*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231628
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< พฤษภาคม 2012 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤษภาคม 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 1278 , 16:16:30 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน PhutaiKaowong โหวตเรื่องนี้

ตำนานไทย - พุไทยวัง

ตอนที่ 4
แบบการปกครองไท ๔ อาณาจักร
 (๑) "คองเมือง" (คลองเมือง,คัลลองเมือง)
 (๒) "ลัทธิตกช้างฮ้างเมือง" (ลัทธิตกช้างร้างเมือง)
 (๓) "ลาดซะสาด" (คือกฎหมายโบราณ)
 ข้อควรสังเกต

******************

แบบการปกครองไท ๔ อาณาจักร

 ในสมัย ๔ อาณาจักร ยังไม่ปรากฎว่ามีการปกครองอย่างไร เพราะไม่พบตำนานใดบอกไว้ แต่ได้มาปรากฎภายหลังเมื่อ ๔ อาณาจักรใหญ่ ได้ขยายออกอีกเป็น ๒ อาณาจักรน้อยแล้ว ที่ตำนานเรียกว่าคน ๖ บ้านในป่าหิมพานต์ ในหนังสือมุรกึดบอกว่าสมัย ๔ เมืองใหญ่กับ ๒ นครเมืองน้อย (รวม ๖ อาณาจักร) มีคองเมืองมีพระมหากษัตริย์แล้ว และเป็นสมัยที่พระยาสัมมันตราชพรหมทรงบัญญัติระเบียบแบบแผนประเพณีของไทย และไทยใช้สืบมาถึงทุกวันนี้ ได้แก่พิธีทำศพ ๑ พิธีสร้างย้าวกระทำเรือน ๑ พิธีมงคลสมรส ๑ ส่วนลัทธิตกช้างฮ้างเมือง กับลาดซะสาดคองเมืองซึ่งเป็นของคู่กันกับคองเมือง ที่มุรกึดมิได้กล่าวถึง แต่เชื่อว่าทั้ง ๓ นี้, ปู่ว่าย่าสังแต่งตั้งให้ลูกทั้ง ๔ ใช้มาก่อนตั้งประเพณีตามในมุรกึด ผู้เขียนจึงขอนำเอาคองเมือง, ลัทธิตกช้างฮ้างเมือง, ลาดซะสาดคองเมือง ซึ่งนับเป็นปฐมแบบการปกครองของไทย สมัยเริ่มก่อตั้งเป็นอาณาจักรปกครองไทครั้งแรก มาเล่าสู่ฟังดังนี้
 (๑) “คองเมือง” (คลองเมือง, คัลลองเมือง) ว่าด้วยรูปร่างลักษณะของรัฐบาลไทโบราณ ท่านแบ่งผู้ปกครองแผ่นดินลดหลั่นกันเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายกษัตริย์มี ๔ ตำแหน่งลำดับจากสูงไปหาต่ำ คือเจ้าแผ่นดิน ๑ เจ้าอุปฮาด ๑ เจ้าราชวงศ์ ๑ เจ้าราชบุตร ๑ ฝ่ายเสนาอามาตย์มี ๑๒ จุ้มคือ เสนาฝ่ายขวามี ๑๐ พระยามีเมืองแสนเป็นต้น เจ้าเส้นเสนาฝ่ายกลางมี ๗ พระยามีเมืองกลางเป็นต้น เสนาฝ่ายซ้ายมี ๑๐ พระยามีเมืองจันเป็นต้น ฝ่ายพวกทหาร ๖ พระยามีศุโภเป็นต้น พราหมณ์ทั้ง ๑๐ เป็นฝ่ายพวกมะโรงสั่งสอนอรรถธรรม ๑๐ พระยามีซามุนตีเป็นต้น พวกรักษานครหลวง ๓ พระยามีพระละครเป็นต้น มหาเหล็กขวาซ้ายหน้าหลัง ๒ พระยามีนักภูมินทร์เป็นต้น ฝ่ายรักษาปักตู ๔ พระยามีซาบรรทมเป็นต้น ฝ่ายจำหนวดขวาซ้ายหน้าหลัง ๔ พระยามีพลเตชะเป็นต้น ฝ่ายรักษาคนพวกหลวง ๔ พระยานักพุทธวงศ์เป็นต้น นายเวรทั้ง ๔ เป็นฝ่ายรับแขกเมืองมีศรีสุธรรมเป็นต้น ฝ่ายรักษาคลัง ๕ พระยามีราชโกฏเป็นต้น
 เมืองแสน ๑ เมืองจัน ๑ สองพระยานี้เป็นที่อัครมหาเสนาธิบัดดี ขันค่าคอ ๑๖๐๐
 เมืองขวา ๑ เมืองซ้าย ๑ เชียงเหนือ ๑ เชียงใต้ ๑ สี่พระยานี้จตุดม ขันค่าคอ ๑๕๐๐

เมืองกลาง ๑ ศุโภ ๑ คำมุร ๑ เวียงแก ๑ เวียงคำ ๑ เมืองฮาม ๑ เมืองปาก ๑ พระชุม ๑ เป็นอัฐดม หัว ๕ ขันค่าคอ ๑๕๐๐
นามมะฮุง ๑ เชียงสา ๑ พันนา ๑ สองเมือง ๑ นาเหนือ ๑ หมื่นหน้า ๑ สักขา ๑ เมืองคุก ๑ พันหนอง ๑ อีไล ๑ นาใต้ ๑ เมืองแพน ๑ พระโยธา ๑ อุปราชา ๑ หมื่นเสมอใจ ๑ พระลคร ๑ พลเศิกขวา ๑ พลเศิกซ้าย ๑ นักพุทธวงศ์ ๑ มหาโคตร ๑ หมื่นวงศ์ไชยา ๑ อัคฮาด ๑ ยี่สิบสองพระยานี้หัว ๔  ขันค่าคอ ๘๐๐
พวกมะโรงทั้ง ๑๐ เจ้าเส้นทั้ง ๗ นายคลังทั้ง ๕ พวกนี้เก็บในขันค่าคอ ๖๖๙ เป็นที่ในสังเวียน

คองเมืองข้างบนนี้ คัดจากพระราชโอวาทคองเมืองของขุนบุรม เป็นหนังสือก้อมใบลานจารด้วยตัวธรรมเป็นของบรรพบุรุษใช้ปกครองบ้านเมืองสืบต่อกันมา ตั้งแต่ครั้งยังอยู่ในเมืองนาน้อยอ้อยหมู ในแคว้นสิบสองพุไทยและได้อพยพมาสร้างเมืองวังริมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตรงกันข้ามกับพระธาตุพนม เมื่อระหว่างพ.ศ.๒๓๔๗ – ๒๓๖๙ และได้อพยพจากเมืองมาสร้างเมืองกุดสิมนารายณ์ ในประเทศไทยเมื่อพ.ศ.๒๓๘๔ ถึงพ.ศ.๒๔๕๑ ยุบเมืองกุดสิมนารายณ์ลงเป็นอำเภอ เจ้าราชวงศ์เชียงสาผู้อายุยืนกว่าเพื่อนเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ครั้นท่านจวนถึงกาลมรณจึงมอบเป็นมรดกแก่ข้าพเจ้าผู้เขียนรักษาสืบมา ต้นฉบับได้จัดพิมพ์เป็นเล่มสมุดรวมกันทั้ง ๓ เรื่องแล้ว คำว่าอุปฮาดตรงกับอุปราช และคำว่าจตุดมตรงกับจตุสดมภ์ แสดงว่าเดิมไทยปัจจุบันก็ใช้แบบคองเมืองนี้ปกครองสืบมา แต่ก็ร่อยหลอร่วงหล่นเรื่อยมา อัฐดมหายไปคงเหลือแต่จตุสดมภ์เป็นพยานเท่านั้น


(๒) “ลัทธิตกช้างฮ้างเมือง” (ลัทธิตกช้างร้างเมือง) เป็นแบบปกครองคู่กับคองเมือง เป็นการปกครองแบบลัทธิประชาธิปไตยกษัตริย์เหนือกฎหมาย มีสาระสำคัญดังนี้

๑. มีกษัตริย์เหนือกฎหมาย ดังกล่าวในคองเมือง
๒. มี “ไทหอ” ซึ่งเลือกเอาจากพระญาติของกษัตริย์ ที่ไม่อยู่ในฐานะจะได้เป็นกษัตริย์ เป็นไทหอในหมู่คณะไทหอมี “หอหลวง” (เจ้าหลักคำ) เป็นประธาน กับ “หอน้อย” (หอกะจัน) เป็นรองประธาน
๓. สิทธิและหน้าที่ของกษัตริย์กับไทหอมีดังนี้
 ก) กษัตริย์มีอำนาจและหน้าที่ปกครองบ้านเมืองให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข
 ข) ไทหอมีหน้าที่รักษาหอคำ (หอปราสาท) และทรัพย์สินของกษัตริย์
 ค) ไทหอไม่มีสิทธิได้เป็นกษัตริย์
 ง) ไทหอมีสิทธิเสมอราษฎร
 จ) ไทหอมีหน้าที่ดูแลควบคุมการปฏิบัติราชการของกษัตริย์ มีอำนาจปลดและแต่งตั้งกษัตริย์ได้ ด้วยความเห็นชอบของประชาราษฎร
 ฉ) ไทหอมีหน้าที่ทำการติดต่อกับกษัตริย์แทนประชาราษฎร ในเมื่อราษฎรร้องขอ
 ช) ห้ามไม่ให้ฝ่ายกษัตริย์กับฝ่ายไทหอ ทำการสมพงศ์ด้วยกัน ตลอกชั่วลูกหลาน ฯ
 ซ) ให้ไทหอมีหน้าที่รักษาฮีตคนและฮีตผี (คือให้คอยดูแลให้กษัตริย์ปฏิบัติราชการ ไปตามระเบียบแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีไท (ฮีตคน) และให้ปฏิบัติไปตามระเบียบแบบแผนของผี (ฮีตผี)
 ฌ) ให้หอหลวงเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาราษฎร หอน้อยทำการช่วยเหลือหอหลวง และทำการแทนหอหลวง ในเมื่อหอหลวงไม่อยู่ในฐานะปฏิบัติหน้าที่ได้
(อำนาจและหน้าที่ข้างบนนี้ อาจตกหล่นหรือบกพร่องย่อมปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามกาลสมัย)
๔. ตกช้างฮ้างเมือง ได้แก่วิธีปลดกษัตริย์ออกจากตำแหน่ง คือไทหอเอากษัตริย์ไปตัดประคนช้างเมื่อกษัตริย์พระองค์ใดปกครองบ้านเมืองไม่ดีสมควรปลด หอหลวงกับหอน้อยก็ไปเชิญกษัตริย์พระองค์นั้นขึ้นหลังช้าง แล้วควาญก็ไสช้างตระเวนไปรอบเมือง พร้อมกับตีฆ้องร้องป่าวประกาศว่า พระยาองค์นั้นไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ตกช้างฮ้างเมืองแล้วมิให้เป็นพระยาครองเมืองต่อไปอีกแล้ว เมื่อเป็นที่ทราบทั่วถึงกัน ควาญก็ตัดประคนช้าง ตีถีบแหย่งช้างให้ตกลงพร้อมกับองค์กษัตริย์ กษัตริย์พระองค์นั้นก็ขาดจากตำแหน่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไทหอจึงแต่งตั้งกษัตริย์พระองค์ใหม่แทน
๕. พระราชพิธีแต่งตั้งกษัตริย์กับไทหอ แม้จะแต่งตั้งเฉพาะกษัตริย์หรือไทหออย่างเดียวก็ดี ทั้งกษัตริย์และไทหอจะต้องเข้าร่วมพิธีพร้อมกัน เพราะจะต้องให้คำมั่นสัญญาทำการสบถสาบานต่อกัน

สถานที่พระราชพิธีจะจัดอย่างไรท่านมิได้กล่าวไว้ แต่อย่างไรก็ดีคงปฏิบัติอย่างไท ๆ ที่เคยทำพิธีอะไรมาก่อนแล้ว เช่น ประดับประดาสถานที่ให้มีสง่าราสี ตั้งแท่นหรือโต๊ะสำหรับการบูชาและกราบไหว้ มีพระพุทธรูป, ดอกไม้ธูปเทียน, ไบศรี, เครื่องศาตราวุธ, หอก, ดาบง้าว, ปืน, แก้วแหวนเงินคำ, เครื่องค้ำของคูณ และของอื่นอีกที่เห็นสมควร กับขันน้ำสาบานซึ่งตกแต่งเตรียมเครื่องไว้ดีแล้ว นอกนั้นท่านให้หาทั่งเหล็กหนักหมื่นห้าชั่ง เผาไฟใหม้แดงโชน ขณะเมื่อกำลังทำพิธีสาบแช่งอยู่นั้น

เมื่อได้เวลากษัตริย์กับไทหอก็เข้าประจำพิธี อาจารย์จุดธูปเทียนไหว้พระ จะมีพระสงฆ์มาสวดพระพุทธมนต์ด้วยหรือไม่ ๆ ทราบ แล้วอาราธนาป่าวประกาศ เทพยดาเจ้าทั้งหลายตนศักดิ์สิทธิในสากลโลก อัญเชิญให้เสด็จมา ณ สถานที่นี้ เพื่อเป็นองค์สักขีพยานในพระราชพิธี ต่อไปอาจารย์ผู้อาวุโสคงจะกล่าวนำคำป้อยคำสาบแช่งต่าง ๆ แล้วกษัตริย์กับไทหอจึงจะเป็นผู้ว่าตาม คำสาบแช่งนั้นจะประกอบด้วย ให้กษัตริย์กับไทหอตั้งสัจจะอธิษฐานสาบานตน เป็นการผูกมัดให้กษัตริย์กับไทหอตั้งใจกระทำการตามสิทธิและหน้าที่ของตน ปกครองบ้านเมืองให้เป็นไปในทางที่ชอบที่ควร กล่าวทั้งผลดีและผลร้ายคือว่าถ้าทำดีก็อวยพรให้ได้รับความดี ถ้าทำไม่ดีก็ให้ได้รับผลตามคำที่สาบแช่งไว้ เสร็จแล้วจึงนำเครื่องศาตราวุธ เครื่องค้ำของคูณและของอื่นจุ่มลงในขันน้ำพิธีพอเป็นพิธี เพื่อความเข็ดยำหรือความขลัง ต่อไปจึงเอาพร้าฟันป๊กลงที่ทั่งเหล็กแดงให้เป็นรอยเครื่องหมายเป็นสักขีพยานว่าได้สาบแช่งตามพระราชพิธีแล้ว พร้อมด้วยคำกล่าวสนันสนุนประกอบตามโวหาร กษัตริย์กับไทหอจึงดื่มน้ำสาบานนั้น ส่วนทั่งเหล็กแดงท่านให้นำไปทิ้งลงแม่น้ำใหญ่ และในคำป้อยคำสาบแช่งมีเงื่อนบังคับหลังไว้ว่า จนกวาทังเหล็กนี้จักเปื่อยหายละลายสูญสิ้น จึงให้หายคำป้อยคำสาบแช่ง ตลอดชั่งลูกหลานสืบไป

เรื่องการตกช้างฮ้างเมือง บรรพบุรุษของข้าพเจ้าชาวพุไทยวังได้ใช้สืบกันมามิได้ขาดระยะ ถึงสมัยอพยพมาตั้งปกครองกันอยู่ที่เมืองวัง ก็มีการตกช้างฮ้างเมืองครั้งหนึ่ง ในคราวพระยาราชติโชทำอุบายฆ่าอ้าย เพื่ออพยพเป็นเจ้าเมืองวังแทน ไทหอต้องเอาพระยาราชติโชไปตัดประคนช้าง ดังเล่าไว้ในเรื่องพุไทยวังตอนต่อไปแล้ว เมื่อสมัยมาตั้งปกครองกันอยู่ที่เมืองกุดสิมนารายณ์ เป็นเวลา ๖๓ ปีไทหอก็ยังคงมีอยู่ แต่ไม่มีเหตุถึงต้องตกช้างฮ้างเมือง ประกอบทั้งวิธีการปกครองแบบโบราณ ได้ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามระบอบไทยปัจจุบัน

(๓) ลาดซะสาดคองเมือง (คือกฎหมายโบราณ) มีความหมายตรงกับราชศาสตร์ในกฎหมายตรา ๓ ดวงของไทยปัจจุบัน ซึ่งถ่ายทอดมาจากมอญ โดยมอญเอาจากอินเดียแต่สาระเนื้อหาไม่ตรงกัน ลาดซะสาดคองเมืองอาจบูราณกว่า ทั้งไม่เกี่ยวกับเรื่องมะโนสารฤษีด้วย อ่านแล้วรู้สึกว่าลาดซะสาดคองเมืองมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในสมัยนครหนองแสมาก เพราะเป็นสมัยหลังจากไทยได้รับพระพุทธศาสนาเมื่อพ.ศ.๖๑๒ แล้ว จึงมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม โดยยึดถือเอาพระธรรมวินัยเข้ามาเป็นหลักเกณฑ์มาก จนแทบจะชวนให้เข้าใจว่าตั้งขึ้นสมัยนครหนองแสนี้เอง แต่เมื่ออ่านถึงห้องโพสาราด มีความตอนหนึ่งกล่าวว่า “ผิว่าท้าวพญาผิดคองเมือง ให้ใส่โทษขันค่าคอพันหกฮ้อย” ซึ่งตรงกับอัตราโทษอัครมหาเสนาธิบัดดี ที่กำหนดไว้ในคองเมืองว่า ๑๖๐๐ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงชี้ให้เห็นว่าลาดซะสาดคองเมืองได้ตั้งเป็นคู่กับคองเมืองมาแต่แรกตั้ง และตั้งในสมัย ๔ – ๖ อาณาจักรตามที่กล่าวในหนังสือมุรกึดดังกล่าวแล้ว เนื่องจากลาดซะสาดคองเมืองเป็นเรื่องสับสนยืดยาว ต้นฉบับเป็นหนังสือก้อมใบลานจารด้วยตัวไทบ้างตัวธรรมบ้าง จารติดต่อเป็นแถวเดียวตลอดเรื่อง ผู้เขียนจึงเลือกเอาเฉพาะตอนต้องการมาเล่าพอสมควรเท่านั้น หากใคร่รู้ละเอียดหาดูได้ที่เล่มสมุดพิมพ์ไว้ต่างหากแล้ว ตอนที่เลือกมาเล่ามีดังนี้
(ก) อัตราโทษเทียบปาละซึก “ปาละซึกถ้วนนึ่งแปดตำลึง ปาละซึก ๒ สิบสิงสิงบาท ปาละซึก ๓ สิบห้า ปาละซึก ๔ ชั่งนึ่ง ปาละซึกถ้วน ๕ ชั่งห้าแล ปาละซึก ๖ สามสิบแล ปาละซึก ๗ สามสิบห้าแล ปาละซึก ๘ สี่สิบเอ็ดแล ปาละซึกถ้วน ๙ สี่สิบห้าแล
ขันปาละซึกถ้วนนึ่ง แม่ญิงถืก ๔ ตำลึงแล พ่อชาย ๘ ตำลึง, ปาละซึก ๒ แม่ญิง ๖ ตำลึง พ่อชายถืกสิบสองสองบาท, ปาละซึก ๓ แม่ญิงถืก ๑๒ ตำลึง ๒ บาท พ่อชายถืก ๑๕, ปาละซึก ๔ แม่ญิงถืก ๑๕ พ่อชายถืกชั่งนึ่ง, ปาละซึก ๕ แม่ญิงถืกชั่งนึ่ง พ่อชายถืกชั่งห้าแล, ปาละซึก ๖ แม่ญิงถืกชั่งห้า พ่อชายถืก ๓๐ แล, ปาละซึก ๗ แม่ญิงถืก ๓๐ พ่อชายถืก ๓๕ แล, ปาละซึก ๘ แม่ญิงถืก ๓๕ พ่อชายถืก ๔๑ แล, ปาละซึก ๙ แม่ญิงถืก ๔๑ พ่อชายถืก ๔๕ แล”


(ข) กำหนดอัตราค่าคน “ค่าพ่อคนตาย ๓๕ ค่าพ่อคนเป็น ๓๐, ค่าแม่คนตายมี ๓๐ แล ค่าแม่คนมีชั่งห้า, ค่าลูกชายตายมีชั่งนึ่ง ค่าลูกชายตายมี ๑๕ แล, ค่าลูกญิงตายมี ๑๕ ค่าลูกแม่ญิงเป็นมี ๑๒ สองบาท, ค่าหลานผู้ชายตายมี ๑๒ สองบาท ค่าหลานผู้ชายเป็นมี ๑๐ ตำลึงปลายบาท, ค่าหลานแม่ญิงตายมี ๘ ตำลึง ค่าหลานแม่ญิงเป็นมี ๔ ตำลึงแล”
(ค) กำหนดโทษชายสู่หญิงทั่วไป

“หัวคูสังฆราชสู่เมียเสนาอามาตย์ โทษพ่อชายปาละซึก ๙ โทษแม่ญิงถืกปาละซึก ๔ แล, หัวซาพระพี่น้องสู่เมียขุนนาง โทษพ่อชายถืกปาละซึก ๔ โทษแม่ญิงถืกปาละซึกต้นแล (คือถืกปาละซึก ๑)
ขุนนางสู่เมียไพร่ โทษพ่อชายถืกปาละซึก ๗ โทษแม่ญิงถืกปาละซึกต้นแล

ไพร่สู่นางสนมกมมะวัง โทษพ่อชายปาละซึก ๙ โทษแม่ญิงถืกปาละซึก ๔ แล ให้ตีพ่อชาย ๕๐๐ ตีแม่ญิง ๒๐๕ บาด แล้วเอาเข้าสู่คุกคนสามเดือน เอาออกมาเป็นข่อยหญ้าช้างคนสามปีจิงหมดโทษ
ไพร่น้อยสู่เมียผัวไปค้ำราชการ ลักหลิ่นชู้ทางหลัง มีโทษสิบสองสองบาทแล ผัวไปธุระค้าขายหลักหลิ่นชู้ทีหลัง ให้เอาโทษแปดตำลึงแล ถ้าว่าผัวอยู่บ้านหลิ่นชู้เอาหกตำลึงสองบาทแล

เขยสู่แม่เมียบอมีผัว ให้เอาพ่อชายสองบาท โทษแม่ญิงสามบาท ให้เฒ่าแก่กินบาทนึ่ง ให้เจ้าโคตรบาทนึ่ง คายระวะหลักคำสามบาทจิงหมดโทษแล อันนี้ลูกเขยสู่แม่เมียบอมีผัวแล

ลูกเขยสู่แม่เมียมีผัว ให้เอาโทษพ่อชายสามบาท ให้เอาโทษแม่ญิงสี่บาท ให่เฒ่าแก่กินบาทนึ่ง ผัวสองบาท คายระวะหลักคำสองบาท ให้สมมาเจ้าโคตรเบื้องผัวสองบาท จิงหมดโทษแล อันนี้ลูกเขยสู่แม่เมียมีผัวแล

พี่เขยสู่น้องเมียบอมีผัว ให้เฒ่าแก่เอาโทษหกบาท ให้เฒ่าแก่กินสองบาท ให้สมมาแม่สองบาทื สมมาพ่อสองบาท เจ้าโคตรเจ้าวงศ์ควายตัวนึ่ง จิงหมดโทษแล อันนี้ลูกเขยหลิ่นน้องเมียบอมีผัวแล
พี่เขยหลิ่นน้องเมียมีผัว โทษพ่อชายถืกปาละซึก ๔ โทษแม่ญิงถืกปาละซึกสงัดแล (สี่ตำลึง)

น้องเขยหลิ่นพี่เมียบอมีผัว ให้เฒ่าแก่เอาโทษมีเงินฮ้อยสองบาท ให้เฒ่าแก่กินบาทนึ่ง สมมาแม่สองบาท สมมาพ่อสองบาท จิงหมดโทษแล
น้องเขยหลิ่นพี่เมียมีผัว โทษพ่อชายถืกปาละซึก ๒ โทษแม่ญิงถืกปาละซึกต้นแล

พ่อหลิ่นลูกสาวบอมีผัว พ่อถืกสังฆา (๒ ฮ้อย) ลูกสาวถืกทุกกด (สิบสลึง) ให้เฒ่าแก่กินห้าบาทแล คายระวะหลักคำสองบาท ให้เจ้าโตครสองบาท จิงหมดโทษแล อันนี้พ่อสูลูกสาวบอมีผัว
พ่อสูลูกสาวมีผัว โทษพ่อชายถืกปาละซึก ๘ โทษแม่ญิงถืกปาละซึกต้น

พี่ชายสู่น้องสาวบอมีผัว โทษพ่อชายถืกขันปาจิตติ (๕ บาท) แม่หญิงถืกขันถุลใจ ให้เฒ่าแก่กินบาทนึ่ง ให้เจ้าโคตรบาทนึ่ง คายระวะหลักคำตำลึงนึ่งเผิ้งพันนึ่ง จิงหมดโทษแล พี่ชายสู่น้องสาวบอมีผัวแล”

(ง) กำหนดอัตราโทษทั่วไป

“ปาละซึกสี่ฮ้อยเป้นขันค่าคอ สังฆาเป็นขันไหม ทุกกดเป็นขันสมมาแล ปาจิตติเป็นขันตี ปาติเทดเป็นขันผิดปาก ถุลใจเป็นขันแปง
ภิกขุถืกปาละซึก คนถืกขันไหมแล, ภิกขุถืกอาบัติสังฆาทิเสด คนถืกขันไหม ๓ ตำลึง, ภิกขุถืกอาบัติสังฆา คนถืกขันไหม ๑๐ บาทแล, ภิกขุถืกอาบัติทุกกด คนถืกขันไหม ๕ บาท, ภิกขุถืกอาบัติปาจิตติ คนถืกขันไหม ๔ บาทแล, ภิกขุถืกอาบัติปาติเทด คนถืกขันไหม ๑๐ ซะหลึงแล, ภิกขุถืกอาบัติถุลใจ คนถืกอาบัติขันไหมเบี้ยนึ่ง

สังฆาทิเสด ๓ ตำลึง, สังฆา ๒ ตำลึง ๒ บาท, ทุกกดเป็นขัน ๕ บาท, ปาจิตติเป็นขันตำลึงนึ่ง, ปาติเทดเป็นขันไหมมื้อมากเป็นขัน ๕ บาท, ถุลใจเบี้ยนึ่ง
โลภาคติ ไภยาคติ โมหาคติ

คนถืกปาละซึก ๙ พ่อชายถืก ๓๐ ค่าคอ, แม่ญิงถืกชั่งห้า
 ปาละซึก ๘ พ่อชายถืกชั่งห้า, แม่ญิงถืกชั่งทัด
 ปาละซึก ๔ พ่อชายถืก ๑๔, แม่ญิงถืก ๑๒ สองบาท
 ปาละซึกต้น พ่อชาย ๑๒ สองบาท, แม่ญิง ๘ ตำลึงแล
 ปาละซึกสังฆา พ่อชาย ๘ ตำลึง, แม่ญิง ๔ ตำลึง
 คันถืกสังฆาทิเสด พ่อชาย ๓ ตำลึง, แม่ญิง ๔ บาทแล
 คันถืกขันทุกกด พ่อชาย ๕ บาท, แม่ญิง ๑๐ ซะหลึง
 คันถืกขันปาจิตติ พ่อชายตำลึงทัด, แม่ญิง ๒ บาท
 คันถืกปาติเทด พ่อชายถืก ๕ บาท, แม่ญิง ๑๐ ซะหลึง

คันว่าผิดมือฮ้อยบาท ผิดปากฮ้อยเบี้ย ลักของเสียให้ใช้ ลักของได้ให้สู่ขวัญ เสียนึ่งให้ใช้สอง ทำขวัญส่วนนึ่งเทิน
โทษโจรให้เฒ่าแก่กิน ทึนนะทรัพย์เก้าฮ้อยให้ถอดบาท ทึนนะทรัพย์ไหมฮ้อยถอดเบี้ยแล

ค่าเกล้า ๕ บาท, ค่าคอค่าหูตำลึงนึ่ง, ค่าหน่วยตา ๕ ตำลึง, ค่าลิ้น ๑๐ บาทแล, ค่าแขนเบื้อง ๕ ตำลึง, ค่าขาเบื้อง ๕ ตำลึง, ค่าหมาเนื้อ ๔ บาท, มีแหมีน่างค่ามี ๕ บาท, หมาเฮือนมี ๑๐ บาท ๖๓, หมาขวัญลูกเพิ่มค่ามี ๕ ตำลึง, ไผตัดกล้วยมิ่งกล้วยแนนเพิ่ม ตัดก้านฮานใบ พันต้นบาดลำ ก่มถิ้มเสีย มี ๕ ตำลึง, ฆ่าไก่ขวัญลูกเพิ่นค่ามี ๑๐ บาท, ลักฆ่าไก่เพิ่นกินให้ใช้ ๒ ตัว, ลักเผิ้งราษฎร์ค่ามี ๕ ซะหลึง, เผิ้งแสนค่ามี ๑๐ ซะหลึง, ลักเผิ้งเพียค่ามี ๕ บาท, ลักเผิ้งเสนาอามาตย์ค่ามี ๑๐ บาท, ลักเผิ้งหลวงค่ามี ๕ ตำลึงแลให้ตี ๑๕ บาด, ลักเผิ้งงวดง่าอากรของหลวง ถืกปาละซึกต้นแลให้ตี ๑๕ บาด, ลักเฮือถืกสังฆาทิเสด, ลักเฮือเสนาอามาตย์ถืกปาละซึกซะงัด, ลักเฮือราษฎร์ถืกปาละซึก ๔ ให้ตี ๒๔ บาด, ลักเฮือที่นั่งหลวง ถืกปาละซึก ๘ ให้ตี ๕๐ บาด, ลักงวดง่าอากรในปะนวดปะคัง ถืกปาละซึก ๙ ให้ตี ๑๕๐ บด ให้เอาใส่คุก ๓ เดือน เอาออกมาเป็นข่อยหญ้าช้างคน ๓ ปีจิงหมดโทษแล

พ่อ คนสี้ควายมีโทษ ๑๐ บาท, ลูกคนสี้ควายโทษมี ๕ บาท, หลานคนสี้ควายมีโทษ ๑๐ ซะหลึง

พ่อคนสี้หมาโทษมี ๓ บาท, ลูกคนสี้หมาโทษมี ๑๐ ซะหลึง, หลานคนสี้หมาโทษมี ๖ ซะหลึง

พ่อคนสี้ม้าโทษมี ๓ ตำลึง, ลูกคนสี้ม้าโทษมี ๖ บาท, หลานคนสี้ม้าโทษมี ๓ บาท

ค่างาช้างกิ่งเบื้อง ๑๐ บาท ถ้วน ๕ ตำลึง, หน่วยตา ๕ ตำลึง, ค่าหูใบ ๕ บาท, ค่าขา ๕ ตำลึง ค่าหางช้างพลายช้างในเมือง ฝักหกสองบาท, ค่าหางช้างพลายนอกเมือง สี่สองบาท, ค่าตาควายหน่วย ๕ บาท ค่าเขาควาย ๕ บาท, ค่าหูใบบาท, ค่าหาง ๑๐ ซะหลึง, ค่าขา ๕ บาท, ค่าตาหมาเนื้อหน่วยบาท, ตาหมาเฮือน ๑๐ ซะหลึง, ตาหมาขวัญลูกเพื่อนหน่วย ๕ บาท, ตาไก่ขวัญลูกเพื่อนหน่วยบาท, ตาไก่ราษฎร์หน่วย ๒ ซะหลึง, ค่าพ่อช้างตายมี ๓๕, ค่าพ่อช้างเป็นมี ๓๐, ค่าแม่ช้างตายมี ๓๐, ค่าแม่ช้างเป็นมีชั่งห้า, ค่าพ่อม้าตายมีหกสองบาท, ค่าพ่อม้าเป็นมี ๖ ตำลึง, ค่าแม่ม้าตาย ๕ ตำลึง ๒ บาท, ค่าแม่ม้าเป็นมี ๕ ตำลึงทัด, ค่าพ่อควายตายมี ๔ ตำลึง, ค่าพ่อควายเป้นมี ๓ ตำลึง, ค่าแม่ควายตายมี ๓ ตำลึง, ค่าแม่ควายตายเป็นมี ๑๐ บาท, ค่าลูกควายออกใหม่โตแม่บาทนึ่ง, โตเถิก ๒ บาท, ค่าลูกม้าออกใหม่โตแม่ ๓ บาท, โตเถิก ๒ บาท, ค่าลูกช้างออกใหม่โตแม่ ๖ บาท, โตเถิก ๓ ตำลึงแล

ผิว่าเข้าสวนผักลักสวนแตง ตัดเคื่องปูกลอกเคือพู พันเคื่องปูกของฝัง ตัดก้วยอ้อยส้อยปีเคื่องฮั้วของสวนเพิ่น โทษมี ๕ บาท, ลักส้อนเพิ่นโทษมี ๕ บาท, ลักไซเพิ่นโทษ ๑๐ ซะหลึง, ลักซูดเพิ่นโทษมี ๓ บาท, ลักตุ้มโทษมี ๖ ซะหลึง, ลักลันโทษมี ๓ บาท, ลักไถเพิ่นโทษมี ๑๐ บาท, ลักคาดโทษมี ๒ ตำลึง, ลักแอกโทษมีบาทนึ่ง, ลักอ้องโทษมี ๒ ซะหลึง, ลักไถบอแม่นยามนาโทษมี ๕ บาท, ลักคาดบอแม่นยามนาโทษมี ๔ บาท, ลักแอกบอแม่นยามนาโทษมี ๒ ซะหลึง, ลักอ้องบอแม่นยามนาโทษมีซะหลึงนึ่ง

ลูกบ้านผิดพ่อบ้าน ผิดทีนึ่งให้บอกฟอกทีนึ่งให้สอน สามทีให้สมมาเทียนเล่าบาทคู่นึ่ง เถิงสี่ทีกายคำบอกคำสอนพ่อแม่เฒ่าแก่ ให้พ่อบ้านไหมเอาตามโทษลูกบ้านแล, พ่อบ้านผิดลูกบ้าน ให้ไหมเอาตามกะกุลผู้ใหญ่ผิดผู้น้อยแล ให้เฒ่าแก่พิจารณาผุ้ใหญ่ผู้น้อย ลูกบ้านผิดพ่อบ้าน ๓ ที ให้พ่อบ้านไหมเอาตามกะกุลลูกบ้าน พ่อบ้านผิดลูกบ้านทีนึ่ง ให้ลูกบ้านไหมเอาแล ผิว่าพิกดพิกาดเพิ่นตั้งไว้กินเพียงใด ให้มีโทษเพียงนั้น ทึนนะทรัพย์ไหมให้แบ่งถ่องให้เจ้าวัตถุ ถ่อนนึ่งให้ขุนบุพพะวิไสกิน คันว่าพิกดเพิ่นตั้งไว้ทึนนะทรัพย์ไหม ให้ผ่าสามส่วน ๆ นึ่งให้เจ้าวัตถุ ส่วนนึ่งให้ไปคายระวะเจ้าหลักคำ ส่วนนึ่งให้เฒ่าแก่กิน คันว่าปึกษากันในเมืองผิดมีโทษท่อใด ให้ไหมเอาหมดตามโทษ คันว่ากวานพ่อตาแสงผิด โทษมีท่อใดให้เอาโทษท่อนั้น ให้ฮำฮอนเป็นแดดเป็นลมเสียส่วนนึ่ง ให้ไหมเอาส่วนนึ่ง ให้ยกแป็นแดดเป็นลมเสีนส่วนนึ่ง ให้เฒ่าแก่กินขอน้อมออยเสีย คันปึกษาควรผิดก็ดี บอควรผิดก็ดี ให้น้อมทั้งสองข้าง แลข้างแลสามที หากบอฟังคำเฒ่าแก่ จิงหาโทษให้เขาเทิน

คันว่าฆ่าไก่ราษฎร์ค่ามีไว้ซะหลึงนึ่ง, คันว่าตู่ลักไก่ ให้ไหมเอาโทษตู่ซะหลึงนึ่ง ให้เฒ่าแก่กินเคิ่งนึ่ง, คันว่าตู่ลักควายให้ไหมเอาท่อค่าควาย, คันว่าตู่ลักม้าให้ไหมเอาท่อค่าม้า, คันว่าตู่ลักช้างให้ไหมเอาโทษท่อค่าช้าง, คันว่าตู่ลักหลิ่นชู้สู่เมียท่าน ให้ไหมเอาท่อตู่ผิดเมียท่านนั้นแล คันว่าบุคคละผู้ใดหากตู่ลักอันใด ให้ไหมเอาท่อค่าอันนั้นเทิน

คันว่าบ่าวสาวเว้ากันแหน้นแก่นแต่ปากแต่คอ บอได้ฝากสิ่งของ คันว่าแม่ญิงตัวะชายให้ชายไหมเอา ๒ บาท คันว่าชายตัวะญิงให้ญิงไหมเอา ๔ บาท, คันว่ากวานพ่อตาแสง คันว่าญิงตัวะชายให้ไหมเอา ๖ ซะหลึง, คันว่าชายตัวะญิงให้ญิงไหมเอา ๒ บาท, คันว่าคาเมบ้านนอกนั้น คันว่าญิงตัวะชายให้ชายไหมเอาบาทนึ่ง คันว่าชายตัวะญิงให้ญิงไหมเอา ๖ ซะหลึง โทษฝูงนี้ให้เว้ากันแต่ลมแต่ทวนแล, คันว่าชายได้เอาก้องแขนแหวนก้อยฝาก คันว่าญิงตัวะชายให้ชายไหมเอา ๒ บาท ทำขวัญของท่านค่าของมีท่อใดให้ทำขวัญท่อนั้น, คันว่าชายตัวะญิงให้ญิงไหมเอา ๔ บาท คันว่าเว้าชายญิงได้ฝากแพตางเนื้อเสื้อตางคีง คันว่าญิงบอตัวะให้ญิงไหมเอา ๔ บาท คันว่าของมีท่อใดให้ทำขวัญท่อนั้นแล, คันว่าบ่าวสาวเว้ากันแหน้นแก่น ได้เป็นกันเถิงเนื้อเถิงคีง คันว่าญิงตัวะชายให้ชายไหมเอา ๖ บาท คันว่าชายตัวะญิงให้ญิงไหมเอา ๓ ตำลึง คันว่ามีลูกให้เว้าไว้ ตายให้ใช้ค่าคนแล คันว่าเว้ากันสองเทื่อเป็นแต่วาจาหาโทษบอได้ คันว่าเว้ากันสามเทื่อ ญิงสมควรเป็นชู้ ๒ จำพวก เว้าแต่ลมแต่ทวน ชู้ ๒ จำพวก ได้ฝากก้องแขนแหวนก้อยจิงสมควรเป็นชู้ ๒ จำพวกแล ชู้ ๓ จำพวกฝากแพตางเนื้อเสื้อตางคีง อันนี้จิงสมควรเป็นชู้ ๓ จำพวกแลชู้ ๔ จำพวกแล อันนี้ออกแต่ในพะลาดแล

สินตัดบาทนึ่ง สินได้ ๒ บาท พินัย ๓ บาท สินไหม ๔ บาท ขุนบุพพะวิไสทังหลายบอฮำเพิงให้ถี่ ได้ถือส้อมเหล็กในอับบายทัง ๔ อันนี้แม่นลาดซะสาดคองเมือง หมดท่อนี้แล ให้ฮำเพิงให้มันถี่เทิน”
(จ) หมายสาว “ลักขณะอันไปหมายสาวลูกญิงท่านเจ้าขุนเป็นดี เอหังเอาห่อหมากไปหมายเดือนนึ่ง บอเอาแท้ดังนั้น ให้พ่อแม่สาวหาผัวให้ลูกสาวเขาเทิน ผู้หมายสาวยาว่าสังเทิน, อันนึ่งผู้ชายยากมักลูกสาวท่าน ตามพ่อแม่สาวฮับแล้ว ท่อลูกสาวบอมัก ลักหนีไปเฮือนที่มันเพิงใจนั้น ไหมตามคองเมืองเงินฮ้อยนึ่ง, สาวผู้ท่านไปหมายของยากนั้นนึ่ง ลงใจฮับห่อหมากหมายแล้ว วันดีเมื่อลุนบอมักหนีไปสู่ที่มัก ก็ไหม ๒ ฮ้อยเงิน ๑ ห่อหมากให้ขืน ผิเจ้าเฮือนที่มันมักมันไปยูแล บอฮู้ว่าท่านหมายห่อหมากดังนั้น ให้ใส่ขัน ๖ บาทเงิน ผิมันหากฮู้ว่าท่านหมายแล้วหากเอาดังนั้น ให้ไหม ๒ ฮ้อยเงินชอบแล ผิสาวบอมักดนหมาย ลูกสาวท่านหนีไปเอาผัวต่างเฮือนยาว่าสัง ท่อให้ขืนห่อหมากเทิน ผู้ใดมักเมียท่าน ท่อบอได้นอน ท่อแต่หยุบมือถือนมชมแก้ม ใส่ขันไหมแก่มัน ๒ ฮ้อย บาทชอบแล”

ข้อควรสังเกต
(๑) คำว่า “คายระวะหลักคำ” คือคาระวะหลักคำ ได้แก่การแสดงความเคารพคาระวะเจ้าหลักคำ (คือเจ้าหอหลวงหรือหอหลวง) ผู้เป็นประธานคณะไทหอตามลักทธิตกช้างฮ้างเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลาดซะสาดคองเมืองกับลัทธิตกช้างฮ้างเมือง เป็นของคู่กันและมีความเกี่ยวพันกัน ดังกล่าวแล้วข้างต้น

(๒) โทษจำคุกตามลาดซะสาดคองเมืองมี ๒ แห่ง คือเป็นชู้กับนางสนมกรมวังและลักของหลวง นอกนั้นไม่ปรากฏ มีแต่โทษปรับไหมตามค่าของวัตถุที่กำหนดค่าไว้ มีขุนบุพพะวิไสเป็นผู้พิจารณาตัดสินความ
(๓) สมัยตั้งลาดซะสาดคองเมือง เป็นสาเหตุให้คนเรารุ่นหลังทราบความเป็นอยู่ของคนโบราณได้ชัดแจ้ง ว่าวงสังคมของคนโบราณสมัยนั้นกินอยู่กันอย่างธรรมชาติ ไม่คับแคบเดือดร้อนในทางเศรษฐกิจบีบคั้นอย่างเราปัจจุบัน แต่ค่าของเงินสูงมากคนทั้งคนตีราคาไว้ไม่กี่ตำลึง การทำมาหากินก็อาศัยหากินของที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น เข้าป่าก็มีหมาล่าเนื้อ และหาวิธีดักจับสัตว์ป่ามาเป็นอาหาร หาผึ้งผานองาสารพัดสิ่งมีค่า ถ้าไปพบรังผึ้งในป่าก็ทำเครื่องหมายหวงแหนไว้เป็นเจ้าของ ใครไปลักเอาก็เป็นโทษ ไม่ว่าแต่ราษฎรแม้เสนาอามาตย์, แสน, เพียก็ทำดังเดียวกัน ส่วนผึ้งหลวงก็กำหนดเอาสถานที่ตรงนั้นเป็นของหลวง ผึ้งงวดง่าอากรของหลวง กับผึ้งงวดง่าอากรปะนวดปะคัง ไม่ทราบว่าเป็นมาอย่างไร สมัยโบราณขุนนางเจ้านายไม่มีเงินเดือน อย่างดีก็มีเงินปีค่าธรรมเนียมต่างๆ เท่านั้น ถ้าหากินทางน้ำก็มีส้อน, ไซ, ตุ้ม, ลัน, ซูด, แหจะหลัง (สด้ง), เป็นเครื่องจับสัตว์น้ำมาเลี้ยงครอบครัว หากินทางบกก็มี น่าง, ปืน, หน้าไม้, บั้งพู่ (ลูกดอก), แฮ่ว (แรว), กางตำ, ขดยาว ๆ
(๔) คำว่า “ค่าเกล้า” เข้าใจว่าหมายถึงเกล้ามวยผม, “หมาขวัญลูกเพิ่น” ได้แก่หมาที่เข้าพิธีคูณขวัญลูกผู้อื่นเพื่อให้อายุยืนเรียกหมาขวัญ เจ้าขวัญต้องเลี้ยงให้ดี หากมีอันเป็นไปก็หมายถึงอายุลูกของผู้นั้นก็จะเป็นไปด้วย, “กล้วยมิ่งกล้วยแนน” เป็นต้นกล้วยที่เข้าพิธีก่นด้าง ให้แก่คนเฒ่าคนแก่ให้มีอายุยืน พอเสร็จพิธีก็เอาต้นกล้วยนั้นไปปลูกไว้, “ไก่ขวัญลูกเพิ่น” เรียกว่าไก่ผู้แนน มีความหมายเหมือนที่กล่าวในเรื่องหมาขวัญลูกเพิ่น
(๕) สำหรับการหมายสาวด้วยห่อหมาก หรือว่าเกี่ยวกับขันหมากอย่างที่ไทยเราใช้อยู่ทุกวันนี้ เข้าใจว่าเดิมจะเกิดจากลาดซะสาดนี้ แล้วจึงค่อยขยายพิธีใหญ่โตขึ้นภายหลังเป็นประเพณีสืบมา แต่สำหรับประเพณีของชาวพุไทยไม่เคยเกี่ยวกับการใช้ห่อหมากหรือขันหมากเลย มีระเบียบแบบแผนบัญญัติขึ้นใช้ต่างหาก พระยาวิเทหราชทรงบัญญัติขึ้นใช้ในสมัยนครหนองแสนี้เอง หลังจากเมื่อหอหลวง (คือสมัยก่อนได้เป็นพระยาวิเทหราช) ได้เชิญพระยาอังควติพระเจ้าแผ่นดินเมืองหนองแสไปตัดประคนช้างแล้วจึงทรงบัญญัติขึ้น มีเรื่องราวละเอียดสมบูรณ์ ผู้เขียนได้รวมเรียงไว้ในคราวเดียวกันนี้ เป็นเล่มสมุดหนึ่งต่างหากชื่อพิธีแต่งงานพุไทย รวมจากพิธีใช้กันอยู่ทุกวันนี้
(๖) ในห้องโพสาราดกล่าวถึงอัตราโทษซึ่งเรียกว่า “ขัน” จากโทษหนักไปหาโทษเบาว่า “ขันค่าคอ, ขันไหม, ขันแปง” แต่กล่าวไว้ในกำหนดอัตราโทษทั่วไปว่า “ปาละซึกสี่ฮ้อยขันค่าคอ, สังฆาเป็นขันไหม, ทุกกดเป็นขันสมมาแล, ปาจิตติเป็นขันตี, ปาติเทดเป็นขันผิดปาก, ถุลใจเป็นขันแปง”
(๗) ลาดซะสาดฉบับนี้ เชื่อว่าเขียนเพิ่มเติมขึ้นที่นครหนองแส หลังจากบัญญัติพิธีแต่งงานพุไทยแล้ว ดังมีหลักฐานที่จะนำมาอ้างจากความตอนหนึ่งในลาดซะสาด ซึ่งกล่าวไว้ว่า “อันนึ่งงัวควายกินข้าวแฮก ให้เจ้างัวควายมีไก่ ๒ ตัว, เหล้า ๒ ไห, หมากหัว, เกลือก้อน, เทียนสองเล่ม ให้แก่เจ้านาแล”

(ขออธิบายดังนี้ คำว่า “เหล้าไห” คือเหล้าแกลบเป็นเหล้าประจำฮีตพุไทย ส่วน “หมากหัว” (หมากเคี้ยว) กับ “เกลือก้อน” ๒ อย่างนี้เป็น ๒ วัตถุฮีตในจำนวนวัตถุฮีต ๙ อย่างซึ่งนับเป็นกกฮีต (ต้นรีต) ที่กล่าวในพิธีแต่งงานของชาวพุไทย อันมีพระยาวิเทหราชทรงปรารภเหตุบัญญัติขึ้นที่นครหนองแส ภายหลังเมื่อพระองค์ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินเมืองหนองแสแทนพระยาอังควติแลร์

*************************************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน