันที่จริงเขาไม่ให้ถ่ายรูป แต่ผมไม่ทราบเพราะไม่มีป้ายแขวนบอก ก็ถ่ายเอาๆ เจ้าของร้านเขามาบอกทีหลังก็ได้แต่ Sorry เขาไป...

...บนรถไฟที่กำลังจะไป Nara กันครับ...     

            “สิบหัวทุยตะลุยทัวร์” เราพร้อมกันเมื่อเวลา 09.55 น. วันนี้เราจะไปเที่ยวกันที่เมือง Nara อันมี Nara Park เป็นจุดท่องเที่ยว Nara Park เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่มาก สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1880 แปลงเป็น พ.ศ.ก็ปี 2423 ราวๆสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายของเรา ใน Nara Park หรือ Nara Koen ของภาษาญี่ปุ่น มีศาสนสถานที่สำคัญอยู่ 3 แห่งคือ 1.วัดโทไดจิหรือ Todaiji Temple  2.วัดโคฟุคุจิหรือ Kofukuji Temple และ 3.ศาลเจ้าคาสุกะหรือ Kasuga Grand Shrine ทั้งสามแห่งนี่ล้วนแต่เก่าแก่ และมีประวัติความเป็นมาที่สำคัญทั้งสิ้น แต่อย่าให้เล่าเลยครับมันจะยาว อีกอย่างหนึ่งมันสำคัญสำหรับญี่ปุ่น สำหรับคนไทยหัวทุยอย่างพวกผม ฟังแล้วก็อ๋อๆ แค่นั้น เดี๋ยวก็ลืมครับ

          เพราะที่เราอยากไปดูเสียมากกว่าวัดศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามนั้นก็คือ “ดอกซากุระ” หรือที่ภาษาฝรั่งดัดจริตเรียกว่า “Cherry” ก็งงๆกับท่านฝรั่งหัวแดงเหมือนกันว่า ไฉนจึงไม่เรียกทับศัพท์ไปเลยว่า “Sakura” จะไปเปลี่ยนชื่อให้เขาเป็น “เชอรี่” อยู่ทำไม? เรื่องชื่อประเทศญี่ปุ่นนี่ก็เหมือนกัน คนไทยหัวทุยอย่างเรายังเรียกได้ใกล้เคียง กับรากศัพท์เดิมของญี่ปุ่นที่เรียกตัวเองว่า “นิปปอน” (Nippon) (ที่จริงต้องออกเสียงสั้นว่า “ยึเปิ่น”) เสียอีก แต่ท่านฝรั่งไม่คุ้นกับการออกเสียงสั้นๆ แบบชาวเอเชียก็แปลงให้เสร็จสรรพว่า “แจแปน” (Japan) แล้วเราก็ต้องใช้ตามเขามาถึงทุกวันนี้!!

          เราเริ่มสตาร์ทที่สถานีนัมบะตามเคย วันนี้ไม่มีหลงอีกแล้ว เพราะพอหลงจากเมื่อวาน เราก็เริ่มจับทิศทางถูก พอเดินลง Subway B20 ปั๊บ!! เราก็เดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอย่างคุ้นเคย แป๊บเดียวก็มาถึงสถานีรถไฟ Namba เราใช้บริการของ Kintetsu Line อีกครั้ง ซื้อตั๋วรถไฟไป Nara คนละ 540 เยน นั่งเงียบๆมาไม่นานก็ถึงสถานี Nara 

          ที่สถานีรถไฟนารา ขณะที่เรากำลังรอคอยบรรดาป้าๆเข้าห้องน้ำ บรรดาหลานๆก็เตร่เข้าไปร้าน Starbuck Coffee แล้วก็ซื้อออกมาคนละแก้วสองแก้ว บรรดาลุงๆอย่างลุงจันทร์และลุงอ๊อดก็ออกตระเวน สำรวจพื้นที่ไปตามประสา จนบรรดาป้าๆและบรรดาหลานๆมาพบปะเจอะเจอ จิบกาแฟกันไปชิมกาแฟกันมาเรียบร้อย รออยู่หน้าร้านสตาร์บัค แต่บรรดาลุงๆทั้งสองลุงก็ยังไม่ปรากฏตัว พอกาแฟหมดเราก็เลยขึ้นมาคอย “พี่จันทร์” กับ “พี่อ๊อด” ที่ถนนด้านนอกสถานีรถไฟ ข้างนอกหนาวน่าดูครับ แต่วันนี้ไม่กลัว เพราะเตรียมเสื้อสีเหลืองตัวหนามาด้วยเรียบร้อย คอยอยู่สักครู่สองลุงก็ยังไม่ปรากฏโฉม พี่เปิ้ลกับจูน ต่างก็เดินขึ้นเดินลง เผื่อว่าลุงจะเดินไปที่เรารอกันครั้งแรก เมื่อไม่เจอแน่แล้วก็เลยต้องโทรศัพท์หา.......

          โน่น...สองลุงไปปรากฏตัวอยู่ที่หน้า Nara Park เรียบร้อย แกอ้างว่าออกมาไม่เห็นพวกเราก็เลยคิดว่าคงจะเดินมา Nara Park แล้ว เฮ้อ!! ช่างคิดนะลุงนะ ใครเขาจะไปไหนได้ถ้าไม่มี “ลุงจันทร์” ก็ลุงน่ะเป็น “กระเป๋าเงิน” ของพวกเรานะ....อย่าลืมสิ!!

            

              

...กระติก เธอจะเป็นคนที่มีสวิทช์อัตโนมัติ พอนั่งรถปุ๊บสวิทช์เธอก็จะปิดปั๊บ พอถึงที่หมายสวิทช์เธอก็จะเปิดปั๊บตื่นได้ทันที สามารถจริงๆ!!...

...สาวญี่ปุ่นคนนี้ไม่ทราบว่านั่งหลับหรือนั่งฟังเพลงครับ คนญี่ปุ่นผมสังเกตดูว่าพอเวลาขึ้นรถไฟ ถ้าไม่เอาเอ็มพีสามยัดใส่หู ก็จะเปิดโทรศัพท์มือถือเล่นเกมหรืออ่านข่าวทางอินเตอร์เน็ต ไม่ค่อยเห็นใครโทรศัพท์ไปคุยกับคนอื่นเลย...

...ถึงสถานี Nara แล้ว มีผู้คนพลุกพล่านพอสมควร...

...พี่จันทร์ เจอเข้ากับเด็กนักเรียนทีมเบสบอลทีมนี้ ก็เลยขอถ่ายรูปพร้อมกับแอ๊คชั่น ที่ทำให้เด็กๆถึงกับยิ้มปริ คนญี่ปุ่นเขาคลั่งไคล้กีฬา "เบสเบอล" เอามากๆครับ ดูว่าจะมากกว่า "ฟุตบอล" ที่ไปบอลโลกมาตลอดๆในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ...

...Starbucks in Japan หน้าร้านนี้แหละครับที่เรายืนกินกาแฟกันคอยพี่จันทร์ ที่บอกว่าจะไปเซอร์เวย์จนหายไป...

...เราขึ้นมาคอยพี่จันทร์กันตรงปากทางลง Subway ที่ Nara ข้างบนนี้อากาศหนาวมากครับ ลมแรงทีเดียว "พระรูปนี้" ยืนขอเงินบริจาคอยู่ครับ คนผ่านไปผ่านมาก็มีคนบริจาคให้บ้างตามสมควร จะมีภาพพระยืนขอบริจาคอย่างนี้ทั่วไปในญี่ปุ่นครับ ส่วนหนุ่มรูปหล่อที่นั่งอ่านนั่งสืออยู่นั้น ก็ไม่ทราบว่าคอยอะไร เพราะก็เห็นว่ามีจักรยานของตัวเองจอดอยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้เข้าไปถามอะไรหรอกครับ มันจะยุ่งเรื่องของเขาเกินไป!!...

...คุณนายหมูกำลังชี้ป้ายที่บอกทางไป Nara Park...

...ป้ายท่องเที่ยวของญี่ปุ่นนี่ดีนะครับ บอกทางไปได้ชัดเจนดี โดยเฉพาะระยะทางจะบอกไว้หมดว่ากี่กิโล ไม่เหมือนของไทย บอกแต่ทางไป ไม่บอกระยะทาง ขับไปเถอะสองวันแล้วยังไม่ถึงที่หมายเลย...

...ระหว่างรอคอยพี่จันทร์เราก็ถ่ายรูปกันไป...

          เราก็เลยเดินกันไป ถ่ายรูปกันไป ไม่นานก็ถึง Nara Park พบพี่จันทร์กำลังซื้อขนมที่เขาขายอยู่หน้าปาร์ค ให้กวางกินอยู่ ใน Nara Park นี้จะมีกวางอยู่เป็นจำนวนมากครับท่านผู้ชม ตามประวัติความเป็นมาของเขา นัยว่าเป็นกวางศักดิ์สิทธิ์ ที่อาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว ไม่มีใครจะมาทำร้ายอะไรมัน มีแต่มันจะไปเที่ยวแย่งขนมเขากิน ถ้าไม่ถือระวังให้ดี แม้แต่กระดาษที่เป็นเอกสารขาวๆมันก็กิน เขาจึงมีป้ายเตือนเอาไว้ทั่วไป ว่าให้ระวังกวางจะแย่งกินอาหารและกระดาษที่ถืออยู่ในมือ เพราะฉะนั้นกรุณาอย่านำโฉนดที่ดินมาเที่ยวที่นี่ ประโยคหลังนี้ผมเตือนเองครับ!!

          เข้าไปใน Nara Park วัดแรกที่เราพบก็คือวัดโคฟุคุจิ (Kofukuji Temple) มีลักษณะเด่นเห็นชัดแต่ไกลก็คือเจดีย์ห้าชั้นสูงใหญ่ทีเดียว ญี่ปุ่นจะนิยมสร้างเจดีย์ห้าชั้นนี้ไว้ทั่วไปแทบทุกวัด แต่เขาว่าวัดนี้เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดครับ ใกล้กันยังมีอาคารไม้หลังใหญ่ตั้งอยู่ด้วย เขาบอกว่าเป็น “Main Hall” ก็คงจะประมาณเป็นเสมือนโบสถ์วัดของเรา วัดโคฟุคุจินี้สร้างมาแต่ ค.ศ.710 โดยตระกูลฟูจิวะระ (Fujiwara) สำคัญยังไงก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ พวกเราหยุดถ่ายรูปกันได้คนละสี่ห้าช็อต ก็ออกเดินกันไปต่อ

          สองข้างทางเดินล้วนแต่ผ่านต้นซากุระเป็นแถว แต่เสียดายดูเหมือนจะยังไม่บานดี อีกสักสัปดาห์น่าจะบานเต็มที่ คงไม่มีโอกาสได้มาชมหรอกครับ เพราะพรุ่งนี้เราก็จะต้องไปเกียวโตกันแล้ว แต่เราก็ไม่ห่วงว่าจะไม่ได้เห็น “ซากุระ” เพราะจูนบอกว่าซากุระจะบานตั้งแต่ภาคใต้ของญี่ปุ่น ขึ้นไปทางภาคเหนือ คือไล่ตามอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั่นเอง ภาคเหนือจะหนาวกว่าและภาคใต้จะอบอุ่นกว่า เมื่อพวกเราเที่ยวจากเหนือลงใต้ ถ้าที่นี่สัปดาห์หน้าบาน เกียวโตและโตเกียวก็ต้องบานแล้ว เพราะ “Cherry Blossom” หรือ “เทศกาลซากุระบาน” นั้น แต่ละที่กินเวลาแค่ 15 วันเท่านั้นแหละครับ

...พี่จันทร์ มายืนให้อาหารกวางอยู่ที่หน้า Nara Park ที่นี่จะมีกวางเยอะมากครับ เขาถือเป็นกวางศักดิ์สิทธิ์ จะไม่มีใครไปทำร้ายอะไรมัน...

...ดูสิครับเต็มไปหมด เมื่อเวลาเห็นใครซื้อขนม หรือว่าซื้ออาหารสำหรับมันละก็ มันจะเดินตามเป็นพรวนเชียวละครับ...

...ยิ้มให้โลกสดชื่นของกระติก...

...นี่แหละครับวัด Kofukuji เจดีย์ห้าชั้น นั่นคือสัญลักษณ์ของวัดนี้ครับ...

...ให้ดูใกล้ๆว่าเป็นเจดีย์ที่ทำด้วยไม้ได้งดงามปานใด...

...ส่วนนี่เป็น ท่านั่งถ่ายแบบมืออาชีพของพี่เปิ้ล ห้ามลอกเลียนแบบนะครับ...

...การสร้างเขาไม่ใช้ตะปูเลยนะครับ ใช้เพียงไม้และยึดหลักของความสมดุลกันเท่านั้นเอง...

           ยังไปไม่ทันถึงวัดโทไดจิ (Todaiji Temple) วัดที่สำคัญที่สุดของที่นี่ ที่มีพระพุทธรูปไม้องค์โต ซึ่งมักจะมีรูปอยู่ในโปสการ์ดบ่อยๆประดิษฐานอยู่ พวกเราก็มาเจอร้าน “อุด้ง” ริมข้างทางเสียก่อน “พี่จันทร์” ซึ่งชอบอยู่แล้วกับอาหารประเภทเส้นๆร้อนๆ แกก็เลยเสนอว่าสั่งมาสักสามชามแบ่งกันกินเล่นๆ แต่เล่นไปเล่นมาก็ปรากฏว่าสั่งกันมากินเสียเกือบครบทุกคนแหละครับ แถมที่นี่ยังทำขนม “โมจิ” สดๆขายอีกด้วย แล้วจะพลาดหรือ พวกเราก็เลยสั่งกันมากินเสียสองจาน แต่ที่พลาดไปถนัดก็คือ “จูน” หลานสาวผู้อาศัยอยู่ญี่ปุ่นมาสามปีแล้วนั่นเอง เพราะที่โต๊ะเราจะมีเตาไฟเหมือนเตาถ่านวางอยู่บนโต๊ะ พวกเราก็ถามจูนว่าเตาเขาเอาไว้ทำอะไร เพราะอุด้งก็เป็นบะหมี่น้ำ ไม่เห็นจะต้องใช้เตา “จูน”ซึ่งเห็นเขาขายขนมโมจิด้วยก็บอกว่า เอาไว้ย่างโมจิ พอเราสั่งขนมโมจิมา ซึ่งจะเป็นลักษณะเหมือนแป้งผสมวุ้นขาวๆเหนียวๆ แล้วก็มีถั่วบดพร้อมน้ำเชื่อมมาให้ด้วย เราก็ถามต่อว่าจะกินยังไง “จูน”ก็เลยส่งภาษากับเจ้าของร้าน เขาก็เลยมาสาธิตให้ดูว่า เอาถั่วโรยๆไปบนโมจิ เอาตะเกียบคีบจิ้มน้ำเชื่อม แล้วก็เอาใส่ปาก!! พวกเราก็ร้อง อ้าว!!แล้วเตานี่ล่ะ?? เขาก็บอกว่า “เอาไว้อังไฟแก้หนาว”!!

        

...คุณนายหมู เธอขอถ่ายรูปที่ร้านอุด้งริมทางที่เราแวะทาน ดูแต่หน้านะครับ อย่าไปดูพุงของเธอ...

      

...จูนกำลังผสมถั่วบดลงไปในขนมโมจิครับ จากนี้เราก็จะใช้ตะเกียบคีบจิ้มน้ำเชื่อมเล็กน้อย แล้วก็ทาน...

      

                                       ...เป็นไงครับ น่าทานไหมครับ...

       

                                          ...เห็นแค่ท่าก็รู้แล้วว่าต้องอร่อย...

       

...เคล็ดลับความอร่อยของอุด้งเจ้านี้ หน้าตาเป็นอย่างนี้แหละครับ ดีกว่าทีวีแชมเปี้ยนเยอะเลย...

     

                                             ...มะรุมมะตุ้มกันใหญ่เลยครับ...

               

    ...มีแมวตัวหนึ่งมาแอบมองพวกเราอยู่ด้วยครับ คงไม่เคยเห็นว่าใครจะกินอุด้งแบบนี้...

      

        ...คุณนายหมู เธอสาธิตให้ดูครับว่าเตานี้ใช้ผิงไฟ ไม่ได้ใช่ย่างโมจิ นะลูกจูน...!!

         ท้องอิ่มเราก็ออกเดินไปกันต่อ เดินไปได้สักสองร้อยเมตร มองข้ามถนนเล็กๆไปอีกฝั่งหนึ่ง เห็นศาลเจ้าเล็กๆแต่เก่าแก่แห่งหนึ่ง มีผู้คนเดินเข้าไปเป็นจำนวนมาก พวกเราก็เลยเดินเข้าไปดูบ้าง แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ ภายในรั้วหน้าศาลเจ้านั้นมีต้นซากุระที่ดูจะเป็นต้นเก่าแก่อยู่สองต้น แต่เป็นสองต้นที่พิเศษ เพราะมีดอกซากุระห้อยระย้าเป็นพวงลงมาไม่เหมือนที่อื่นใด ซึ่งมักจะมีเพียงดอกเล็กๆเป็นช่อๆไปเท่านั้น มีคนมาถ่ายรูปกันเยอะมากเลยครับ ก็แน่ละสิงามปานนี้ คณะผมและโดยเฉพาะตากล้องอาชีพอย่าง “พี่เปิ้ล” และ “ลุงอ๊อด” ก็เลยถ่ายเสียเปรมปรีดิ์ไป

          ออกจากศาลดอกซากุระสวยมา เจอรถเข็นขายมันเผาอยู่ข้างถนน เป็นที่ถูกใจวัยรุ่น อย่าง “พี่จันทร์” “พี่ฟ้า” ยิ่งนัก ก็เลยซื้อกันมาแบ่งกันกินคนละหัวสองหัว ร้อนแต่ว่าอร่อยดีครับ ไม่มันมากเหมือนหัวมันไทย แต่จะออกหวานมากกว่า

                 

          ...ปากทางเขาศาลเจ้าที่มีดอกซากุระสวย พระฝรั่งรูปนี้กำลังยืนรอรถเมล์อยู่...

         

                 ....จากปากทางเข้าไปก็พอมองเห็นต้นซากุระอยู่ข้างในแล้วละครับ...

                  

                        ...คุณนายหมู เจอดอกซากุระสวย ถึงกับยิ้มแช่มชื่นทีเดียวครับ...

                 

                                ...ภาพนี้ถ่ายไว้ให้ "ต้นซากุระ" เป็นพยานในความรัก...

                  

...ส่วนคู่นี้ก็ทำให้ "ซากุระ" เฉาไปหลายดอก เมื่อเจอกับความหวานของพี่จันทร์พี่ฟ้า...

                

                              ...โคลสอัพมาให้ดูใกล้ๆครับว่าดอกมันเป็นเช่นไร...

              

                                  ...เป็นพวงย้อยระย้าลงมางดงามมากครับ...

              

                          ...ต้นนี้ดูจะเก่าแก่มาก จนเขาต้องเอาไม้มาค้ำยันไว้...

               

...ที่จริงมันไม่ได้โล่งๆเหมือนไม่มีคนอย่างที่เห็นนะครับ คนจะเยอะมากเขาจะเดินไปเดินมาเพื่อถ่ายภาพ ผมต้องตั้งกล้องรอช่วงระยะที่เป็นช่องว่างของคนเดินผ่านพอดี ถึงจะได้ถ่ายรูปนี้ออกมา...

              

...ซากุระ ที่นี่ทำให้ผมประทับใจมากทีเดียว ก็เลยเอารูปมาลงให้ดูกันเยอะๆหน่อย...

      

...ออกจากศาลเจ้าซากุระสวยมาก็เจอรถเข็นขายมันเผา เราก็มะรุมมะตุ้มกันใหญ่เลยครับ...

             

                               ...หน้าตาน่าทานและมันก็อร่อยสมกับหน้าตา...

        

                ...ป้ายทำด้วยแผ่นหินบอกถึงความเป็น "มรดกโลก" ที่มอบให้กับวัดโทไดจิ...

           มาถึง “วัดโทไดจิ” แค่เดินผ่านประตูวัดเข้าไปก็รู้แล้วล่ะครับว่า วัดนี้จะต้องใหญ่โตโอฬารมาก ก็ขนาดเสาประตู ที่พี่จันทร์กับพี่ฟ้าช่วยกันโอบสองคนยังไม่รอบเลยครับ Todaiji Temple เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.752 ถือได้ว่าเป็นวัดที่สำคัญเป็นลำดับต้นๆของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เอกลักษณ์ของวัดนี้ก็คือ มีพระพุทธรูปทำด้วยไม้องค์ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ “Daibutsu” ประดิษฐานเป็นองค์พระประธานอยู่ภายใน อาคารไม้หลังใหญ่ ซึ่งได้สร้างขึ้นมาใหม่เมื่อปี ค.ศ.1962

          วัดสำคัญๆอย่างนี้ก็ต้องเก็บค่าเข้าชมเป็นธรรมดาครับ แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือว่า ค่าเข้าชมสถานที่สำคัญๆของญี่ปุ่นนี้ เก็บเท่ากันหมดทุกคนครับ ไม่ว่าคุณจะเป็น Japanese หรือไม่ใช่ จะเก็บต่างกันก็ตรงเด็กตรงผู้ใหญ่เท่านั้นครับ โดยเด็กจะคิดครึ่งราคา ไม่เหมือนที่อื่นอย่างเมืองไทย นิวซีแลนด์หรือจีน ที่มักจะมีอัตราต่างกัน ระหว่างคนท้องถิ่นที่จะเก็บถูกกว่าและคนต่างชาติที่เขาจะเก็บแพงกว่า ก็ไม่ทราบว่าคนญี่ปุ่นเขาไม่ประท้วงรัฐบาลเขาบ้างหรืออย่างไร แถมที่เห็นก็มีคนญี่ปุ่นเสียสตางค์ เข้าไปเคารพสักการะเป็นจำนวนมากอยู่เหมือนกันนะ

          ค่าเข้าชมวัดโทไดจิเขาเก็บคนละ 500¥ ครับ ภายในบริเวณวัดกว้างขวางมาก ผมว่าถ้าทำสนามฟุตบอลสักสี่สนามก็ยังจะพอได้ พอเข้าไปภายในวัด นอกจากอาคารไม้หลังใหญ่โตมโหฬาร ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่แล้ว รอบๆบริเวณก็มีต้นซากุระสวยๆให้พอได้ถ่ายรูปอยู่หลายต้นเหมือนกัน

          ภายในวัดมีผู้คนมากมายทีเดียว ทั้งจุดธูปปักเทียนและยืนไหว้ แปลกนะครับ คนพุทธแถวจีนแถวญี่ปุ่นนี่มักจะยืนไหว้ ส่วนของเราต้องนั่งไหว้แล้วก็กราบแบบ “เบญจางคประดิษฐ์” ที่มักจะประดิษฐ์กันไม่ค่อยจะครบ “เบญจ์” แล้ว เรื่อยไปทางเนปาล ภูฎาน และทิเบต นั่นแทบจะนอนไหว้นอนกราบกัน เห็นเขายืนไหว้กันผมก็เลยเข้าเมืองตาหลิ่วไปกับเขา ด้วยการทำตามเขาไปด้วย ทั้งๆที่ปกติผมต้อง “เบญจางคประดิษฐ์” ครบเข่าสอง ศอกสอง หน้าผากหนึ่ง นะคร๊าบ!!

          ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ไม่อยากทำประดักประเดิด แปลกแยกไปจากเขา แล้วอีกอย่างหนึ่งภายในอาคารหรือ “โบสถ์” นี้เขาก็เข้ากันมาแบบไม่ได้ถอดรองเท้ากันทั้งนั้น  ผมจะไปนั่งกราบแบบ ขอ“ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย” ในต่างแดน มันก็จะดูกระไรอยู่ !!

          พระ Daibutsu นี้ใหญ่โตจริงๆครับ ผมว่าขนาดน่าจะใกล้เคียงกันกับ “หลวงพ่อพระมงคลบพิตร” ที่อยุธยานะครับ เพียงแต่ว่าของเขาเป็นไม้ ของเราเป็นโลหะสัมฤทธิ์เท่านั้นเอง แต่ขนาดของอาคารไม้หรือ “โบสถ์” ที่ครอบคลุม พระ Daibutsuอยู่นี่ยิ่ง ใหญ่โตไปกันใหญ่ ดูภายนอกว่าใหญ่แล้ว เข้าไปภายในยิ่งรู้สึกได้ว่าใหญ่ขึ้นไปอีก เพราะนอกจาก พระ Daibutsu ที่ประดิษฐานอยู่เป็นองค์พระประธานแล้ว ก็ยังมีรูปปั้นเป็นเทพเจ้าหรือ “เซียน”องค์โตๆ ตั้งไว้อีกหลายองค์

          ผมเดินถ่ายรูปไป ก็ชมสิ่งของต่างๆภายใน “โบสถ์” ไป จนกระทั่งถึงด้านหลัง ก็เห็นเด็กๆญี่ปุ่นยืนเข้าแถวกันเป็นแถวยาว แปลกใจก็เลยเข้าไปดู ก็ปรากฏว่าเด็กๆเขาเข้าแถวกันรอคิวเพื่อจะลอดช่อง เสาไม้ใหญ่เสาหนึ่ง ซึ่งมีรูพอขนาดลอดได้อยู่ตรงข้างล่าง ก็คงจะเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นโชคลาง ลอดแล้วจะเรียนหนังสือเก่งอะไรประมาณนั้น เหมือนกับของเราที่ชอบลอดท้องช้าง หรือลอดใต้ฐานโบสถ์อะไรอย่างนั้นเหมือนกัน

          ออกมาจากโบสถ์มา ก็มาเห็นพี่ฟ้านั่งหมดแรงอยู่ใต้ต้นซากุระ ก็เลยเดินไปนั่งเป็นเพื่อน สักพักภรรยาฟ้าประทานของผม “คุณนายหมู” เธอก็เดินเอาน้ำมาให้ดื่ม เห็นไหมครับไม่ต้องขอเธอก็รู้ว่าผมต้องหิวน้ำแน่ จะไม่ให้บอกว่าเป็น “ภรรยาฟ้าประทาน” ได้ยังไง!!

         

...นี่แหละครับทางเดินไปวัดโทไดจิ ส่วนที่เห็นเป็นอาคารไม้ใหญ่โตนั่น เป็นเพียงประตูวัดเท่านั้นนะครับ...

       

              ...ใหญ่ไม่ใหญ่ก็ดูเอาเถอะครับ พี่จันทร์กับพี่ฟ้าโอบสองคนไม่รอบก็แล้วกัน...

                

          ...ที่เห็นอาคารใหญ่โตเบื้องหน้านั่นแหละครับ "โบสถ์ทำด้วยไม้" ของวัดโทไดจิ...

        

...เอาภาพสาวๆอาโนเนะมาฝากเพื่อนๆชาวบล็อกให้กระชุ่มกระชวยกัน สัญลักษณ์ชูสองนิ้วนี่ เป็นสากลไปทั่วโลกแล้วจริงๆ ไม่ว่ามนุษย์เผ่าไหน ถ่ายรูปแล้วเป็นต้องชูสองนิ้ว ท่านเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ท่านจะรู้บ้างไหมเนี่ยว่าสัญลักษณ์ชัยชนะของท่านอันย่อมาจาก Victory ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์อาโนเนะในการถ่ายรูปไปเสียแล้ว...

      

       ...หลังจากเสียสตางค์ค่าเข้า 500 เยน แล้วเราก็ได้เข้ามาถ่ายรูปภายในบริเวณวัด...

               

                           ...นี่แหละครับ ตั๋วค่าธรรมเนียมเข้าวัดโทไดจิ 500 เยน...

                

                                ...ต้นซากุระ ภายในวัดสวยไม่แพ้ที่อื่นเหมือนกัน...

                

                                      ...หลวงพ่อ Daibutsu ทำด้วยไม้ทั้งองค์ครับ...

               

...หน้าโบสถ์จะมีกระถางธูปไว้ให้พุทธศาสนิกชนจุดธูปแล้วก็นำควันปัดเข้าหาตัว เพื่อเป็นเคล็ดว่านำสิ่งอันเป็นสิริมงคลเข้ามาใส่ตัวไว้...

               

                                       ...อีกมุมหนึ่งของหลวงพ่อ Daibutsu ...

             

                                               ...มุมนี้ก็สวยครับ...

             

...นอกจากพระประธานแล้ว ภายในโบสถ์ยังมีรูปสลักของเทพเจ้าและเซียนองค์อื่นๆอีกด้วย...

             

                     ...ขออภัยที่ไม่ทราบชื่อว่าเป็นเซียนอะไร แต่ดูท่าจะเป็นทหาร...

         

                                 ...อะไรเอ่ย? มีแต่ขาไม่มีหัว ตัวโผล่มาจากเสาไม้...

        

                                      ...เฉลย เด็กลอดเสาไม้ที่วัดโทไดจิ...

       

                                             ...ดูสิครับต่อแถวลอดกันใหญ่...

       

...แถวยาวอย่างนี้ก็ยังยินดีที่จะยืนรอ เขาฝึกวินัยกันตั้งแต่เด็กๆอย่างนี้นี่เอง เด็กไทยทำได้ไหม?...

          

                                         ...มาชมวิวเต็มๆของวัดโทไดจิกันอีกครั้ง...

        เรารวมพลกันได้ครบหมดทุกคนแล้ว ก็ตกลงแบ่งกันออกไปเป็นสองสาย สายแรกมีผม พี่เปิ้ล พี่อ๊อด และพี่อู๊ด จะไปถ่ายรูปกันต่อที่ “ศาลเจ้าคาสุกะ ไทชา” (Kasuga Taisha Shrine) ส่วนที่เหลือจะเดินช้อปปิ้งอยู่แถวร้านค้าหน้าวัดโทไดจินี้ เพราะพี่จันทร์ พี่ฟ้ากับป้าแดง เคยไปมาแล้ว ไม่อยากจะไปอีก อารมณ์ช้อปปิ้งมันมากกว่า อารมณ์จะเข้าหาพระหาเจ้า แต่ประการที่สำคัญที่สุดก็คือ....มันเมื่อยแล้ว!! คุณนายหมูของผมเธอก็เลือกช้อปปิ้งตามหัวใจปรารถนาของเธอเช่นกัน ก็เลยเหลือแต่เฉพาะ “สี่หัวทุยตะลุยถ่ายรูป” ขึ้นไปถ่ายที่ศาลเจ้าคาสุกะกัน

          ท่านผู้ชมจะงงๆกับคำเรียก “ศาสนสถาน” ของเขาไหมครับ? ว่าอย่างไหน “วัด” (Temple) อย่างไหน “ศาลเจ้า” (Shrine) ผมล่ะงงมาก เพราะเห็นๆว่ามันก็เหมือนๆกัน แต่ความต่างมันอยู่ที่ตรงนี้ครับ “วัด” นั้นมีพระพุทธรูปตั้งเป็นประธานอยู่ที่ Main Hall ซึ่งผมเรียกว่า “โบสถ์” ก็แล้วกัน ส่วนจะมีพระจริงๆอาศัยอยู่หรือไม่นั้นไม่สำคัญ ส่วน “ศาลเจ้า” ก็จะมีผู้พิพากษาที่มีเชื้อเจ้า....ม่ายช่าย!! “ศาลเจ้า” จะไม่มีพระประธานครับ แต่อาจจะมีรูปเคารพอย่างเซียน หรือเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งก็จะไม่สร้างใหญ่โตนัก ตั้งไว้ภายในศาล ที่ศาลเจ้านี้จะมีการสวดเพื่อขอพรจากเทพเจ้าหรือเซียน ตามวาระ ตามโอกาสและวันสำคัญต่างๆอยู่เสมอ ที่วัดไม่มีนะครับ ที่วัดจะมีกระถางธูปอันใหญ่ๆ ให้พุทธศาสนิกชนที่จะกราบไว้บูชาพระพุทธรูป นำมาปักไว้แล้วก็จะเอามือปัดควันนั้นเข้ามาหาตัว พร้อมกับสูดเอาควันนั้นเข้าไปด้วย นัยว่าเพื่อความเป็นสิริมงคลอะไรอย่างนั้น ส่วนต่อไปจะเกิดเป็นมะเร็งปอดหรือไม่อันนี้ก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน

          ส่วน “ศาลเจ้า” หน้าศาลเจ้าจะมีบ่อน้ำเล็กๆใสๆให้ผู้ที่จะเข้าไปสักการะในศาลเจ้า ได้ล้างมือล้างปากก่อนที่จะเข้าไปในศาล เจ้าคงจะไม่ชอบคนที่ปากเหม็นและมือสกปรกนะครับ อันนี้ไม่รู้จะมีนัยยะประการใดหรือไม่ อีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือว่าที่ “ศาลเจ้า” นี้มักจะมี “ราวโคมไฟ” ใช้คำนี้ก็พอจะได้มั่ง เพราะเขาจะสร้างเป็นเสาทำด้วยไม้บ้างปูนบ้างหินบ้าง แล้วแต่ว่าที่ไหนจะทำอย่างไร ส่วนปลายเสาก็จะเป็นตะเกียง หรือที่สำหรับจุดไฟให้แสงสว่าง แต่จะทำติดต่อกันไปหลายเสายาวเป็นระเบียงไป พอจะเรียกว่า “ราวโคมไฟ” ได้ไหมครับ

          แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่ “ศาลเจ้า” ชอบมีก็คือ “เสาประตูไม้สีส้ม” ที่ชอบเห็นในภาพโปสการ์ดจากญี่ปุ่นบ่อยๆนั่นแหละครับ ที่นิยมกันมากก็ที่ “Miyajima” ที่เป็นเสาประตูไม้สีส้มๆตั้งโด่เด่อยู่กลางน้ำนั่นแหละครับ แต่ที่น่าอัศจรรย์ก็คือที่ “Fushimi Inari Shrine” ครับ ที่นี่ตรงประตูทางเข้า เขาก็ทำเป็นเสาประตูสีส้มอย่างที่ว่านี่อย่างใหญ่โต ผมก็คิดว่าคงจะมีแค่นี้ แต่ที่ไหนได้ข้างในยังทำเป็นประตูติดต่อกัน เหมือนซุ้มให้เราเดินลอด ทีแรกคิดว่าเป็นร้อยๆอัน เดินๆไปเรื่อยต้องเพิ่มเป็นพันๆอัน เดินไปอีกสงสัยจะเป็นหมื่นอันแล้วมั่งทีนี้ สรุปสุดท้ายเดินไม่ครบหรอกครับยอมแพ้เสียก่อน ไว้ถึงคิวไปเที่ยวศาลเจ้าแห่งนี้แล้วจะบรรยายโดยละเอียดให้ฟังอีกครั้งครับ

          ส่วนที่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็น “วัด” หรือ “ศาล” ก็คือ “ตู้บริจาคเงิน” ซึ่งเขาทำเป็นกระถางใหญ่ๆ ข้างบนเป็นตะแกรงมีซี่ๆให้โยนเหรียญลงไปได้ กับ “ร้านค้า” ซึ่งขายของที่ระลึกและเครื่องรางของขลังทั้งหลาย รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับบูชามากมาย แสดงว่าไม่ว่า “วัด” หรือ “ศาล” “ทุน” ก็เป็นสิ่งจำเป็นทั้งนั้น!!

          ที่ศาลเจ้าคาสุกะนี้ จะมีศาลาไม้แขวนระฆังอันใหญ่มหึมาไว้ด้วย คงจะไว้ให้คนที่เข้าไปสักการะไว้ตีเพื่อให้เกิดเสียงดัง ดังไปถึงสวรรค์อะไรทำนองนั้น อันนี้ผมเดาเอาจากคติของชาวพุทธและชาวเอเชีย อย่างที่บ้านเราก็ทำเช่นนั้นนะครับ เพียงแต่ว่าที่นี่ไม้ที่ใช้ตีระฆัง ไม่น่าจะเรียกว่า “ตี” ครับ น่าจะเรียกว่า “กระทุ้งระฆัง” มากกว่า เพราะเขาทำเป็นเชือกคล้องไม้อันโตเอาไว้ห้อยลงมา คนก็เพียงแต่เหวี่ยงเชือกไปมาเหมือนเหวี่ยงชิงช้า ให้ปลายไม้ด้านหนึ่งไป “กระทุ้ง” ระฆังเข้า ก็เกิดเสียงดัง ผมไม่ได้ไป “กระทุ้ง” กับเขาหรอกครับ......กลัว!!

          ตรงทางขึ้น “ศาลเจ้า” เขาก็มีบ่อน้ำใสๆสำหรับล้างมือและล้างปาก อย่างที่ผมบอกไว้ พี่เปิ้ลเดินมาถึงพอดี ผมก็บอกพี่เปิ้ลไปเลยว่า ก่อนจะเข้าศาลเจ้าต้องล้างมือล้างปากก่อน ไม่งั้นจะบาป พี่เปิ้ลก็ว่านอนสอนง่ายหรือว่ากลัวบาปก็ไม่รู้ เข้าไปเป็นนางแบบล้างมือล้างปากให้ผมถ่ายรูปเรียบร้อย พี่อ๊อดกับพี่อู๊ดเดินมาถึงอีกคู่หนึ่ง ผมไม่ต้องบอก เพราะสองคนนี้ยินดีที่จะกระทำการ “ล้างมือล้างปาก” ให้ถ่ายรูปอยู่แล้ว ส่วนตัวผมถือว่า “มือและปากสะอาด” อยู่แล้ว เพราะตะกี้ก่อนเข้าวัดโทไดจิก็เข้าห้องน้ำล้างมือฟอกสบู่ และใช้ไหมขัดฟัน ขัดเศษอาหารออกแล้วก็บ้วนปากเรียบร้อย ฮิๆ...!!

               

                                 ...เสาประตูไม้ส้มๆนี่แหละครับ ทางไปสู่ศาลเจ้าคาสุกะ...

                

                                       ...หอระฆังอันใหญ่โตของศาลเจ้าคาสุกะ...

                

                                           ...ไม้ที่ใช้สำหรับ "กระทุ้งระฆัง" ครับ...

                

...ที่เห็นเสาหินเรียงรายนั่นแหละครับ "ราวโคมไฟ" สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของ Shrine หรือศาลเจ้า...

                

...บ่อน้ำสำหรับล้างมือและล้างปากนี่ก็เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของศาลเจ้าเหมือนกัน...

      

...พี่เปิ้ล กำลังเป็นแบบล้างมือให้เราดู ส่วนชาวญี่ปุ่นคนนั้น ที่กำลังล้างปากไม่ได้เป็นแบบแต่เราแอบถ่ายเอามาใช้ชม...

                

                        ...ทางเดินขึ้นสู่ศาลเจ้าด้านบน เห็นก้นพี่เปิ้ลก้าวจ้ำๆอยู่ไกลๆ...

       

                               ...เด็กคนนี้กำลังทำอะไรทราบไหมครับ?...

                

...เฉลย...ข้างบนจะเป็นฆ้องครับ เหวี่ยงเชือกที่เป็นสีๆนั่นเข้าหาฆ้อง ข้างบนจะมีไม้ไว้ตีฆ้องครับ...

       

                        ...ทางเดินลงจากศาลเจ้า จะอ้อมไปอีกทางหนึ่งครับ...

           ด้านบนของศาลเจ้าเป็นอาคารไม้โบราณ เพราะดูเก่าแก่มาก สร้างอยู่บนเนินเขาเล็กๆ มองลงไปเห็นวิวทิวทัศน์สวยเชียวครับ ด้านในศาลมองไม่เห็นว่าเขาประดิษฐานองค์เซียนหรือเทพเจ้าอะไรไว้ เห็นแต่เป็นซุ้มๆเหมือนศาลที่ไหว้เจ้าของคนจีนบ้านเรา ตั้งอยู่ด้านใน มันมืดด้วยครับจะถ่ายรูปก็เกรงใจ คนก็จะเดินเข้าไปไหว้ที่ด้านหน้า จากนั้นก็จะเดินมาที่ระเบียงทางเดิน เขาจะมีเชือกผ้าเป็นสีๆหลากสีห้อยลงมา ผมแหงนขึ้นไปดูตามเชือก อ๋อ!!มันเป็นเหมือน “ฆ้อง” อยู่ด้านบน เขาจะเหวี่ยงเชือกนี้ให้ไม้ด้านบนที่เชือกยึดอยู่นี้ ไปตี “ฆ้อง” อือม์!!ก็แปลกและสนเท่ดี ทำไมต้องไปทำให้ยากขนาดนั้นด้วย จะเอาเหวี่ยงตีกันง่ายๆที่ข้างล่างอย่างตามวัดไทยทำไม่ได้หรือ? แต่ต่อๆไปผมก็ชินครับเพราะมันจะมีอยู่เกือบทุกศาลเจ้าเชียว

          คณะ “สี่หัวทุยตะลุยถ่ายรูป” ถ่ายรูปไปก็ดูเวลาที่นัดหมายกับกลุ่มช้อปปิ้งไป พอใกล้เวลาเราก็ชวนกันกลับ โดยเดินลงอีกทางหนึ่ง เพื่อจะได้ถ่ายรูปอะไรที่มันแปลกใหม่ๆ แล้วก็เจอต้นไม้ต้นหนึ่งชื่อต้น “อะรูมิไร้” มันมีดอกทั้งต้นเลยครับ หาใบไม่ได้ คงจะร่วงไปหมดเหมือนซากุระนั่นแหละครับ แต่ดอกมันโตกว่าซากุระมาก สวยดีลองไปชมกันครับ

                 

                                        ..."ต้นดอกอะรูมิไร้" สวยดีเหมือนกันครับ...

                 

                                       ...ถ่ายมาให้ดูใกล้ๆ ใครรู้ชื่อวานบอก?...

           ลงมาเจอกับคณะป้าแดงพี่ฟ้า ที่ต่างก็สดใสชื่นมื่นเพราะได้ช้อปปิ้ง และซื้ออาหารกินกันอย่างถูกใจ ผมก็อาศัยกินของหลานๆกระติกและจูนไป พอชิมๆให้รู้รสชาติว่ามันประหลาดหรืออร่อยอย่างไร คณะเราเดินกันมาถึงป้ายรถเมล์ แล้วก็นั่งรถเมล์กันมาลงที่สถานี JR Nara สถานีเดิมที่เรามานั่นแหละครับ ค่ารถเมล์คนละ 180¥ ตกประมาณ 68 บาท แพงกว่ารถเมล์บ้านเราเยอะเลยครับ เพราะวิ่งมาไม่น่าจะเกิน 2 กม.นะ

          แต่ที่เป็นที่น่าประทับใจก็คือคนขับรถและบริการของเขานี่แหละครับ คนขับรถเมล์แต่งสูทผูกไทใส่หมวกเป็นอย่างดี พูดจาสุภาพนุ่นนวล “อะริกาโต โกไซมัส” ทุกคำกับลูกค้า บ้านเราให้คนขับประพฤติตัวอย่างนี้ แล้วขึ้นราคาให้มากกว่าเดิมสักสองเท่า เอาไหมครับ?

         

                            ...คนชับรถเมล์ญี่ปุ่น แต่งตัวอย่างเท่เลยครับ...

           เราขึ้นรถไฟที่ Nara กลับมา Osaka ที่จริงชื่อ “โอซาก้า” นี่ต้องเขียนอย่างนี้ครับ “Ōsaka” ตัวโอต้องมีขีดอยู่ข้างบนครับ “จูน”บอกว่าถ้าไม่มีขีดข้างบนภาษาญี่ปุ่นจะอ่านออกเสียงว่า “โอะ” ถ้ามีขีดจะเป็นเสียงยาวอ่านว่า “โอ” แต่เพื่อความสะดวกในการใช้เครื่องพิมพ์ดีดของผม ผมพิมพ์ว่า “Osaka” ก็แล้วกัน แต่เป็นอันเข้าใจกันใช่ไหมครับ ว่าเราหมายถึงเมืองใดอ่านออกเสียงยังไง?

          ค่ารถไฟจาก “Nara” ไป “Osaka” คนละ 780¥ ครับ ตั๋วรถไฟจะเป็นกระดาษเล็กๆ เล็กกว่าตั๋วรถไฟบ้านเราสมัยก่อน ที่พนักงานเดินตั๋วเขาจะมาคีบๆให้มันแหว่ง เพื่อแสดงว่าตรวจตั๋วแล้วเสียอีกครับ แล้วมันก็ไม่แข็งเหมือนของเรา ลองไปชมภาพกันครับ

    

                    ...ตั๋วรถไฟจาก Nara ไป Osaka ครับราคาคนละ 780 ¥...

           780 นั่นเป็นราคาที่เราซื่อตั๋วนี้ครับ ส่วนเลข “21.-3.28” หมายถึงวันที่เราซื้อตั๋วครับ คือวันที่ 28 เดือนสาม ปียี่สิบเอ็ด ปียี่สิบเอ็ดหมายถึงปีที่ “จักรพรรดิญี่ปุ่น” องค์ปัจจุบัน ที่พระองค์ทรงครองราชย์ครับ ในภาษาราชการญี่ปุ่นจะนับศักราชจากปีที่พระจักรพรรดิทรงครองราชย์ ส่วนในภาษาทั่วๆไปเขาก็ใช้ “ค.ศ.” นี่แหละครับ

          วิธีใช้ตั๋วรถไฟของญี่ปุ่น ก็เหมือนๆบ้านเราเวลานั่งรถไฟฟ้านั่นแหละครับ คือเอาตั๋วนี่สอดเขาไปตรงช่องทางเดิน ที่เขากั้นเอาไว้เป็นช่องๆ สูงประมาณเอวเรา ตรงนั้นจะมีช่องสำหรับสอดตั๋วเขาไป ถ้าบ้านเราจะเป็นเหรียญพลาสติกใช่ไหมครับ แปะไปตรงเซนเซอร์แล้วจะมีบาร์ที่กั้นคนเดินเปิดออก ให้เราผ่านเขาไปได้ทีละคน แต่ของญี่ปุ่นไม่มีบาร์กั้นครับ เขาจะเป็นเซนเซอร์ ถ้าไม่สอดตั๋วเข้าไปก่อนเดินผ่านไปเฉยๆ เซนเซอร์ก็จะทำงานส่งเสียงให้ทราบว่ามีผู้ทุจริต ไม่ซื้อตั๋วเดินผ่านเข้ามา แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะมาดูครับ

          เมื่อเราสอดตั๋วเข้าไปแล้ว ออ!! ต้องระวังนะครับ เครื่องสอดตั๋วนี้มันจะดูดตั๋วเข้าไปเร็วมากเลยครับ ผมกลัวทุกครั้งว่ามันจะดูดนิ้วผมเข้าไปด้วย นิ้วผมยิ่งเล็กๆอยู่ เมื่อมันดูดตั๋วเข้าไปแล้ว มันจะไปโผล่อีกช่องหนึ่งเราก็ต้องเดินไปหยิบมันมาเก็บไว้ เพื่อใช้สอดอีกครั้งหนึ่งตอนเวลาเรามาถึงสถานีปลายทางแล้ว แต่ที่สถานีปลายทางนี้มันยึดไว้เลยไม่คืนให้เราแล้ว แต่ทีนี้สมมุติว่าสถานีปลายทางไม่ใช่สถานีที่เราซื้อตั๋วไว้ เพราะค่าตั๋วไม่เท่ากันระหว่างใกล้ไกล เช่นว่า เราจะไปสถานีไกลแต่เราซื้อตั๋วสถานีใกล้ ซึ่งราคาถูกกว่า พอตอนออกเราสอดตั๋วนี้เข้าไป มันก็จะร้องอีกครับ แล้วเจ้าหน้าที่เขาก็จะนำเราไปปรับ โทษฐานนั่งรถไฟของเขาเกินกว่าค่าตั๋วครับ

          อีกอย่างหนึ่งที่ต้องคอยดูให้ดีก็คือว่า ตรงช่องทางที่เราต้องเดินผ่านและสอดตั๋วนี้ จะเดินเข้าหรือเดินออกต้องดูไปให้ดี เพราะเขาออกแบบให้เดินออกก็ได้เดินเข้าก็ได้ ไม่เหมือนบ้านเราที่ Fix ตายตัวว่า เข้าทางหนึ่งออกทางหนึ่งเท่านั้น เขาจะมีไฟโชว์อยู่ ถ้าไฟแดงเป็นรูปกากบาทขึ้น ก็อย่าเที่ยวเดินฝ่าเข้าไปล่ะ เดี๋ยวจะมีโทษฐาน “ฝ่าไฟแดง”!!

          มาถึงสถานี Osaka เราก็เดินออกมาแล้วก็เลี้ยวเข้าไปในห้างสรรพสินค้าชื่อ Yodobashi Umeda ซึ่งอยู่ติดกันกับสถานีรถไฟ Osaka เลย ห้างสรรพสินค้าที่นี่ เขาจะแบ่งของออกเป็นชั้นๆ ชั้นเครื่องเขียน ชั้นเครื่องไฟฟ้า ชั้นกล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์ ชั้นเกมและเครื่องกีฬา อะไรอย่างนี้ แต่ละชั้นก็จะอัดแน่นไปด้วยสินค้าจำนวนมาก แค่เดินเลือกก็เหนื่อยแล้วล่ะครับ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเมืองไทยแล้ว ผมว่าห้างสรรพสินค้าในเมืองไทย จัดวางข้าวของได้ดีกว่าเยอะเลยนะครับ ของที่นี่นอกจากจะแพงแล้วยังจัดวางเข้าของเสียเกะกะ ไม่สมกับวางของแพงเอาไว้ขายเลย ข้อดีของเขามีอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ แต่ละประเภทของเยอะดี

       

...บนรถไฟขณะนั่งกลับไปโซก้าครับ แสงอาทิตย์ยามเย็น ส่องลงตรงหน้าพี่อู๊ด สวยกำลังดีทีเดียว เสียอย่างเดียวนางแบบของเรากำลังหลับตาพอดี...

       

               ...รถไฟญี่ปุ่น สภาพน่านั่งมากครับ เมื่อไหร่รถไฟไทยจะได้อย่างนี้...

            

     ...มาถึงแล้วครับห้าง Yodobashi Umeda อยู่ตรงสถานีรถไฟ Osaka เลยครับ..      

            “ป้าแดง” จะซื้อกล้องถ่ายรูป เนื่องจากว่าใช้ร่วมกันกับ “กระติก” อยู่ ทำให้ไม่สะดวกเวลาจะนึกอยากถ่าย ก็เลยจะซื้ออีกกล้องหนึ่ง ผมก็อยากจะซื้อแท่นชาร์จแบตเตอรี่เหมือนกัน เนื่องจากว่าเตรียมแบตเตอรี่ที่ชาร์จไว้เต็มแล้วไป 2 ชุด (เพราะมีเท่านั้น) แต่รู้ว่าไม่พอแน่ๆ และไม่รู้ว่าแท่นชาร์จที่เตรียมมา จะใช้ได้กับไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นหรือไม่ เพราะที่นี่ใช้ไฟฟ้าขนาด 110Volt ไม่เหมือนบ้านเราที่ใช้ขนาด 220Volt ก็เลยไปซื้อแบตเตอรี่ Alkaline มาสำรองไว้อีก 3 ชุด ตก 150 บาท ก็ตีว่าชุดละ 50 บาท (ชุดละ 4 ก้อน แบตเตอรี่ขนาด AA) ที่จริงก็เห็นว่ามี แบตเตอรี่ชนิด “Evolta” ที่เขาโฆษณาว่าแรงนักแรงหนา ใส่หุ่นยนตร์แล้วปีนภูเขาได้นั่นแหละวางขายอยู่เหมือนกัน 4 ก้อนราคา 120 บาท แต่ความที่เกิดขี้เหนียวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก็เลยไม่ซื้อ คิดว่าแค่นี้คงพอ ไปสิบวัน มีถ่านอยู่ 5 ชุด ถ่ายชุดละสองวันน่าจะเอาอยู่ อย่างดีมาก็ค่อยไปซื้อเพิ่มเอาสักชุดสองชุด คิดไว้ว่าอย่างนั้น เลยเข้าตำรา “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เลยผม....

          เพราะพอไปถึงปรากฏว่า ถ่ายไปสองวันแรกแบตเตอรี่ที่ชาร์จไว้เต็มสองชุดหมดเกลี้ยงแล้ว เพราะถ่ายไปตกวันละชุดเลย ยังงงอยู่ว่าทำไมมันหมดเร็ว แต่ ”จูน” บอกว่าอากาศเย็นก็มีส่วนทำให้แบตเตอรี่หมดพลังงานได้เร็ว ตอนนี้ในกำมือผมก็เลยยังเหลือแบตเตอรี่ Alkaline ที่ซื้อมาอยู่แค่สามชุดเท่านั้น แถมแท่นชาร์จที่เตรียมมาก็ใช้กับไฟฟ้าที่นี่ไม่ได้ ลองเสียบดูแล้วมันไม่ชาร์จให้เลย พลิกใต้แท่นชาร์จอ่านดูมันก็บอกแต่ว่า 220Volt เท่านั้น ไม่เหมือนสายชาร์จโทรศัพท์ที่เขียนไว้ว่า 110-220Volt ซึ่งทำให้สามารถใช้ได้ทั้งที่ญี่ปุ่นและที่เมืองไทย ผมก็เลยคิดจะซื้อที่ชาร์จแบตเตอรี่ขนาด AA อีกสักชุดที่สามารถใช้กับไฟฟ้าขนาด 110Volt ได้ “คุณนายหมู” เธอก็เกลี้ยกล่อมผมอย่างเต็มที่ให้ซื้อไป แต่ช่วงนั้นวิญญาณผีขี้เหนียวมันเข้าสิงผมหรือไงก็ไม่รู้ ผมดูราคาแล้วมันตกประมาณสามพันเยน คำนวณกลับเป็นเงินไทยก็พันหนึ่งร้อยพันสองร้อยบาทประมาณนั้น แพง!! คิดในใจแต่ก็บ่นออกมาดังๆ เพราะเมืองไทยอย่างดีมาสี่ห้าร้อยบาทก็ซื้อได้แล้ว “คุณนายหมู”เธอก็ยังเชียร์ไม่หยุดว่า “จะได้เอาไว้ใช้เวลาไปไหนๆ” ผมก็ว่า “มันมีอยู่แล้ว ไม่อยากซื้อ เดี๋ยวกลับเมืองไทย ไอ้ที่มีอยู่ก็จะใช้ได้แล้ว”

          ผมก็คำนวณกลับไปว่ายังเหลือ Alkaline อยู่อีกสามชุด ใช้อีกสามวันหมด ซื้อเพิ่มอีกสัก 5 ชุด 5 วัน ก็ตกประมาณ 500 บาท เองเพราะ Alkaline ที่นี่หนึ่งชุดสี่ก้อนก็ราคาประมาณ 300¥ หรือประมาณร้อยกว่าบาทเท่านั้น คิดแล้วก็ยังเซฟไปอีกสี่ห้าร้อยบาทแนะ และเผื่อโชคดีโรงแรมไหนเขามีปลั๊กไฟฟ้าสำหรับขนาด 220Volt ไว้ให้บริการ อย่างที่เมืองไทยโรงแรมบางแห่งยังมีปลั๊กไฟ 110Volt ไว้ให้บริการลูกค้าต่างประเทศ เราก็จะสามารถประหยัดค่าแบตเตอรี่ไปได้อีก ........สรุปไม่ได้ซื้อ!!

          ซึ่งคุณหมูเธอก็พูดเรื่องนี้ย้ำคิดย้ำทำอยู่นั่น “ทำไมไม่ซื้อ ทำไมไม่ซื้อ” ซึ่งนี่เป็นความสามารถส่วนตัวของเธอห้ามลอกเลียนแบบ ที่สามารถทำให้ทำผมอารมณ์เสียได้ในพริบตา ผมก็เลยแกล้งโกรธเธอ พอเธอเห็นผมเฉยเมย เธอก็จะค่อยๆเอานิ้วก้อยเธอมาเกี่ยวนิ้วก้อยผม แล้วก็มายิ้มหวานอยู่ตรงหน้า ถ้าเห็นผมยังไม่ยิ้มอีกเธอก็จะกอดแล้วก็บอก “ขอโทษ ไม่รักแล้วหรือ?” ผมก็จะทนไม่ได้ต้องยิ้มตอบ นี่ก็เป็นความสามารถส่วนตัวของเธออีกเช่นกัน ที่ทำให้ผมกลับมาอารมณ์ดีได้ภายในพริบตา!!

          ที่จริง”คุณนายหมู” เธอพูดถูกแหละ ถ้าผมตัดสินใจซื้อ เพราะหลังจากนั้นถ่าน Alkaline ที่ผมวาดหวังว่าจะใช้ได้ชุดละหนึ่งวัน ปรากฏว่าใช้ถ่ายไปแค่ครึ่งวันก็หมดพลังงานไปเรียบร้อย เห็นว่าไม่ได้การแน่ผมก็เลยลองซื้อ “Evolta” มาใช้ดู “Evolta” ที่นี่ชุดหนึ่งตก 590¥ แนะ ก็ตกประมาณ 220 บาท แพงกว่าเมืองไทยตั้งร้อยหนึ่ง สรุปแล้วต้องซื้อ “Evolta” อีกตั้ง 5 ชุด ถึงจะสามารถใช้ได้จนถึงวันสุดท้ายที่กลับเมืองไทย ก็หมดไปพันกว่าบาทอยู่ดี!!

          เราต่างคนต่างเดินซื้อของกันแล้วนัดกันเจอหน้าลิฟท์ชั้นแปด ซึ่งเป็นชั้น Restaurant เพื่อจะได้ไปทานอาหารเย็น เรานัดกันไว้เวลา 19.30 น.

          แต่พอถึงเวลานัดทุกคนมาพร้อมกันแต่ “พี่จันทร์” หายไป “จูน” อยากจะกินชาบูชาบู เราก็อยากจะกินก็เลยเชียร์เต็มที่ คนอื่นๆก็โอเคตามกัน ร้านชาบูชาบูร้านนี้เป็นแบบบุพเฟต์ คิดราคาตามหัวแต่ไม่เท่ากัน ระหว่าง ผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก ผู้ชายราคาหัวละ 2,280¥ ผู้หญิงราคาหัวละ 1,980¥ และเด็กราคาหัวละ 1,580¥ งงเหมือนกันว่าทำไมต้องแยกผู้ชายผู้หญิง คงจะถัวเฉลี่ยว่าผู้ชายกินเยอะกว่าผู้หญิงหรือไง? ผู้ชายช่วยเถียงหน่อยสิว่าไม่จริง.............!!

          “จูน”ไปเข้าแถวรอคิว ซึ่งออกจะยาวอยู่เหมือนกัน ก็เลยไปถามว่าจะได้ทานประมาณกี่โมง เขาก็คำนวณออกมาว่าต้องประมาณ 20.30 น. โน่นแหละถึงจะได้ลิ้มรสชาติชาบูชาบูของเขา ที่เขาคำนวณได้อย่างนี้ก็เพราะว่าเขาจำกัดเวลาทานครับ คนหนึ่งจะทานได้ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที แต่ทว่าเวลานั้นเพิ่งจะ 19.30 น.เองง่ะ..............ต้องรออีกตั้งชั่วโมงหนึ่งแนะกว่าจะได้กิน!!

            

        ...หน้าร้านชาบูชาบูที่ Umeda เราต้องมาเข้าคิวรอยาวอย่างนี้แหละครับ...

              

             ...ป้ายโฆษณาหน้าร้านเขาครับ แค่เห็นเนื้อก็อยากกินแล้วครับ...

            เราก็เข้าคิวนั่งรอกันไป “พี่จันทร์” ก็ยังไม่โผล่มาสักที สุดท้ายก็เลยต้องโทรหา สรุปพี่ท่านไปนั่งกินเบียร์สบายใจเฉิบอยู่ที่ร้านหนึ่งแล้ว สักพักแกก็โผล่มาเราก็เลยปรึกษากันว่าจะเอายังไงดี ร้านนี้ก็รอมาแล้วครึ่งชั่วโมง จะรอต่อไปหรือว่าจะไปกินร้านอื่นดี “จูน” กับ “พี่จันทร์” ก็เลยลองตระเวนดูร้านอื่น สักพักก็กลับมาบอกว่ามีอีกร้านหนึ่ง คนเข้าคิวน้อยน่าจะได้ทานเร็วกว่านี้ ก็เลยยกทัพโยธาไปที่ร้านใหม่กันหมด แต่เพราะความที่แค่มาตระเวนดูแต่ไม่ได้ถามเขาว่า ถ้ามีกรุ๊ปสิบคนจะได้ทานเมื่อไหร่ “จูน” ก็เลยต้องโดนพี่จันทร์ดุอีก เพราะที่ร้านนี้กว่าจะได้ทานก็ต้องรอไปจนถึง 21.30 น. นานกว่าร้านที่แล้วอีกตั้งชั่วโมง!!

          สรุปสุดท้ายเดินออกมา เจอร้าน Ramen ชื่อร้าน “Shabu Ton” ซึ่งเป็นร้านบะหมี่ญี่ปุ่นที่ชนะเลิศมาจากรายการ “ทีวีแชมเปี้ยน” เราก็เลยตกลงว่ากินที่นี่แหละว่ะ...หิวแล้ว!!

          แต่การกิน Ramen ที่นี่ ก็ไม่ใช่เดินเข้าไปแล้วก็สั่งเอามากินอย่างธรรมดาอีก เพราะคนสั่งจะต้องเดินไปกดรายการที่ตู้อัตโนมัติก่อน ญี่ปุ่นนี่อะไรๆก็จับใส่ตู้อัตโนมัติหมดเลยครับ วิธีการของเขาก็คือว่าที่ตู้อัตโนมัตินี้ จะมีปุ่มกดให้เลือกรายการว่าเราจะทานอะไร อย่างเส้นก๋วยเตี๋ยวก็มีแบ่งว่าเป็นเส้นอุด้งหรือราเมน น้ำซุปเป็นซุปผัก ซุปกระดูกหมู หรือซุปปลา อะไรประมาณนี้ เนื้อก็จะใส่เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเป็นแฮม เขาจะมีราคาติดไว้ที่ปุ่มกดเสร็จเรียบร้อย เราก็แค่ใส่สตางค์เข้าไปในช่อง พอมีจำนวนเงินโชว์ขึ้นมาที่หน้าจอ สมมุติว่าเป็นเงิน 1,000 ¥ เราก็กดเลือกราเมนหรืออุด้งตามที่ต้องการ จากนั้นก็จะมีสลิปเป็นกระดาษบอกรายการอาหารตามที่เรากดปุ่มสั่งไหลออกมา ส่วนเงินทอนหากว่าราคาอาหารที่เราสั่งไม่ถึง 1,000 ¥  เราก็ต้องกดปุ่มเงินทอนนะครับ ถ้าไม่กดมันก็ไม่ทอนออกมาให้ คนข้างหลังเราก็จะสบายแฮ

          จากนั้นเราก็จะมานั่งที่โต๊ะ คนรับออเดอร์ก็จะมาเก็บเอาสลิปที่เราสั่งอาหารนั้น ไปให้พ่อครัวปรุงเอาอาหารมาให้เรา ดูจะยุ่งยากนะครับ แต่ว่าไม่ใช่ทุกร้านที่จะต้องสั่งอาหารด้วยวิธีการอย่างนี้ ผมสังเกตดูจะมีเฉพาะที่ร้านอาหารที่เป็น “เฟรนไชด์” เท่านั้น คงน่าจะเป็นการป้องกันพนักงานของเขา ไม่ให้ทุจริตเรื่องการเงินกระมัง ถึงได้ออกแบบให้เราเอาเงินไปใส่ตู้ไว้ ร้านปกติทั่วๆไปก็เหมือนของเมืองไทยแหละครับ เราก็เข้าไปนั่งแล้วก็สั่งอาหารจากเมนู ทานจนเรียบร้อยแล้วก็สั่ง “เช็คบิล”  อ้อ!!มีพิเศษแตกต่างอยู่หน่อยหนึ่งก็คือ ของไทยเราเวลาที่เราจะ “เช็คบิล” ค่าอาหารใช่ไหมครับ เรามักจะใช้สัญลักษณ์ทำมือเป็นนิ้วชี้วนๆรอบอาหารบนโต๊ะ เป็นอันรับรู้กันว่าให้ “เช็คบิล” แต่ที่ญี่ปุ่นเขาไม่ทำอย่างนั้นครับ ญี่ปุ่นใช้สัญลักษณ์ “เช็คบิล” ด้วยการเอานิ้วชี้สองนิ้วไขว้กันเป็นรูปตัว “X” ชูขึ้น ต้นตอที่มาจะมาจากไหนผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ จะรอ “รายการยกสยาม” มาเฉลย ก็เห็นทีจะยาก เพราะนี่เป็นเรื่องของญี่ปุ่น คงต้องรอรายการ “ยกญี่ปุ่น” เกิดนั่นแหละครับ!!

          “ทีวีแชมเปี้ยน” สำหรับผม “ก๋วยเตี๋ยววัดดงมูลเหล็ก” อร่อยกว่าเยอะครับ ของเขาจะออกชืดๆจืดๆ แต่ต้องบอกก่อนว่าผมทานโดยไม่ใส่เครื่องปรุงนะครับ ซึ่งปกติไม่ว่าผมจะทานที่ไหนก็จะไม่ใส่เครื่องปรุงครับ กุ๊กเขาทำมาอย่างไร ปรุงมาอย่างไร ผมก็จะทานไปอย่างนั้น ถือว่าเป็นการเคารพผู้ปรุงอาหารให้เราทาน ว่าเขาต้องการให้เราทานรสชาติอย่างไร แต่สำหรับ “ทีวีแชมเปี้ยน” นี้แล้ว ผมว่าไม่อร่อยครับ จะดีหน่อยก็ตรงเนื้อหมูที่ใส่มาเป็นเนื้อหมูที่ค่อนข้างจะมีคุณภาพหน่อย เหมือนๆกับที่ร้าน “โออิชิ ราเมน” ของคุณตัน ที่กำลังโปรโมชั่นจะไปญี่ปุ่นอยู่นั่นแหละครับ โฆษณาให้สักนิดหนึ่งก็ได้ว่า “น้ำซุป” ที่ “โออิชิ ราเมน” อร่อยกว่าที่ “ทีวีแชมเปี้ยน” ญี่ปุ่นเยอะเลย

          แต่บรรดาหลานๆอย่างจูนกับกระติกรวมทั้งพี่เปิ้ล เขาก็บอกว่าอร่อยนะครับ ฉะนั้นอย่างเพิ่งเชื่อผมเสียทีเดียว แต่เชื่อได้อย่างหนึ่งว่า “ทีวีแชมเปี้ยน” ของญี่ปุ่นไม่กล้ามาเปิดเฟรนไชด์ที่เมืองไทยหรอกครับ เพราะเมืองไทยเรามีก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆกว่า “ทีวีแชมเปี้ยน” มากมาย นอกจาก “ก๋วยเตี๋ยววัดดงมูลเหล็ก” แล้วก็ยังมี “ก๋วยเตี๋ยวรสดีเด็ด” “ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใสใจอารี” และ “ก๋วยเตี๋ยวโลงศพ” เคยไปทานไหมครับ “ก๋วยเตี๋ยวโลงศพ” เนี่ย เป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ร้านอยู่ตรงสะพานใหม่ดอนเมือง ผู้คนแถวดอนเมืองและบรรดาทหารอากาศจะรู้จักกันดี นอกจากนี้ก๋วยเตี๋ยวของเมืองไทยเรา ราคาก็ไม่แพงครับชามละ 20-30 บาท ยังไงเสีย ทีวีแชมเปี้ยนก็สู้ไม่ได้เพราะของเขาตกชามละตั้ง 700 – 800 เยน ก็ราว 260 – 300 บาทโน่นแนะครับ!!

          เสร็จจากทานอาหาร พี่จันทร์ พี่ฟ้า พี่อู๊ด พี่อ๊อด จะกลับก่อน เพราะจะแวะไปซื้อตั๋วและจองที่นั่งรถไฟไปเกียวโตในวันพรุ่งนี้ด้วย ส่วนกลุ่มที่เหลือรวมทั้งผมจะเดินช้อปปิ้งกันต่อ

           

...ตู้หยอดเงินกดรายการอาหารของร้านทีวีแชมเปี้ยนเขาครับ ร้านไหนที่เจ้าของไม่ได้มาบริหารเอง มักจะใช้ตู้อัตโนมัติอย่างนี้แหละครับ คงจะป้องกันการทุจริตการเงินของพนักงานในร้านน่ะครับ...

          

...หน้าตา Ramen ของร้านทีวีแชมเปี้ยนครับ คนอื่นเขาว่าอร่อย แต่ผมว่าไม่อร่อยเลย สู้ก๋วยเตี๋ยววัดดงไม่ได้...

               

                       ...กระติกขอถ่ายยืนยันว่ามากินแล้ว...

               

...คนญี่ปุ่นชอบใช้จักรยานเป็นชีวิตจิตใจ สองข้างทางก็เลยจะเต็มไปด้วยจักรยาน ที่จอดรอไว้ ของเมืองไทยฮิตเป็นพักๆ เพราะไม่ได้ส่งเสริมให้เขาใช้อย่างแท้จริง...

               

...ตอนต้นเรื่องเอาภาพมุมนี้ตอนกลางวันลงให้ชมแล้ว ตอนจบเรื่องในตอนนี้ก็เลยเอาภาพกลางคืนมุมเดียวกันมาให้ชมเปรียบเทียบกัน...

          ความที่ชอบนาฬิกา แม้จะมีนาฬิกาอยู่แล้วตั้งร้อยกว่าเรือน แต่ก็ขอดูหน่อยเถอะ ผมก็เดินดูไปเรื่อยตั้งแต่นาฬิกาถูกๆไปจนถึงแพงๆ แต่นาฬิกาถูกๆของเขาก็ไม่ถูกนักหรอกนะครับ ถูกสุดก็เรือนละ 1,000 ¥ ตก 380 บาทเข้าไปแล้ว เป็นนาฬิกาของเด็กๆรูปการ์ตูน ประมาณดิสนีย์หรือคิตตี้อะไรอย่างนั้น แต่เห็นหมูบอกว่าที่เมืองไทยราคาแพงกว่านี้ ที่สำคัญที่นี่เป็นของลิขสิทธิ์แท้ ไม่ใช่ของละเมิดลิขสิทธิ์อย่างที่เมืองไทยขายกันเกลื่อน น้าน!!ภรรยาฟ้าประทานของผม รู้ข้อมูลลึกซึ้งยิ่งกว่า “ศุลกากร” คนปราบสินค้าลิขสิทธิ์อย่างผมเสียอีก ว่าแล้ว “คุณนายหมู” ของผมเธอก็ซื้อไปเสียหลายเรือน บอกว่าจะเอาไปฝากหลานๆ

          ส่วนผมซื้ออะไรไม่ได้หรอกครับ ก็เดินดูไปชมไป เขามีนาฬิกาวางขายไว้หลากหลายยี่ห้อหลากหลายรุ่นเยอะจริงๆ เสียอย่างเดียวก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ คือการจัดวางโชว์สินค้า วางไว้ไม่ดี ทั้งของถูกของแพงวางไว้อีเหละเขละขละ เสมือนของลดราคาอะไรอย่างนั้น ดูแล้วไม่น่าซื้อเลย

          ขากลับบ้านมีเรื่องตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อรวมตัวกันตามเวลานัดกันแล้วกระติกหายไป “จูน” บอกว่าได้บอกกระติกไว้แล้วว่า เมื่อถึงเวลาห้างปิดหากว่าบังเอิญอยู่ข้างนอกห้างเข้ามาไม่ได้ ก็ให้เดินลงไปคอยที่ประตูใหญ่ ผมก็บอกว่ากระติกน่าจะยังอยู่ในห้างนี้ เพราะเมื่อสักสิบห้านาทีที่ผ่านมา ยังทักทายแล้วก็ดูสินค้าอยู่ด้วยกันเลย ขณะที่กำลังลังเลกันว่าจะยังยืนคอยอยู่ตรงที่นัดนี้หรือว่า จะลงไปคอยกระติกที่หน้าประตูใหญ่ดี “สาวมาดติสม์” ก็โผล่มาพอดี!!

          เรานั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Namba แล้วก็เดินกลับโรงแรม ผมรู้สึกเมื่อยกับการเดินมาก แต่ด้วยความเป็นลูกผู้ชายคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในกลุ่มขณะนี้ ก็เลยต้องอดทนด้วยขัตติยะมานะแห่ง “ลูกชายครูราตรี” ไม่บ่นไม่บอกออกเดินต่อไป

          เดินมาถึงตรงทางแยก ก่อนจะข้ามสะพานทางเดินเล็กๆมาฝั่งโรงแรม ตรงแถวๆร้านอาหารทะเลที่มีรูปปูตัวใหญ่ยักษ์อยู่หน้าร้านนั่นแหละ ตรงนั้นมีร้านเป็นคล้ายๆรถเข็นขาย “ทาโกะยากิ” อยู่ คนเข้าคิวกันซื้อเยอะน่าดู แถวยังงี้ยาวเชียว แต่คนญี่ปุ่นเขาก็อดทนรอคอยต่อการซื้อของกินดีนะครับ ผมประมาณว่าคนหางแถวนั้นกว่าจะได้คิวซื้อ “ทาโกะยากิ” เจ้านี้ไปรับประทาน ต้องใช้เวลาไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง เป็น “คนไทยหัวทุย” อย่างผมไม่รอแน่ครับ “ทาโกะยากิ” เป็นขนมประมาณอาหารว่าง ไม่ใช่ขนมประเภทของหวาน บางทีเขาก็เรียกว่า “ขนมครกญี่ปุ่น” เพราะความที่เครื่องมือที่ใช้ปรุงเขาจะมีหลุมๆเหมือนกัน แต่รสชาติผมว่ามันไม่ใช่ ขนมครกมันต้องออกรสชาติหวานของแป้งและน้ำกะทิ แต่ “ทาโกะยากิ” จะประมาณใส่แป้งและเครื่องปรุงให้ออกรสชาติเค็มนิดๆ เพื่อให้เข้ากับ “ทาโกะ” หรือปลาหมึกยักษ์ ที่เขาหั่นใส่เป็นชิ้น แล้วทำเป็นลูกกลมๆใส่กล่องกระดาษให้เรา ใช้ไม้จิ้มรับประทาน พรุ่งนี้เถอะครับผมจะพาท่านผู้ชมมาทาน “ทาโกะยากิ” เจ้านี้

          “ป้าแดง” อยากเข้าร้าน 100¥ ซึ่งอยู่ใกล้ๆแถวนั้น ก็เลยเข้าไปดูกันทั้งหมด ร้าน 100¥ นี้ก็คือ “ร้านไดโซะ” ที่เมืองไทยนั่นเอง ที่เมืองไทยร้านไดโซะเขาจะขายของทุกชิ้นราคาเดียวกันหมดคือ “ชิ้นละ 60 บาท” ผมก็ชอบเข้าไปดูนะครับ เพราะมักมีของแปลกๆใหม่ๆมาให้ดูอยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญถูกดี ร้าน 100¥ ที่ญี่ปุ่นนี่ก็เช่นเดียวกันครับ ของที่นี่ทุกชิ้นขายราคาเดียวกันหมดคือ “ชิ้นละ 100 เยน” ถูกกว่าที่เมืองไทยอีกนะครับนี่ เพราะ 100 เยน ตกเป็นเงินไทยราว 38 บาทเท่านั้นเอง แต่สินค้าในร้าน 100¥ นี้ เกือบทั้งหมดถ้าสังเกตดีๆจะพบว่าเป็นสินค้า “Made in China” เกือบทั้งหมดครับ!!

          ออกจากร้าน 100¥ ก็แวะช้อปปิ้งอีกร้านหนึ่ง จำได้ว่าวันก่อนดูรายการเที่ยวญี่ปุ่นที่มีคุณ “ฟิล์ม – รัฐภูมิ” เป็นพิธีกร ก็เข้ามาถ่ายทำในร้านนี้เหมือนกัน ร้านนี้เป็นตึกมีหลายชั้นมาก แต่ละชั้นก็อัดแน่นไปด้วยสินค้า ทั้งของกินของใช้สารพัด ซึ่งเขาบอกมาว่าราคาถูก แต่ผมว่ามันก็ไม่ถูกสักเท่าไหร่ ที่สำคัญก็คือมันต้องดูที่มาที่ไปของสินค้าด้วยว่ามัน “Made in Japan” หรือว่า “Made in China”และที่น่าปวดหัวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ภาษาที่ใช้บนฉลากข้างสินค้าเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นเสียส่วนใหญ่ หาภาษาอังกฤษยากมาก ก็มักจะเลยไม่แน่ใจว่าไอ้นี่มันใช้ทำอะไรแน่ เดี๋ยวเกิดอยากจะได้แชมพูสระผม แต่ซื้อผิดกลายเป็นสบู่เหลวเฉพาะที่ของคุณสุภาพสตรีเข้าให้ ผมก็จะแย่เอายิ่งนับวันเส้นผมบนกระหม่อมมันจะเหลือน้อยลงไปทุกทีแล้ว!!

          “ป้าแดง” เดินหา “อุเมฉุ” ในร้านนี้อยู่ ผมก็ได้ไอเดียว่าจะซื้อ “อุเมฉุ” นี่ไปฝากเพื่อนที่ทำงานในผลัดเดียวกันด้วย เพราะเห็นว่า “ชอบทานเหล้า” กันหลายคน ส่วนตัวผมนั้นไม่ทาน อีกอย่างประหยัดดีด้วยซื้อขวดเดียวฝากได้ทั้งกลุ่ม “อุเมฉุ” นี่เป็นเหล้าบ๊วยครับ ประมาณสาเกของญี่ปุ่นอย่างนั้นแหละครับ เพียงแต่ว่า “อุเมฉุ” ทำมาจาก “บ๊วย” ครับไม่ใช่ “ข้าว” ป้าแดงเขาเคยกินมาแล้วก็เลยติดใจ จะซื้อไปกินอีก เพียงแต่วันนี้ที่ร้านนี้หมดครับ ไม่มีขายเราไปซื้อเอาได้ที่เกียวโตโน่นแหละครับ ท่านผู้ชมที่มาเที่ยวญี่ปุ่น อยากจะลองลิ้มชิมรสก็ลองดูนะครับ บอกเขาว่า “อุเมฉุ” แค่นี้ทุกร้านเขาทราบหมด ตามร้านสะดวกซื้อบางแห่งก็มีขายครับ

          รวมค่าใช้จ่ายในวันนี้

          28 มีนาคม 2552

-           ค่ารถไฟ Kintetsu Line จากสถานี Namba ไป Nara @540 ¥ x 10 = 5,400 ¥

-           ค่าอุด้งใน Nara Park = 4,500 ¥ (มีอุด้ง 7 ชามและโมจิ 2 จาน)

-           ค่าเข้าวัด Todaiji @500 ¥ x 10 = 5,000 ¥

-           ค่ารถเมล์จาก Nara Park ไป JR Station @180 ¥ x 10 = 1,800 ¥

-           ค่ารถไฟจาก Nara       Tennoji       Osaka @780 ¥ x 10 = 7,800 ¥

-           ค่าอาหารเย็น Ramen TV Champion @800 ¥ x 10 = 8,000 ¥

-           ค่ารถไฟจากสถานี Umeda ไป Namba @230 ¥ x 6 = 1,380 ¥ (ป้าแดง)

-           ค่ารถไฟจากสถานี Umeda ไป Namba @230 ¥ x 4 = 920 ¥ (พี่จันทร์)

  • รวมค่าใช้จ่าย วันที่ 28 มีนาคม 2552 ต่อคน @3,480 ¥

โปรดติดตามต่อในตอนที่สี่  “ตอนที่สี่...ตะลุยปราสาทโอซาก้าก่อนมาชิมทาโกะยากิ”

       



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 87 (0)
มะอึก วันที่ : 05/06/2009 เวลา : 10.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom


สุดท้าย...
ก็ให้อิจฉาความรักความอบอุ่นของคุณนายฟ้า เพื่อนรักสาวสวยของมะอึก...และสามี...
ที่ทำให้ซากูระ...เฉาไปทั้งต้น....
.
.

ความคิดเห็นที่ 86 (0)
มะอึก วันที่ : 05/06/2009 เวลา : 10.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom


คุณนายหมู..ท่าทางจะเก่งภาษาญี่ปุ่น...
เพราะอ่านภาษาอังกฤษออก....

ความคิดเห็นที่ 85 (0)
plains-wanderer วันที่ : 15/05/2009 เวลา : 17.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/blankpage
http://www.oknation.net/blog/plains-wanderer  (นกป่าสัปดาห์ละตัว)

ส้วมหรือนั่น ไฮเทคเหลือเกิน

ความคิดเห็นที่ 84 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 14/05/2009 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 


ฮา ๆๆ อย่างมากเลยพี่ซี่ หุหุ

ความคิดเห็นที่ 83 (0)
รุสสกี้ วันที่ : 13/05/2009 เวลา : 23.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/russky
รุ่งอรุณ.....ที่นี่เงียบสงบ

เคยลองใช้ส้วมไฮเทคเหมือนกัน
ก็กลัวเหมือนกันว่ามันจะ Error แล้วบอกให้ Restart ใหม่
ถ้าเป็นเช่นนั้นคงยุ่งน่าดู

ความคิดเห็นที่ 82 (0)
รักพงษ์ วันที่ : 13/05/2009 เวลา : 09.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rukpong

เหมือนไปเที่ยวด้วยตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 81 (0)
minmint วันที่ : 12/05/2009 เวลา : 19.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paradiso

โอซากาเป็นเมืองหนึ่งในญี่ปุ่นที่ minmint หลงรัก เพราะยังหลงเหลือความเป็นเมืองอนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่นได้ดีไม่น้อยหน้าอีกหลายๆ เมือง

ในขณะที่เมืองหลวงแห่งหนในโลกนี้ต่างก็มีเอกลักษณ์เดียวกันเกือบหมดคือ ความเป็นสากลทางวัฒนธรรมที่เป็น POP CULTURE ในทุก ๆ เรื่อง คั้งแต่สถาปััตยกรรม ไปจนถึงพฤติกรรมของประชากร

เห็นซากุระแล้วไม่รู้ทำไมคิดถึงวันที่ไปติดอยู่บนดอยขุนช่างเคี่ยนเชียงใหม่ เพราะเพลินอยู่ในดงดอกนางพญาเสือโคร่ง อยากไปอีกครั้งค่ะ.

ความคิดเห็นที่ 80 (0)
วิตามินบี วันที่ : 12/05/2009 เวลา : 15.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


รอตอน4ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 79 (0)
ครูแดง วันที่ : 12/05/2009 เวลา : 08.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-ตามมาดูความก้าวหน้าค่ะ เพราะพักนี้ผลงานขึ้นหน้าหนึ่งแป๊บเดียวหายแล้ว ทำให้บางทีพลาดเรื่องดีๆของเพื่อนๆไป

ความคิดเห็นที่ 78 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 11/05/2009 เวลา : 19.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

ทบทวนวันละนิด จิตแจ่มใส (เห็นพี่ซี่ พี่หมู ร่าเริง)
ทบทวนไว้เผื่อสักครั้งในชีวิตได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น
(เห็นราคาที่พี่ซี่บอกต่อ 1 คนแล้วให้สงสารตัวเอง จะเก็บเงินค่าเครื่องบินได้เมื่อไหร่เนี่ย)

สีบ้านสีนี้ ช๊อบ ชอบ ---- สีม่วง อิอิ

ความคิดเห็นที่ 77 (0)
Cat@ วันที่ : 11/05/2009 เวลา : 16.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ภาคสามแล้ว

..........

กลับจากวัด เอาบุญมาฝาก
หากว่าง
ติดตามข่าวสาร ได้นะค่ะ
วั น วิ ส า ข บู ช า 2009 in Hannover ( Cat@ )

ความคิดเห็นที่ 76 (0)
อาจารย์วิลาสินี วันที่ : 11/05/2009 เวลา : 15.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wilasinee
ของดีอาชีวะชลบุรี...ห่อหมกทะเลรวมมิตร 24/8/2011

สวัสดีค่ะเข้ามาเยี่ยมชมอีกแล้วค่ะ ดีจังได้ไปท่องเที่ยวยังที่ๆสวยงามและแปลกตา

ไปที่แปลกๆใหม่ๆๆมาแล้ว เป๊ปซี่ก็ดื่มแล้ว

แต่วันนี้มีของแปลกแต่ไม่แปลกมานำเสนอ

ถ้าอยากรู้ว่าของแปลกที่ไม่แปลกคืออะไร ต้องนี่เลยที่บ้านอาจารญืค่ะ

ความคิดเห็นที่ 75 (0)
คมเย็น วันที่ : 11/05/2009 เวลา : 15.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/komyen

ตามเที่ยวฟรีซะเหนื่อย

ความคิดเห็นที่ 74 (0)
หมีปิศาจ วันที่ : 11/05/2009 เวลา : 10.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mee104
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น ช่วยแนะนำมือใหม่หัดเขียนด้วยครับ

พี่ครับ ทำไมไม่เฉลยด้วยว่าอันไหนใช้ยังไง
เผื่อฟลุ้ค ผมได้ไปญี่ปุ่น จะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงไงครับ

ช็อตหวานของพี่เป๊ปซี่ กับ พี่หมู และ พี่จันทร์ กับ พี่ฟ้านี่
กินกันไม่ลงจริงๆ ครับ cherry blossom ก็งามงดจริงๆ

เรื่อง วัด กับ ศาลเจ้า นี่ ผมก็พอจะเดาๆ ได้บ้างครับ
แต่ที่พี่สรุปมาก็ยิ่งทำให้ชัดเจนมากครับ

ถ้าเป็นเมืองจีน ก็เป็นร้าน 10 หยวน แต่ที่ญี่ปุ่นนี่ ร้าน 100 เยน
ถ้าเทียบค่าเงินแล้ว 10 หยวนแพงกว่าแฮะ แต่เป็นของ made in china ด้วย
ยิ่งทำให้งงใหญ่เลยว่า ทำไมร้าน ไดโซะ ที่ญี่ปุ่นขายถูกกว่าที่จีน
แต่ที่พี่บอกว่ามาขายเมืองไทย 60 บาทนั่น ก็คงไม่แปลกมั้งครับ
ต้องมีค่าเช่าที่ และค่าขนส่งข้ามน้ำ ข้ามทะเลมาบ้านเราอีก

ความคิดเห็นที่ 73 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 10/05/2009 เวลา : 17.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

น่าจะเขียนกลอนชมสาว ซากุระมั่งนะครับ

ความคิดเห็นที่ 72 (0)
ปรีเปรม วันที่ : 10/05/2009 เวลา : 14.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/preprem

แหมๆ...น่าอิจฉาจริงๆ..คุณเป๊ะซี่

ความคิดเห็นที่ 71 (0)
เสดพีร์ วันที่ : 10/05/2009 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chao
*+* เพียงแวะเข้าไปทัก..เราก็แอบฮักคุณอยู่ ในใจ._/|\_.




(ปาก) หยุดทำร้ายประเทศไทย แต่ (ใจ) รักสาวญี่ปุ่น 555

ความคิดเห็นที่ 70 (0)
JOMO วันที่ : 10/05/2009 เวลา : 10.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jomo
oJOMoSANo


สวัสดีครับ คุณเป็บซี่ ดีที่สุด
ไปนาราต้องลูบหัวกวาง
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมครับผม

ความคิดเห็นที่ 69 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

อ่านวันละท่อนสองท่อนสามท่อน พร้อมอมยิ้มในความน่ารักของพี่หมู
เท่ากับ ได้ไปญี่ปุ่นแว๊ววววววววววววววววว ไชโย ซาโยนาระ ฮา ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ตอนนี้พูดภาษาญี่ปุ่นได้เยอะแล้วคับพี่ซี่
มาม่า / อายิโนะโมโต๊ะ / ซาซิแม๊ะ เอ๊ย มิ / ชิคุนกุนยา / โคโดโมะ / ฮาโตริ / ชินจัง / อิคิกซ้ง / โออิชิ / ฮาตาริ / ซันโย / โตโยต้า / อิอิอิอิอิ ได้แค่นี้แหละพี่ซี่ + พี่มูมู่

ความคิดเห็นที่ 68 (0)
เจ้าอารมณ์ วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 12.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimeiei
http://www.jaoarom.com

ตามพี่เป๊ปซี่ไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบจุใจ

ทั้งซากุระและอาหารเรียกว่างดงามและน่าทานไม่แพ้กันเลย

ความคิดเห็นที่ 67 (0)
แฟนต้าน้ำแดง วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 11.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fantajang
เพราะลูกๆ คือ ลมหายใจ

สวัสดีค่ะ คุณโค๊ก.. เย๊ย. คุณเป๊บซี่.. ..
จากที่พยายามเม้นตั้งแต่เมื่อวาน.. ..
วันนี้ติดจนได้.. ..

... ขอบคุณที่พาทัวร์ญี่ปุ่นค่ะ
..
ทั้งภาพ และ คำบรรยาย จุใจ เหมือนได้ไปเองเลยค่ะ
...
มีความสุข กับวันหยุดนะคะ
..
แฟนต้าน้ำแดงค่ะ

ความคิดเห็นที่ 66 (0)
ลีลาวดี2508 วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lelawadee
ศิลปะคู่ไทย เทิดไท้องค์ราชันย์


อาหารบ้านเขาก็น่าทานนะคะ..แส้น้ำพริกถ้วยเก่าบ้านเราบ่ได้เน๊าะ...เอามาฝากยามพักเที่ยงด้วยนะคะ..และขอบคุณที่ไปเยี่ยมสมาชิกครบโหลของเราค่ะอิๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 65 (0)
komyos วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 10.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/youngmomy
อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..


สวัสดีเจ้าแวะมาแอ่วญี่ปุ่นโตยคนเจ้า..

*...ภาพนี้ถ่ายไว้ให้ "ต้นซากุระ" เป็นพยานในความรัก...*


ความคิดเห็นที่ 64 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 09/05/2009 เวลา : 09.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim


ความคิดเห็นที่ 63 (0)
อธิฏฐาน วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 21.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sandstone
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

อิจฉาค่ะคุณเป๊ปซี่ ปีนี้เก็บเงินปีหน้าเสนอผู้บังคับบัญชาจัดทัวร์ไปญี่ปุ่นดีกว่า ความจริงเขาอยากจะไปจีนกัน

ความคิดเห็นที่ 62 (0)
Kibangkok วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 15.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..

ดอกซากุระที่เกียวโตสวยจังเลยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 61 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 12.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


มาแจ้งความคืบหน้าค่ะพี่

**************************************
เรียนเชิญติดตามความคืบหน้าโครงการ "ผ้าป่าการศึกษาเพื่อน้อง โฮมฮัก" ค่ะ

เช้านั้น........ที่โฮมฮัก
http://www.oknation.net/blog/OkNationAssociation/2009/05/08/entry-1

เมล็ดพันธุ์ที่โฮมฮัก...เมล็ดพันธุ์แห่งความรัก
http://www.oknation.net/blog/pronpun/2009/05/08/entry-1

ขอบคุณและขอโทษที่รบกวนนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 60 (0)
ธนเดชจตุคามฯ วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 09.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanadech
.."ปัญญาสมาธิ..ย่อมพึงมีอยู่ในตน..ของเหล่าบัณฑิตชนเสมอ?"..

..คุณเป๊บซี่ลงข้อมูลและภาพ..
..ให้ผู้อ่านชมอย่างจุใจเลยครับ..
..เห็นแล้วน่าไปเที่ยวมาก..


ความคิดเห็นที่ 59 (0)
Je@b วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 07.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wujira

อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่ชาย ...

วันนี้ทำงาน คงยังไม่ได้เริ่มนะคะ

ความคิดเห็นที่ 58 (0)
สายธาร วันที่ : 08/05/2009 เวลา : 04.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cyberfrogy
 http://www.facebook.com/groups/dhammayatrahttps://www.facebook.com/BAAN.RAI.SAITHARN http://www.oknation.net/blog/DigitalTour


Wishing you and your family a Happy Vesak Day ! 2009
ธรรมะสวัสดี แด่เพื่อน บล็อกเกอร์ โอเคเนชั่นทุกท่าน..
พบกันที่วัดใกล้บ้านท่านวันนี้ครับ....

(¯`°•.¸♥ วั น วิ ส า ข บู ช า ♥¸.•´¯)
วั น วิ ส า ข บู ช า ...ประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน
http://www.oknation.net/blog/DigitalTour/2009/05/08/entry-1
Wish you all a Happy Vesak Day !
http://www.oknation.net/blog/cyberfrogy/2009/05/08/entry-1

ความคิดเห็นที่ 57 (0)
กัปตันแจ๊ค_จอมโจรจอมใจ วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำหากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น

ありがとう。


ありがとう。



ありがとう。


ありがとう。



ありがとう。






ความคิดเห็นที่ 56 (0)
chedtha วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 18.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)


สวัสดีครับ พี่เป๊ปซี่

ขอบคุณสำหรับเรื่องและภาพหลากหลายจากญีุ่ปุ่น
อ่านเพลิน ชมภาพเพลินเลย

ทึ่งมากๆ กับส้วมไฮเทคของญี่ปุ่น

ดอกไม้นั้น คือ ดอก Magnolia ครับ มีหลายสี หลายรูปทรง
แบบดอกเล็ก ชั้นเดียวก็มี ดอกใหญ่สีขาวก็มี ดอกใหญ่ที่บานเย็นก็มี และ สีชมพูอ่อนๆก็มีครับ

โหวตให้ทุกครั้งที่แวะมาอ่าน ขอบคุณที่พาเที่ยวญุ่ีปุ่นนะครับ

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bhirisa
www.oknation.net/blog/misspostcard

หวัดดีค่ะพี่

อยากกินอุด้งเป็น ๆ ที่ญี่ปุ่นจังค่ะ

เดินทางหลายที่เหมือนกันนิ
น้องที่รู้จักก็เพิ่งไปมาค่ะ

อยากไปแบบนี้บ้างเหมือนกันนะคะเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 54 (0)
หน่อผุด วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 14.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/korpai
'ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า  กระดาษแผ่นเดียวไม่เป็นหนังสือ'

อ่านแล้วเหมือนอยู่ในกลุ่ม หัวทุยตะลุยทัวร์ ด้วยเลยค่ะ
อาหารบุฟเฟต์น่าทานเนอะ

ความคิดเห็นที่ 53 (0)
plejang วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 13.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plejang
::  Plejang  ::  + + ... ข อ ใ ห้ รั ก จ ง เ จ ริ ญ ....+ + ::

สวัสดีค่ะ .. พี่เป๊ปซี่

ตามมาเที่ยว ญี่ปุ่นด้วยคน...

ฮา ฮา เขียนได้สนุกดีพี่...

ขนาดเข้าส้วมยังมีอะไรให้ตื่นเต้นเลยเนอะ...ว่าแต่ไม่เฉลยจิง ๆ เหรอคะ ว่ากดปุ่มไหน แล้วเป็นงัยบ้าง ฮา ฮา..

ดอกซากุระสวยคะ.....

ขอบคุณภาพและเรื่องราวน่ารัก ๆ คะ

เปิ้ลจัง

ความคิดเห็นที่ 52 (0)
วิตามินบี วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 11.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


ไข่ลวก
หน้าเหมือนไข่หวาน

ชอบซุปเต้าหู้มากค่ะ
ซุปเต้าหู้ที่ร้านซากุระอร่อยที่หนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
ครูแดง วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 07.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-มาดูดอกซากุระสวยๆ กะนายแบบ นางแบบคนสวยของครูแดง

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
อิมกุดั่น วันที่ : 07/05/2009 เวลา : 06.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/im
คลิกชื่อ "  อิมกุดั่น " เลือก "สารภาพ" แล้วพบกันที่.. http://www.oknation.net/blog/canvas 

อาหารดี สถานที่สะอาด ธรรมชาติงาม ....
ครบสูตรเลยค่ะท่านพี่ .... รายละเอียดก็เยี่ยมเลย ทะลุปรุโปร่ง
เด็กโข่งที่บ้านป้าอิมไปอยู่กองร้อย มา 5 ปีแล้ว กลับบ้านวันหยุดแบบนักเรียนทหาร
เก็บเรื่องเก่า (แต่ไม่เก่ามากนัก) มาเล่า
ไม่ค่อยกล้าพูด เกรงเขาจะว่าโปรโมทคนกันเองค่ะ
คนคิดต่างจิตต่างใจนะคะท่านพี่ เราไม่กลัวผี แต่เรากลัวคน...

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
ting วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 23.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

มาดูอีกรอบคะ
ชอบอาหารดอกไม้วัด
อาจจะไปเที่ยวญี่ปุ่นบ้าง

กระติกลูกสาวเหรอคะ เธอน่ารักมากคะ

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
ปอจู วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 23.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Paojoo1974
มีไม่กี่ชาติบนโลกใบนี้ที่มี  "ภาษา (พูดและเขียน) เป็นของตัวเอง"และเราคือหนึ่งในนั้น...ภูมิใจมั้ยคะ...?? (ชมรมรักษ์ภาษาไทย)


สวัสดีค่ะ .. พี่เป๊ปซี่
..
โห .. หนูดันไปเริ่มต้นเมืองนอกครั้งแรกที่ เมืองจีน (เสิ่นเจิ้น)
ห้องน้ำเค้าแย่ (มั่ก ๆ) อย่างที่พี่บอกไว้จริง ๆ
..
ป.ล.. วันนี้อ่านจบเรื่องห้องน้ำ (เท่านั้นเอง) ค่ะ
เพิ่งกลับมาจากข้างนอก ..
อ่านได้นิดเดียวเอง ..
ขอแปะไว้ก่อนนะคะ ..
พรุ่งนี้หนูจะมาอ่านต่อ (สนใจ ญี่ปุ่นค่ะ) มาเก็บขอมูลไว้ก่อน

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 22.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

มาอ่านต่อคับพี่ซี่
ถ้ามานเลือกแล้วต้องเลือกข้อย่อยอีกมากมาย
จะเลือก "ข้าวไข่เจียว" ล่ะดีที่สุด ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆ

กั๊กไว้อีกหน่อย มาอ่านต่อ คริคริ ....

นิ้วก้อยอยู่ไหน ????????????

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 22.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

น้องpepsi เขียนกลอนเก่งน่าจะเขียน

นิราศซากุระ คิดถึงคนทางบ้าน

เอาตั้งแตจรลีออกจากสุวรรณภูมิ ไปไหนอย่างไร
บทกลอนคงมีคุณค่านะครับ

ความคิดเห็นที่ 45 (0)
มะอึก วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 20.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ยังอ่านไม่ละเอียด
รู้เพียงว่า "คุณหญิงฟ้า" เจริญอาหารมาก....
.

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
MeeMee วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 19.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/memoria
recall for Memory Episode II

พี่เป๊บซี่...น้องขอแปะยิ้มก่อนนะ
ไว้กลับมาอ่านอีกทีจ้ะ



คราวหน้าไปไหน พี่เป๊บซี่ก็ชวนมั่งจิ...อิอิ

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

มาอ่านต่อคับพี่ซี่
เหนื่อย ๆๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
spyone วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 13.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก


ความคิดเห็นที่ 41 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 12.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

ฝากสวัสดีคุณนายมู๊มู๋
ของพี่เป๊ปซี่ด้วยนะครับ..
ผอมสวย..สไตล์ญี่ปุ่นเลย...
มิน่าหละพี่เป๊ปซี่ถึงพาตะรอนทัวร์..เจแปน..

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 12.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

เพิ่งกลับมาถึงบ้านครับพี่เป๊ปซี่...
โลกียะจริงๆที่สตูล.
คงพอๆกับด่านสะเดาของพี่แน่เลย..
ได้รมณ์ครับท่าน...สวยๆทั้งนั้น..
ขอบคุณสำหรับนาฬิกานะครับผม.พี่เป๊ปซี่...
ผมจะไม่ลืมพระคุณเลย...มันจะอยู่กับผมไปจนวันตาย..(หากนาฬิกาไม่ตายก่อนผม)

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 12.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ตามมาเที่ยวครับ

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
JoyGangster วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 12.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gangster-1
Photo Blog...สากกระเบือยันเรือรบ, I Love เมืองไทย I Like Korea, เรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องเดียวกัน...


เหมือนไปทัวร์ด้วยเลย...
..ละเอียดยิบ........
อ่านแล้วเพลิน...
....ขอก็อปปี้รูปแมวเหมียวไปนะค่ะ
....ชอบ...แมวน่ารักมาก...
..............

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
ป้ารุ วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

คุณเป๊บซี่เปิดเรื่องด้วยส้วมญี่ปุ่นซะละเอียดเชียว
เดี๋ยวป้ารุนำเสนอเรื่องส้วมพม่า..แล้วจะหนาว

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
ChaiManU วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 12.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

เปิด entry นี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่นับไม่ได้ อ่านไม่จบซะที

เปิดมาครั้งนี้ มีโอกาสอ่านจบ จึงได้เมนท์ซะที

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
veerin วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 11.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/veerin

ตามพี่เป็ปซี่ไปเที่ยวด้วยคน
ดูภาพและเรื่องแล้วเต็มอิ่มค่ะ
ครบครันทั้งเนื้อหาสาระ และภาพประกอบสวยๆ
เหมือนได้ไปเองเลยนะคะเนี่ย

+1 ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 11.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konto
It's not where you start. It's where you finish.

โหย...ใช้ส้วมได้ผลอย่างไร ก็มีเม้มกันด้วยนะ

พี่เป๊ปซี่เรียงลำดับให้อ่านเรื่องส้วม แล้วก็ลงรูปของกิน ทำให้ผมต้องรีบไปล้างมือซ้ายก่อนมาอ่านเรื่องอาหาร 555

เรื่องวัฒนธรรมการใช้โทรศัพท์ ของไทยเราพัฒนาไปมาก ผมเจอหลายครั้งที่ขึ้นตั้งแต่อ่อนนุชก็เจอผู้หญิง(ส่วนมากเป็นผู้หญิง สาวมั่งไม่สาวมั่ง) เธอคุยโทรศัพท์ตั้งแต่อ่อนนุชยันสยามสแควร์ เสียงก็ไม่ค่อยเบาเท่าไหร่...รำคาญชะมัด...ที่ต้องมาฟังเธอเล่ากิจวัตรของเธอ..ทั้งๆ ที่ไม่อยากฟัง

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
ผู้หญิงตัวเล็ก วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinn

ขอบอกว่าหนูอยากกินมันเผาคร๊าา อากาศหนาว ๆ กับมันเผาร้อน ๆ น่าอร่อย

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
ลุงฟาง วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 10.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/semtele

น่าสนุกมากๆ นะครับ แวะมาทักทายและเยี่ยมเยือนครับ

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
ดินเดินทาง วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 06.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/din-travel

สวัสดีค่ะ พี่แป๊บซี่

ชอบไข่ลวก กับ จักรยาน

ค่าใช้จ่ายละเอียดมั่กมัก

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
ครูเก๋ วันที่ : 06/05/2009 เวลา : 00.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/clear
www.facebook.com/callmeclear

โอละเอียดสุดๆ ขยันเขียนดีค่ะ ไว้ถ้ามีโอกาสไปญุี่ปุ่น
จะกลับมาอ่านเก็บรายละเอียดอีกรอบ

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 23.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

เก็บรายละเอียดทุกบรรยากาศ
ไม่เว้นแม้แต่ค่าใช้จ่าย ต่อหัว
รวมพ็อกเก็ตบุ๊ค ได้เลย

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
meesuk วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 23.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meesuk

สวัสดีครับ...คุณพี่เป็บซี่
อ่านแล้วเพลินจริงๆครับ..ออกพอกเก็ตบุ็กส์เมื่อไหร่อย่าลืม
บอกด้วยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

ตามมาเที่ยวญี่ปุ่นอย่างช้าช้า.....มีวาระว่าด้วยส้วม ด้วย

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
ภูผาน้ำฝน วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/augustrain
Into each life some rain must fall.

เก็บรายละเอียดเที่ยว 1 วัน
มาให้อ่านได้จุใจจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
karnn วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 20.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/karnn

ซากุระสวยครับ และอุด้ง มันเผา Ramen ก็น่าอร่อยมากๆครับ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์ วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cottonhut
 เธอเคยไหมฟังเสียงในใจร่ำร้อง  ถ้วนทั่วทุกท่วงทำนองของถ้อยคำ 

ขอตามมาเที่ยว
แดนซากูระ
ด้วยคนนะครับ
พี่

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ที่ทำการคณะผู้ก่อการดี วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/witita
...ต้นไม้ที่แข็งแรง ก็ย่อมมากจากรากที่ฝังแน่นในพื้นดินประเทศชาติที่เข้มแข็ง ก็ย่อมมาจากวัฒนธรรมที่แข็งแรงด้วย... (โหมโรง)


ขอบคุณสำหรับความการุณและน้ำใจที่แบ่งปันค่ะ

http://www.oknation.net/blog/PublicCharity/2009/05/04/entry-1


ความคิดเห็นที่ 22 (0)
กัปตันแจ๊ค_จอมโจรจอมใจ วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 18.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำหากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น



ความคิดเห็นที่ 21 (0)
Je@b วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 13.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wujira


พี่ชายยอมเปลี่ยน theme เพราะญี่ปุ่นนะเนี่ย
ดีค่ะ ... อ่านกว้างขึ้น สบายตาดีอ่ะ ^ - ^

รอ เที่ยวปราสาทโอซาก้า ต่อนะคะ

(พี่ชายไปครั้งนี้ ... เก็บรายละเอียดได้เหลือเชื่อจริง ๆ
นึกว่าไปรอบที่สิบนะคะเนี่ย ^ - ^)

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ครูแดง วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 13.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-เขียนบรรยายเก่งจังค่ะ เหมือนเดินตามฟังบรรยายยังไงยังงั้นเลย
-อาหารทุกอย่างเห็นแล้วน้ำลายสอ หิวแล้วเดี๋ยวไปทานข้าวเที่ยงก่อนนะคะ
-คุณนายหมูน่ารักกก ฝากหอมแก้มยุ้ยๆแล้วบอกว่าคิดถึงค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
BlueHill วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 12.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

พี่เป๊ปซี่เขียน+ลงภาพได้ครบเครื่องเลยครับ
โดยเฉพาะมุขแซวศรีภรรยา มีฮาตลอด

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
เสดพีร์ วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 11.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chao
*+* เพียงแวะเข้าไปทัก..เราก็แอบฮักคุณอยู่ ในใจ._/|\_.

พี่เป็ปซี่ได้ไปเที่ยมชมซากุระกับภรรยาคงทำให้ชีวิตสดชื่นขึ้นอีกโขนะครับ

ไปเที่ยวญี่ปุ่นแต่เปรียบเทียบกับเมืองไทยตลอดเลยนะครับ (แต่มันก็น่าจะเปรียบจริงๆ นะแหละ เพราะผู้มีอำนาจบ้านเราชอบไปดูงานที่บ้านคนอื่นๆ กัน แล้วเราก็เอามาคุยหรือลอกแบบมาเฉพาะผลสำเร็จที่เห็นแต่ไม่ได้นำองค์ประกอบหรือเหตุปัจจัยที่ทำให้เขาเป็น เราจึงเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้)

เดือนหน้าผมจะย้ายกลับรังวายุภักษ์ที่เดิมครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
แม่มด วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 11.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/deardog

อ่านแล้วสนุกเหมือนได้ไปเองเลยค่ะ...
ว่าแต่ที่โฮมโปรมีโถชักโครกแบบญี่ปุ่นไหมคะ
อยากใช้มั่งอ่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
นายแพทย์สวรรค์กาญจนะ วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/doctornursethailoyalty
ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนไม่ได้มีไว้เพื่อแพ้Honesty is the best policy.


วันที่ ๒๘ มีค ที่ผมชม ซากุระยังไม่บานสะพรั่ง

มันเผา ราคากี่เยนเอ่ย

อ่านแล้วสนุก ..ไม่ได้ไปเมืองนารา

ถ้าไปคงได้เจอกัน

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
รัฐศิริ วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 10.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rutdy

ส้วมไอเทคมากเลยครับ ซากุระบานสะพรั่งสวยงามครับพี่

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ครูทิพย์ วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 10.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Tip2
Every minute is precious if every minute I have you. ทุกนาทีจะมีค่า หากทุกเวลาฉันมีเธอ 


สวัสดีค่ะคุณเป๊ปซี่...เที่ยวเต็มที่น่าสนุกจัง...เห็นซุปเต้าหู้และไข่ลวกแล้ว..อยากหม่ำๆ

แหม! ให้ต้นซากุระเป็นพยานรักซะด้วย...หวานเหลือเกิน..อิจช้า..อิจฉานะคะ

อืมม..ดอกอะรูมิไร้...ชื่อเดียวกันกับที่ไกด์คนมาเลเซียบอกครูเลยค่ะ..ดูๆ ไปก็คล้ายดอกแมกโนเลีย ที่ครูเจอที่ดอยอ่างขางนะคะ...เรื่องดอกไม้นี่ต้องรอกูรู..ย่าดาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 09.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ยังหนาวมากเหรอครับ
คุณหม฿แต่งเต็มยศเลย

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ting วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 01.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

สวิทช์อัตโนมัติ สมชื่อจริงๆ น่ารักด้วย

ชอบ ซุปเต้าหู้

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ting วันที่ : 05/05/2009 เวลา : 01.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Germany
จงเตือนตนด้วยตนเอง สักแต่ว่าตัวตนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เหมือนต้นไม้ออกดอกออกผล ล่วงหล่นไปเมล็ดเกิดใหม่ก็มาจากต้นไม้เดิม

ชอบอาหารญี่ปุ่น
เที่ยวแบบคุณเป๊ปซี่น่าไปอีกครั้งนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
มัชฌิมาปกร วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 23.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม


ทั้งสวยงาม สะอาด
นางแบบก็น่ารัก
โอซาก้าไม่เคยไปครับ
ตอนที่ผมเรียนนั้นผมอยู่ ชิบะ ติดกับโตเกียว
มีประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ไม่อาจลืมคือ
การปีนภูเขาไฟฟูจิ ไปจนถึงปากปล่องเลย ใช้เวลาร่วม ๕ ชั่วโมง
นับเป็นความทรงจำที่ดี แต่ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง
ว่าง ๆ อาจจะเขียนบล๊อกได้

ขอบคุณพี่เป๊ปซี่สำหรับเรื่องราวดี ๆ
ภาพสวย ๆ ทำให้คิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ ครับ
ขอโหวตครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
สายธาร วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 23.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cyberfrogy
 http://www.facebook.com/groups/dhammayatrahttps://www.facebook.com/BAAN.RAI.SAITHARN http://www.oknation.net/blog/DigitalTour

ชมภาพประกอบเรื่องราว...เพลิดเพลินไปเลยครับ

เสร็จแล้วอย่าลืมรวมเล่มไว้ให้อ่านอีกนะครับ ไว้เป็นไกด์บุ๊คเที่ยวเมืองปลาดิบไง....


ขอบคุณครับ ที่ไปตามมาเที่ยวญี่ปุ่นกัน....

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ทิวสน วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 22.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tewson
ทิวสน ชลนรา

ตามมาเที่ยวครับพี่

อุด้งที่ญี่ปุ่น ทำไมน่าอร่อยจัง

แต่ที่เคยกิน ทำไมเฉยๆ ก็ไม่รู้

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
pukpik วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pukpik
Love is not measured by how you feel.. but , how you make the other person feel..

จุใจมากเลยค่ะพี่
ชอบอาหารที่ญี่ปุ่นค่ะ อร่อยไปหมด
ชอบขนม น่ารักและน่าทานมากๆ
ตอนไปโตเกียว เกียวโตซากุระหมดแล้ว เสียดายมาก


ว่างๆแวะดูก็ได้ค่ะ
V
V


http://lonelydiary.multiply.com/photos/album/11/11

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
น้ำทะเล วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

พี่ซี่ + มูมู่
ขออ่านไปครึ่งหนึ่งก่อนคับ ,, ปะปวดหัว...วันนี้เหนื่อยมั่กมาก อบรมคุณครูอีกแล้วคับ
ส่งมอบจ่าจินต์กลับมาถึงบ้านก็หลับ..สนิท...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปลัดแรมโบ้ วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaifreeman
http://www.oknation.net/blog/wangnuea

ซากุระสวยงามมากครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
nilsamai วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nilsamai
.

บันทึกละเอียดละออ
ซากุระระย้าสวยงามมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
tengpong วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 19.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ดีใจที่ก๋วยเตี๋ยววัดดงฯ บ้านเก่าของเต็งพ้ง มีราคากว่า

ส่วนส้วมนั้นมีลูกทัวร์เคยโดนน้ำฉีดใส่หน้า
เพราะว่าไม่ได้ป้องกันตอนความสงสัยเกิด

ซากุระที่เป็นพยานรักของพี่เป็บซี่กะคุณนายหมู
งามสะใจมากครับ
เมื่อไหร่เมืองไทยจะโปรโมต ชัยพฤกษ์ ที่เหลืองเต็มประเทศตอนช่วงหน้าร้อนมั่งนะพี่

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 19.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ดีค่ะ คุณเป๊บซี่ งานนี้ไปไกลเลยนะ

เยี่ยมเลยค่ะ ทำให้ได้เที่ยวได้ดูภาพด้วย ขอบคุณมากจ๊ะ


ช่างบรรยาย อ่านซะเพลินเลย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
redribbons07 วันที่ : 04/05/2009 เวลา : 19.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07

สวัสดีค่ะ

อาหารน่าทานมาก ๆ ค่ะ



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน