*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231641
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< พฤษภาคม 2012 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤษภาคม 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 1431 , 15:37:37 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน PhutaiKaowong โหวตเรื่องนี้

ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

************************************************

ตอนที่ 3
  ที่มาของชื่อพุไทย
  ภาษาพุไทย  
  สรุปเรื่องน้ำเต้าปุง
  พระยาแถนทั้ง ๔ ตั้งอาณาจักร

******************

ที่มาของชื่อพุไทย
 “พุไท” เป็นชื่อคนไทเผ่าหนึ่ง ชื่อนี้ได้มาจากชื่อมะน้ำเต้าปุงคือ “ลาพุ” เช่นเดียวกับชื่อ “ลาว” โดยเอาคำท้ายของ “ลาพุ” ผสมกับคำ “ไท” อันเป็นชื่อคนที่ออกจากน้ำเต้าปุงฮูสิ่ว ว่า “พุไท” แต่ “ไท” คำนี้เป็นชื่อรวมเผ่าพันธุ์ทางการเมือง ใช้เป็นชื่อเรียกคนไทสืบมา ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ (พ.ศ. ๑๒๐๐) สมัยพระนางจามเทวีวงศ์เป็นนางพระยาครองเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) จึงเติมตัว ย. ต่อท้ายตามแบบเขียนบาลี จึงกลายเป็นไทยสืบมาเดียวนี้ ดังนั้นชื่อพุไทก็กลายเป็นพุไทยด้วย
คำ “พุไท” ท่านเติมคำสร้อยเข้าอีกว่า “พุไทไกสร” คำ “ไกสร” เป็นภาษาพุไท ตรงกับภาษาไทยว่า “เกสร” เช่นเกสรดอกไม้ ไกสรคำนี้มิใช่ท่านต่อเติมให้โก้เก๋เฉย ๆ เป็นคำมีความหมาย คือหมายความว่า พุไทเปรียบเหมือนไกสรดอกไม้ ห้อมล้อมด้วยบริวารคือกลีบดอก อุปมาเหมือนพุไทเป็นกษัตริย์ราชวงศ์แถน ห้อมล้อมด้วยบริวาร คือหมู่เสนาโยธาราษฎร์ฉันนั้น
 คำ “พุไท” บางครั้งท่านเรียก “ปุไท” คือแผลงพุไทเป็นปุไท “ปุไท” คำนี้ทำให้คนชั้นหลังเข้าใจผิดไปว่า ตนเป็นเชื้อกัณหาชาลีในเรื่องพระเวสสันดอน ปู่ไถเอาจากพราหมณ์ เพราะคำ “ไท” ในภาษาพุไท มีความหมายตรงกับ “ไถ่” เท่านั้นเอง
 คำ “ปุไทไกสร” พบในหนังสือพื้นเมืองกรุงสียุดทิยา (ใบลานจารด้วยตัวไท) ตอนกล่าวถึงพลเมืองว่ามีหลายภาษา “คือว่า ส่วย, จาม, จีน, เมือง (เมง), มอญ, ปุไทไกสร, แขก, ขอม, กุล่า (ไต), ผารัง (ฝรั่ง), ย้อ, ยวน, พวน, พาย คือว่า ข่าคะหมัง, บังบด, ม้อย, แซ, ลาว, กาว” 
 นอกจากนี้คำ “ปุไท, ปุไทไกสร หรือ พุไท, พุไทไกสร” พ่อแม่ยังพาใช้ปนกันสืบมาถึงเดียวนี้ ต่อไปภายหน้าหวังว่าชาวพุไทย จะไม่หลงไหลลืมตนอย่างที่เป็นมาแล้ว เช่น แม้แต่ชื่อมาแต่กำเนิดของตัวแท้ ๆ ยังไม่สนใจจำไว้ ต้องอาศัยคนอื่นที่มิใช่พุไทยบอกให้ว่า “ผู้ไทย, ภูไทย” แล้วยังเป็นปัญหาเถียงกันไม่ลงรอย ต่างก็อ้างเหตุผลว่า ผู้คือคน ผู้ไทยคือคนไทย, และอ้างว่าภูแปลว่าที่สูงคือภูเขา คนเผ่านี้ชอบอยู่บนภูเขาจึงชื่อว่า “ภูไทย”
 คำ “พุไท” เป็นอุดมคตินามที่ปู่ว่าย่าสังแต่งตั้งเป็นชื่อรวมลาวกับไทเข้ากัน คือเป็นทั้งลาวซึ่งหมายถึงคำ “พุ” เป็นทั้งไทซึ่งหมายถึงคำ “ไท” เหมาะที่จะประสานความสามัคคีระหว่างผู้อยู่ใต้ปกครองได้ดี น่าสรรเสริญปู่ว่าย่าสังผู้ตั้งแต่ง ว่าช่างคิดประดิษฐ์อย่างยิ่ง
 สรุปแล้วคำว่า “ผู้ไทย, ภูไทย” สองคำนี้หรือว่าสองชื่อนี้ผิด เพราะไม่ถูกต้องตามตำนานเดิม คือแผลงเป็น “ปูไทย” ไม่ได้ คือว่าแผลง “ผ.ภ.” เป็น “ป” ไม่ได้ ผิดหลักการแผลง แต่คำว่า “พุไทย” เป็นชื่อที่ถูกต้องตามตำนานเดิม คือแผลงเป็น “ปุไทย” ได้ คือว่าแผลง “พ” เป็น “ป” ได้ถูกต้องตามหลัก ส่วนคำว่า “ปุไทยหรือปูไทย” นั้นใช้ได้ทั้งสองอย่าง เพราะอุภัยอูใช้แทนกันได้ แล้วแต่ใครถนัดจะใช้คำใด อนึ่งควรไม่ลืมว่าคนโบราณถนัดการแผลงศัพท์มาก เช่น พ. แผลงเป็น ว. ก็ได้ดังเราเห็น “เทพี” แผลงเป็น “เทวี”, “พาที” แผลงเป็น “วาที”, “ลาพุ” แผลงเป็น “ลาวุ”, “ลาวู” เลยกลายเป็น “ลาว” ดังนี้เป็นต้น

ภาษาพุไทย
 ภาษาพุไทยแยกเป็น ๒ คือภาษาพูดกับภาษาเขียน ภาษาพูดเป็นพุไทย ภาษาเขียนเป็นไทย ภาษาพูดมีแต่สระเสียงแท้เท่านั้น ไม่มีเสียงสระประสมปนเลย สระแท้ได้แก่ อะอา, อิอี, อึอื, อุอู, เอะเอ, แอะแอ, โอะโอ, เอาะออ, เออะเออ, รวม ๑๘ เสียง, สระประสมคือ เอียะเอีย, เอือะเอือ, อัวะอัว, รวม ๖ เสียง เวลาพูดใช้เสียงสระแท้แทนเสียงสระประสม เช่น ผัวเมียก็ว่าโผเม, เสือว่าเสอ, ผัวะเผียะก็ว่าโผะเผะ, เอือะก็ว่าเออะ นอกจากนี้ก็มีสระ ไอ,ใอ มักใช้เป็นสระเออบ้าง เช่น ปรับไหมว่าปรับเหมอ, ใหม่ว่าเมอ, ใช้ว่าเซ้อ, ในว่าเนอ, ใหญ่ว่าเญอ, ให้ว่าเห้อเป็นต้น (“เห้อ” คำนี้พุไทยทางภาคเหนือเพี้ยนเสียงเป็น “หื้อ”)


 ส่วนเสียงอักขระนั้นเหมือนไทยทุกตัว ยกเว้นแต่ ล. แทน ร. ฬ., ซ. แทน ช. ฌ, ส. แทน ฉ, ฮ. แทนร. ก็ได้ เป็น ฮ. ตามเดิมก็ได้ นอกกว่านี้น่าสังเกตถ้าคำใดเป็นเสียงตรี มักมี ก. สกด เช่น ลุ๊ว่าลูก, อิ๊ว่าอีก, ปิ๊ว่าปีก ฯ


 ส่วนภาษาเขียนสกดเหมือนไทยทุกอัน เช่น คำขึ้นต้นอารัมภบทในหนังสือปฐมกัปที่กล่าวข้างต้น และในหนังสือขุนบุลมหรือหนังสือไทใบลานทั่วไป
 (การใช้อักขระ พุไทยกับลาวใช้เหมือนกัน แต่การใช้สระ ลาวกับไทยเหมือนกัน คือพูดด้วยเสียงสระแท้กับเสียงสระประสมเหมือนกัน)


ภาษาพุไทย เรียกเรือนกษัตริย์ (พญาผู้ครองเมือง) ว่า “หอคำ, หอ, ผาสาท, โฮง” เช่น หอผาสาท (หอปราสาท), ผาสาท (ปราสาท), โฮงอาดญาหลวง, โฮงอาดญา และเรียกองค์กษัตริย์ (พญาผู้ครองเมือง) ว่า “อาดญาหลวง (ในหลวง), เรียกอย่างย่อว่า “อาญา” เฉย ๆ ก็มี คำนี้มักใช้แก่เจ้านายที่ฐานะต่ำลงมา ในชั้นหลังใช้ทั่วไป ตลอดขุนนางผู้ใหญ่และข้าราชการ
ดังนั้น เมื่อกล่าวสรุปตามรูปเรื่องดังบรรยายมา ทำให้เรารู้ได้ว่าภาษาพุไทยก็คือภาษากษัตริย์ราชวงศ์แถน ภาษากษัตริย์ราชวงศ์แถน ก็คือภาษาปู่สังคะสา – ย่าสังคะสี เพราะภาษาลูกกับภาษาพ่อแม่ต้องเป็นภาษาเดียวกัน เพราะฉะนั้นปู่สังคะสา – ย่าสังคะสี ก็คือคนพุไทยนั่นเอง จะเป็นอื่นไปมิได้

สรุปเรื่องน้ำเต้าปุง
 (๑)  “น้ำเต้าปุง” ได้แก่มะน้ำเต้า (ภาษาพุไทย), หมากน้ำเต้า (ภาษาลาว), ลูกน้ำเต้า (ภาษาไทย) เป็นผลของพืชพันธุ์ไม้เป็นเครือเป็นเถา เราเรียกเครือน้ำเต้า (เครือเขากาด)
 (๒) “ปุง” ได้แก่ปุงบัญหาย่าสังคะสีตั้งให้ปู่สังคะสาแก้ ปู่แก้ได้ถูกแล้วว่า “ปุงลิงคะ อิดติลิงคะปุง สักกะลิงคะปุง” (ปุงชาย, ปุงหญิง, ปุงกะเทย)
 (๓) ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสี ส่งลูกออกกินเมืองครั้งแรก จัดพันธุ์น้ำเต้าปุงให้ลูกทั้ว ๔ นำไปปลูกไว้ นับเป็นการปลูกฝังขนบธรรมเนียมประเพณีครั้งแรก
 (๔)  ปู่กับย่าจัดพิธีน้ำเต้าปุง ให้แก่ลูกทั้ง ๔ ที่ออกเสวยเมืองครั้งแรก โดยเอามะน้ำเต้ากับปุงประกอบกันเข้าเป็นพิธี เราเรียกพระราชพิธีน้ำเต้าปุง
 (๕) ฮูชี (รูชี) เป็นฮูเหล็กแดง (เผาไฟ) แทงชีมะน้ำเต้าปุงจริง แต่น่าจะหมายถึงฮูปุงชาย (ฮูเยี่ยวชาย) แถนชีน้ำเต้าปุงสมัยขุนบุลมเป็นชาย คือแถนใย, ฮูสิ่ว (รูสิ่ว) เป็นฮูเหล็กสิ่วเจาะสิ่วมะน้ำเต้าปุงจริง แต่น่าจะหมายถึงฮูปุงหญิง (ฮูเยี่ยวหญิง) แถนสิ่วน้ำเต้าปุงสมัยขุนบุลมเป็นหญิง คือแม่ย่าง่าม น้ำเต้าปุงเป็นบุคคลาธิษฐานท้องทรงครรภ์, ฮูชี, ฮูสิ่ว เป็นของธรรมดามนุษย์
 (๖)  ทำไมจึงเอามะน้ำเต้าเข้าประกอบพิธี? น่าจะหมายถึงว่า เพราะมะน้ำเต้ามีรูปคล้ายท้องมานลูกอย่างหนึ่ง กับอีกอย่างหนึ่งน้ำเต้าปุงมีลูกดก จะได้เป็นมิ่งขวัญสัญญลักษณ์ให้ไทมีลูกมาก เหมาะกับแผ่นดินยังกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งจะได้เป็นเชื้อติดแถวแนวติดต่อเหมือนเครือน้ำเต้าอีกด้วย
 (๗) ภายหลังออกจากน้ำเต้าปุงแล้ว ท่านเอาปุงหญิงปุงชายผสมกัน คือจัดหญิงชายให้เป็นคู่หัวผัวเมียกันมีลูกออกมาก็เป็นไท ครั้นปุงไทผสมกับปุงอื่นต่อไปข้างหน้า ก็จะกลายเป็นไททบทวีคูณ แล้วอาจรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าตนก็คล้ายได้ออกจากน้ำเต้าปุงเยี่ยงบรรพบุรุษ พิธีน้ำเต้าปุงมีอุดมคติอันสูงยิ่ง จะหานักการเมืองสมัยใดมาเทียบเท่ามิได้เลย ดังนั้นปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีจึงสมควรแก่การยกย่องว่า เป็นผู้มีปรีชาญาณอันประเสริฐเลิศล้ำหาผู้เสมอเหมือนมิได้
 (๘) น้ำเต้าปุงมี ๒ หน่วย หน่วยหลวงกับหน่วยน้อย ให้หน่วยหลวงเป็นอ้าย หน่วยน้อยเป็นน้อง
 (๙) คนที่ออกจากน้ำเต้าปุงหน่วยหลวง คืออกจากฮูชี มีคนประเภทเดียวเฉพาะแต่กลุ่มอ้ายเทาะเท่านั้นให้เป็นไพร่หรือคนใช้ (ชาวพุไทยเรียกพวกข่าที่ติดตามมาอยู่ในประเทศไทยเดียวนี้ ก็ว่าอ้ายเทาะสืบ ๆ กันมา)
 (๑๐) คนที่ออกจากน้ำเต้าปุงฮูสิ่ว ให้เรียกว่า “ไท” มี ๒ ประเภท ผู้ออกก่อนให้เป็น “อ้าย” ในฐานะออกจากน้ำเต้าปุง ได้แก่พญาแถนทั้ง ๔ ซึ่งมีชื่อภายหลังว่า “พุไทย” (คือกษัตริย์ราชวงศ์แถน, ลาวเก่า, ลาวหลวง, ลาวกษัตริย์), ผู้ออกทีหลังให้เป็น “น้อง” ในฐานะออกจากน้ำเต้าปุง ได้แก่พลเมืองหรือราษฎร มีชื่อว่า “ลาว” มาแต่แรกตั้ง (คือลาวราษฎร์) คน ๒ ประเภทนี้มีชื่อเกี่ยวพันกันในฐานะออกจากน้ำเต้าปุง ว่าเป็นอ้ายเป็นน้องกัน คือ “พุไทย” เป็นอ้าย “ลาว” เพราะฉะนั้นคำว่า “อ้ายลาว” จึงหมายถึง “พุไทย” โดยตรง
 คำว่า “กษัตริย์ราชวงศ์แถน, ลาวกษัตริย์, ลาวเก่า, ลาวหลวง” เป็นนามธรรมไม่มีตัวตน ทั้ง ๔ นามดังกล่าวนี้ใช้เป็นชื่อเรียกคนเผ่าหนึ่งในสมัยโบราณ ครั้นสิ้นสมัยขุนบุลมแล้วทั้ง ๔ ชื่อก็ค่อย ๆ หายไป คงเรียกแต่ชื่อตระกูลเดิมสืบมาว่า “พุไทย” เท่านั้น
 (๑๑) คนที่เกิดแต่น้ำเต้าปุงได้ชื่อว่า “ลาพุ” แล้วกลายเป็นชื่อ “ลาว” เมื่อภายหลัง ลาวเป็นนามรวมเผ่าพันธุ์คนที่เกิดจากน้ำเต้าปุง ลาวสมัยโบราณเรียกต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ ลาว ๑ ลาวเกา, ลาวหลวง ๑ ลาวได้แก่ลาวราษฎร์ ลาวเกาลาวหลวงได้แก่กษัตริย์ราชวงศ์แถน แต่ลาวทั้ง ๒ อย่างออกจากน้ำเต้าปุงฮูสิ่ว ต้องเรียกตัวเองว่าเป็น “ไท” ด้วยกันทั้งนั้น หากจะเรียกตามศัพท์ซับซ้อนทางน้ำเต้าปุง เช่นลาวจะว่าไทลาว, พุไทจะว่าลาวไท (เพราะพุหมายถึงลาว) ก็น่าจะตรงตามแนวโน้มของศัพท์ในน้ำเต้าปุง

พระยาแถนทั้ง ๔ ตั้งอาณาจักร
 หลังจากเส็รจพระราชพิธีน้ำเต้าปุงแล้ว ตามพระราชประเพณีกษัตริย์ไทยโบราณก็ตั้งอาณาจักร การตั้งอาณาจักรของ ๔ พระยาแถน เราไม่มีต้นฉบับมาเล่า แต่เชื่อว่าการตั้งเป็นอาณาจักรมีมาแล้วแต่สมัยนั้น เพราะมีหลักฐานบอกไว้ในคำเฒ่าเก่าสมัยนั้น ซึ่งเริ่มความตั้งแต่ “ก่อฟ้าท่อเกล็ดหอย ก่อภูกอดอยท่อฮอยไก้ ก่อไม้ท่อลำเทียน แต่อเนกชาปุพพาอาจาริยวาท แต่ปฐมบุรมมะกัป พระตับบรเมศวร เหิงหานมึนนาน เจียรกาลนานนัก ตั้งเป็นบ้านสร้างเป็นเมือง ตั้งฮั้วเวียงเชียงแช ตั้งเป็นฮีตขีดเป็นคอง ตั้งเป็นอาณาจักรหลักคำ ฯ” ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อได้ว่า มีการตั้งอาณาจักรสมัย ๔ พระยาแถนมาก่อนแล้วอย่างแน่นอน
 ส่วนวิธีตั้งอาณาจักรทำอย่างไรนั้น เราพอจะทราบได้จากขุนบุลมพระยาแถนองค์สุดท้าย ได้ทำไว้ที่แคว้นสิบสองพุไทยแห่งหนึ่ง กับอีกแห่งหนึ่งขุนลอราชโอรสขุนบุลม ทำไว้ที่เมืองชวาล้านช้าง ทั้งสองแห่งนี้มีบอกไว้ในหนังสือขุนบุลม เพื่อให้ทราบเค้าความตามต้องการ จึงขอนำมาเล่าสู่ฟังดังต่อไปนี้
 (๑)  สมัยขุนบุลมตั้งอาณาจักรเมื่อราวพ.ศ. ๑๒๘๙ กล่าวไว้ในหนังสือขุนบุลมความว่า
 “แต่นั้นขุนบุลมเจ้ากษัตราตนประเสริฐ เสวยราชย์สร้างเมืองบ้านฮุ่งเฮือง เจ้าจิงตั้งเป็นอาชญาจักรสอนเสนาใส่ไปเป็นฐ่าน เพื่อให้อาสาเจ้าราชาภูวนาถ บอให้เคืองบาทพื้นจอมเจ้าพระยอดเมือง ขุนศรีธรรมราชให้เป็นมิ่งแสนเมือง ฮักษาคนพลเศิกไพร่ไททั้งข้า, ขุนแสนให้เป็นหมื่นหลวงกลาง ฮักษาฝูงแขกเมืองมาเฝ้าขุนไหให้แต่งตั้งถือไพร่แห่ขนันขวา, ขุนพีถือพลแพนแห่แหนภายซ้าย, ขุนบาลผู้ฉลาดฮู้ราชะพิมพ์คอง ให้อยู่ในราชวังตัดแต่งคำควรแล้ว, ขุนอุ่นให้แต่งตั้งราชวัตรอยู่ภายหลัง ตัดแต่งคองคำผิดไพร่ไทขุนข้า พิจารณ์แจ้งตรองตราตัดแต่ง บอให้ผิดหล่าม้างดูแม้งแม่นคอง ทุกค่ำเช้าเฝ้าบาททำผิด คองใดมีดีแต่งตางตนเจ้า”
 (๒) สมัยขุนลอตั้งอาณาจักรที่เมืองชวาเมื่อราวพ.ศ. ๑๓๐๐ คือที่เรียกอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางนั้น กล่าวในหนังสือขุนบุลมมีความว่า
 “แต่นั้นยังมีมหาลัดสีสองตนน้องพี่ หมายเขตบ้านเมืองไว้แต่ปฐม ยังเดียงไว้หลักคำวันออก ก้ำลุ่มไว้หลักหั้นใส่เงิน ขุดเลิ๊กได้สิบหกศอกสังขยา มัดเซขุมใส่ซะเคียนฝังแหน้น, อันว่าหลักหมื่นตั้งปฐมก่อนหัวที, อันนึ่งชื่อว่าหลักขันต้ายเต็งที่ก้ำเมือง ยังเลาฝังเสลาแห่งเมืองภายท้าย หมายเดียงไว้ในดอนสบลบ จิ่มปากน้ำนัดทีหั้นแห่งเหนือ, ถัดนั้นเจ้าจิงเอาหลักแก้วเงินคำหลายสิ่ง ฝังที่กกฮักไม้ทองหั้นดอกบาน เหมือนดังปาลิกชาติไม้เป็นมิ่งเมืองอินทร์ บุปผาผายซู่ยามมิฮ่วย ลวงสูงฮ้อยสิบเจ็ดวาเป็นเขต ลวงใหญ่ได้สิบเจ็ดอุ้มจอดกัน, ถัดนั้นเจ้าจิงบายเอาก้อนเสลาลำใหญ่ ชื่อว่าก้อนก่ายฟ้าหมายไว้บ่อนโฮง, แต่นั้นมหาลัดสีเจ้าทั้งสองเสด็จด่วน ไปสู่น้ำอะโนมแก้วโสดสรง เจ้าจิงผายโผดล้างหดเสาทั้ง ๔ เพื่อให้พิเศษไว้เมือหน้าฮุ่งเฮือง แล้วลวดไปเมี้ยนน้ำอะโนมสระใหญ่ ในคูหาลวดเป็นสระพังน้ำ เจ้าจิงอัดธิฐานไหว้เทียระฆากับประทีป ชื่อว่าถ้ำเที่ยงน้ำลัดสีไว้สืบมาหั้นแล้ว, แล้วเลาพัดแต่งตั้งเป็นเอกชะตา ในเชียงดงเชียงทองสีสัตนาคเมืองชวาหั้นแล้ว กรกดไว้ลักขณาสาใส่อัดกะคะไว้ราสีหน้าแม่นสิงห์”
 จากคำเฒ่าเล่าว่า “ตั้งเป็นอาณาจักรหลักคำ” ซึ่งหมายถึงว่า ตั้งเป็นอาณาจักรและฝังหลักคำด้วยเฉพาะวิธีตั้งอาณาจักรได้ยกตัวอย่าง ที่ขุนบุลมกับขุนลอได้ทำไว้มาให้ดูแล้ว หวังว่าผู้อ่านคงเข้าใจความได้ดี จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายซ้ำอีก แต่ในสมัยขุนบุลมไม่ปรากฎว่าพระองค์ได้ฝังหลักคำ เพราะไม่เห็นมีในตำนานหรือว่าบางทีผู้รจนาตำนานอาจลืมเก็บก็ได้ เพราะถึงชั้นลูกยังมีการฝังหลักคำ เว้นแต่ชั้นลูกวิธีตั้งอาณาจักรไม่ชัดแจ้งเหมือนพ่อ อย่างไรก็ดีการก่อตั้งอาณาจักรเราควรถือเอาของขุนบุลมเป็นหลัก ส่วนการฝังหลักคำจึงถือแบบอย่างขุนลอ ว่าทั้งการตั้งอาณาจักรและหลักคำ โบราณท่านเคยทำมาอย่างนี้
 “อาณาจักร” กับ “หลักคำ” เป็นของคู่กัน สมัยโบราณเรียกหลักคำ ปัจจุบันเรียกหลักเมือง หลักคำเป็นวัตถุสถานแห่งการเคารพ เป็นสถานที่แสดงถึงความเป็นเอกราชยิ่งใหญ่ เป็นที่คาราวะแขกต่างด้าวท้าวต่างแดน เป็นเครื่องหมายศักดิ์ศรีของอาณาจักรโบราณ มีตัวอย่างกล่าวไว้ในหนังสือขุนบุลม เรื่องพระคำกองกษัตริย์เมืองพวน ตัดคองอาณาจักรไว้ที่นาสาวฯ ดังความตอนหนึ่งกล่าวว่า
 “แม้นว่าขวี่ช้างม้าเข้าบ้านเมืองที่ทางใดก็ดี ไปเถิงหลักคำให้ลงเสียแท้ อันนึ่งแขกต่างท้าวเมืองอื่นไปมาก็ดีเถิงหลักคำให้ลงฉันนั้น หากบอโดยคองแท้ดลกลายเป็นโทษ ผิดอาชญ์เจ้าบุญกว้างที่เซ็ง”
 (ถ้าขี่ช้างม้าเข้าเมืองที่ทางใดก็ดี ไปถึงหลักคำให้ลงจากช้างม้า และถ้าแขกเมืองอื่นมาถึงหลักคำของเรา ก็ต้องลงจากหลังช้างม้าเช่นเดียวกัน หากไม่ทำตามคองหรือคัลลองดังว่านี้ บังอาจฝ่าฝืนไปก็เป็นโทษผิดอาชญาเจ้าแผ่นดิน)
 พระคำอกงองค์นี้เชื่อว่า สืบลูกหลานมาจากท้าวเจ็ดเจือง (ลูกองค์ที่ ๗ ของขุนบุลม) ผู้เป็นกษัตริย์พระองค์แรกเข้าครองเมืองพวน และก่อตั้งเป็นอาณาจักรเมืองพวน สมัยเดียวกับก่อตั้งอาณาจักรล้านช้าง คำว่า “หลักคำ” มีที่ใช้ในสมัยโบราณ ๓ อย่างคือ (๑) หลักคำ (หลักเมือง) (๒) หลักคำ (หอหลวงหรือเจ้าหอหลวง) เป็นหัวหน้า “ไทหอ” เป็นผู้มีอำนาจปลดและแต่งตั้งกษัตริย์ได้ ตามลัทธิตกช้างฮ้างเมือง แต่ไม่มีสิทธิ์จะได้เป็นกษัตริย์ฯ (๓) หลักคำ เป็นชื่อตำแหน่งเจ้าคณะเมืองว่าพระครูหลักคำ

***************************************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน