*/
  • เป๊ปซี่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pepsi8@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-14
  • จำนวนเรื่อง : 163
  • จำนวนผู้ชม : 914799
  • จำนวนผู้โหวต : 774
  • ส่ง msg :
  • โหวต 774 คน
<< กรกฎาคม 2014 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม 2557
Posted by เป๊ปซี่ , ผู้อ่าน : 3309 , 15:05:28 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ni_gul , ณัฐรดา และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

พระบิดาแห่งกรมศุลกากรไทย

 

        กรมศุลกากรไทยถือกำเนิดขึ้นเมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2417 ตรงกับวันเสาร์แรม 6 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ ในรัชสมัย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระองค์ทรงเล็งเห็นว่าการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยนั้น มีกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไป หลายกรมหลายกระทรวงต่างคนต่างจัดเก็บจนไม่สามารถที่จะรวบรวมให้เป็นระเบียบได้ แถมภาษีอากรที่จัดเก็บก็ลดน้อยถอยลง จนถึงกับรัฐบาลต้องเป็นหนี้ ค้างจ่ายเป็นจำนวนมาก ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงมีไปถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม ร.ศ. 122 ความตอนหนึ่งว่า

"…ในเวลาครึ่งปีต่อมา เงินภาษีอากรก็ลดเกือบหมดทุกอย่าง ลดลงไปเป็นลำดับ จนถึงปีมะแม ตรีศก (พ.ศ. 2414) เงินแผ่นดินที่เคยได้อยู่ปีละ 50,000 - 60,000 ชั่งนั้น เหลือจำนวนอยู่ 40,000 ชั่ง แต่ไม่ได้ตัวเงินกี่มากน้อย แต่เงินเบี้ยหวัดปีละ 11,000 ชั่ง ก็วิ่งตาแตก ได้เงินในคลังมหาสมบัติ ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่วิ่งมาหาเป็นพื้น นอกนั้นก็ปล่อยค้าง ที่ได้เงินตัวจริงมีประมาณ 20,000 ชั่งเท่านั้น เงินไม่พอจ่ายราชการก็ต้องเป็นหนี้…"

       จึงทรงพระกรุณโปรดเกล้าให้จัดตั้ง “หอรัษฎากรพิพัฒน์” ขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2416 เพื่อจัดวางหลักเกณฑ์ระบบการจัดเก็บภาษีอากรให้มีระเบียบแบบแผน ควบคุมเจ้าภาษีนายอากร ให้จัดส่งเงินรายได้แผ่นดินให้ตรงตามกำหนดเวลา โดยให้หอรัษฎากรพิพัฒน์นี้ เป็นสำนักงานกลางสำหรับรวบรวมรายได้ทุกประเภทเข้ามาเก็บไว้ และต่อมาก็มีการจัดตั้ง “กรมพระคลังมหาสมบัติ” ขึ้นในวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2418 โดยแยกกิจการงานคลังออกมาจาก “กรมท่า” ซึ่งขณะนั้นมีหน้าที่ทั้งในด้าน “การต่างประเทศ” และ “จัดเก็บภาษีอากร” และ “กรมพระคลังมหาสมบัติ” นี้ก็คือต้นกำเนิดของ “กระทรวงการคลัง” ในปัจจุบัน เพราะต่อมาก็ได้มีการยกฐานะ “กรมพระคลังมหาสมบัติ” นี้ ขึ้นเป็น “กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ” ในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2433 และกลายมาเป็น “กระทรวงการคลัง” ในที่สุด เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2476 ในสมัย “พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยมี “พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา” เป็นนายกรัฐมนตรี

        อ่านแล้วงงไหมครับ ที่ “กระทรวงการคลัง” ตั้งขึ้นทีหลัง “กรมศุลกากร” เสียอีก เอาอย่างนี้ผมจะลำดับความเป็นมาของกิจการภาษีอากรของไทยให้รู้พอสังเขปอีกทีนะครับ

        ประเดิมเริ่มแรกตั้งแต่สมัยโบราณนานมาในสมัย “พ่อขุนรามคำแหง” สมัยนั้นมีการจัดเก็บ “จกอบ หรือ จังกอบ” อยู่ ดังที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกหลักที่หนึ่งว่า “เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “พ่อขุนรามคำแหง” พระองค์ท่านทรงมีวิสัยทัศน์ไกล ทรงทำให้กรุงสุโขทัยนั้นเป็นเมือง “ปลอดภาษีอากร” ใครๆก็เลยอยากจะมาค้าขายกันที่นี่ กรุงสุโขทัยก็เลยเจริญสูงสุดในสมัยของพระองค์ สถานที่ที่จัดเก็บ “จกอบ หรือ จังกอบ” นั้นก็คือ “ขนอน” ซึ่งก็มักจะตั้งอยู่บริเวณปากทางที่ใครๆก็จะต้องผ่านทางนั้น ขนอนมีทั้งขนอนบก ขนอนน้ำ ขนอนชั้นนอก ขนอนชั้นใน และขนอนตลาด เรียกว่าตรงไหนเป็นที่ชุมชนมีการค้าขายมากรัฐก็มักจะจัดตั้ง “ขนอน” ขึ้นตรงนั้นเพื่อจัดเก็บ “จังกอบ” ส่วนขนอนจะขึ้นอยู่ในความดูแลหรือกำกับโดยหน่วยงานใดนั้น ยังไม่ปรากฏ

        มาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของ “สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ” พระองค์ทรงปฏิรูปการปกครองอย่างขนานใหญ่ ทรงรวบรวมอำนาจเข้าสู่ราชธานีและแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนออกจากกันอย่างเด็ดขาด กล่าวคือ  ฝ่ายทหาร ให้มี สมุหกลาโหม เป็นผู้จัดการดูแล โดยให้มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยามหาเสนาบดี มีอำนาจหน้าที่ตรวจตราราชการฝ่ายทหารทั่วราชอาณาจักร จัดการเกี่ยวกับการป้องกันราชอาณาจักร ตระเตรียมบำรุงกำลังทหาร อาวุธยุทธภัณฑ์ สัตว์พาหนะ เสบียงอาหาร และหน้าที่อื่นๆที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของราชอาณาจักร ฝ่ายพลเรือน ให้มี สมุหนายก เป็นผู้จัดการดูแลโดยให้มี บรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ มีอำนาจหน้าที่ปกครองข้าราชการฝ่ายพลเรือนทั่วราชอาณาจักร ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่ออกเป็นจตุสดมภ์ 4 กรม (แผนก) ได้แก่ 

  1. กรมเวียง ให้มีพระยานครบาลหรือพญายมราชเป็นผู้บริหาร มีอำนาจหน้าที่ปกครองท้องที่ ดูแลความสงบเรียบร้อยและความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตเมือง
  2. กรมวัง ให้มีพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีหรือออกพญาธรรมาธิบดีเป็นผู้บริหาร มีอำนาจหน้าที่ดูแลกิจการภายในราชสำนัก และพิจารณาพิพากษาคดีความ คล้ายๆกับ ศาลสูงของแผ่นดิน ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล
  3. กรมคลัง ให้มีพระยาโกษาธิบดีหรือออกญาศรีธรรมราชเดชะเป็นผู้บริหาร มีอำนาจหน้าที่รับจ่ายและเก็บรักษาพระราชทรัพย์ที่ได้มาจากส่วย ภาษีอากรต่างๆ จากการทำการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ การค้าสำเภา สินค้าหลวง ซื้อของที่ต้องใช้ในราชการ และขายสิ่งของเหลือใช้ที่อยู่ในพระคลัง ต่อมามีการตั้งกรมท่าซ้าย ท่าขวา เพื่อติดต่อค้าขายกับต่างชาติโดยตรง
  4. กรมนา ให้มีพระเกษตราธิบดีหรือออกญาพลเทพเป็นผู้บริหาร มีอำนาจหน้าที่ในการออกตรวจตราที่นา ที่ไร่ และออกสิทธิ์ในที่นาซึ่งถือว่าสำคัญมาก เพราะอาชีพทำนา ถือเป็นอาชีพหลักของประชาชน

 

ซึ่งกิจการภาษีอากร ขนอน จังกอบ ทั้งหลายก็สังกัดอยุ่ใน “กรมคลัง” นี่แหละ ต่อมาเมื่อมีการค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น ก็มีการจัดตั้ง “กรมท่า” ขึ้น มีหน้าที่ทั้งการติดต่อกับต่างประเทศ ค้าขายและเก็บอากรจังกอบเบ็ดเสร็จอยู่ในตัว และต่อมาก็มีการแบ่งออกไปอีกเป็นกรมท่าซ้ายกับกรมท่าขวา เมื่อชักจะมีความเจริญเติบโตขึ้น มีหลากหลายประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขายมากขึ้น วิธีการแบ่งก็คิดเอาง่ายๆว่า ให้เอา “กรุงศรีอยุธยา” เป็นหลักแล้วมองไปทางปลายด้ามขวาน ประเทศไหนอยู่ทางด้านซ้าย เช่นว่า จีน ญี่ปุ่น ญวณ ก็ให้สังกัด “กรมท่าซ้าย” ประเทศไหนอยู่ทางด้านขวา เช่นว่า เปอร์เซีย อินเดีย หรือประเทศจากทวีปยุโรปก็ให้สังกัดอยู่ใน “กรมท่าขวา” วิธีการจัดการอย่างนี้ดำรงยืนยาวมาจนถึงรัชสมัยของ “พระบาทสมเด็จพระจุลเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทีเดียวเชียว

        แต่ในสมัย “พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” มีสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “ภาษี” ความที่พระองค์เคยดำรงตำแหน่ง “เสนาบดีกรมท่า” มาก่อนในสมัยรัชกาลที่สอง พระองค์จึงทรงรู้ลู่ทางดีว่าสมควรจะเก็บเงินตราเข้าประเทศผ่านทางช่องทางใดบ้าง ประกอบกับราชสำนักมีความจำเป็น จะต้องใช้จ่ายเงิน เพื่อปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงทรงหาวิธีเพิ่มพูนรายได้ของประเทศด้วยการให้มี “เจ้าภาษี” เกิดขึ้น เจ้าภาษีซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย จะเสนอรายได้เป็นรายปีให้แก่รัฐในการจัดเก็บภาษีอากรแต่ละประเภท ใครเสนอรายได้สูงสุดผู้นั้นก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็น “เจ้าภาษี” ให้จัดเก็บภาษีอากรประเภทนั้นๆกับราษฎร นอกจากนี้พระองค์ท่านยังคิดการเก็บรายได้ใหม่ๆเข้าประเทศ โดยเรียกรายได้เหล่านั้นว่า “ภาษี” เพื่อให้เกิดความแตกต่างไปจากรายได้อื่นๆที่รัฐจัดเก็บอยู่เดิม อันมีอยู่ 4 อย่างคือ จังกอบ อากร ส่วย และ ฤชา ดังที่ปรากฏในหนังสือพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงอธิบายในเรื่อง “ภาษี” นี้ไว้ว่า

“เกิดอากรใหม่ๆขึ้น ได้เงินใช้ในราชการแผ่นดิน ดีกว่ากำไรค้าสำเภา อากรเหล่านั้น ให้เรียกว่า “ภาษี” เพราะเป็นของที่เกิดขึ้นใหม่เหมือนหนึ่งเป็นกำไร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะให้เห็นว่าเงินเก่าเท่าใด เกิดขึ้นในรัชกาลของท่านเท่าใด การบังคับบัญชาอากรใหม่เก่าเหล่านี้ จึงได้แยกออกเป็นสองแผนก อากรเก่าอยู่ในพระคลังมหาสมบัติ อากรใหม่ซึ่งเรียกว่า “ภาษี” อยู่ในกรมพระคลังสินค้า แต่หวยจีน ก.ข. ซึ่งเป็นของเกิดใหม่แต่คล้ายกับอากรบ่อนเบี้ยของเดิม จึงคงเรียกว่าอากร แต่ก็คงยกมาไว้ในพวกภาษีเหมือนกัน”

คำว่า “ภาษี” นี้มีผู้สันนิษฐานไว้ว่ามีที่มาจาก คำในภาษาแต้จิ๋วว่า “บู้ซี” อันหมายถึง สำนักเจ้าพนักงาน ที่ทำการเก็บผลประโยชน์แผ่นดินซึ่งตั้งขึ้นจากระบบเจ้าภาษีนายอากรนี่เอง แต่ว่าผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก ด้วยว่าคำว่า “ภาษี” นี้ ตรวจดูสำนวนเก่าก็มีที่ใช้อยู่แล้ว แต่จะมีความหมายอยู่ว่า “เป็นต่อ” หรือ “สิ่งที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่เดิม” อย่างเช่นที่เราชอบพูดกันว่า “นาย ก.มีภาษีดีกว่านาย ข.” ซึ่งหมายความว่านาย ก.มีอะไรที่มากกว่านาย ข. และน่าจะเป็นต่อนาย ข. ผมสันนิษฐานว่า “พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” น่าจะเอาคำว่า “ภาษี” มาใช้เนื่องจากความหมายที่ตรงกับพระราชประสงค์ของพระองค์มากกว่า เพราะพระองค์ต้องการที่สื่อให้เห็นว่า เป็นเงินรายได้ใหม่ที่เก็บขึ้นในสมัยของพระองค์ ซึ่งพระองค์ยังให้แยกที่ให้เก็บให้ไปขึ้นอยู่กับกรมพระคลังสินค้าด้วยซ้ำ เพื่อจะได้ให้เห็นว่า “ภาษี” เป็นของใหม่อย่างชัดเจน

        ในสมัย “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” กิจการภาษีอากรก็มีการปฏิรูปขึ้นอีกครั้ง เมื่อสยามประเทศมีการติดต่อค้าขายกับชาวยุโรปมากขึ้น หลังจากเกิด “สัญญาบาวริ่ง” และ “ภาษีร้อยชักสาม” ขึ้น ใน พ.ศ.2398 พร้อมด้วยการยกเลิกระบบการค้าแบบผูกขาดผ่านพระคลังสินค้า ยกเลิกภาษีปากเรือที่เก็บมาเดิม โดยเก็บแต่เพียงสินค้า 3 ชิ้น จาก 100 ชิ้น ส่งผลให้เรือสินค้าจากต่างประเทศที่เข้ามาในเขตท่ากรุงเทพฯ จากเดือนละสองถึงสามลำกลายเป็นปีละร้อยกว่าลำ ทำให้เศรษฐกิจของสยามประเทศดีขึ้นเป็นอันมาก พระองค์โปรดให้สร้าง “Customs House” เป็นเรือนไม้ปั้นหยาชั้นเดียว ตั้งอยู่ริมปากคลองผดุงกรุงเกษม โดยการจัดเก็บภาษีอากรในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับ “กรมท่า” ซึ่งยังคงว่าการทั้งเรื่องการต่างประเทศและจัดเก็บภาษีอากรสินค้าเข้า-ออกอยู่

             ในสมัย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” นี่เองที่กิจการภาษีอากรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่อีกครั้ง เมื่อเกิด “หอรัษฎากรพิพัฒน์” ขึ้นในปี พ.ศ.2416 เกิด “กรมศุลกากร” ขึ้นในปี พ.ศ.2417 แต่ว่าอันที่จริงคำว่า “ศุลกากร” ยังไม่เกิดขึ้นในตอนจัดตั้งนี้นะครับ ชื่อกรมในตอนนั้นก็ยังไม่เสถียร เรียกว่า “กรมภาษีร้อยชักสาม ” บ้าง “กรมภาษีขาเข้าขาออก” บ้างและยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ “กรมท่า” โดยที่ยังไม่มี “อธิบดี” เป็นของตัวเองด้วยซ้ำ แถมสภาพของกรมฯก็เป็นเสมือนหนึ่งสำนักในการจัดเก็บภาษีอากรแต่ในทางบัญชีเท่านั้น สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรก็ยังคงแยกย้ายกันอยู่ตามกรมต่างๆ เช่น ภาษีอากรขาเข้าร้อยชักสามขึ้นกับกรมกลาโหม ภาษีข้าวขาออกขึ้นกับกรมท่า ภาษีเบ็ดเสร็จซึ่งเป็นภาษีผูกขาดขึ้นต่อพระคลังสินค้า ส่วนท่าเรือในหัวเมืองขึ้นกับกรมมหาดไทยและกรมกลาโหม จนเมื่อเกิด “กรมพระคลังมหาสมบัติ” ขึ้นในปี พ.ศ.2418 “กรมภาษีร้อยชักสาม ” หรือว่าต้นกำเนิดของกรมศุลกากรนี้ ก็ได้ย้ายออกจากกรมท่ามาอยู่กับกรมพระคลังมหาสมบัตินี้ แต่ “อธิบดี” ก็ยังไม่มีอยู่ดี

                “กรมภาษีร้อยชักสาม ” หรือ “กรมภาษีขาเข้าขาออก” มามี “อธิบดี” เป็นของตัวเองจริงๆจังๆก็ต้องใช้เวลาล่วงเลยมาถึงปี พ.ศ.2422 เมื่อมีการแต่งตั้ง “เจ้าพระยาภาสกรวงศ์” ขึ้นมาเป็น “อธิบดีกรมศุลกากร” สาเหตุที่มีการแต่งตั้ง “เจ้าพระยาภาสกรวงศ์” ขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมศุลกากรนี้ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะ ท่าน“เจ้าพระยาภาสกรวงศ์” ได้ว่าการกระทรวงเกษตราธิการอยู่แล้ว และบรรดาสินค้าที่มีการจัดเก็บภาษีอากรส่วนใหญ่ในสมัยนั้น ก็เป็นสินค้าทางการเกษตรที่ ท่าน “เจ้าพระยาภาสกรวงศ์” มีข้อมูลดีอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามคำว่า “ศุลกากร” ที่เป็นภาษาไทยนี้ก็เป็นเพราะท่านผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้คิดค้นขึ้น ใช้แทนคำว่า “Customs” ในภาษาอังกฤษ และ “ที่ทำการศุลกากร” หรือ “ศุลกสถาน” ที่เดิมเป็นเพียงเรือนไม้ปั้นหยาชั้นเดียว ที่ตั้งอยู่ที่ปากคลองผดุงกรุงเกษมมาตั้งแต่รัชกาลที่สี่ ก็ได้มีการก่อสร้างใหม่ใหญ่โตหรูหราอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาที่บางรักขึ้นในปี พ.ศ.2428 ซึ่งยังปรากฏโฉมเป็น “สถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก” อยู่ทุกวันนี้

        กรมศุลกากร ที่บางรักนี้ในสมัยนั้นได้รับการยกย่องจากชาวต่างประเทศว่าเป็นตึกที่งดงามมาก เคยได้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ Bangkok Times Guide Book ชมว่าเป็นตึกที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้ชำรุดทรุดโทรมไม่มีการซ่อมแซมบูรณะอย่างที่ควรจะเป็นเลย ในสมัยนั้น “กรมศุลกากร” แห่งนี้เคยได้ถูกใช้จัดงานเป็นที่เต้นรำในงานเฉลิมพระชนม์พรรษา 2 - 3 ครั้ง รวมทั้งงานสมโภช เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากยุโรปคราวแรกด้วย

    “เจ้าพระยาภาสกรวงศ์” เป็นอธิบดีอยู่นานถึง 13 ปี ก็เปลี่ยนไปเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยาลาภพฤฒิธาดา ว่าการกรมศุลกากรสั้นๆในปี พ.ศ.2435 แล้วก็เปลี่ยนไปเป็น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช” อธิบดีคนที่สามของกรมศุลกากรไทย ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดถึง 36 ปี คือตั้งแต่พ.ศ.2436 ถึง พ.ศ.2472

             “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช” เดิมพระองค์เป็นรองอธิบดีกรมบัญชีกลางมาก่อนในปี พ.ศ.2433 และเดิมก็มีชื่อและฐานันดรศักดิ์เป็นเพียง “หม่อมเจ้าพร้อม สนิทวงศ์” เท่านั้น มาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช” ในปี พ.ศ.2455 สมัย “พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่หก แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์เจ้าพร้อมพงศ์ฯ ที่ทำให้ในหลวงรัชกาลที่หก ทรงไว้วางพระราชหฤทัยถึงขนาดที่ยกฐานันดรศักดิ์ให้เป็น “พระองค์เจ้า”

        ความที่         “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช” อยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรนานถึง 36 ปี ได้รับราชการสนองพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงสามพระองค์คือ ตั้งแต่รัชกาลที่ห้าถึงรัชกาลที่เจ็ด ทำให้กรมศุลกากรในสมัย “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช” นี้ เจริญเติบโตเป็นปึกแผ่นขึ้นเป็นอันมาก จากเดิมที่มีเจ้าภาษีนายอากรรับสัมปทานภาษีไป กรมศุลกากรก็มีพนักงานขึ้นจัดเก็บภาษีอากรเอง จากการที่มีอำนาจการจัดเก็บเพียงแต่จากเรือสินค้าที่เข้ามาท่ากรุงเทพฯ ก็สามารถแต่งตั้งเจ้าพนักงานศุลกากร ออกไปจัดเก็บได้ทั่วราชอาณาจักร เมื่อมีการรับโอนด่านฯทั่วประเทศจากกรมสรรพากรนอก เขามาอยู่ในบังคับบัญชาเมื่อปี พ.ศ.2461 แต่ด่านศุลกากรแห่งแรกที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กรมศุลกากรยุคใหม่คือ “ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์” ในปี พ.ศ.เดียวกันคือ 2461

        แต่งานที่เป็นจุดเด่นมากที่สุดของ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช” นั่นก็คือการจัดทำร่าง “พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469” ขึ้น และได้ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ การจัดทำเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะห่วงว่าชาวต่างประเทศจะไม่ยอมรับ เนื่องจากชาวต่างประเทศได้ประโยชน์จาก “สนธิสัญญาบาวริ่ง” เรื่อง “ภาษีร้อยชักสาม” มานาน รวมทั้งได้ประโยชน์มหาศาลจากเรื่อง “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” มาก่อน แต่จากการที่ “พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทรงมองการณ์ไกล ทรงประกาศสงครามกับกลุ่มประเทศอักษะ ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และทรงส่งทหารไทยเข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะ ไทยจึงขอเจรจายกเลิก “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” รวมทั้ง “สนธิสัญญาบาวริ่ง” ทำให้ไทยต้องร่างกฏหมายศุลกากรให้เป็นสากล ให้เป็นที่ยอมรับของชาวต่างประเทศทั่วไป “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช” ในฐานะอธิบดีกรมศุลกากร จึงต้องเป็นประธานจัดทำร่าง “พระราชบัญญัติศุลกากร” ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2461 มีการจ้างชาวต่างประเทศมาช่วยร่าง มีการนำต้นฉบับจากกฎหมายศุลกากรจากประเทศต่างๆมาเทียบเคียง จัดทำเสร็จยังต้องตระเวณนำไปให้ประเทศคู่ค้าขายกับไทยรับรอง กว่าจะประกาศใช้ได้ก็กินเวลาถึง 9 ปี ข้ามพ้นมาอีกหนึ่งรัชกาลคือในรัชกาลที่เจ็ด “พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” ในปี พ.ศ.2469

        นับจาก 4 กรกฎาคม 2417 มาถึงวันนี้กรมศุลกากรอยู่ยืนยาวมานานถึง 140 ปี แล้ว แต่ว่าเรายังไม่ได้ยกย่องผู้ทำคุณประโยชน์คนไหนขึ้นเป็น “พระบิดาแห่งกรมศุลกากรไทย” เลย จากเรื่องราวที่บรรยายมาให้ฟังทั้งหมด ผมเห็นอยู่สามท่านที่สมควรที่จะยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งกรมศุลกากรไทย” คือ 1. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว 2. เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ 3. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช เราลองมาทำ SWOT หาจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละพระองค์ท่านกันดีไหมครับ

             1. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

                                              

จุดเด่น

  1. เป็นพระมหากษัตริย์

    2. เคยเป็นเสนาบดีกรมท่า เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” ในรัชกาลที่สอง

        ซึ่งเปรียบเสมือนอธิบดีกรมศุลกากรในปัจจุบันนี้

     3.  เป็นผู้คิดค้นการจัดเก็บ “ภาษี”

จุดด้อย

  1. เป็นการจัดเก็บภาษีอากรในแบบเก่า
  2. ยังไม่ได้ตั้งกรมศุลกากร

             2. เจ้าพระยาภาสกรวงศ์


                                                                 

จุดเด่น

  1. เป็นอธิบดีกรมศุลกากรคนแรก
  2. เป็นผู้คิดค้นคำว่า “ศุลกากร” เพื่อใช้แทน “Customs” ในภาษาอังกฤษ
  3. เป็นผู้สร้างที่ทำการ “กรมศุลกากร” หลังแรก ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเขตบางรัก

จุดด้อย

  1. การจัดเก็บภาษีอากรยังต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่น ระบบเจ้าภาษีนายอากรยังคงมีอยู่
  2. ยังไม่มีกฎหมายเป็นของตนเอง
  3. ภาษีอากรที่สามารถจัดเก็บได้ก็ยังคงมีแต่เพียงท่ากรุงเทพฯเท่านั้น

             3. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช

                       

จุดเด่น

  1. จัดทำร่าง “พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469” ขึ้นมาใช้ และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้
  2. จัดทำพิกัดอัตราภาษีศุลกากรขึ้นในปี พ.ศ.2469 เช่นเดียวกัน
  3. กรมศุลกากรมีพนักงานศุลกากรจัดเก็บค่าภาษีอากรเอง
  4. กรมศุลกากรมีอำนาจทั่วราชอาณาจักรไทย
  5. เป็นอธิบดีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดถึง 36 ปี กับสามรัชกาล

จุดด้อย

  1. ไม่ได้เป็นอธิบดีกรมศุลกากรคนแรก
  2. ยังหาไม่เจอ

 

ลองดูว่าใครควรจะเป็น “พระบิดาแห่งกรมศุลกากรไทย” แต่ความในใจส่วนตัวผมแอบเชียร์คนที่สามอยู่ครับ...!!!



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 05/07/2014 เวลา : 00.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

เชียร์ทุกท่านค่ะ ใครก็ได้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน