*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231628
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< พฤษภาคม 2012 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 26 พฤษภาคม 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 3331 , 12:32:56 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน PhutaiKaowong , อิมกุดั่น และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

ตำนานไทย - พุไทยวัง

ตอนที่ 5
หนังสือไทย
๑.ตัวธรรม (คัดจากพระราชโอวาทคองเมืองของขุนบุรม)
   แปลงเป็นตัวไทย (ตัวลาว)
๒.ตัวไท (ตัวลาว) (คัดจากหนังสือขุนบุลม)
แปลงเป็นตัวไทย 
เทียบอักษรไทยปัจจุบันกับอักษรไทโบราณ
ข้อสังเกต
พ่อขุนรามคำแหงเอาตัวธรรม,ตัวไทมาแปลงใช้ดังนี้
เทียบเลขไทย,ธรรม,ไท
ภาษาพุไทยในสิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง
ภาษาพุไทยในหนังสือขุนบุลม 

***************************************

หนังสือไทย

หนังสือไทย หมายถึงหนังสือของไทยที่ใช้สืบกันมา แยกออกได้เป็น ๒ สมัย คือสมัยโบราณกับสมัยปัจจุบัน สมัยโบราณใช้จารในใบลาน มีชื่อเป็น ๒ อย่างว่า “ตัวไท” กับ “ตัวธรรม” ตัวไท (อักษรไท) ในใบลานบอกไว้ชัดว่าเป็นหนังสือไท เช่น กล่าวว่าแปลง “ธรรม” ออกเป็น “ไท” คือแปลงจากอักษรธรรมออกเป็นอักษรไททั้งหนังสือไทและหนังสือธรรม ใช้ควบคู่กันมาแต่สมัยนครหนองแส เพราะมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เดียวนี้ และเชื่อว่าหนังสือทั้งสองมีใช้อยู่แล้ว ก่อนสมัยนครหนองแสราชธานีอาณาจักรหนองแส (น่านเจ้า) ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าเมื่อไทยรับเอาพระพุทธศาสนาจากจีนเมื่อพ.ศ. ๖๑๒ สมัยนครเพงายราชธานีอาณาจักรแถน (เทียน, ไทยอ้ายลาว) ซึ่งจีนไปรับมาจากประเทศอินเดียเป็นครั้งที่ ๒ นั้น ไทยได้ใช้หนังสือของไทยที่ไม่ปรากฎชื่อ จดข้อธรรมในพระพุทธศาสนาจึงได้ชื่อว่าหนังสือธรรมสืบมา ข้อพิสูจน์ที่ควรเชื่อได้ว่าหนังสือธรรมเป็นหนังสือของไทยนั้น มีหลักฐานดังนี้
(๑) ตั้งแต่ไทยสมัยนครลุงนครปา ราชธานีอาณาจักรไทยมุงก็ดี สืบต่อมาถึงสมัยนครเพงายราชธานีอาณาจักรแถน (เทียน, ไทยอ้ายลาว) ก็ดี แล้วสืบต่อสมัยนครหนองแสราชธานีอาณาจักรหนองแสก็ดี ไม่ปรากฎว่าไทยได้แต่งตั้งหรือบัญญัติตัวอักษรไทยขึ้นใช้ แต่ไทยก็มีหนังสือใช้สืบมาคือตัวไทกับตัวธรรม
(๒) ตัวไทและตัวธรรม เป็นหนังสือของกษัตริย์ราชวงศ์แถนของไทย ใช้สืบต่อกันมาถึงสมัยขุนบุรม ขออ้างหลักฐานที่ชาวเมืองและขุนบุรมใช้ในสมัยขุนบุรมครองสิบสิงพุไทยกับสมัยนครหนองแสใช้จดอะไรบ้างดังนี้
     (ก) ขุนบุรมใช้จดพระราชโอวาทคองเมืองในใบลานด้วยตัวธรรม
     (ข) ที่นครหนองแสใช้จดลาดซะสาดคองเมือง จารในใบลานด้วยตัวไทและตัวธรรม
     (ค) ที่นครหนองแสท่านสมณานักปราชญ์ใหญ่ ใช้จดเรื่อง “สังขาร” (วันขึ้นปีใหม่) จารในใบลานด้วยตัวไท
     (ง) ที่สิบสองพุไทย ชาวเมืองใช้จดบทสูดขวัญแล่นจารในใบลานด้วยตัวไท เช่น ความว่า “จตุอาจองค์หลวง ทั้งกรุงกว้างบุลมเจ้าฟ้า เตชะกล้าแก่กว่าผีทั้งหลาย จิงยายยังพระพรแลคองจุ้ม ลงคูณคุ้มฝูงคน ให้เขาหายคำกังวลแลเดือดฮ้อน ฯ”
     (จ) ชาวเมืองใช้จดบทสูดขวัญข้าวราษฎร์ จารในใบลานด้วยตัวไท กล่าวถึงพระนามขุนบุลม มีความตอนหนึ่งว่า “คราดเป็นถันทุกไฮ่ หว่านข้าวใส่นาตม พระบุลมแต่งตั้งเมล็ดข้าวแบ่งเป็นใบ ฯ”
     (ฉ) ชาวเมืองใช้จดบทสูดขวัญเรือนใหม่ จารในใบลานด้วยตัวไท กล่าวถึงชื่อเมืองในแคว้นสิบสองพุไทยสมัยนั้นว่า “บัดนี้ข้อยจักไปหาเจ้าลาวเก่าเมืองซอนเมืองลาก่อนเน้อ ให้เพิ่มม่ช่อยค้ำช่อยคูณก่อนเน้อ ฯ”

(๓) เรื่องหนังสือที่กล่าว นักศึกษาปัจจุบันว่าเป็นตระกูลเดียวกัน ทั้งของอินเดีย, พม่า, ไทยและขอม บางท่านมีความเห็นว่าหนังสือธรรมมาจากหนังสือขอม ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่จริง เพราะชาติขอมมีหนังสือใช้ระหว่างพ.ศ. ๑๐๙๓ – ๑๑๕๓ สมัยพระเจ้าภววรรมันเป็นกษัตริย์ประเทศจินละ โดยพระองค์นำเอากษัตริย์อินเดียฝ่ายใต้รูปกลม ๆ เรียกครึนถ์หรือครนถ์มาใช้ (แต่ไทยมีหนังสือของไทยใช้มา ก่อนรับพระพุทธศาสนาจากจีนเมื่อพ.ศ. ๖๑๖ นั้นเสียอีก) และขอมรับพระพุทธศาสนาจากจีน สมัยประเทศฟูนันเมื่อพ.ศ.๑๐๓๓ (ซึ่งนับว่าขอมรับพระพุทธศาสนาทีหลังไทยหลายร้อยปี) ต่อมาประเทศฟูนันตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศจินละ และรวมเป็นประเทศเดียวกัน แล้วจินละจึงแยกเป็นพวกกล๋อมหรือขอม ฟูนันก็สิ้นชื่อแต่บัดนั้น (จากพงศาวดารชาติไทยเล่ม ๑ หน้า ๗๒๒ – ๗๒๑ ของพระบริหารเทพธานี) ตามหลักฐานดังกล่าวมา จะเห็นว่าขอมรับพระพุทธศาสนาก่อนมีหนังสือขอมใช้ แต่ขอมจะใช้หนังสืออะไรจดข้อธรรมในพระพุทธศาสนานั้นไม่ปรากฎ ครั้นภายหลังจึงจดข้อธรรมในพระพุทธศาสนาด้วยหนังสือขอม หาได้ใช้หนังสือธรรมจดอย่างของไทยไม่
ในตอนนี้ควรสังเกตว่า ไทยใช้หนังสือธรรมจดข้อธรรมจากจีน ขอมใช้หนังสือขอมจดข้อธรรมจากจีน ความจริงจึงชี้ให้เห็นว่า จีนใช้หนังสือจดข้อธรรมมาจากอินเดียเป็นแน่ คือมิได้ใช้หนังสือธรรมจดข้อธรรมมาจากอินเดีย แล้วไทยจึงนำเอาหนังสือธรรมที่ว่านั้นมาใช้อีกต่อหนึ่ง (เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าหนังสือธรรมไม่มีในจีน) ดังนั้นหนังสือธรรมจึงเป็นของไทย คือเป็นของกษัตริย์ราชวงศ์แถนมาแต่ดึกดำบรรพ์โน้น ภายหลังเมื่อจดข้อธรรมแล้วจึงใช้ควบคู่กับหนังสือขอม ในทางพรุทธศาสนาเรื่อยมา จึงทำให้มีผู้เข้าใจว่า หนังสือธรรมเลียนแบบมาจากหนังสือขอม ซึ่งไม่เป็นความจริงดังกล่าวมา
อนึ่งดังกล่าวมาจะเห็นได้ว่า ไทยรับพระพุทธศาสนามาก่อนขอใ ๔๒๑ ปี (๑๐๓๓ – ๖๑๒) นี้ประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งรับพระพุทธศาสนามาก่อนขอมมีหนังสือใช้ ๔๘๑ ปี (๑๐๙๓ – ๖๑๒) เหตุไฉนไทยจึงจะรอเวลาถึง ๔๘๑ ปี คอยเลียนเอาแบบอักษรขอม แล้วจึงมาจดข้อธรรมในพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าจึงว่าไม่จริง

(๔)  มีข้อที่ควรคิดอีกแง่หนึงคือ ในขณะที่จีนรับพระพุทธศาสนาที่อินเดียนั้น จีนใช้อักษรธรรมจดมาหรือ? หรือว่าจีนใช้อักษรจีนจดมา เพราะจีนมีหนังสือใช้มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าฟูฮี ก่อนพุทธกาล ๒๓๓๗ ปี ถ้านับมาถึงพ.ศ. ๖๑๒ ซึ่งเป็นปีที่ไทยรับพระพุทธศาสนาจากจีน ก็จะเป็นเวลาที่จีนมีหนังสือใช้มาแล้ว ๒๙๔๙ ปี ปัญหาจึงมีว่าถ้าจีนใช้หนังสือธรรมดาจดมา ก็หมายความว่าไทยได้หนังสือธรรมดามาจากอินเดีย โดยถือเอาว่าหนังสือธรรมเป็นหนังสือประจำพระธรรม แต่ถ้าจีนใช้หนังสือจีนจดข้อธรรมมาและหนังสือธรรมไม่มีใช้ในจีนจริง และไทยไม่ได้เลียนแบบจากหนังสือขอมแล้ว ก็เป็นอันแน่นอนแล้วว่าหนังสือธรรมต้องเป็นของไทยมาตั้งแต่ดั้งเดิม พร้อมกับหนังสือไทด้วย ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะเดาเอาว่ามีมาตั้งแต่ปู่ว่าย่าสังแต่งตั้งให้ลูก หลังจากทำพิธีน้ำเต้าปุงแล้วเพราะมีคำว่า “ไท” ในสมัยคนไท ๔- ๖ อาณาจักรในป่าหิมพานต์ ก่อนเคลื่อนย้ายมาอยู่นครลุงนครปาแห่งวาจนาววิธีไทยมุง หน้า ๒๖เป็นแน่ และตั้งหนังสือ “ไทให้ไท” เป็นส่วนรวม ตั้งหนังสือ (ไม่ทราบชื่อ) ธรรมให้แก่ลูกเป็นส่วนเฉพาะ อันนี้เป็นความคิดเห็นของข้าพเจ้าโดยเฉพาะ หรือว่าเป็นข้อที่ข้าพเจ้าอ้างหลักฐานนำมาพิสูจน์ให้เห็นโดยเฉพาะ ส่วนท่านผู้อ่านจะเห็นเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ใจของท่านเทอญ
นี่แสดงให้เห็นว่าสมัยขุนบุลมใช้หนังสือธรรมกับหนังสือไทเป็นพื้น ซึ่งเป็นหนังสือของพระองค์ไม่มีชนชาติใดในโลกท้วงว่าเป็นหนังสือของเขา หรือว่าพระองค์มิได้ใช้ร่วมกับชาติอื่นเลย เป็นหนังสือของไทยแท้ ๆ ไทยปัจจุบันไม่ควรผลักดันเอาว่าหนังสือเหล่านี้ไม่ใช่ของไทย เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งที่จะเหมาเอาว่าเป็นหนังสือของลาว เพราะลาวก็คือไทยและเป็นไทยดังกล่าวมาแล้วแต่ต้น ไทยเป็นกษัตริย์เอกราชยิ่งใหญ่ไม่มีหนังสือของตนใช้จะควรแล้วหรือ? ย่อมเป็นไปเช่นนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นหนังสือธรรมกับหนังสือไทจึงเป็นหนังสือของกษัตริย์ราชวงศ์แถนผู้แต่งตั้งไม่มีผิด

(๕)  อนึ่งเนื่องด้วยมีผู้เข้าใจว่า หนังสือไทที่นิยมเรียกหนังสือลาวนั้นแต่งตั้งขึ้นที่อาณาจักรล้านช้าง ซึ่งบัดนี้เรียกประเทศลาว ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่จริงเพราะหนังสือนี้มีใช้อยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่สมัยนครหนองแสและสิบสิงพุไทยดังกล่าว และสมัยขุนบุลมครองแคว้นสิบสองพุไทยอยู่นั้น อาณาจักรล้านช้างยังไม่เกิดยังเป็นเมืองชวาอยู่ ครั้นคราวพ.ศ. ๑๓๐๐ ขุนบุลมจึงส่งขุนลอราชโอรสของพระองค์เข้าครองเมืองชวา และได้ก่อตั้งเป็นอาณาจักรล้านช้างขึ้น ที่เรียกว่า “เชียงดงเชียงทองสีสัตนาคมเมืองชวา” คืออาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง ถึงพ.ศ.๒๑๐๓ จึงแยกออกเป็นอาณาจักรล้านช้างเวียงจันท์อีก ดังนั้นหนังสือไทจึงมีมาก่อนตั้งอาณาจักรล้านช้าง ความที่เชื่อว่าหนังสือลาว (ไท) เกิดมีขึ้นสมัยเมืองล้านช้างจึงไม่เป็นความจริง

ทีนี้จะกล่าวถึงหนังสือไทยปัจจุบัน ซึ่งได้แก่หนังสือที่พ่อขุนรามคำแหงทรงจารึกไว้ในหลักสิลาสมัยกรุงสุโขทัยที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ แม้ข้าพเจ้าไม่เคยเป็นนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ก็จริง แต่อาศัยความเคยชินที่ได้รู้เห็นมา จึงอยากขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้บ้าง บางทีอาจเกาถูกที่คันก็ได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าพ่อขุนรามคำแหงก็คือคนไทยที่มีเชื้อชาติตระกูลผ่านมาทางนครหนองแส หรือไม่ก็สิบสองพุไทย เหมือนอย่างแถนหลวงฟ้าคื้นและขุนบุรม คือมีเชื้อชาติเผ่าตระกูลเป็นลาวเก่า, ลาวหลวง, ไทแถน สืบมาถึงปัจจุบันก็ได้แก่คนพุไทย บรรพบุรุษของบุคคลดังกล่าว ในระหว่างพ.ศ.๑๑๖๑ ถึง พ.ศ.๑๓๐๐ ก็อยู่ในอาณาจักรหนองแสและสิบสองพุไทย เช่น แถนหลวงฟ้าคื้นและขุนบุรม เป็นต้น ทั้งสองอาณาจักรนี้ก็มีหนังสือใช้ของตนอยู่แล้ว คือหนังสือไทกับหนังสือธรรมดังกล่าวข้างต้น เพราะฉะนั้นพ่อขุนรามคำแหงซึ่งสืบเชื้อสายมาดังกล่าว ครั้นมาก่อตั้งเป็นอาณาจักรสุโขทัยระหว่างพ.ศ. ๑๘๐๐ – ๑๘๙๓ จะไม่ได้ทราบเรื่องราวของหนังสือไทกับหนังสือธรรมของไทโบราณตามบรรพบุรุษ แม้จะเป็นเพียงอายอบเสียเลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าพระองค์นำเอาแบบหนังสือไทโบราณมาเป็นหลักประยุกต์ แล้วประดิษฐ์แก้ไขเพิ่มเติมปรับปรุงให้มีทรวดทรงดีขึ้นกว่าของเดิมเท่านั้น แม้นหากพระองค์จะได้จารึกบอกไว้เป็นอย่างอื่นหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้อาศัยเหตุที่ตัวอักษรของพ่อขุนรามคำแหง (ซึ่งในที่นี้ไม่อาจนำเอารูปทรงอักษรในหลักสิลาอันแท้จริงมาอ้างได้) กับตัวอักษรของไทโบราณนั้นมีรูปร่างคล้ายคลึงและใกล้เคียงกันมาก ดังตัวอย่างนำมาเทียบให้ดูต่อไปนี้


๑. ตัวธรรม

(คัดจากพระราชโอวาทคองเมืองของขุนบุรม)


แปลงเป็นตัวไทย
“สุพรหมสัตตูพระระชะโอวาทไท พระองค์บุรมมะบุพพิตต์ พระราชลมภารเจ้าผู้ซงพระคุณอันประเสริฐ ซงพระผาฮภเพื่อจักตั้งที่เสนาอามาตย์ ผู้ใหญ่ผู้น้อย ตามทำนองพระมหากษัตริย์มาแต่ก่อน ๆ ให้ฮู้จักที่อันสูงอันต่ำไปในเบื้องหน้า ให้เป็นหิตตะประโยชนะ แก่พระมหากษัตริย์ทังปวง จิงให้ประทานแผ่นดินแผนที่อันนี้ไว้ ให้เป็นทานวัตต์บัวระบัติ แก่เสนาอามาตย์ทังหลายทังปวง สืบ ๆ ไปในอนาคตการเมืองเบื้องครั้งหน้า มีผู้ปุจฉาถามหาให้ฮู้ ผู้มีสัตติปัญญาอันฉลาดในข้อราชการทังปวง จิงตั้งตามที่ฐานโดยลำดับ จิงจักสวัสดีวุฒิจำเริญบ้านเมือง ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินตามเบารณฮีต พระมหากษัตริย์สืบ ๆ กันมาแต่ก่อน ฯ”


๒. ตัวไท (ตัวลาว)
(คัดจากหนังสือขุนบุลม)

แปลงเป็นตัวไทย

“แต่นั้นแถนจิงเส็งเสี่ยงฮู้บุญแห่งฝูงแถน ทังญิงชายซู่คนแวนเผี่ยน ก็จิงได้ลูกเจ้าแถนหลวงฟ้าคื้น เจ้านั้นบุญมากล้นลือแท้ทั่วแดน อาจจักไปผ่านพื้นเป็นแก่ชุมพูแท้แล้ว ลือว่าขุนบุลมลูกอินตาท้าว
จิงซ้ำเยี่ยมหาหมู่นางแมน เพื่อจักให้เป็นนางเทวียูเฝือแฝงท้าว จิงได้เทวีแก้วยมมะพาลานางนาด เป็นลูกแถนแต่งเจ้าบุญกว้างแก่นสวัน กับทังอกแคงน้อยบุตรีแถนชั่ง เจ้าก็ฮักยิ่งเพี้ยงนางแก้วเกิ่งตา อละทวยเนื้อนางนาดทังสอง โสมสีงามเกิ่งกันปานแต้ม ผัดแต่ดาวดิงฟ้าเทียมสองก็ยังยาก ควรแก่ลูกพะเจ้าไปส้างสืบเมือง
เมื่อนั้นพะบาทเจ้าฟ้าคื้นแถนหลวง พาทีไขสั่งสอน ๓ เจ้า พังเยอบุตระราชเจ้าทัง ๓ นามหน่อกูเฮิย พ่อจักให้ไปผ่านพื้นชมพูแท้ทีปคนพ่อแล้ว อันว่ายมมะพาลาแก้วบุตรีแถนแต่ง จงให้เป็นเอกเฝ้าแฝงเจ้าฝ่ายขวาอุบพิเสกให้เป็นมิ่งมเหสี แม้นว่ามีแสนนางยาไลลืมน้อง ฯ”


เทียบอักษรไทยปัจจุบันกับอักษรไทโบราณ

ข้อสังเกต
ควรสังเกตว่า ตัวไทย, ตัวธรรม, ตัวไทยทั้งสามอย่างนี้ เอาจากกันและกันมาใช้ร่วมกันโดยตรงบ้าง เอามาเปลี่ยนความหมายไปคนละทางบ้าง ดัดแปลงรูปบ้าง เช่น
(๑) เอาตัวดอไทมาใช้เป็นตัวคอธรรม                
(๒) เอาตัวจอไทมาแปลงรูปใช้เป็นตัวจอธรรม 
(๓) เอาตัวตอไทมาแปลงรูปใช้เป็นตัวกอธรรม 
(๔) เอาตัวทอไทมาใช้เป็นตัวหอธรรม
(๕) เอาตัวบอไทมาใช้เป็นตัวบอธรรมร่วมกัน
(๖) เอาตัวผอไทมาใช้เป็นตัวผอธรรมร่วมกัน
(๗) เอาตัวพอไทมาใช้เป็นตัวยอธรรม
(๘) เอาตัวมอไทมาใช้เป็นตัวสอธรรม
(๙) เอาตัวยอไท, พอไทมาใช้เป็นตัวยอธรรม
(๑๐) เอาตัวรอ, ฮอ ทั้งไทย, ธรรม, ไทใช้ร่วมกัน
(๑๑) เอาตัวลอไทมาใช้หรือแปลงใช้เป็นตัวลอร่วมกันทั้งหมด
 
พ่อขุนรามคำแหงเอาตัวธรรม, ตัวไทมาแปลงใช้ดังนี้
(๑) เอาตัวกอไทมาดัดแปลงเป็นตัวกอไทย
(๒) เอาตัวขอไทมาดัดแปลงเป็นตัวขอไทย
(๓) เอาตัวคอไทมาดัดแปลงเป็นตัวคอไทยโดยตรง
(๔) เอาตัวงอไทมาดัดแปลงใช้เป็นตัวงอไทย
(๕) เอาตัวจอไทมาใช้เป็นตัวจอไทยโดยตรง
(๖) เอาตัวตอไท, ธรรมมาดัดแปลงใช้เป็นตัวตอไทย
(๗) เอาตัวถอธรรมมาแปลงใช้เป็นตัวถอไทย
(๘) เอาตัวทอไทมาแปลงใช้เป็นตัวทอไทย
(๙) เอาตัวบอไท, ธรรมมาแปลงใช้เป็นตัวบอไทย
(๑๐) เอาตัวปอไทมาแปลงใช้เป็นตัวปอไทย
(๑๑) เอาตัวผอไท, ธรรมมาแปลงใช้เป็นตัวผอไทย
(๑๒) เอาตัวฝอไท, ธรรมมาแปลงใช้เป็นฝอไทย
(๑๓) เอาตัวพอไทมาแปลงใช้เป็นผอไทย
(๑๔) เอาตัวฟอไทมาแปลงใช้เป็นตัวฟอไทย
(๑๕) เอาตัวกอไทมาแปลงใช้เป็นตัวภอไทย
(๑๖) เอาตัวมอไทมาเป็นตัวมอไทย (เกือบโดยตรง)
(๑๗) เอาตัวยอไทมาใช้เป็นตัวยอไทยโดยตรง
(๑๘) เอาตัวรอไท, ธรรมมาใช้เป็นตัวรอไทยโดยตรง
(๑๙) เอาตัวลอไท, ธรรมมาใช้เป็นตัวลอไทย
(๒๐) เอาตัววอไทมาใช้เป็นตัววอไทยโดยตรง
(๒๑) เอาตัวสอไทมาแปลงใช้เป็นตัวสอไทย
(๒๒) เอาตัวหอไทมาใช้เป็นตัวหอไทย (ดัดรูปเล็กน้อย)
(๒๓) เอาตัวฮอ, รอไทและธรรมมาแปลงเป็นตัวฮอไทย
(๒๔) เอาตัวฆอธรรมมาแปลงใช้เป็นฆอไทย

เทียบเลขไทย, ธรรม, ไท

                                    
วิธีเขียนเลขโบราณยังเก่ามาก ไม่นับเรียงลำดับตามหลักหน่วย, หลักสิบ, หลักร้อย ฯ อย่างไทยปัจจุบัน เช่น  หลักสิบก็เขียนเป็นเลข ๑๐ ดังตัวอย่างข้างบน ส่วนหลักร้อยหลักพันขึ้นไป ถ้าตัวเลขเป็นร้อยเป็นพันเฉย ๆ ก็มักเขียนเป็นตัวเลขล้วน ๆ เช่น ๘๐๐, ๑๖๐๐ แต่ถ้ามีจำนวนเศษห้อยท้ายก็เขียนเป็นหนังสือบอกกำกับไว้ด้วย เช่น “๘๔๒” ก็เขียนว่า “๘ร้อยสี่สิบ ๒”, ถ้ายิ่งจำนวนเลขมาก ๆ เช่น “๙๘๐๐ โกฎ ๕ ล้าน ๓๑” อย่างนี้ก็เขียนว่า “๙ พันโกฎปลาย ๘ ร้อยโกฎปลาย ๕ ล้านปลาย ๓๑” ดังนี้เป็นต้น แทนที่จะเขียนอย่างไทยปัจจุบันว่า “๙๘๐๐๕๐๐๐๐๓๑”


ภาษาพุไทยในสิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง

บัดนี้ได้นำเอาตัวธรรมอละตัวไทซึ่งเชื่อว่า พ่อขุนรามคำแหงได้ใช้เป็นหลักประยุกต์ ตัวไทยหรือตัวอักษรไทยแล้วจารึกลงไว้ในหลักสิลาดังกล่าว เป็นการสมควรแล้ว จึงขอย้อนกล่าวถึงข้อที่ว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นคนไทยเผ่าพันธุ์ไทย (คือลาวเกาลาวหลวงไทแถน) ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้อาศัยสังเกตจากภาษาที่พ่อขุนรามคำแหงทรงจารึกไว้ในหลักสิลาว่าเป็นภาษาพุไทย จึงเชื่อว่าพระองค์เป็นคนพุไทยแน่นอนด้วยเหตุนี้จึงขอนำเอาภาษาพุไทยในหนังสือขุนบุลมกับแห่งอื่นบ้าง มาเทียบกับภาษาพุไทยในสิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ว่าเหมือนกันจริงหรือไม่ ดังต่อไปนี้

ภาษาพุไทยในหนังสือขุนบุลม

(๑) เขือ (สองเขือขึ้นสู่ฟ้าเมือฮอดเมืองแถนเมื่อใด)
(๒) เผือ (เผือพี่น้องได้หลั่งน้ำสละให้แก่กัน) – ขุนลอกับเจ็ดเจืองแบ่งเขตล้านช้างกับเขตพวน
(๓) ขา (สองขาพร้อมแถนชีแถนสิ่ว)
(๔) ไทลอ (คือไทหล่อ เช่น ขุนลอ ตรงกับคำว่า ขุนหล่อ)
(๕) สู ตู (แต่นั้นสูยาเทียวเมือฟ้าหากูจักเทื่อ แม้นว่าตูยูพุ้นบอมาเยี่ยมผ่อสูแท้แล้ว)
(๖) โอยพร (พระจิงให้โอวาทคำสอน เหมือนดังอินทร์โอยพรแก่ลัดษีปางนั้น)
(๗) หั้น (แถนแต่งไว้ลายหั้นซู่อัน)
(๘) เทียนญอม (เทียนญอมมากินข้าวโภชนังอันคนผอกพลีนั้น) – หมายถึงผีกินเครื่องสังเวย

คำพูดในภาษาพุไทย ที่ขีดสัญญาประกาศไว้ข้างบนนี้ เป็นคำที่มีอยู่ในหลักสิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงกรุงสุโขทัย และคำที่ขีดสัญญาประกาศข้างล่างนี้ เป็นคำที่มีในสิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ยกมาเทียบให้ดูดังนี้
(๑) เผือ (พี่เผือผู้อ้ายตายจาก เผือเตียมแต่ยังเล็ก)
(๒) ตู (ตูพี่น้อง)
(๓) หั้น (ในปากประตูมีกระดิ่งแขวนไว้หั้น)
(๔) โอยทาน (คืออวยทาน อย่างเดียวกับคำ โอยพร ก็ว่า อวยพร)
(๕) เทียนญอม (เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ประตูหลวง เทียนญอมคนเลียดกันเข้าดูท่านเผาเทียนเล่นไฟ)
(๖) รอด (เบื้องตะวันออกรอดสระหลวงสองแคว) – ตรงกับฮอดในภาษาพุไทยแปลว่าถึง
(๗) แล่ง (จึงแล่งความแก่ข้าโดยซื่อ) - พุไทยว่าเอามีดแล่งผ้า คือหงายคมมืดตัดผืนผ้า
(๘) แพ้ (ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้) – “แพ้” (ภาษาพุไทย) ตรงกับ “ชนะ”
(๙) ทอ (ขุนสามชนมาทอเมืองตาก, กูไปทอบ้านทอเมืองได้ช้างได้งวง) – “ทอ” เป็นภาษาพุไทยหมายถึงอาการไปสอดส่ายดู เช่น “เห็นว่าปลาทอต้อนอย่าหวังตำเห็ดปลาแดก”
(๑๐) ทั้งกลม (พี่กูตายจึงได้เมืองแก่กูทั้งกลม)

คำว่า “ท้งกลม” ภาษาพุไทยเรียก “ทังกม” มีตัวอย่างในพิธีสมพงษ์ของพุไทย ตอนลุงตาจะไหมเขยตามธรรมเนียมลุงตาต้องย้อม “ทู” เสียก่อน จึงจะรับพิจารณาเรื่องราวโทษที่จะไหมเขย (“ทู” เป็นภาษาพุไทยตรงกับ “ไม้ตะเกียบ”) ดังนั้นเขยต้องหาควายตัวหนึ่งขนาดเขสก่งกำเหล้า (เขาก่งขาธนู) มามอบให้ลุงตาแล้วแต่ลุงตาจะกินควายนั้น ทังกมหรือเคิ่งกม (กินทังกมคือกินหมดตัวควาย กินเคิ่งกมคือกินครึ่งตัวควาย)

นอกจากนี้คำ “ทั้งกลม” มีในพิธีเลี้ยงผีมะเหศักดิ์ (ผีทะหลา, ผีมิ่งเมือง) ตามประวัติกล่าวว่าหลังจากโฮมพลผี ซึ่งเริ่มแต่คืนวันขึ้น ๑๐ ค่ำเดือน ๔ ตลอดคืน จนถึงตอนเช้าวันขึ้น ๑๑ ค่ำ ก็จัดการเลี้ยงมะเหศักดิ์โดยจัดควายให้เสวยครึ่งกลมก่อน ส่วนควายอีกครึ่งกลมกับหัวนั้น เอาไว้เลี้ยงในวันรุ่งขึ้น ๑๒ ค่ำ ฉะนั้นท่านจึงว่า “วันแรกกินตัววันสองกินหัว”  

ดังได้เทียบภาษาพุไทยข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่าพ่อขุนรามคำแหงคือคนพุไทย หรือลาวเก่า, ลาวหลวง, ไทเผ่า แถนเป็นแน่ หากเป็นสมัยโบราณพระองค์ต้องได้เป็น “แถน” แน่นอน

*****************************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 02/06/2012 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


เรียน คุณ suthepphutai

ขออภัยที่เข้ามาตอบคำถามช้าไปหน่อย... ก่อนอื่นต้องขอบคุณมากนะคะที่ให้ความสนใจข้อมูลมาโดยตลอดค่ะ... ยังมีข้อมูลอีกหลายเล่มอยู่ระหว่างการพิมพ์จากต้นฉบับ เพื่อนำมาลงให้อ่านกันค่ะ

สำหรับประเด็นต่างๆ ที่คุณ suthepphutai ถามมานั้น ขอเรียนตามตรงว่าไม่ค่อยแน่ใจ เพราะยังไม่ได้อ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด แต่ก็จะพยายามลงข้อมูลเป็นตอนๆ เพื่อให้อ่านได้ง่ายพร้อมกันและช่วยกันวิเคราะห์นะคะ

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
suthepphutai วันที่ : 30/05/2012 เวลา : 14.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suthepphutai

สาวผู้ไทเขาวง
ผมถามด้วยต้องการเช็คข้อมูล
ซึ่งในตำนานกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์เราต้องมีข้อมูลประกอบกัน
ผมพอทราบประวัติความเป็นมาของชาวผู้ไทแนวประเพณีนิยม
ที่บอกเล่าต่อๆกันมา
ข้อมูลในชั้นระดับเมืองวังช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๓๔๗ ถึงพ.ศ. ๒๓๗๙ (ความขัดแย้งกับสยามสมัยเจ้าอนุวงศ์) พอเข้าใจกันได้
......
เมืองนาน้อยอ้อยหนู เป็น เมืองเดียว กับเมืองแถนหรือไม่
และผู้ไท อยู่ร่วมกับ ผู้ไทดำอย่างไร ในนาน้อยอ้อยหนู
แล้วทำไม ไม่เหลือผู้ไทในนาน้อยอ้อยหนู
ทำไมจึงเหลือแต่ผู้ไทดำ
(ต้องตั้งสมมุติฐานใหม่นะครับว่าผู้ไทดำกับผู้ไทคนละกลุ่ม)
แล้วข้อมูล ชื่อเจ้าเมือง แถนในสมัยนั้น ข้อมูลจากเวียดนามกับของเราตรงกันหรือไม่
.....
ผมตั้งสมมุติฐานไว้ 2 ทางว่า
นาน้อยอ้อยหนู ที่ผู้ไทเราบอกในตำนานนั้น อาจจะเป็นเมืองเดียวกัน
หรือคนละเมืองก็ได้
สิ่งที่ผมสนใจ คือข้อมูล ของ
เจ้าฟ้าคำแดง (พระยาคำพิฑูรย์) และรุ่นเจ้าเมืองก่อนหน้านั้น มีที่ไหน
แล้วอยู่กันอย่างไร
ผู้ไทสัมพันธ์ทางการเมือง กับผู้ไทดำ ผู้ไทขาว ลาวและเวียดกันอย่างไร
ผมไปลาว(เมืองวัง) จะโทรคุยนักวิชาการลาวในประเด็นเหล่านี้
ข้อมูลผู้ไทในกลุ่มอื่นเช่นผู้ไทที่ยูนาน ผู้ไทที่กวางสี และผู้ไทที่เกาบัง(เวียดนาม) เผื่อได้ร่องรอยครับ
ขอบคุณครับ
ผมอยากรู้จักสาวผู้ไทเขาวงครับ
เมลผมsuthep.phutai@gmail.com
ผมสนใจข้อมูลจากหลากหลายแหล่งเพื่อยืนยันกันครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
กำหนัน วันที่ : 28/05/2012 เวลา : 13.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับสาวผู้ไทเขาวงค์

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 28/05/2012 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


เพิ่มเติมค่ะ...

ระหว่างพ.ศ. ๒๓๔๗ ถึง ๒๓๖๙ โอรสเจ้าฟ้าคำแดง (พระยาคำพิฑูรย์) เจ้าเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู ชื่อหาญโปง หาญแดง หาญแพง หาญตุ้ย หาญสุกสุ้ย หาญปุ้ย หาญดอกเลา เป็นหัวหน้า อพยพครอบครัวญาติพี่น้องเมืองปุง เมืองไล่ เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู มาสร้างเมืองวังขึ้นที่ริมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตรงกันข้ามกับพระธาตุพนมที่บริเวณเมืองมรุกขนครลาวเก่า ราชธานีแว่นแคว้นศรีโคตบูร ซึ่งเป็นเมืองร้างมาแต่พ.ศ. ๕๐๐ แล้ว มีเจ้าเมืองครองเมืองวังตามลำดับดังนี้ พระยาคำพิฑูรย์ (หาญโปง), พระยาแก้ว (หาญแดง), พระยาหน้ากำ (หาญแพง), พระยากล้า (หาญดอกเลา), พระยา... (หาญตุ้ย), พระยาราชเตโช (หาญสุกสุ้ย), พระยาก่ำ (เจ้าก่ำ)
พ.ศ. ๒๓๗๙ เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์เป็นกบฏต่อกรุงเทพ ฯ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชวงศ์จักรี ตรงกับสมัยเจ้าก่ำครองเมืองวัง ทางกรุงเทพ ฯ จึงส่งกองทัพขึ้นมาปราบกบฏชนะ แล้วจึงกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองวังเข้ามาอยู่ในประเทศไทยดังกล่าวต่อไป

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 28/05/2012 เวลา : 13.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


เรียน คุณ Suthepphutai

ขอบคุณมากนะคะ ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับประวัติผู้ไทคอยติดตามข้อมูล

สำหรับประเด็นตอนผู้ไทอยู่นาน้อยอ้อยหนูนั้น ข้อมูลจะเริ่มมีตั้งแต่ตอนที่ 6, 9, 10 และโดยเฉพาะตอนที่ 9 (ตอนพุไทยวังอพยพและตอนสถานที่สร้างเมืองวัง) สรุปไว้ดังนี้
“ขอสรุปเรื่องพุไทยวังในเมืองวังว่า เมื่อราวพ.ศ. ๑๒๘๐ พุไทยวังอพยพจากนครหนองแสติดตามเสด็จขุนบรมมาเสวยเมืองในแว่นแคว้นสิบสองจุไทย ได้สร้างเมืองราชธานีลงที่เมืองนาน้อยอ้อยหนู จึงเรียกเมืองนาน้อยอ้อยหนู เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู และเมืองแถน เมืองแถง ปัจจุบันแกวเปลี่ยนชื่อเป็น เมืองเดียนเบียนฟู ตั้งอยู่ที่แถวซำเหนือของประเทศลาวเดียวนี้ “

ตอนที่ 6
ปัญจมหานที
ภูเขาหิมาลัย
แผนที่เมืองหนองแส
หมายเหตุ
พุไทยวัง
ประเพณีพุไทยดำ
ประเพณีพุไทยขาว

.... อยากให้คอยติดตามเพิ่มเติมต่อไปนะคะ....

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
suthepphutai วันที่ : 27/05/2012 เวลา : 11.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suthepphutai

พุไท ตามที่คุณPhutaiKaowong นำเสนอนี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ
ยังไม่ได้นำเป็นประเด็นถกแถลงในงานผู้ไทโลก ที่เรณูนครครับ
ครับคุณBlueHill
ข้อมูลที่คุณPhutaiKaowong นำเสนอนี้น่าสนใจครับ
ผมสนใจประเด็น ตอนผู้ไท อยู่นาน้อยอ้อยหนู นั้น
นาน้อยอ้อยหนู เป็น เมืองเดียว กับเมืองแถนหรือไม่
และผู้ไท อยู่ร่วมกับ ผู้ไทดำอย่างไร ในนาน้อยอ้อยหนู
.....
อีกประเด็นหนึ่ง
ตามที่อ่านมานี้(เนื่องจากนำเสนอยังไม่หมด) เป็นการนำเสนอในมุมผู้ไทคือกลุ่มเดียวกันกับ ผู้ไทดำ
แต่ผมกำลังสนใจในมุม ผู้ไท ไม่ใช่กลุ่มเดียวกันกับผู้ไทดำ
แม้จะมีรากทางวัฒนธรรมมาจาก หนองแสหลวง เหมือนกัน(ประมาณ 1200-1400 ปีที่แล้ว)
แต่ช่วงระหว่างนั้น มันไม่น่าจะมีประวัติศาสตร์ร่วมอันเดียวกันกับผู้ไทดำ
เรียนคุณPhutaiKaowongด้วยความเคารพ
ผมเพียงกำลังตั้งสมมุติฐานใหม่เกี่ยวกับ เส้นทางเดินของผู้ไมจากหนองแส มานาน้อยอ้อยหนู และเมืองวัง
ตรงนี้แหละที่ยังไม่มีความชัดเจน
และผมอยากแลกเปลี่ยนด้วยครับ ชื่นชมว่ามีข้อมูลเก่าเยอะและมีคุณค่ามากครับ
(นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา)
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 26/05/2012 เวลา : 20.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ขอบคุณที่ติดตามอ่านทั้งคุณ BlueHill และคุอิ่มกุดั่นค่ะ และดีใจเป็นอย่างยิ่งหากข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและผู้ที่ต้องการค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์

สำหรับคำ "พุไทย" ตามที่อ่านจาก "ตอนที่ 3" เหมือนว่าจะเป็นคำเดิมที่ใช้เรียก ก่อนที่จะแผลงเป็นคำมาใช้เป็น ผู้ไท หรือ ภูไท ในปัจจุบัน (ไม่ค่อยแน่ใจค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อิมกุดั่น วันที่ : 26/05/2012 เวลา : 18.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/im
คลิกชื่อ "  อิมกุดั่น " เลือก "สารภาพ" แล้วพบกันที่.. http://www.oknation.net/blog/canvas 

ข้อมูลสำคัญ ให้นักศึกษาค้นคว้าอ้างอิงได้อย่างดีเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 26/05/2012 เวลา : 16.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลทางประัวัติศาสตร์ของชาวผู้ไืท

พุไทย คำนี้ เขียนถามการออกเสียงหรือเปล่าครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน