*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231644
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< พฤษภาคม 2012 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤษภาคม 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 3102 , 11:11:36 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน PhutaiKaowong โหวตเรื่องนี้

ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

************************************************

ตอนที่ 2
  เทียบตำนานทั้ง ๓    
  ประเพณีกษัตริย์ราชวงศ์แถนออกเสวยเมือง 
  พระราชพิธีน้ำเต้าปุง 
  สิ่งที่ควรสังเกตใน ๓ ตำนานน้ำเต้าปุง
  น้ำเต้าปุงคืออะไร 
  ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีตั้งชื่อให้ลูก

************************************************

เทียบตำนานทั้ง ๓

(๑)  ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีกับพระยาสัมมันตราชพรหม ต่างก็เกิดมีขึ้นในต้นภัทรกัปเดียวกัน แต่ประวัติผีมะเหศักดิ์สองผัวเมีย (หมากับคนไม่ปรากฎชื่อ) เกิดที่ภูเขากล้า ซึ่งเป็นดินก้อนแรกที่เกิดเป็นโลก เมื่อเทียบแล้วก็ได้แก่ เขาเสมรหรือเขาหิมาลัยดังกล่าวแล้ว ทั้ง ๓ ตำนานต่างสำนวนต่างโวหารกัน เรียกชื่อผู้ต้นตระกูลไม่ตรงกัน แต่เรื่องราวเกี่ยวพันทำนองเดียวกันและสมัยเดียวกัน ผู้เขียนจึงเชื่อว่า ปู่สังคะสากับพระยาสัมมันตราชพรหม และชายผู้รูปร่างเหมือนหมาทั้งภาพหน้า ๖ ชื่อนี้เป็นคนเดียวกัน ทั้งอยากจะเชื่อด้วยว่าปู่สังคะสารูปร่างเหมือนหมา เพราะเราด่ากันทุกวันนี้ก็ว่า “หมาสี้แม่หรือหมาเย็ดแม่” สืบมา

(๒) ในปฐมกัปว่ามีคน ๖ บ้านในป่าหิมพานต์ แต่ในมุรกึดว่าลูกหลานพระยาสัมมันตราชพรหมแผ่ออกมาสร้างบ้านแปงเมือง มี ๔ เมืองใหญ่ ๒ นครเมืองน้อย รวมเป็น ๖ นครเช่นเดียวกัน ทั้ง ๒ ตำนานกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน ต่างแต่สำนวนโวหารเท่านั้น เพราะฉนั้นจึงเป็นหลักยืนยันเพิ่มขึ้นอีกว่า ปู่สังคะสากับพระยาสัมมันตราชพรหมเป็นคนเดียวกัน

(๓) ปฐมกัปว่าปู่กับย่ามีลูก ๓ คน แต่ในมุรกึดว่าพระยาสัมมันตราชพรหมมีลูกมากหลาย ส่วนประวัติผีมะเหศักดิ์ว่า สองผัวเมีย (หมากับคน) มีลูก ๕ ชาย และลูกชพ ๕ คนนี้ถูกส่งออกกินเมืองเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ไม่บอกว่าที่ไหน และในปฐมกัปไม่บอกว่าใครออกกินเมืองที่ไหน บอกแต่ว่ามี ๔ พระยาแถนเป็นเจ้าอยู่บนเขายุคันธร จึงเข้าใจเอาว่ามีการออกกินเมืองครั้งแรกที่เขายุคันธรเท่านั้น ส่วนในมุรกึดก็ไม่บอกว่าได้ส่งลูกออกกินเมือง บอกแต่ว่ามีพระมหากษัตริย์และมีคองเมืองแล้ว ในสมัย ๖ นครเมืองใหญ่กับเมืองน้อย
(๔) สรุปแล้วคงได้ความว่า เมื่อหลักฐานในตำนานเป็นเรื่องเดียวกันดังกล่าว ยากที่จะยึดถือเอาตำนานใดเป็นหลัก จึงอาศัยความเชื่อถือของลูกหลานปัจจุบันที่เคยออกปากว่าปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีเป็นต้นตระกูล ดังนั้นจึงควรลงมติว่า ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีส่งลูกออกกินเมือง ดังกล่าวต่อไป

ประเพณีกษัตริย์ราชวงศ์แถนออกเสวยเมือง

ประเพณีกษัตริย์ราชวงศ์แถนออกเสวยเมืองครั้งแรก เราไม่มีตำนานเดิมที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาเล่าสู่กันฟัง จึงต้องอาศัยตำนานที่กษัตริย์ราชวงศ์แถนรุ่นหลัง ใช้สืบต่อกันมาเป็นแนวทางอ้างอิงคือ

(๑) สมัยแถนหลวงฟ้าคื้นพระเจ้าแผ่นดินนครหนองแส ส่งขุนบุรมออกเสวยเมืองเมื่อราวพ.ศ. ๑๒๘๐ ซึ่งพระองค์ทรงเลือกเอาจากแถนทั้งหลาย ทั้งที่เป็นหญิงและเป็นชาย ด้วยวิธีเสี่ยงบุญวาสนา เสี่ยงเลือกได้ขุนบุรม

(๒) สมัยขุนบุรมพระเจ้าแผ่นดินแคว้นสิบสองพุไทย ส่งลูกชายทั้ง ๗ ออกเสวยเมืองเมื่อราวพ.ศ. ๑๓๐๐ ซึ่งทั้ง ๒ เมืองที่กล่าวนี้มีเป็นลายลักษณ์อักษร ในหนังสือขุนบุลมใบลานจารด้วยตัวไทแล้ว

ด้วยเหตุนี้จึงขอเล่าเรื่อง ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีส่งลูกออกเสวยเมือง โดยเล่าไปตามทำนองในตำนานเดิมของขุนบุรมแต่โดยย่อดังนี้ เมื่อปู่ว่าย่าสังส่งลูกออกเสวยเมืองนั้น หาเมียให้ลูกชายเสียก่อน เมื่อเลือกหญิงที่จะมาเป็นเทวีได้ครบคู่ลูกแล้ว ก็จัดพระราชพิธีอภิเษกสมพงษ์ คือแต่งแปงให้เป็นคู่หัวผัวเมียกันตามประเพณีสมัยนั้น ต่อไปจึงจัดพระราชพิธีราชาภิเษก คืออภิเษกหดสรงลูกทั้ง ๕ ขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดิน โดยเอาน้ำศิริมงคลใส่ไว้ในไตคำ เรียกลูกเข้ามานั่งใกล้ แล้วรินน้ำในไตคำใส่มือลูกชาย พร้อมกับกล่าวคำบอกเล่าอภิเษก ขึ้นเป็นกษัตริย์เป็นเจ้าแผ่นดิน และให้โอวาทสั่งสอนส่วนดีส่วนร้าย อวยพรผลดีประกอบ เสร็จแล้วก็ให้จารึกพระนามลงในหลาบคำ (สุพรรณบัตร) ไว้เป็นสักขีพยานยืนยันพระเกียรติ แบ่งข้าทาสบริวารและทวยราษฎร์ให้แก่ลูกทั้ง ๕, แบ่งเป็น ๕ กลุ่ม ให้ลูกกลุ่มละคน จัดพันธุ์น้ำเต้าปุงให้ลูกทั้ง ๕ แบ่งมรดกให้ลูกทุกคน ภายหลังที่ลูกทั้ง ๕ ได้เป็นกษัตริย์แล้ว คำยกย่องสรรเสริญเทิดทูนก็ตามมา เรียกเป็นราชาศัพท์ว่า “แถน” จึงได้เป็นพระยาแถนหรือกษัตริย์ราชวงศ์แถนสืบมา แต่เฉพาะอ้ายเทาะ (พี่ชายใหญ่) สติปัญญาไม่กล้าแข็ง จึงไม่ยอมออกเสวยเมืองเหมือนพวกน้อง ๆ ขออยู่ที่ภูเขากล้ากับพ่อแม่สืบไป คนกลุ่มนี้ในสมัยต่อมาก็กลายเป็น “ข่า” สืบมาถึงทุกวันนี้ (พวกพุไทยเรียกพวกข่าที่ติดตามมาอยู่ในประเทศไทยด้วยกันเดียวนี้ ก็ว่า “อ้ายเทาะ” อยู่อย่างเดิมมิได้เปลี่ยนแปลง)

ส่วนกษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์น้องนั้น ก่อนออกเสวยเมืองได้แต่งเครื่องสักการะ มีผึ้งพันน้ำมันหมื่นคำแปดบาท ดอกไม้เทียนคู่วางใส่ขัน แล้วไปอัญเชิญเอาผีมะเหศักดิ์ที่หอมะเหศักดิ์บนภูเขากล้า ให้ไปเป็นผีมิ่งเมืองเป็นผีของพระมหากษัตริย์ สำหรับใช้ประกอบการรักษาพระราชอำนาจ รักษาพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ ช่วยให้มีอานุภาพในการครองเมือง ใช้เป็นผีหัวศึกเมื่อเกิดสงคราม และช่วยปกปักรักษาทวยราษฎร์ทั่วไป ฯ ดังกล่าวไว้ในตอนผีกับการครองเมืองแล้ว พอถึงวันกำหนดนัด ๔ กษัตริย์ก็เสด็จออกเสวยเมืองพร้อมกัน ไปตั้งปกครองกันอยู่บนเขายุคันธรเป็น ๔ อาณาจักร ความตอนนี้ในตำนานไม่บอกไว้ชัด ผู้เขียนจึงถือโอกาศเรียงลำดับชื่อกษัตริย์และชื่ออาณาจักรที่มีอยู่ในตำนาน ตามที่เห็นว่าควรจะเป็นเช่นนั้นดังนี้
๑. พระยาทัดตะรัดฐา ครองอาณาจักรพะสีหาโพด
๒. พระยาวิรุณระหา ครองอาณาจักรดุดอน
๓. พระยาวิรุณปะชา ครองอาณาจักรเทเหลียา
๔. พระยาเวสสุวัณ ครองอาณาจักรวิเทเห
เมื่อ ๔ กษัตริย์เสด็จไปถึงเมืองที่เข้าครอง ก็โปรดให้จัดการสร้างหอมะเหศักดิ์ แล้วอัญเชิญองค์มะเหศักดิ์เข้าประทับ จึงเริ่มปฏิบัติพิธีพลีกรรมตามระเบียบเป็นปฐมฤกษ์ ส่วนพันธุ์น้ำเต้าปุง เมื่อไปถึงเมืองที่เข้าครองก็นำไปปลูกรักษาไว้ เมื่อเครือน้ำเต้าปุง (เครือเขากาด) เจริญเติบโตมีหมากผลใหญ่สมควร ปู่และย่าก็จะจัดทำพระราชพิธีน้ำเต้าปุงให้แก่ลูกดังนี้

พระราชพิธีน้ำเต้าปุง

เรื่องน้ำเต้าปุงเป็นตำนานเล่มแรกของไทย ปู่ว่าย่าสังตั้งแต่งให้ลูกทั้ง ๔ พระองค์ ที่ส่งออกเสวยเมืองครั้งแรกบนเขายุคันธร กลายเป็นประเพณีของกษัตริย์ราชวงศ์แถนใช้สืบต่อกันมา เมื่อมีการก่อตั้งอาณาจักรคราวใด ก็ต้องมีการทำพระราชพิธีน้ำเต้าปุงทุกครั้ง จนถึงสมัยขุนบุรมพระยาแถนพระองค์สุดท้ายก็ทำพระราชพิธีน้ำเต้าปุงที่อาณาจักรสิบสองพุไทย (เจ้าไทย, จุไทย) เมื่อราวพ.ศ. ๑๒๘๙ หลังจากเข้าครองสิบสองพุไทยแล้ว ๙ ปี และนับเป็นน้ำเต้าปุงครั้งสุดท้ายด้วย
เราไม่มีประวัติตำนานน้ำเต้าปุง สมัย ๔ กษัตริย์พระยาแถนบนเขายุคันธรมาเล่าสู่ฟัง เต่เราเชื่อว่าสมัย ๔ กษัตริย์ดังกล่าว ได้ทำน้ำเต้าปุงไว้แล้ว และยังเชื่ออีกว่าเมื่อ ๔ อาณาจักรแยกออกอีกเป็น ๒ อาณาจักร รวมเป็น ๖ อาณาจักร ก็ต้องทำพระราชพิธีน้ำเต้าปุงรวม ๖ ครั้ง ในสมัยคน ๖ บ้านในป่าหิมพานต์อย่างแน่นอน ทั้งนี้อาศัยเหตุที่ว่า เมื่อคนไท ๖ บ้านเคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ต้นแม่น้ำเหลือง (ฮองโห) และตั้งเป็นอาณาจักรไทยมุงมีนครลุงนครปานครเงี้ยวเป็นราชธานี ก็ยังมีถ้อยคำในน้ำเต้าปุงติดตามมาด้วย ๒ คำ คือคำว่า “อ้ายลาว” กับ “ไท” (จากหลักไทหน้า ๖ และ ๑๑) และยิ่งกว่านั้นยังเชื่ออีกว่า เมื่อทำน้ำเต้าปุงคราวก่อตั้งอาณาจักรไทยมุง ก็ต้องมีคำ “อ้ายลาว” กับคำ “ไท” ซ้ำซ้อนอีกเป็นแน่

เพราะฉนั้นเมื่อชาติจีนเคลื่อนย้ายติดตามไทเข้ามาเมื่อภายหลัง และเชื่อว่าคนจีนได้ติดต่อกับคนไท (โดยไม่เป็นทางการจึงไม่มีในจดหมายเหตุจีน) จึงรู้เรื่องคำ “ไท” จากคนไทว่ามีความหมายอย่างไร แล้วได้นำเอา “ไท” คำนี้มาใช้ยกย่องพระเจ้ายู้ (อู้เต้) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ “แฮ่” หรือ “เฮีย” ของจีนว่า “ไต๋หรือไต หรือไท” ซึ่งหมายถึงเป็นมหาราช

ส่วนคำว่า “อ้ายลาวกับไท” มีมาในน้ำเต้าปุงอย่างไร จะกล่าวในตอนต่อไป และด้วยเหตุทั้งคำอ้ายลาวและคำไท เป็นคำที่ได้มาจากน้ำเต้าปุง จึงแสดงให้เห็นว่าน้ำเต้าปุงได้ทำมาก่อนสมัยนครลุงนครปานครเงี้ยว คือทำมาแล้วในสมัยคน ๖ บ้านในป่าหิมพานต์นี้เป็นข้อพิสูจน์ที่ ๑ ส่วนข้อพิสูจน์ที่ ๒ ได้แก่ ตำนานน้ำเต้าปุงเป็นพระราชประเพณีของกษัตริย์ราชวงศ์แถนของไทย ใช้สืบต่อกันมามิได้ขาด ในรุ่นหลังสุดได้ทำขึ้นที่แคว้นสิบสองพุไทยรวม ๓ ฉบับ คือ

(๑) น้ำเต้าปุงตามพงศาวดารเมืองแถง (แถน) ฉบับหอพระสมุดกรุงเทพ ฯ

(๒) น้ำเต้าปุงตามพงศาวดารล้านช้าง

(๓) น้ำเต้าปุงตามหนังสือขุนบุลม

ผู้เขียนขอนำเรื่องน้ำเต้าปุงทั้ง ๓ ฉบับ มาเล่าสู่ฟังแต่โดยย่อพอทราบเค้าเงื่อนก่อน แล้วจึงจะเล่าเรื่องน้ำเต้าปุงของปู่ว่าย่าสัง ตามที่รู้และเข้าใจป็นลำดับต่อไปดังนี้

(๑)  น้ำเต้าปุงตามพงศาวดารเมืองแถง พระพลัษฎานุรักษ์ ปลัดทัพ จดบันทึกจากปากคำผู้เฒ่าผู้แก่ในเมืองแถง ที่เล่าสืบกันมาและเห็นด้วยตาตนเองบ้าง จับต้นชนปลายพอได้เค้าเงื่อนจดที่เมืองหลวงพระบางราชธานีอาณาจักรล้านช้าง เมื่อจ.ศ. ๑๒๕๐ (พ.ศ. ๒๔๓๑) มีใจความตามจดหมายเหตุโบราณของพวกผู้ไทยว่า มีเทพยดา ๕ องค์กับนางเทพธิดา ๕ องค์ คู่กันรวม ๕ คู่ อยู่บนดาวดึงษาพิภพจวนจุติ จึงพร้อมกันจะลงมาเกิดเป็นต้นชาติมนุษย์ แล้วนีรมิตเป็นรูปน้ำเต้าปุงและเข้าอยู่ในนั้น น้ำเต้าปุงก็บันดาลลอยไปบนฟ้า แล้วจุติลงมาบนภูเขาที่ทุ่งนาเตา เขตแดนเมืองฝั่งตะวันออกเมืองแถง เมื่อน้ำเต้าปุงแตกแล้วมีข่าแจะ, ผู้ไทยดำ, ลาว, ฮ่อ, แกวออกมาตามลำดับ หญิงออกมาตามหลังครบคู่กัน รวมเป็นคน ๕ แซ่หรือ ๕ ชาติ นับถือเป็นพี่น้องกัน ข่าแจะเป็นอ้ายเทาะ (พี่ชายใหญ่), พุไทยเป็นอ้าย (พี่ชาย) ลาว, ลาวเป็นอ้ายฮ่อ, ฮ่อเป็นอ้ายแกว. ดังที่พวกพุไทยเล่ากันมาว่า “พุไทยเป็นอ้ายลาว ลาวเป็นอ้ายฮ่อ ฮ่อเป็นอ้ายแกว แกวเป็นน้องหล้า ข่าเป็นอ้ายเทาะ” (น้องหล้าคือน้องสุดท้อง) เมื่อออกมาแล้วพี่น้องทั้ง ๕ ก็ไปตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่คนละเมือง พุไทยตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่เมืองแถง ชื่อขุนลอคำ ข่าเกียจคร้านไม่ชอบเป็นใหญ่ ไปอยู่บนยอดเขา ฯ

(๒) น้ำเต้าปุงตามพงศาวดารล้านช้าง ผู้เขียนรู้สึกเสียดายที่สอบหาต้นฉบับใบลานไม่พบ เพราะจะได้รู้เรื่องราวชัดแจ้งดี จึงจำต้องนำเอาเรื่องที่พ.อ.ดำเนิร เลขะกุล เล่าจากพงศาวดารไทยหลายฉบับ เลือกเอาเฉพาะตอนต้องการมาเล่าไว้ในอนุสารอ.ส.ท.ปี ๒ ฉบับ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๕ มาเล่าต่อ คงได้ใจความดังนี้

เดิมปู่ลางเซิง, ขุนเด็ก, ขุนคานปกครองคนเมืองลุ่ม (ล่าง) ได้ข้าวปลามาก็ไม่พลีให้แก่แถน (เทพเจ้า) กิน แถนโกรธบันดาลให้น้ำท่วมเมือง ขุนทั้งสามจึงช่วยกันต่อแพเอาลูกเมียลง แล้วถ่อทวนน้ำขึ้นไปเฝ้าพระยาแถน (เทพเจ้าผู้ใหญ่) บนสวรรค์เป็นการร้องทุกข์ พระยาแถนจึงว่าได้ให้แถนลงไปเตือนแล้วทำเฉยเสียไม่เชื่อฟังจึงต้องลงโทษเช่นนั้น และว่าเมื่อไม่มีที่พักอาศัยก็อยู่บนสวรรค์เสีย พอน้ำที่ท่วมเมืองแห้งขุนทั้งสามก็ลาพระยาแถนกลับเมืองลุ่ม พระยาแถนให้ควายเขาลู่ตัวหนึ่งเพื่อมาช่วยทำนา ขุนทั้งสามลงมาอยู่ที่ตำบลนาน้อยอ้อยหนู ต่อมาอีก ๓ ปีควายตัวนั้นตายก็ทิ้งซากควายไว้ ภายหลังเครือหรือเถาน้ำเต้าก็งอกออกมาจากรูจมูกซากควายตัวนั้น มีลูกน้ำเต้าเกิดมา ๓ ลูก แต่ละลูกใหญ่เท่าฮีนข้าว พอลูกน้ำเต้าแก่ก็ปรากฎว่ามีคนอยู่ในลูกน้ำเต้าทั้งสามมากมาย ต่างก็ส่งเสียงขอออกมาข้างนอก ปู่ลางเซิงจึงเอาเหล็กแดงจี้ (ชี) ลูกน้ำเต้าให้ทะลุเป็นรู (ฮู) คนก็ออกมาจากรูไม่ขาดสาย ขุนคานเอาสิ่ว ๆ ให้เป็นรูอีกรูหนึ่ง คนหลั่งไหลออกมา ๗ วัน ๗ คืนจึงหมด คนที่ออกจากรูชีมี ๒ พวก คือ “ไทเล่ม, ไทวี”, คนที่ออกจากรูสิ่วมี ๓ พวก คือ “ไทเลิง, ไทลอ, ไทควาง” แล้วขุนทั้งสามจึงสอนให้รู้จักทำไร่, ทำนา, ทอผ้า และแต่งงานให้เป็นผัวเมียกัน ทั้งอบรมวัฒนธรรมให้ด้วย แต่ในพวกหนึ่งสอนวัฒนธรรมประเพณีให้ไม่เหมือนกัน พวกที่ออกจากรูชีมีฐานะเป็นชั้นข้าไพร พวกที่ออกจากรูสิ่วเป็นเจ้าเป็นนายและอิสระ ทำศพด้วยการเผา เก็บกระดูกขัดถูแล้วบรรจุไว้ในกุฎิ (หรือกู่) ต่อไปก็นำข้าวน้ำไปพลีให้กินทุกวันไม่ขาด ถ้าวันใดไปไม่ได้ก็ให้คนอื่นไปแทน หรือจัดหาข้าวปลาตั้งไว้บนเรือน แล้วเรียกผีพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่มากิน นานวันผู้คนเกิดทวีมากขึ้นไม่อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน ขุนทั้งสามจึงไปร้องเรียนต่อพระยาแถน พระยาแถนจึงส่งขุนครูขุนครองลงมาช่วยปกครอง แต่ขุนทั้งสองเกียจคร้านไม่ทำงาน กินแต่เหล้าทุกวัน ขุนเด็กกับขุนคานจึงขึ้นไปรายงานพระยาแถน พระยาแถนจึงเรียกขุนทั้งสองกลับเมืองฟ้า พระยาแถนจึงเรียกเอาคนเก่งจริง ๆ ชื่อขุนบูลม มอบอำนาจสิทธิ์ขาดพร้อมด้วยรี้พลให้ และสั่งให้มาปกครองแทน ขุนบูลมกับขุนมนตรีได้ช่วยกันแก้ไขปรับปรุงให้ชาวเมืองนาน้อยอ้อยหนูมีความรู้ในการทำไร่นา, ทอผ้า, เลี้ยงสัตว์ มีกินมีใช้เป็นสุขทั่วหน้า

(๓) น้ำเต้าปุงตามหนังสือขุนบุลม เมื่อขุนบุลมเข้าครองอาณาจักรสิบสองพุไทยได้ ๙ ปี พระองค์พร้อมกับพระนางเทวีทั้งสอง ก็ปรารภปรึกษาถึงความอดอยากยากแค้นของชาวเมือง ที่อัตคัดขัดสนทุกประการในการครองชีพ เพราะไม่มีสิ่งของอันใดแม้แต่ไฟก็ต้องใช้ไม้สีกันให้เกิดไฟจึงมีไฟใช้ ของที่ใช้เวลานั้นล้วนแต่เอามาจากเมืองหนองแสทั้งนั้น เมื่อคิดปรึกษาตกลงกันแล้วจึงใช้ให้ขุนสาร (แถนเฒ่าไล), ขุนใย (แถนใย), แม่ย่าง่าม รวมสามคนเรียกขุนสามเฒ่า ขึ้นไปทูลแถนหลวงฟ้าคื้น (ฟ้าครื้น) ผู้เป็นพระราชบิดาที่นครหนองแส ว่ามีเครือเขากาด (คือเครือน้ำเต้าปุง) เกิดที่กลางหนองกู่เมืองนาน้อยอ้อยหนู (เครือน้ำเต้าปุงที่ว่านี้ เชื่อตามประเพณีของกษัตริย์ราชวงศ์แถน ว่าขุนบุลมรับพันธุ์น้ำเต้าปุงจากแถนหลวงฟ้าคื้นมาแล้ว จึงเอามาปลูกไว้ที่หนองกู่) มีลูกใหญ่ ๒ ลูกหรือ ๒ หน่วย ส่วนเครือมันสอดขึ้นมุงบนต้นไฮใหญ่ ทำให้บ้านเมืองมืดมองไม่เห็นฟ้า แสงแดดส่องไม่ถึงดินอากาศหนาวเย็น ชาวเมืองอยู่ไม่เป็นสุข ขอให้ทรงกรุณาโปรด ในที่สุดขุนบุลมสั่งขุนสามเฒ่าว่า “สูจงทูลบาทไท้โดยดังคำเฮานี้ท่อน อันใดมีคำสุขบอ – กว่าสูสามเฒ่า” ดังกล่าวความว่า
“นับแต่ตราตรองสร้างชูมพูนครราช เก้าขวบเข้ามิฮ้อนรำคาญ ท่อว่ายังเคืองด้วยเสนาพลไพร่ ทุกข์ยากไฮ้เคืองแค้นซู่ประการ ทั้งช้างม้าฝูงหมู่เงินคำ เอามาแต่เมืองแถนอันใดก็จิงมีอันนั้น เมื่อนั้นพระบาทเจ้าขุนใหญ่บุลม กับทังนางเทวีคึดยากแคนเคืองแค้น พระจิงทันขุนสารเฒ่าขุนใยมาฮึบ กับทั้งแม่ย่าง่ามเจ้ามาพร้อมพรำกันสูจงเมือทูลไหว้แถนหลวงฟ้าคื้น เล่าภาคพื้นถวายเจ้าซู่ประการ อันว่าเขากาดเกี้ยวมาเกิดกลางหนอง อนระการเป็นมือมัวสูญเศร้า มัวมืดฟ้าบอส่องสักยามแสงสุริโยมาบอใสเสียแจ้ง อันนึ่งสองหน่วยน้ำปุงใหญ่มาเป็นเครือมันชอนสอดไฮเฮียวไม้ มณฑลไม้ไฮหลวงมัวมืด เงยเงิกหน้าบอเห็นฟ้าส่องใส ฝูงข้ายูบอได้เมืองลุ่มหนาวเย็นนักแล้ว ขอให้ปราณีผายโผดตนตัวข้า สูจงทูลบาทไท้โดยดังคำเฮานี้ท่อน อันใดมีคำสุขบอ – กว่าสูสามเฒ่า

แต่นั้นสามขุนเฒ่าสีลาโดยบาท เมือฮอดฟ้าทูลไหว้กล่าวกลอนเล่าพากย์ถอยทูลบาทพระยาแถน ถวายทันยำซู่อันแวนเผี่ยน เมื่อนั้นราชาเจ้าแถนหลวงฟ้าคื้น ชมชื่นต้านสามเฒ่ากล่าวกลอน บัดนี้ลูกพ่อไปสืบสร้างเสวยราชย์ชุมพู ยังค่อยเทียระฆาคงชอบธรรมเป็นเจ้า ว่าจักไปพันไม้ไฮหลวงลำใหญ่เสียนั้น เกรงแต่ขวัญบอหมั้นขวงแพ้ลูกเฮาบอฮู้ บัดนี้กูจักอาณัติให้สูไปตกแต่งให้ลูกแก้วกูพุ้นยูดี แม่ย่าง่ามเจ้าทังปู่แถนหลวง เขือจงไปพันเครือเขากาดเสียตงถ้วน มนต์จบพร้อมแถนหลวงเฒ่าไล เขาจงไปป้ำไม้ไฮเลี้ยงยาหลอ แถนชีให้ถือชีไปเทียว ท่านจงชีหมากน้ำเต้าปุงนั้นหน่วยหลวง ซะพรั่งพร้อมฝูงหมู่หญิงชาย ทังงัวควายออกมาในหั้น ลวาสุดแบ้หมูหมาเป็ดไก่ก็ดี ทังช้างม้าแมวพร้อมห่านหงส์ แม้นว่าฝูงตาลพร้าวพร้อมเทียมหอมผักบั่วก็ดี กับทั้งกล้วยแลอ้อยมะเขือพร้อมออกมาหั้นแล้ว แถนสิ่วให้ไปสิ่วเป็นฮู นามลาพูหน่วยปลายเป็นน้อง เดียระดาษล้นฝูงหมู่ทราย, อง ทังงัวควายไหลหลั่งลงปานน้ำ หัตถีช้างพังพลายไหลออกในหมากน้ำปุงนั้นหน่วยปลาย รัตนังแก้วเงินคำผ้าผ่อนก็ดี ไหลหลั่งล้นมาหั้นซู่อัน แถนเถิกให้ไขเครื่องปักตูคำ อันว่าเงินคำเหล็กกั่วซืนมีพร้อม

แต่นั้นแถนก็ฮับพากย์เจ้าโดยบาทแถนหลวง ลงมาแปงซู่อันแควนเผี่ยน ปุนแปงให้ขุนบุลมตกแต่ว สับพะสิ่งพร้อมเหลือล้นเอนกนอง แต่นั้นคนจิงเสินสืบเว้าเอิ้นว่าลาว ๆ เหตุว่าเกิดในลาพุหมากน้ำเต้าปุงมาแท้แล้ว บทว่าลาพุนั้นดูขัดขีนยากแก่เว้าแท้แล้ว แปลว่าหมากน้ำเต้าปุงแท้สิ่งเดียว

เมื่อนั้นสองขาพร้อมแถนชีแถนสิ่ว ทังไลเฒ่าเญอพร้อมพรำกัน สองเขือขึ้นสูฟ้าเมือฮอดเมืองแถนเมื่อใด เขือจงพันกอไฮฮ่มหลวงเลียเลี้ยง ทังเลาเขากาดเกี้ยวฮ่มใหญ่บังบน ตัดขาดเสียจำดินยานานจิงแท้ เขือจงผ่าน้ำเต้าปุงหลวงหน่วยใหญ่เสียเน้อ พันเป็นงีมผ่าเสียยาไว้ แต่นี้สูยาเทียวเมือฟ้าหากูจักเทื่อ แม้นว่าตูยูพุ้นบอมาเยี่ยมผ่อสูแท้แล้ว คันว่าสูทังสามเมี้ยนมรณาตตายไปเมื่อใด ให้คนทังหลายถือเงื่อนซู่คนตงถ้วน ยามกินข้าวกระทำสิ่งฉันใดก็ดี เขาว่ามาเยอสูฮีบไปยาช้า คันว่าแถนสั่งแล้วบระบวรณ์ทุกสิ่ง  เขาก็เมือสู่ฟ้าขุนท้าวก็เซ็ง

ฝูงหมู่ข้าโดยอาชญ์ให้ไปสูชุมพู ปุนแปงเป็นซู่อันเลยแล้ว เมื่อนั้นเขาก็ฟันฮอนห้ำเครือหลวงเขากาด ทังต้นไม้ไฮดั้วใหญ่สูง ทังเลาฟันฟักน้ำเต้าใหญ่ปุงหลวง ไปซัดเสียแคมหนองกู่ก่ายเสียนลงไว้ บัดนี้เฟื่องหมากน้ำกลายเป็นหน่วยใหม่ ทังมวลเป็นสี่งีมสิ่งเฮาเลียนไว้ แต่นั้นเมื่องมิ่งท้าวบุลมมหาราช เฮืองฮุ่งแจ้งแสงฟ้าสองใส อันว่าแถนใยพร้อมทังแถนเฒ่าไล กับทังแม่ย่าง่ามเจ้าสามเฒ่ามุดไป เขาก็มรณาเมี้ยนลดชั่วตายไป กลายเกิดเป็นผีหลวงเสื้อเมืองเดียวกัน แต่นั้นคนจิงเอิ้นยามเมื่อผอกพลีผี เฮียกว่ามาเยอสูฮีบมายาช้า เทียรย่อมมากิข้าวโภชนังอันคนผอกพลีนั้น ตามแต่คนมอบให้เขานั้นจิงกิน ลำดับเท่าภายลุนลาวใหญ่มาพี้  ยามเมื่อกินข้าวน้ำเฮาเอิ้นว่าเยอ
เมื่อนั้นพระบาทเจ้าขุนราชบุลมตรองตราหาแจกคนฝูงนั้น ฮูชีให้แปงเป็นสองหมู่ หมู่นึ่งชื่อว่าเชื้อไทเล่มลูกลาง หมู่นึ่งชื่อว่าไทวีไว้เป็นถันเลียนยู เขาจื่อแจ้งจำไว้ซู่คน หมู่ออกหน้าฮูสิ่วโสมงาม ดูอาจแบ่งเป็นสามสิ่งไทเลียนไว้ ชื่อว่าไทเลิงไว้เป็นถันเลียนยู เขาจื่อแจ้งจำไว้แม่นคอง ไทท่อลอให้ควางสามจักสิ่ง ทุกสิ่งแท้ไทนั้นซู่อัน แจกแบ่งแล้วลางเฒ่าจิงสอน ให้สืบสร้างเฮ็ดไฮ่นากิน แบ่งเป็นอาภรณ์แผ่นแพผืนผ้า เล่าบอกให้ฮู้หลายสิ่งสรรพการ อาจจักคัวระนาเถิงแห่งคำมีแล้ว ก็จิงปุนแปงให้หญิงชายสมคู่กันนั้น มีลูกเต้าเต็มย้าวยูสบาย เล่าบอกให้อุปฐากเลี้ยงพ่อแม่ลุงตา ยำแยงฝูงแม่นายลัวป้า แต่นั้นเจียระกาลพ้นตานายพ่อแม่ เลยเล่าลดชั่วเมี้ยนเมือฟ้าฟากสวรรค์

ลางเซิงบอกเขาไปเลิกซากฮูสิ่ว ให้เขาเมี้ยนคาบเสีย ทังเลาเก็บดูกไว้ล้างส่วยสีดี แปงศาลาก่อกวมมุงไว้ ให้เขาส่งข้าวยาขาดสักวัน คันว่าบอมีคนไปแต่งภาช์น์หงายไว้ จิงเฮียกเอิ้นพ่อแม่มากิน ชือว่าเป็นผีเฮือนสืบมาเดียวนี้

ฮูสิ่วให้เฮียกว่าเป็นไท มีโสมงามซู่คนเลิงล้วน มีผญาพร้อมอันควรแควนมาก ให้แต่งตั้งเขาไว้ปำลือ ฮูชีให้เขาไปเป็นไพร่ เหตุว่ามีฮูปฮ้ายดำด้านสิ่งหมี ชื่อว่าข่าก่ำฮ้ายยูง่อนภูสูง บอกให้เขาเอาปีตองแบกกะบองมาให้

เมื่อนั้นราชาเจ้าสอนฝูงพลไพร่  เจ้าก็จำจือถ้อยแถนฟ้าบอกมา  ไทควางให้หาควางเป็นหมู  ไทเลมให้หาเล่มยาปน ไทเลิงให้พรำพร้อมกันยูเป็นมวล ไทวีให้หาหมู่ไทวีนั้นท่อน ถัดนั้นไทลอให้หาลอสมสู ยาหลาม้างคำเฒ่าสั่งสอน กินซิ้นให้ส่งซิ้นต่อนใหญ่ทังขา สูกินปลาส่งปลาพอฮ้อย เวนวางให้พลีผีแถนเคียด แถนจิงคูณคุ้มให้สูเจ้ามั่งมี”

สิ่งควรสังเกตใน ๓ ตำนานน้ำเต้าปุง

(๑) เมืองนาน้อยอ้อยหนู เป็นเมืองราชธานีของขุนบุลม ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งนาน้อยอ้อยหนู ตั้งในคราวขุนบุลมเสด็จจากนครหนองแสเข้าครองสิบสองพุไทย และเพราะขุนบุลมเป็นแถน จึงเรียกเมืองนาน้อยอ้อยหนูว่าเมืองแถนด้วย ครั้นถึงปัจจุบันคำว่าเมืองแถนกลายเป็นเมืองแถง เมืองนาน้อยอ้อยหนู เป็นสถานที่ทำพระราชพิธีน้ำเต้าปุงทั้ง ๓ ตำนานดังกล่าว แต่ทำคนละสมัย

น้ำเต้าปุงทั้ง ๓ ครั้ง สมัยขุนบุลมนับเป็นทำครั้งหลังสุด ส่วนอีกสองครั้งแรกต่างก็อ้างว่าเป็นสมัยขุนบุลมเข้าปกครองแทน จึงยากจะบอกได้ว่าครั้งใดทำก่อนหรือหลัง เพราะต่างก็ไม่บอกปีศักราชที่ทำไว้ให้สังเกต แต่เมื่อพิจารณาว่าสมัยหลังสุดขุนบุลมส่งลูกออกกินเมืองล้านช้าง จึงเข้าใจเอาว่าไทยล้านช้างต้องมาพักที่ตำบลนาน้อยอ้อยหนู และทำน้ำเต้าปุงที่นี่มาก่อนสมัยขุนลอคำ แล้วจึงอพยพมาสร้างเมืองชวา ครั้นราวพ.ศ. ๑๓๐๐ ขุนบุลมส่งราชโอรสเข้าครองเมืองชวา จึงกลายเป็นเมืองล้านช้างในชั้นหลัง ดังนั้นน้ำเต้าปุงล้านช้างจึงทำก่อนน้ำเต้าปุงสมัยขุนลอคำ

น้ำเต้าปุงสมัยขุนลอคำ เป็นน้ำเต้าปุงอภินิหารเหาะได้ เป็นบุคคลาธิษฐาน แต่ก็เข้าใจเรื่องได้ดี มีหน่วยเดียวไม่มีฮูชีฮูสิ่ว น้ำเต้าปุงสมัยล้านช้างกับสมัยขุนบุลมเป็นพืชพันธุ์ไม้จริงมีฮูชีฮูสิ่ว สมัยล้านช้างมี ๓ หน่วย แต่ไม่บอกว่าหน่วยใดทำฮูชีหรือฮูสิ่ว หรือว่าทำฮูชีกี่หน่วยทำฮูสิ่วกี่หน่วย หรือว่าทำฮูชีฮูสิ่วทุกหน่วย ส่วนสมัยขุนบุลมมี ๒ หน่วย และบอกชัดว่าหน่วยหลวงฮูชีกำหนดให้ป็นอ้าย หน่วยน้อยฮูสิ่วกำหนดให้เป็นน้อง

(๒) การออกจากน้ำเต้าปุง ถือว่า ผู้ออกก่อนเป็นอ้าย ผู้ออกทีหลังเป็นน้อง นับเรียงกันตามลำดับ พวกข่าต้องออกก่อนทุกครั้งในน้ำเต้าปุงหน่วยเดียว เพราะถือว่าเป็นอ้ายเทาะมาแต่กำเนิด ต้องเกิดก่อนหรือออกก่อนน้อง และทุกครั้งที่ทำน้ำเต้าปุง กำหนดให้พวกข่าเป็นไพร่คอยรับใช้

(๓)  คนที่ออกจากฮูชีในน้ำเต้าปุงล้านช้างแบ่งเป็น ๒ พวก คือ ไทลม, ไทลี, ที่ออกจากฮูสิ่วแบ่งเป็น ๓ พวก คือ ไทเลิง, ไทลอ, ไทควาง, นอกนั้นไม่มีอะไรอีก

ส่วนคนที่ออกจากฮูชีน้ำเต้าปุงขุนบุลม มีหญิง, ชาย, งัว, ควาย, ลวา (ลา), แบ้ (แพะ), หมู, หมา, เป็ด, ไก่, ช้าง, ม้า, แมว, ห่าน, หงส์, ตาล, พร้าว, เทียม, หอม (ผักบัว), กล้วย, อ้อย, มะเขือ. สำหรับหญิงชายท่านแบ่งเป็น ๒ หมู่ คือไทเล่ม, ไทวี, ให้เขาเป็นไพร่ รูปร่างดำชื่อว่า “ข่า” อยู่บนภูเขาสูง ถึงขวบปีให้เขาส่งใบตอง, กะบอง (กะไต้) มาให้ (ไทเล่มผู้เขียนเข้าใจว่า เป็นพวกหาเล่มกะบองกะไต้ ส่วนไทวีอยากจะคิดว่าเป็นพวกหาผึ้ง)

คนที่ออกจากฮูสิ่วน้ำเต้าปุงขุนบุลม มีหญิง, ชาย, ทราย, อง, (สัตว์ป่า), งัว, ควาย, ช้างพัง, ช้างพลาย, แก้ว, เงิน, คำ, ผ้าผ่อน เมื่อแถนเถิกไขเครื่องประตูคำ ก็มีเงิน, คำ, เหล็ก, ตะกั่ว, ซืน (ชิน) คนที่ออกจากฮูสิ่วให้เรียกว่าเป็นไท แบ่งเป็น ๓ หมู่คือ ไทเลิง, ไทท่อลอ (ไทลอ), ไทควาง ทั้งหมดมีรูปร่างสวยงาม มีปัญญา แล้วให้ผู้เฒ่าบางคนสั่งสอนการสืบสร้าง ทำไร่, ทำนา, ทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นในการครองชีพแห่งครอบครัว สอนให้รู้จักอุปฐากเลี้ยงดูพ่อแม่ลุงตา และเคารพยำเกรงตลอดญาติผู้ใหญ่ขึ้นไป คือสอนแบบแผนประเพณีไทให้ลูกหลานสืบใช้มาเดียวนี้
(ไทเลิงเข้าใจว่าไทกะเลิง, บางคนว่าพุไทยกะเลิงใช่หรือไม่, ส่วนไทลอได้แก่กษัตริย์ราชวงศ์แถน (ลาวเล่า, ลาวหลวงคือพุไทย), มีแถนหลวงฟ้าคื้นและขุนบุลมเป็นต้น, ไทควางอยากเชื่อว่าเป็นพวกหาขี้ควาง ตามต้นไม้ในป่าดงมาเพื่อจุดไฟไต้แทนกะบองกะไต้ใช่หรือไม่)

ดังกล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า น้ำเต้าปุงขุนบุลมบอกไว้ชัดแจ้งที่สุด คนก็ดี, สัตว์ต่างๆ ก็ดี, พืชผลพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ก็ดี, เงิน, คำ, แก้ว, เหล็ก, ตะกั่ว, ซืน, ผ้าผ่อนเหล่านี้ก็ดี ล้วนแต่เป็นสิ่งผิดวิสัยทั้งนั้น เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าออกจากน้ำเต้าปุงซึ่งเป็นผลไม้แท้ๆ เรื่องนี้จะเป็นจริงไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นน้ำเต้าปุงจึงเป็นแต่เพียงพระราชพิธีเท่านั้น อยากสมมุติให้เห้นตัวอย่าง เช่น อาจจัดน้ำเต้าปุงฮูชีไว้ในเขตที่กำหนดให้ไว้แห่งหนึ่ง และจัดน้ำเต้าปุงฮูสิ่วไว้ในวงเขตที่กำหนดให้ไว้อีกแห่งหนึ่ง ครั้นถึงเวลาแถนชีหรือแถนสิ่วทำการชีหรือสิ่วน้ำเต้าปุง คนหรือสิ่งที่อยู่ในเขตที่กำหนดนั้นจึงออกมา เรียกว่าออกจากน้ำเต้าปุงฮูชีหรือฮูสิ่วตามที่กำหนดไว้

(๔) คำว่า “แต่นั้นคนจิงเสินสืบเว้าเอิ้นว่าลาว ๆ เหตุว่าเกิดในลาพุหมากน้ำเต้าปุงมาแท้แล้ว บทว่าลาพุนั้นดูขัดขีนยากแก่เว้าแท้แล้ว แปลว่าหมากน้ำเต้าปุงแท้สิ่งเดียว”

ความตอนนี้อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ชื่อ “ลาว, ไท, พุไท” มาตั้งต้นเรียกเมื่อสมัยขุนบุลมระหว่างพ.ศ. ๑๒๘๐ – ๑๓๐๐ ถ้าเข้าใจเช่นนี้ยังไม่ถูก เพราะชื่อนี้พ่อแม่ตั้งให้ คือปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีตั้งให้ คนอื่นไม่มีอำนาจหน้าที่ตั้งให้ และตั้งให้ตั้งแต่ทำน้ำเต้าปุงครั้งแรกบนเขายุคันธร สมัยปฐมบุรมมะกัปดึกดำบรรพ์โน้น สำหรับขุนบุลมนำเอาคำเก่ามาเล่าใหม่ เป็นการสืบพระราชประเพณีโบราณมิให้สาบสูญ และพร้อมกันนั้นก็เป็นการเพิ่มพูนทวีจำนวนคนไทให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
(๕) หลังจากออกจากน้ำเต้าปุงฮูสิ่วแล้ว ท่านจัดให้หญิงชายเป็นคู่หัวผัวเมียกัน คือเอาปุงหญิงปุงชายผสมกันมีลูกเต้าออกมาก็เป็นคน “ไท” อันนี้แหละเป็นหัวใจของน้ำเต้าปุง เพราะเป็นการผสมปุงหญิงกับปุงชายระหว่าง, หญิงชายไทเดิมของกษัตริย์ราชวงศ์แถนที่ติดตามมา กับหญิงชายคนพื้นเมืองเดิมที่เข้าครองให้เป็นผัวเมียกัน มีลูกออกมาก็เป็น “ไท” ดังนั้นคนไทจึงมีหลายภาษาพูด เพราะต่างพ่อต่างแม่และต่างบ้านต่างเมืองผสมกัน ทุกครั้งที่ทำน้ำเต้าปุง ซึ่งไม่อาจจะนับได้ว่ามีมาแล้วกี่ครั้ง

(๖)  ขุนสามเฒ่า คือขุนสาร (แถนไล, แถนเฒ่าไล), แถนใย, แม่ย่าง่าม แถนหลวงฟ้าคื้นสั่งไว้ว่า ถ้าสูตายให้คนทั้งหลายถือเงื่อน (ถือประวัติ) ทุกคน เวลากินข้าว, เหล้า, กะทำสิ่งใดก็ดี เขาว่ามาเยอสูให้รีบไปอย่าช้า ครั้นเมื่อขุนสามเฒ่ากลับมาประกอบพิธีน้ำเต้าปุงถวายขุนบุลมเสร็จ ต่อมาขุนทั้งสามก็ตาย กลายเกิดเป็นผีหลวงเสื้อเมืองเดียวนี้

ส่วน “ลางเซิงบอกเขาให้ไปเลิกซากฮูสิ่ว ให้เขาเมี้ยนคาบเสีย” (เข้าใจว่าปู่ลางเซิงถูกฆ่าตาย) แล้วให้เขาเก็บดูกล้างถูให้สะอาด ปลูกศาลากรวมหรือครอบไว้ ให้เขาส่งข้าวน้ำทุกวัน ถ้าไม่มีคนไปให้แต่งภาช์น์สำหรับหงายไว้บนเรือน แล้วเรียกพ่อแม่มากิน ชื่อว่าเป็นผีเรือนสืบมาเดี๋ยวนี้

(๗)  ก่อนสามขุนเฒ่ากลับจากเมืองหนองแสมาเมืองสิบสองพุไทย แถนหลวงฟ้าคื้นสั่งให้ว่า “เขือจงผ่าน้ำเต้าปุงหลวงหน่วยใหญ่เสียเน้อ พันเป็นงีมผ่าเสียอย่าไว้ แต่นี้สูอย่าเทียวเมือฟ้าหากูจักเทื่อ แม้นว่าตูอยู่พุ้นบอมาเยี่ยมผ่อสูแท้แล้ว”

ความตอนนี้อธิบายว่า เมื่อขุนสามเฒ่ากลับมาปฏิบัติการ ก็ผ่าน้ำเต้าปุงหลวงออกเป็น ๔ ซีก เอาไปก่ายเรียงกันไว้ที่ริมหนองกู่ และแถนหลวงฟ้าคื้นอีก อันที่จริงห้ามไม่ให้เทียวไปขอของจากแถนหลวงฟ้าคื้นอีกเท่านั้น เพราะเมืองฟ้าไม่มี ส่วนแถนหลวงฟ้าคื้นก็จะไม่มาเยี่ยมดูแลสูอีก คือหมายความว่าได้ให้ของมามากพอแล้ว ให้เอาไปเป็นต้นทุนสืบพันธุ์กันต่อไป ทางแถนก็จะไม่ให้อีก ซึ่งหมายถึงว่าจะไม่มาเยี่ยมดูแลสูอีกให้มากพอแล้ว ของที่ออกจากน้ำเต้าปุงดังกล่าว เข้าใจว่าเอามาแบ่งปันกันระหว่างคนที่ออกจากน้ำเต้าปุง ให้เอาไปเป็นต้นทุน

(๘)  มีคำบางคำในน้ำเต้าปุงล้านช้างที่นำลงในอ.ส.ท. อาจทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ จึงขอแนะนำดังนี้
 (ก) “แถน (เทพเจ้า)” หมายถึง ผีแถน ได้แก่ แถนลอแถนหล่อ แถนก่อฟ้าเท่าเกล็ดหอย แถนก่อภูก่อดอยเท่ารอยไก้ (รอยกระจง) แถนก่อไม้เท่าลำเทียน เป็นแถนรุ่นแรก ตั้งแต่สมัยปู่สังคะสา – ย่าสังคะสี ผู้ต้นตระกูลเราเกิดมาในโลกนี้ครั้งแรก เดิมแถนเหล่านี้เป็นคน ครั้นตายแล้วจึงนับถือว่าเป็นผีแถน มีขนบธรรมเนียมประเพณี ผอกพลีเซ่นสวงให้กินสืบต่อกันมา ถึงสมัยขุนบุลมก็ยังคงปฏิบัติอยู่ เช่น ในพระราชพิธีสูดขวัญราชาภิเษกตอนหนึ่งกล่าวว่า “ฯ วันนี้เฮืองแก่กล้า ฮุ่งฮดฟ้าควงสวรรค์ มาลาผันไขกาบ หอมฮดอาบเมืองแมน ฝูงเผ่าแถนเต้าข่วง แม่มดหวงแถนหูม ทั้งแถนชุมปั้นเบ้าหล่อขุน แถนลอปุนป้องมิ่ง แถนตื้อผู้คูณแนน แถนลอแลแถนหล่อ แถนก่อฟ้าท่อเกล็ดหอย แถนก่อดินก่อดอยท่อฮอยไก้ เจืองเจ้าใช้ธนาลง ดวงกว้างกล่าวกลุ้มเพิก กล่าวบนเบิกหัวพลาย ยายกันลงเต้าข่วง ฮดฮ่วงหลิ่นกองตอม ฯ” แถนเป็นราชาศัพท์โบราณ ใช้สืบมาถึงขุนบุลมซึ่งเป็นแถนรุ่นสุดท้าย ที่อาณาจักรสิบสองพุไทย
 (ข) “พระยาแถน (เทพเจ้าผู้ใหญ่) บนสวรรค์” คือ แถนหลวงฟ้าคื้นเจ้าแผ่นดินนครหนองแส (สวรรค์)
 (ค) สำหรับข้าพเจ้าผู้เขียนสงสัยคำ “ขุนเด็ก, ขุนคาน, ขุนครู, ขุนครอง” ว่าต้นฉบับใบลานอาจจะเป็น ขุนเค็ด, ขุนคาน, ขุนคู, ขุนคอง

น้ำเต้าปุงคืออะไร

บัดนี้ได้เล่าเรื่องน้ำเต้าปุงมามากพอสมควรแล้ว จึงขอสรุปว่าน้ำเต้าปุงประกอบขึ้นด้วยสิ่งใดบ้างดังนี้

“ปุง” มาจากปุงปัญหาย่าสังคะสี ซึ่งปู่สังคะสาแก้ปัญหานั้นว่า “ปุงลิงคะ อิดติลิงคะปุง สักกะลิงคะปุง” ปุงลิงค์ หมายถึง คำเพศชาย (กะดอ) อิดติลิงคปุง หมายถึง คำเพศหญิง (หี) สักกะลิงคปุง หมายถึง คนกะเทย

“น้ำเต้า” ได้แก่มะน้ำเต้า (หมากน้ำเต้า, ลูกน้ำเต้า, ผลน้ำเต้า) ซึ่งเกิดจากพิชพันธุ์ไม้เป็นเครือเป็นเถา เรียกเครือน้ำเต้า ในตำนานเรียกเครือเขากาดก็มี

ปู่และย่าเอามะน้ำเต้ากับปุง รวมกันเข้าประกอบพิธีเรียกน้ำเต้าปุง น้ำเต้าปุงเป็นภาษาพุไทย เรียกผลน้ำเต้าขนาดใหญ่ว่าน้ำเต้าปุง
น้ำเต้าปุงเป็นเรื่องจริง แต่เป็นพิธีเส้นผมบังภูเขา ซ่อนเงื่อนงำ บังลับซับซ้อน เป็นบุคคลาธิษฐาน เป็นปัญหาให้ทายรู้เอง เป็นแนวริเริ่มอุดมการเมืองของไทย

เมื่อพระยาแถนทั้ง ๔ ออกเสวยเมืองครั้งแรก และปลูกพันธุ์น้ำเต้าปุงไว้แล้ว ครั้นเครือน้ำเต้าใหญ่เกิดหมากผล ถึงโอกาศอันควรปู่ว่าย่าสังก็ประกอบพิธีน้ำเต้าปุง

ตอนนี้เราไม่มีตำนานเดิมมาเล่า แต่จะเล่าอนุโลมตามตำนานน้ำเต้าปุงของขุนบุลม ซึ่งพระองค์เป็นพระยาแถนรุ่นสุดท้าย และได้ทำพิธีน้ำเต้าปุงไว้เป็นครั้งสุดท้ายด้วย โดยสืบพิธีทำมาแต่โบราณกาลนั่นเอง นับเป็นตำนานน้ำเต้าปุงชัดแจ้งที่สุด จึงเชื่อได้ว่าตรงตามต้นตำนานเดิมทุกประการ ขอเริ่มเรื่องว่า

เมื่อมะน้ำเต้าปุงเติบใหญ่และแก่แล้ว จึงเอาน้ำเต้าปุงหน่วยหลวงกับหน่วยน้อย รวมสองหน่วยเข้าประกอบพิธี หน่วยหลวงกำหนดให้เป็นอ้าย หน่วยน้อยให้เป็นน้อง ในบริเวณพระราชพิธีน้ำเต้าปุงเชื่อว่า ท่านจัดขอบเขตไว้ ๒ แห่ง สำหรับน้ำเต้าปุงหน่วยหลวงแห่งหนึ่ง หน่วยน้อยแห่งหนึ่ง เขตน้ำเต้าปุงหน่วยหลวงให้กลุ่มอ้ายเทาะเข้าประจำ เขตน้ำเต้าปุงหน่วยน้อยให้กลุ่มน้องเข้าประจำ การทำพระราชพิธีน้ำเต้าปุงของ ๔ อาณาจักร ต้องทำอาณาจักรละแห่งรวมเป็น ๔ แห่ง

เมื่อแถนชี ๆ น้ำเต้าปุงหน่วยหลวง คนในกลุ่มอ้ายเทาะ ซึ่งมีคนประเภทเดียวไม่มีกษัตริย์มีแต่ราษฎร ก็หลั่งไหลออกมาจากเขตที่กำหนดไว้ เรียกว่าออกจากน้ำเต้าปุงฮูชี ในชั้นหลังต่อมาเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ข่า” ชนชาวข่าท่านจัดให้เป็นพวกไพร่ เพราะขลาดเขลาเบาปัญญาชอบอยู่บนยอดภูเขาสูง เขาไม่อยากเป็นเจ้านายมาแต่แรก จึงกลายเป็นประเพณีสืบมาทุกครั้งที่ทำน้ำเต้าปุง ว่าข่าต้องออกก่อนและถือว่าเป็นอ้ายเทาะด้วย

เมื่อแถนสิ่ว ๆ น้ำเต้าปุงหน่วยน้อย คนในกลุ่มน้องชายก็จะหลั่งไหลออกมาจากเขตที่กำหนดไว้ เรียกว่าออกจากน้ำเต้าปุงฮูสิ่ว พระยาแถนผู้เป็นกษัตริย์ออกก่อน นับถือว่าเป็นอ้าย แล้วจึงติดตามด้วยราษฎรพลเมืองหลั่งไหลออกมาทีหลัง นับถือว่าเป็นน้อง คนที่ออกจากฮูสิ่วเรียกว่า “ไท” “ไท” คำนี้แปลว่าอิสระ หมายถึงเป็นเจ้าเป็นนายไม่เป็นทาสใคร
(อ้าย, เอื้อย สองคำนี้เป็นภาษาพุไทยกับภาษาลาว ตรงกับภาษาไทยกลางว่า พี่ชาย (อ้าย) พี่สาว (เอื้อย) )

ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีตั้งชื่อให้ลูก

เรื่องปู่ว่าย่าสังตั้งชื่อให้ลูก เราไม่มีต้นตำนานเดิมมาเล่าสู่ฟัง แต่เป็นธรรมดาของพ่อแม่ ต้องเป็นผู้ตั้งชื่อให้ลูกสืบกันมาถึงเดียวนี้ ดังนั้นจึงกล้ากล่าวได้ว่า ปู่ย่าตั้งชื่อให้ลูกของท่าน
ส่วนชื่อลูกเรารู้จากหนังสือขุนบุลม บอกไว้ว่าชื่อ “ลาพุ” แล้วจึงกลายเป็น “ลาว” ด้วยเหตุคำ “ลาพุ” พูดยากไม่คล่องแคล่วเลื่อนไหลในการพูด และคำว่า “ลาพุ” ท่านให้แปลว่าหมากน้ำเต้าปุงอย่างเดียว จะแปลว่าน้ำเต้าเฉย ๆ ก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้นเราจึงรู้ได้แจ้งชัดว่า ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีตั้งชื่อให้ลูก เมื่อคราวประกอบพระราชพิธีน้ำเต้าปุงครั้งแรก อาจเป็นที่บนเขายุคันธรหรือก่อนนี้ก็ได้ โดยเอาศัพท์ชื่อน้ำเต้าปุงมาเป็นชื่อลูก

อนึ่งคนที่ออกจากน้ำเต้าปุงฮูสิ่วมี ๒ ประเภท คือกษัตริย์กับราษฎร ต่างก็มีชื่อว่า “ลาว” ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ผิดกับแต่ว่าคำ “ลาว” เฉย ๆ หมายถึงลาวพลเมืองหรือลาวราษฎร์ ส่วนคำว่า “ลาวเก่า, ลาวหลวง” สองคำนี้หมายถึงกษัตริย์ราชวงศ์แถน (ลาวกษัตริย์) กษัตริย์ราชวงศ์แถนสืบเชื้อมาถึงขุนบุลม (บุรม, บรม) พ.ศ. ๑๓๐๐ ก็สิ้นสุด ไม่มีคำ “แถน” สืบต่อมาอีก กษัตริย์ราชวงศ์แถน, แถน, ไทแถน, ไทเผ่าแถน เป็นนามธรรมไม่มีตัวตน เมื่อสูญสิ้นนามแถนแล้วก็เหลือแต่ตัวคนคือคนพุไทยเดียวนี้ แต่คนพุไทยมิได้เป็นแถนเสียทั้งหมด เป็นคนชั้นเชื้อเนื้อหนังแถน ผู้ที่จะเป็นแถนได้ต้องเป็นกษัตริย์หรือเชื้อกษัตริย์ 

“บั้งจุ้ม” คือบันทึกข้อราชการของกษัตริย์ราชวงศ์แถน ชั้นต้นคงเก็บรักษาไว้ในกะบั้งไม้ไผ่ มีฝาปิดกันปลวกมดแมงเข้าทำลาย ทำสายหิ้วไปมาได้ ครั้นภายหลังจึงใช้กะบั้งทองเหลืองแทนกะบั้งไม้ไผ่ เราเรียกบั้งจุ้ม พระยาเมืองแสนตำแหน่งอัครมหาเสนาธิบัดดี มีหน้าที่รักษาบั้งจุ้ม ที่บั้งจุ้มกล่าวว่าสมัยโบราณ ลาวเรียกพุไทยว่า “ลาวเก่า, ลาวหลวง” บั้งจุ้มใช้สืบมาถึงพ.ศ.๒๔๕๑ ที่เมืองกุดสิมนารายณ์ก็เลิกใช้ เพราะเหตุยุบเมือง

ที่หนังสือขุนบุลมอธิบายคำ “ลาวเก่า” กับคำ “แถน” เป็นคำกลอนไว้ดังนี้“ฯ มาจักต้านคำเฒ่าขุนบุลมลาวเก่าก่อนแล้ว เขาเล่าเอิ้นเสินเว้าว่าแถน ฯ” (มาจักพูดตามคำผู้เฒ่าขุนบุลมลาวเก่า เขาเล่าเรียกสรรเสริญว่าแถน)

ความตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า ขุนบุลมเป็นลาวเก่าและเป็นแถนด้วย นอกจากนี้ยังมีกล่าวถึงคำลาวเก่าและแถนอีกตอนหนึ่งว่า
 “ฯ อันว่าความขุนเฒ่าบูราณลาวเก่า ยามนั้นเขาเล่าเอิ้นเสินเว้าว่าแถน ฯ” (อันว่าความขุนเฒ่าบูราณลาวเก่า ยามนั้นเขาเล่าเรียกสรรเสริญว่าแถน)

ความตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า ยามนั้นหรือสมัยนั้นเขาเรียกขุนบุลม (เจ้าแผ่นดินนครหนองแส) กับเรียกเจ้าอุปฮาด (ราช), เจ้าราชวงศ์, เจ้าราชบุตรตามลำดับว่า “แถนหลวงฟ้าคื้น, แถนแต่ง, แถนกม, แถนชั่งเถิก”

จากพงศาวดารชาติไทยเล่ม ๑ ของพระบริหารเทพธานี หน้า ๖๓ บรรทัด ๔ ว่า “ผู้ไทยมีอยู่ในสิบสองจุไทย ชาวหลวงพระบางเรียกว่าลาวเก่า (คืออ้ายลาวเดิม)”

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ลาวเก่า, ลาวหลวง, ลาวกษัตริย์ หรือกษัตริย์ราชวงศ์แถน, แถน, ไทแถน, ไทเผ่าแถน เมื่อหมายถึงตัวบุคคลก็ได้แก่ คนพุไทย ดังหลักฐานพยานอ้างมาเบื้องบนนี้


**************************************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 02/06/2012 เวลา : 22.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


สวัสดีคะ คุณ Suthepphutai

ยินดีแลกเปลี่ยนข้อมูลคะ และติดตามอ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ นะคะ

สำหรับคำถามที่เคยถามเกี่ยวกับเมืองนาน้อยอ้อยหนูนั้น ลองอ่านข้อ 1 ในข้อสังเกตุดู อธิบายไว้ด้วยคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
suthepphutai วันที่ : 27/05/2012 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suthepphutai

ผมก็ผู้ไทกุดสิมนารายณ์ครับ
(อยู่บ้านมะนาว ต.เหล่าใหญ่ บ้านเดียวกันกับดร.แอ้ด)
คอยติดตามอ่านครับ
อยากจะแลกเปลี่ยนครับ
วันที่ 31 พ.ค.นี้ผมจะแวะไป มรภ.กาฬสินธุ์ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน