*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231678
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< พฤษภาคม 2012 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 2514 , 16:03:47 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ , BlueHill และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

******************************************

ตอนที่ 1 
  ตำนานไทย
  ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีบรรพบุรุษต้นตระกูลไทย               
  โลกเกิด                             
  ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีได้เป็นผัวเมียกัน 
  ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีพำนักอยู่ที่ไหน   
  ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีส่งลูกออกกินเมือง 
  เทียบตำนานทั้ง ๓    
  ประเพณีกษัตริย์ราชวงศ์แถนออกเสวยเมือง 
  พระราชพิธีน้ำเต้าปุง 
  สิ่งที่ควรสังเกตใน ๓ ตำนานน้ำเต้าปุง
  น้ำเต้าปุงคืออะไร 
  ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีตั้งชื่อให้ลูก

******************************************

ตำนานไทย:
เรื่องตำนานไทยที่จะกล่าวต่อไป ผู้เขียนตั้งใจจะเก็บความเข้าใจจากหลายตำนานมารวมเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายหรือจะเรียกว่าประยุกต์เรื่องจากหลายตำนานก็ได้ และจะเลือกเฟ้นเอาแต่ตอนต้องการเท่านั้น เพราะหนังสือไทโบราณกล่าวความเหลือไว้มาก แต่อย่างไรก็ดีจะแยกเล่าเฉพาะเรื่องไทยอย่างเดียว โดยมิให้ลาวกับพุไทยปนอยู่ด้วยนั้นไม่ได้แน่ เพราะเป็นลูกพ่อแม่เดียวกัน หนังสือตำนานที่ใช้รวมเรียงนี้เป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมาแต่สมัยนครหนองแส


ปู่สังคะสา - ย่าสังคะสีบรรพบุรุษต้นตระกูลไทย: 

จากหนังสือปฐมกับใบลานจารด้วยไท (ตัวลาว) เล่าถึงภาวะการณ์ก่อนโลกเกิด จากคำอารัมภบทว่า “โอนอ บัดนี้ข้าจักแปงสารแก้วดวงคมคองประเสริฐ คัดออกไว้หลานหล้าจื่อจำแปงธรรม ไว้เป็นไทเขียนออก ถวายแก่นักปราชญ์เจ้าเฮียนฮู้ฮอมธรรม ยามเมื่อปัดฐมเลี้ยงนิยายกัปก่อ แต่ก่อฟ้าท่อเก็ดหอย ก่อดินท่อ ฮอยไก้ แต่ต้นไม้ท่อลำเทียน ศาสนายังบอทันตั้ง องค์พุทโธยังบอทันเกิด แม่พระเจ้ายังบอทันมี อินทร์พรหมฟ้า เทวดาครุฑนาค สัตว์สิ่งเนื้อเสือช้างก็บอมี นารกหม้ออวิจียังบอทันเกิด ดินและน้ำหินก้อนก็บอมี พระอาทิตย์ยังบอทันแจ้งพระจันโทยังบอทันส่อง เขาเสมรยังบอทันตั้งดาวฟ้าก็บอมี มีแต่อากาศกว้างบอมิอาจสังขยา บออาจคณนานับแพดเพียงพอเผี้ยง”

(สภาพความว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดปรากฎดังกล่าว เป็นระยะเวลาก่อนแผ่นดินเกิด เป็นระยะว่างครั้งแรก โบราณเรียกปฐมกัป และคำว่ากัปหมายถึงระยะเวลาอันนานเหลือเกิน ซึ่งโบราณถือว่าโลกประลัยครั้งหนึ่งดังเข้าใจกันตามประสาว่าโลกเกิดมาแล้วในที่สุดก็เกิดไฟประลัยกัลป์ไหม้ให้สิ้นซาก จึงเกิดเป็นระยะว่างเปล่า แล้วจึงก่อตั้งเป็นโลกขึ้นใหม่อีก ระยะเช่นนี้เรียกว่า “กัป”)


โลกเกิด:

คนโบราณเชื่อว่า ธาตุทั้ง ๔ คือธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลม เกิดจากแก้วมรกต ๓ ลูก ชื่อแก้วผากด, แก้วผากาด, แก้วปะลาดนานา แก้วทั้ง ๓ นี้เป็นแก้วบังเกิดทะยานล้ำล่วงมา ลูกหนึ่งทำรัศมีให้เป็นน้ำ ลูกหนึ่งทำรัศมีให้เป็นไฟ ลูกหนึ่งทำรัศมีให้เป็นลม "ลมฟาดแม่น้ำเป็นก้อนโง่นผา จึงได้ชื่อว่าสมุททัสนครน้ำพระองค์ธรรมตั้งแต่งมานั้น วาโยพัดแม่น้ำบังเกิดเป็นปลา ชื่อว่าอานนท์หนุนแผ่นดินสืบมาเดียวนี้

ลงไปใต้ดินหนาถันต่ำภายพุ้น แต่อากาศกว้างแล้วอุ้มลม ยังมีกำลังลมค้ำแผ่นดินได้ ๙ แสน ๒ หมื่น กำลังน้ำได้ ๔ แสน ๘ หมื่นโยชน์ ค้ำแผ่นดินเรานี้ได้ ๒ แสน ๔ หมื่นแลท่านเฮย

บัดนี้ แก้วลูกนั้นไปอยู่ค้างทันที่แดนใดท่านเฮย บัดนี้แต่ว่าแก้ว ๓ ลูกนั้น ไปอยู่ค้างรัตนังเมืองใหญ่ท่าน เฮย

บัดนี้ คือว่าก่อดินท่อฮอยไก้ ก่อต้นไม้ท่อลำเทียน ตั้งแต่เขาเสมรยังบอทันตั้งแผ่นดินเวียนมื้อจักเทื่อท่าน   เฮย            

“แต่นั้นลมพัดน้ำเป็นดิน ๒ แผ่น แผ่นหนึ่งหญิงอยู่เฝ้าเป็นเจ้าแผ่นดิน แผ่นหนึ่งชายอยู่เฝ้าเป็นเจ้าแผ่นดินแต่ว่าไกลกันล้ำเหิงนานมีหลาก ลมพัดน้ำตีฟ้งฟาดฟอง สมุทแข็งเข้มเป็นภูผาเกลื่อนกอง เป็นข้าวเป็นดินกว้างยาวไกลเลยจอด ติดต่อจ้ำกันเข้าแผ่นเดียว”

(แต่คนปัจจุบันเชื่อว่า โลกหลุดจากดวงอาทิตย์ แล้วล่องลอยอยู่ในอากาศเป็นเวลานาน ค่อย เปลี่ยนจากร้อนเป็นเย็นลง ไม่มีสิ่งมีชีวิต ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เปลี่ยนแปรอากาศธาตุมาเป็นน้ำหุ้มโลก จากโลกมืดเป็นโลกสว่างด้วยแสงอาทิตย์การเปลี่ยนแปลงสับสนกันมากอย่าง อยู่อย่างนี้เวลาหลายล้านปี จึงเริ่มปรากฎมีพืชเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอันแรก ต่อไปจึงเกิดสัตว์ และคนเป็น ลำดับ ฯ)


ปู่สังคะสา - ย่าสังคะสีได้เป็นผัวเมียกัน:

ในขณะที่อิไคยะสังคะสี (ย่าสังคะสี) อยู่ดินแผ่นหนึ่ง กับบุดถังไคยะสังคะสี (ปู่สังคะสา) อยู่ดินอีกแผ่นหนึ่งนั้น ทั้งสองคงกำลังเติบใหญ่วัยรุ่นพอดี ในนิยายเล่าว่า อิไคยะสังคะสีเจ้าหญิง กะแดดั้นแอ่วนางก็ดมดอกไม้เสมอแท้ซู่วัน นางก็มิสัดติเสี้ยมผญาดีไวว่องๆ แต่นั้นบุดถังไคยะสังคะสีเจ้าชายตระเดินดั้นแอ่ว ก็จึงเห็นสัตว์มากล้นสมเสพกามคุณ แต่นั้นปู่สังคะสาเจ้ามีใจสันโดษ ก็จึงคึดค่อยๆ คนิงอยู่ในใจอันลุ่มคือสิ่งฉันกูก็หากมิพอสองดังลือเดียวนี้ ความกล่าวแล้วคว้าเที่ยวแสวงหา ก็จึงเดินไปพ้ออิไคยะสังคะสีนางนาฎ ข้อยจักเอาแจ่มเจ้าเป็นเหง้ามิ่งเมีย แต่นั้นอิไคยะสังคะสีเจ้านางหญิงต้านกล่าว ท่านจักเอาเฮาแท้เป็นเมียเทียมพ่าง ให้ท่านแก้ปัญหาสาก่อน คันว่าแก้บอได้ตัวข้าก็บอเอาได้แล้ว แต่นั้นปัญหาเจ้าเป็นสิ่งฉันใด นางไคยะสังคะสีจิงว่า “สัตว์ทั้งหลายเกิดมาเหลือล้น เขาเกิดแล้วเขาพัดเล่าตายไป ตายไปแล้วเขา พัดเกิดคืนมา ทำฉันใดฝูงตายไปจิงสิบอคืนมาได้” แต่นั้นปู่สังคะสาเจ้าคึดยากในใจ ก็จิงคืนมาเถิงบ่อนตนเซายั้ง คึดอยู่ได้ ๘ หมื่น ๔ พันกัป ก็จิงคึดเห็นปัญหาแห่งนาง จิงต้านทั้ง ๓ จำพวกคือว่า “ปุงลิงคะ อิดติลิงคะปุง สักกะลิงคะปุง ให้แล้วด้วยขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ ให้เป็นเพศผู้หญิงชายคนมองคนกะเทิย” แต่นั้นนางจิงว่าปู่สังคะสาเจ้าแก้แม่นปัญหา นางจิงเอาชายแท้เป็นผัว ผู้ชายนั้นจิงนำเอาขันธ์ ๕ บัพพาทั้ง ๔ มีประมาณท่อพันธุ์ผักกาดนึ่งแล้วจิงมาให้แก่นาง นางก็เอาขันธ์ทั้ง ๕ บัพพาทั้ง ๔ นางก็สีไคลได้มาสมปั้นหล่อ ผู้นึ่งเป็นชายชั้นแนวเชื้อชาติชาย ผู้นึ่งเป็นหญิงชั้นแนวเชื้อชาติหญิง ผู้นึ่งเป็นชายแท้คนมองเสียโลกย์ แต่นั้นนางก็เอาสังให้มากินเหงาหง่วม จิงเอาหมากข้าวมาป้อนจิงแข็ง มีแฮงได้ไปมาย้ายย่างฮู้ปากเว้าจาต้านต่อกัน  คนอาศัยข้าวน้ำเดียวนี้สืบมา”

นิยายที่กล่าวข้างบน เป็นสำนวนโวหารของคนโบราณ เกรงผู้อ่านที่ไม่เคยชินอาจไม่เข้าใจ จึงขอเล่าซ้ำอีกว่า ขณะเมื่อปู่และย่าอยู่ดินคนละแผ่น ปู่เห็นสัตว์เซิงกัน (ทับกัน) ก็เกิดความพอใจ จึงนึกถึงตัวว่า เบื้องล่างอย่างของเรานี้จะมีพอสองไม่หนอ พอนึกแล้วก็เที่ยวแสวงหา ไปพบย่าจึงชวนให้ย่าเป็นเมีย ย่าไม่ยอมจึงบอกปู่ว่า ถ้าแก้ปัญหาได้จึงยอมเป็นเมีย ปู่ถามปัญหา ย่าบอกปัญหาแก่ปู่ว่า “สัตว์ทั้งหลายเกิดมาเหลือล้น เขาเกิดแล้วเขาพัดเลาตายไป ตายไปแล้วเขาพัดเกิดคืนมา ทำฉันใดฝูงตายไปจึงสิบคืนมาได้” ฝ่ายปู่แก้ปัญหาไม่ได้จึงกลับที่อยู่แห่งตน คิดอยู่ได้ ๘ หมื่น ๔ พันกัปจึงคิดออก แล้วกลับมาตอบปัญหาให้ย่าฟังว่า “ปุงลิงคะ อิดติลิงคะปุง สักกะลิงคะปุง ให้แล้วด้วยขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ ให้เป็นเพศผู้หญิงชายคนมองคนกะเทิย” ย่าได้ฟังรับว่าถูกต้องจึงยอมเป็นเมียปู่ มีลูกด้วยกัน ๓ คนชาย ๑ หญิง ๑ ชายกะเทิย ๑ ฯ ดังนี้
            
(เรื่องลูกปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีว่ามี ๓ คน แต่ตำนานอื่นเช่นหนังสือมุรกึดกับประวัติผีมะเหศักดิ์ ซึ่งกล่าวถึงเรื่องเดียวกันในสมัยเดียวกัน ว่ามีมากกว่านี้ดังกล่าวต่อไป

มีหลายคนเชื่อว่า ย่าสังคะสีสีเอาขี้ไคลในตัวของย่า มาประสมเชื้อที่ชายเอาให้ไว้แล้วปั้นหล่อเป็นลูก แต่ผู้เขียนรู้สึกว่าท่านผู้แต่งตำนานฉลาดปราดเปรื่อง ใช้โวหารสุภาพก่อปัญหาให้คนรุ่นหลัง ได้คิดใคร่ในใจดีมากเช่นกล่าวว่า ผู้ชายนั้นจึงเอาขันธ์ ๕ บัพพาทั้ง ๔ มีประมาณเท่าพันธุ์ผักกาดหนึ่ง (ย่อมหมายถึงตัวสะเปิมเชื้อให้เกิดลูก) มาให้แก่นางแล้วนางก็สีไคล (หมายถึงสัมผัสเพศสมพันธุ์) มาสมปั้นหล่อ (คือผสมกันก่อตัวเป็นคน)


ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสี พำนักอยู่ที่ไหน:

ในหนังสือปฐมกัปไม่ได้บอกว่าปู่ว่าย่าสังสำนักอยู่ที่ใด แต่ตามเรื่องเข้าใจว่าท่านอาศัยอยู่ที่เขาเสมร (โชวสะเหมน) ซึ่งมีเขาบริวารล้อม ๗ ชั้น เรียกเขาสัตบริภัณฑ์ (โบราณเรียกเขาสัตบัวระภัณฑ์) มีชื่อเรียกจากชั้นใน (คือชั้นที่ใกล้ชิดเขาเสมร) ออกไปชั้นนอกตามลำดับดังนี้ เขายุคันธร เขาอิสินธรา เขาการะวิกะ เขาสุทัดสา เขาเนมินธรา เขาวีนัดตากา เขาอัสกัณ การที่เข้าใจว่าท่านอาศัยอยู่ที่เขาเสมร ก็อาศัยเหตุที่ว่าย่าได้ทำวังน้ำแห่งหนึ่งในบริเวณเขาเสมร เป็นสระอาบน้ำชื่อสระอาโนมมา และสระนี้เป็นต้นแม่น้ำทั้ง ๕ คือ แม่น้ำคงคา ยมมะนา สาละพู มะหิงสา อเจรวดี แต่แม่น้ำทั้ง ๕ นี้ไหลมาจากภูเขาหิมาลัย เพราะฉนั้นจึงเข้าใจว่าเขาเสมรก็คือเขาหิมาลัยนี้เอง

วังน้ำที่ย่าทำเป็นสระนั้น ต้นเหตุเกิดจากมีน้ำไหลอ้อมเหลี่ยมเสมร ไหลออกจากปากราชสีห์ จากปากช้างกุดซะลอน จากม้าอัสดร จากปากงัวอุดศุภราช (ทั้ง ๔ สัตว์ถ้ามีจริงก็ใจว่าเป็นรูปหิน) น้ำที่กล่าวนี้ไหลไปตามหว่างดอย ณ สถานที่แห่งหนึ่งเป็นวังน้ำกว้างพื้นราบ มีอุโมงค์หินน้ำไหลลอด ย่าสังคะสีจึงทำเป็นสระอาบน้ำ ทำกะไดหินลงอาบน้ำถึงพื้นสระ ๓ ทาง มีชื่อว่า “อุบมุง คุง คาน้ำอะโนมมา” เรียกสั้น ๆ ว่าสระอะโนมมา ดังกล่าวในหนังสือปฐมกัปว่า

 “บัดนี้มาจักจาแต่เขาเสมรตั้งในกลางสมุทรใหญ่ ห้าแม่น้ำไหลล้อมเหลี่ยมเสมร ทางหนึ่งไหลออกจากปากราชสีห์ตัวผ่านแผ้ว ทางหนึ่งไหลออกจากปากช้างกุดซะลอน ทางหนึ่งไหลออกจากปากม้าอัสดรตัวองอาจ ทางหนึ่งไหลออกจากปากงัวงาม เป็นัดทีโฮมเปล่งแปวเวียนอ้อม เวียนวนอ้อมเขาเสมรจนฮอบแล้วเลาไหลล้อมพื้นวังกว้างหว่างดอย เป็นวังกว้างอะโนมมาสระใหญ่ ชื่อว่าอุบมุงคุงคาน้ำอาโนมมาเป็นที่ยิ่งขอนดอกกุ้มจมปิ้งบอฟู แม้นว่านาวาลอยไปหันจมลงบอเห็นจิ่ม ฝูงกิ่งไม้ลงได้ก็บอฟู บริสุทธิ์แท้ใสงามปานแว่นตาเฮย โสภาพเพี้ยงเพียงฮาบวังเลิ๊ก เป็นวังใสส่องงามคือแก้ว สระอาโนมมาน้ำไคยะสังตั้งแต่ง เป็นพื้นฮาบเพียงมีแฮ่ทรายเงินทังทรายคำฮุ่งเฮืองทรายแก้ว เป็นที่ยิ่งสนุกหลิ่นกะไดทาลงท่า เป็นภาคฐานสถานกว้างต่ำลง เถิงพื้นอาโนมมางอยอาบ สนุกยิ่งให้หายฮ้อนอยู่เย็น อันว่าเงือกแข้ไม้แคมพังอะโนมมา เป็นที่ซะอรใจอกกลิ่นสลาลำไม้ คายูงคำไม้ในดงต้นใหญ่ ใบป่งซ้อนพงก้านซู่ลำ สัพสรรพร้อมฝูงหมู่ชุมสลา ก็บอมีปลายสูงลื่นกันเพียงล้วน ลำใดได้ลำเดียวบอให้ไขว้ ลำซื่อไว้ลำเนิ่งบอแกม เป็นที่หลิงแลเยี่ยมสิมพะสีอิงง่า ใบป่งซ้องชายชลแคมท่าแท้แล้ว”

ตรงสระอะโนมมาโวลานี้ ว่าเป็นถ้ำน้ำแข็งเป็นที่เกิดแม่น้ำทั้ง ๕ คือแม่น้ำคงคา ยมมะนา สาละพู มะหิงสา อเจรวดี ไหลผ่านประเทศอินเดียลงทางใต้สู่มหาสมุทรอินเดีย
ถ้าความจริงเป็นดังกล่าวนนี้ เราก็เชื่อได้แน่นอนว่าเขาเสมรก็คือเขาหิมาลัย อันเป็นที่เกิดของย่าสังคะสี และเป็นที่พักอาศัยของปู่กับย่าในสมัยต่อมา เพราะสถานที่นี้เป็นดินก้อนแรกที่สูงพ้นน้ำก่อนแห่งอื่นทั้งหมดในโลกนี้ในสมัยน้ำท่วมโลก เพราะเป็นที่สูงสุดในโลกดังเรารู้อยู่แล้ว ส่วนบริเวณเขาเสมรกับเขาสัตบริภัณฑ์ดังกล่าว ย่อมประกอบด้วยพื้นที่เป็นป่าดงหนาแน่น เป็นวงยื่นออกไปสู่ที่ราบรอบข้างกว้างใหญ่ไพศาล จึงเรียกว่าป่าหิมพานต์


ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีส่งลูกออกกินเมือง:

เรื่องปู่ว่าย่าสังส่งลูกออกกินเมืองไม่มีที่ใดบอกไว้ชัด จึงขอนำเรื่องราวใน ๓ ตำนาน มาเทียบให้ดูดังนี้

(๑) จากหนังสือปฐมกัป ว่าด้วยเรื่องปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีส่งลูกออกกินเมือง ไม่มีบอกไว้โดยตรง แต่บอกเป็นนัยว่า “จอมเขายุคันธรพญาหลวงทั้ง ๔ ตั้งอยู่สร้างเป็นเจ้าแห่งถนน ชื่อว่าพญาทัดตะรัฐา พญาวิรุณระหา พญาวิรุณปะชา พญาเวสสุวัณแท้พญาแถนเทวโลก ทงอยู่สร้างเป็นเจ้าแห่งพล ยามเมื่อถึงฤดูแล้วพญาแถนพลไพร่ จิงอวนไพร่น้อยลงหลิ่นช่วงเฮือในแม่น้ำเฮียกชื่อคุงคา วาโยพัดหอบทยานเฟือนเฟ้งเป็นฝนฟ้าตกลงฮำท่ง ทั่วข้าวกร้านามุ่งชุ่มเย็นแท้แล้ว”

พระยาแถนทั้ง ๔ นี้ เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์แถนของไท ซึ่งสืบเป็นกษัตริย์ราชวงศ์แถนต่อ ๆ ไป ไม่อาจจะทราบได้ว่ามีจำนวนกี่พระองค์ จนถึงพระยาแถนพระองค์สุดท้าย คือขุนบุรม (บุลม, บรม) ผู้เป็นเจ้าเข้าครองอาณาจักรสิบสองพุไทยเมื่อราวพ.ศ. ๑๒๘๐

อนึ่งควรเข้าใจว่า ๔ อาณาจักรที่ ๔ พระยาแถนเข้าครอง คนโบราณสมัยนั้นยังเรียกว่า ๔ บ้าน ครั้นปกครองกันไปสืบนานเข้า ผู้คนก็ทวีจำนวนมากขึ้นกลายเป็นบ้านใหญ่ จนต้องแบ่งแยกออกอีกเป็น ๒ อาณาจักรน้อย รวมเป็น ๖ อาณาจักร ในปฐมกัปเรียก “คน ๖ บ้านในป่าหิมพานต์” มีชื่อเรียงลำดับจากบ้านใหญ่หาบ้านเล็ก ดังนี้

“๑. บ้านนึ่งนั้นแวนยิ่งอุดม ชื่อว่า “พะสีหาโพด” ตามพะโยกล่าวไว้วิถาน มีประมาณหลังเรือนพอตื้อเท่าซู่มื้อทุกเมื่อมิวาย
 ๒. บ้านนึ่งนั้นชื่อว่า “ดุดอน” กล่าวตามพระชินนะสาด ตามนักปราชญ์กล่าวไว้วิถาน มีประมาณหลังเรือน ๘ ล้าน
 ๓. บ้านนึ่งนั้นชื่อว่า “เทเหลียา” อยู่แจ้งในอัดสัดถี จาหลังเรือน ๖ ล้าน
 ๔. บ้านนึ่งนั้นชื่อว่า “วิเทเห” มีเคหังหลังเรือน ๓ ล้าน
 ๕. บ้านนึ่งนั้นชื่อว่า “โคลุบปัดสามิกคะลา” เผาพงศ์วงศาคัวระนาหลังเรือน ๒ ล้าน
 ๖. บ้านนึ่งนั้นชื่อว่า “ปัดสาคัวระนา” อยู่ดอมกันสืบเผ่าพงศ์เชื้อ หลายบอน้อยได้ล้านหลังเรือน หลายวันเดือนยังคงอยู่หมั้น”

ผู้เขียนเชื่อว่า ๔ บ้านใหญ่ คือพะสีหาโพด ๑ ดุดอน ๑ เทเหสียา ๑ วิเทเห ๑ เป็น ๔ อาณาจักรของ ๔ พระยาแถนดังกล่าว และคน ๖ อาณาจักรหรือคน ๖ บ้านในป่าหิมพานต์เป็นคนไท เพราะประเพณีของไทยที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ได้ปรารภเหตุและบัญญัติขึ้นในสมัย ๖ อาณาจักรนี้ ดังกล่าวต่อไป

(๒) จากหนังสือมุรกึด เป็นหนังสือก้อมใบลานจารด้วยตัวธรรม ว่าด้วยเรื่องคองสงสะกาน (พิธีทำศพ) ๑ คองวุฒิสร้างฆราวาส (พิธีสร้างย้าวเรือน) ๑ คองมังคละวิวาหะกรรม (พิธีมงคลแต่งงาน) ๑ ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นประเพณีของไทย ที่พระยาสัมมันตราพรหมผู้จากอักกะนิษฐาพรหมลงมากินอายดินในต้นภัทรกัป แล้วฤทธิ์เสื่อมกลับอักกะนิษฐาพรหมไม่ได้ เลยแผ่ลูกหลานออกมาหลวงหลาย สร้างบ้านแปงเมืองอยู่ เป็นผู้ทรงบัญญัติขึ้น สมัยคน ๖ บ้านในป่าหิมพานต์ ดังกล่าวความว่า

“สวนอันว่าภัทรกัปเฮานี้ เมื่อตั้งกัปหัวทีวันนั้น สวนอันว่าหน่อพระโคตมเฮานี้ ก็ได้มาเกิดเป็นพระยาสัมมันตราชพรหม อันลุกแต่อักกะนิษฐาพรหมลงมา ก็มากินรสแผ่นดินอันนี้ก็มีแล เถิงกาลเมื่อมึนนานมา อันว่าลูกพรหมทั้งหลาย ก็แผ่พอกออกมาเป็นอันมากอันหลายนักหนา ฉันนั้นก็แต่งแปงเป็นบ้านเป็นเฮือน อยู่ดอมกันด้วยร้อยด้วยพันแล้วก็แผ่ออกไปสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ เป็นเมืองใหญ่ ๔ หัวเมืองเป็นอาทิ นครเมืองน้อย ๒ หัวเมืองอยู่ที่นั้นสวนอันว่าคนทั้งหลายอันอยู่ในเมืองที่นั้น อันกิจจะกรรมอันควรกะทำแลบอควรกะทำ คือว่าโภตุมังคละอันควรกะทำ แลจุตติมังคละอันบอควรกะทำตามดังนั้น อันพระยาสัมมันตราชพรหม หากตั้งแต่งไว้ซู่ประการหั้นแล

ในกลานั้นสวนอันว่าคนทั้งหลาย อันอยู่ในหัวเมืองใหญ่ ๔ หัวเมืองนั้น ยังมีบุคคละ ๖ คนอันกะทำผิดทุจจริตคองเมือง ควรกะทำเถิงกรรมมรณแก่เขาดังนั้น เขาก็ยินลักอายนัก เขาก็กล่าวเซิ่งกันไปมาว่า อันว่ากิยาดองอันเฮากะทำกรรมฝูงนี้ บอควรมีชีวิตแก่เฮาได้แลว่าดังนั้น

เมื่อนั้นชาวเมืองทั้งหลายก็ฮู้เหตุแห่งเขากล่าวดังนั้น ก็งึดง้ออัศจรรย์ด้วยคำว่า เขาฝูงนี้บอฮู้เสียดายชีวิตกะทำผิดเถิงคองนิจจะกรรมแห่งเขา ควรเอาข่าวสารฝูงนี้ ขึ้นไปไหว้ท้าวพระยามหากษัตริย์จิงชอบแล ว่าดังนั้นเขาก็ฮู้เหตุฝูงอันแล้ว

เขาทั้งหลาย ๖ คนนั้น ก็ลวดปราถนาเอาความตายซู่คนหั้นแล ท่อว่าปราถนามักใค่ตายต่าง ๆ กัน ผู้นึ่งว่าข้ามักใค่ตายด้วยช้างดิกน้ำ ผู้นึ่งว่าข้ามักใค่ตายฟ้าผ่า  ผู้นึ่งว่าข้ามักใค่ตายด้วยเสือขบ ผู้นึ่งว่าข้าใค่ตายด้วยตกต้นไม้ ผู้นึ่งเล่าปราถนาตายด้วยเชือกผูกคอ ผู้นึ่งปราถนาตายด้วยซวยชอบตามปักกะติไข้หนาวหั้นแลในเมื่อเขา ๖ คนปราถนาด้วยความตายแห่งเขาดังนั้น ก็ลวดตายตามคำมักแหงเขาซู่คนหั้นแล ฯลฯ”

(ต่อนี้ไปเป็นเรื่องระเบียบแบบแผนประเพณีของไทย ที่พระยาสัมมันตราชพรหมบัญญัติ)

 (๓) จากประวัติตำนานผีมะเหศักดิ์ กล่าวสืบมาว่า ณ ดินก้อนแรกที่เกิดมาเป็นโลกเรานี้ ในชั้นต้นมีแต่ลมฝนฟ้าอากาศกลางหาว น้ำนองท่วมที่ราบลุ่มทั่วไป ในปฐมกัปว่ามีดิน ๒ แผ่น แต่ในประวัติมะเหศักดิ์ไม่กล่าวถึง คงเริ่มเรื่องตั้งแต่สัตว์เกิดมีมากแล้ว ก็เบียดเบียนและกินกันไม่มีความสุข ท่านผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นฟ้า จึงมีเทวบัญชาให้ท้าวเทพบุตรกับนางเทพธิดาจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อคุ้มครองหมู่สัตว์ให้เป็นสุข ท้าวเทพบุตรมาเกิดเป็นชายรูปร่างเหมือนหมา นางเทพธิดาเกิดเป็นหญิงรูปร่างเหมือนคน ทั้งสองเกิดและอาศัยอยู่ที่ภูเขากล้า (คือดินก้อนแรกดังกล่าว) ได้เป็นผัวเมียกันมีลูก ๕ คน แล้วแพร่หลานเหลนออกมาอีกมาก พากันทำไร่ไถนาทำเสื้อผ้าหากินเลี้ยงชีวิตสืบมา เวลาลูกหลานเหล่านั้นผิดข้องต้องเถียงกันก็ดุด่ากันว่า “หมาสี้แม่หรือหมาเย็ดแม่” สืบมาถึงเดียวนี้
 กล่าวถึงที่ภูเขากล้ามีน้ำวังหนึ่งชื่อ “วังสามหมอ” ที่ข้างวังสามหมอมีถ้ำหินเป็นที่อาศัยของสิ่งไม่ปรากฎชื่อ แต่ในที่นี้ขอเรียกชื่อว่าเจ้าตนวิเศษพร้อมกับบริวาร เจ้าตนนี้ไม่เคยเห็นตัวตน แต่ท่านทำให้เห็นตัวตนและทำให้ไม่เห็นตัวตนก็ได้

กล่าวถึงสองผัวเมีย (หมากับคน) ที่อาศัยอยู่ภูเขากล้า คะเนว่าไม่ห่างไกลจากถ้ำวังสามหมอเท่าใดนักเวลาลูกหลานขัดข้องสิ่งใด ก็ไปร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าตนวิเศษได้ โดยไม่เห็นตัวท่าน เช่น ขอยืมเงินทองมาใช้แล้วนำส่งคืนท่าน โดยคอยไปรับและนำส่งคืนไว้ที่ถ้ำตามเดิม ถ้าคราดหักไถคลอนก็ไปวางไว้ที่ถ้ำไหว้วอนให้ท่านช่วยทำคืนดีให้ วันหลังจึงค่อยไปรับเอาที่ถ้ำ

ครั้งหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งไปยืมซิ่นนุ่งไปเที่ยวงาน แต่ไปทำซิ่นนั้นเปื้อนเปรอะเวลาไปส่งพาดไว้ที่ถ้ำ ปรากฎว่าท่านไม่รับเอาคืน คงพาดไว้ที่ถ้ำนั้นตามเดิม ต่อนี้ไปการยืมเสื้อผ้าท่านไม่ให้อีกเป็นอันขาดตอนกันไป ยังคงมีแต่การช่วยเหลืออย่างอื่น

ต่อมามีหญิงคนหนึ่งอิ้วแตกใช้การไม่ได้ จึงไปไหว้วอนท่านให้ช่วยทำคืนดีดังเดิมอีก แต่หญิงนี้คงคิดสงสัยอยากรู้สิ่งบางอย่าง เมื่อวางอิ้วไว้และไหว้วอนเสร็จก็กลับซ่อนตัวอยู่ในถ้ำไม่ออกมา ในไม่ช้าเห็นหญิงสาวคนหนึ่งออกมาจากถ้ำยืนเหลียวซ้ายแลขวาคล้ายตรวจดูว่าจะมีอะไรอยู่ในถ้ำบ้างไหม แล้วกลับเข้าไปในถ้ำสักครู่หนึ่งเจ้าตนวิเศษก็ออกมา ท่านคงจะเชื่อความสุจริตของหญิงสาวคนนั้น จึงมิได้ส่องญาณดูเหตุกาณ์ข้างหน้า พอมาถึงก็ใช้ลิ้นเลียอิ้วครั้นเลียไปใกล้ที่อิ้วแตก หญิงผู้ซ่อนตัวอยู่จึงร้องท้วงขึ้นว่า อย่าเลียตรงนั้นเสี้ยนอิ้วจะปักลิ้น เจ้าตนวิเศษได้ยินก็ตกใจรีบกลับเข้าไปในถ้ำทันที ในไม่ช้าก็เห็นทั้งเลือดทั้งอาย เป็นควันกลุ้มน่านน้ำวังสามหมอ ต่อจากนั้นเจ้าตนวิเศษก็ไม่สิงสถิตอยู่ในถ้ำนั้นอีกต่อไป คิดจะออกเป็นบ้านเป็นเมือง จึงเข้าสูนสิงนางคนหนึ่งที่ภูเขากล้า นางที่เจ้าตนวิเศษเข้าสู่สิงจึงได้ชื่อว่า “นางเทียม” ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผีนั้นสืบไป ชาวบ้านชาวเมืองที่ภุเขากล้าเห้นดังนั้น จึงตั้งหอขึ้นตบแต่งเครื่องอุปโภคบริโภคไว้ครบเครื่อง แล้วแต่งเครื่องสักการะ มีดอกไม้เทียนคู่ผึ้งพันน้ำมันหมื่นคำ ๘ บาท ไปอัญเชิญเอ่าเจ้าตนนั้นที่ถ้ำมาประทับอยู่ที่หอนั้น ตั้งแต่นี้จึงมีชื่อว่า “ทะหลาเจ้าผู้ข้าเจ้าภูเขากล้าเจ้าฟ้ามุงเมือง” เรียกสั้น ๆ ว่า “มะเหศักดิ์, ทะหลา, ครูหลวงครูเค้า” สืบมา เป็นผีของพระมหากษัตริย์ใช้ให้ช่วยในการปกครองบ้านเมือง เป็นผีมิ่งเมือง เป็นผีหัวศึก ฯ ความละเอียดกล่าวไว้ในเรื่อง “ผีกับการครองเมือง” แล้ว หอที่ประทับดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า “หอมะเหศักดิ์”

ผีมิ่งเมืองนี้แหละ เมื่อพ่อแม่ส่งลูกทั้ง ๕ คนออกกินเมือง จึงได้แต่งเครื่องสักการะไปอัญเชิญเอาผีมะเหศักดิ์ที่หอภูเขากล้า ไปประทับที่หอซึ่งได้เตรียมเอาไว้ในเมืองที่จะเข้าครอง เป็นธรรมเนียมของพระมหากษัตริย์ไทยสืบมาทุกพระองค์


*************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 24/09/2012 เวลา : 17.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


@ ความคิดเห็นที่ 10
ครูแก่ วันที่ : 29/08/2012 เวลา : 17.51 น.
===========================
สวัสดีค่ะคุณครูแก่ (แก่จริงอ่ะเปล่าค่ะ?)... ดีใจนะคะที่คนนาคู ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านข้อมูลที่นี่ค่ะ... และยินดีที่จะแบ่งบันให้ทุกคนอ่านค่ะ แม้ว่าจะอ่านแล้วภาษาเข้าใจยากนิดหนึ่ง !!

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ครูแก่ วันที่ : 29/08/2012 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nainatty

ขอบคุณ ที่ให้อ่าน พูไทนาคู ครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
กำหนัน วันที่ : 28/05/2012 เวลา : 14.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ ผมยังใช้แบบดิบๆไปเลยครับ บางครั้งหลุดตั้งหลายครั้งแต่เขียนใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 19/05/2012 เวลา : 19.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ขอบคุณมากคะ สำหรับคำแนะนำจากคุ BlueHill

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 18/05/2012 เวลา : 21.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon

ผู้ไทยคือเด๋ว

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ลุงวอ วันที่ : 18/05/2012 เวลา : 20.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 18/05/2012 เวลา : 19.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

สวัสดีตอนหนึ่งทุ่มครึ่งครับคุณPhutaiKaowong แวะมาเยี่ยมและมารับสมาชิกใหม่

จะตืดตามผลงานเป็นระยะ ๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
BlueHill วันที่ : 18/05/2012 เวลา : 17.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

สวัสดีครับ
ขออนุญาตแนะนำวิธีเขียนเบื้องต้นครับ

ให้เขียนลง notepad ก่อนแล้วค่อย copy มาลงในบล็อก จากนั้นจึงแทรกภาพ แล้้วเซฟเรื่องเป็นระยะ ๆ ครับ
ป้่องกันเน็ตหลุดแล้วเรื่องหายครับ

หยิบวิธีลงภาพเบื้่องต้่นมาฝากด้วยครับ
http://www.oknation.net/blog/konto/2009/06/15/entry-2

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 18/05/2012 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ปรับปรุงตัวหนังสือใหม่แล้วค่ะ มือใหม่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Pretender วันที่ : 18/05/2012 เวลา : 16.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pretender
The ability to become anyone he wants to be

Welcome to OkNation & Welcome New Blogger!
Congratulations on your first move!

Cheers
Mr. Monk

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ชายสามหยด วันที่ : 18/05/2012 เวลา : 16.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chartsiam
เรื่องเล่าธรรมด๊า...ธรรมดา ของผู้ชายธรรมดา

อยากอ่าน แต่...ตัวหนังสือมันเล็กอ่ะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน