*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231641
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< มิถุนายน 2012 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 3 มิถุนายน 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 2695 , 12:05:00 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน PhutaiKaowong โหวตเรื่องนี้

ตำนานไทย - พุไทยวัง

ตอนที่ 6
    ปัญจมหานที                 
    ภูเขาหิมาลัย
    แผนที่เมืองหนองแส 
    หมายเหตุ
    พุไทยวัง
    ประเพณีพุไทยดำ 
    ประเพณีพุไทยขาว

******************

ปัญจมหานที

(จากบทอภิธานกามนิตของเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป)
(๑) คงคา (๒) ยมุนา (ยมมะนาหรือชุมนา – Jumma ในปัจจุบัน) (๓) อจิรวดี (อเจรวดีหรือรัปตี – Rapti ในปัจจุบัน) (๔) สรภู (สาละภูหรือโคครา - Yrogra ในปัจจุบัน) (๕) มหี (มหิงสาหรือคัณฑก – Yandak ในปัจจุบัน)

ภูเขาอัลไต


ภูเขาหิมาลัย

แผนที่เมืองหนองแส

หมายเหตุ
๑. จากคุนมิงไปตาลีฟู (ไต้ลี้ฮู้) รถยนต์เดิน ๒ คืน หลบเลี้ยวไปตามหุบเขา คุนมิงใหญ่กว่าตาลีฟู ตาลีฟูอยู่ในมณฑลยูนัน ตามสังเกตว่า ตาลีฟูอยู่ทิศพายัพของคุนมิง
๒. จากคุนมิงไปสิบสองปันนา รถเดิน ๕ คืนถึงเชียงรุ้ง (เจียงฮุ่ง - เชอรี)
๓. จากคุนมิงไปญวนเหนือ รถไฟเดิน ๒ คืนถึงโคเค้า ต่อนั้นไปถึงลาวกาย
๔. จากคุนมิงไปพม่าโดยรถยนต์ ๕ คืนถึง
๕. ประวัติสิบสิงปันนา ว่าเดิมมี ๓๕ ปันนา (พันนา) ต่อมาคงเหลือ ๑๓ ปันนา ภายหลังอังกฤษเอาไปเข้ารัฐเชียงตุงเสีย ๑ ปันนา จึงคงเหลือ ๑๒ ปันนา

แผนที่เมืองหนองแสเบื้องบนนี้ นายเผย แกมนิล ชาวบ้านหนองเผือเขียนให้ นายเผยเขาได้เคยไปศึกษาเล่าเรียน อยู่ที่เมืองหนองแสเป็นเวลา ๕ ปี มีความรู้กว้างขวางพอใช้สำหรับภูมิภาคนี้ เขาเรียกสำเร็จการศึกษาชั้นนายร้อย และได้ท่องเที่ยวไปถึงสิบสองจุไทยด้วยตนเอง ได้ให้ความสว่างเพิ่มเติมในส่วนสำคัญบางสิ่งแก่ผู้เขียน ในเรื่องราวที่กำลังรวมเรียงอยู่ ขณะนี้เขาได้ถึงแก่กรรมแล้ว


พุไทยวัง

เบื้องต้นนี้ ข้าพเจ้าขอซ้อมความเข้าใจกับท่านผู้อ่านเสียก่อน เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พุไทยก็ดี, ของลาวก็ดี, ของไทยก็ดี ที่คิดว่าจะมีไว้โดยเฉพาะ ในหนังสือใบลานของไทยโบราณ แต่ก็ผิดหวังเพราะข้าพเจ้าได้พยายามค้นหาสุดสามารถแล้วไม่มีในที่ใดเลย แม้แต่จะหาคำว่า “พุไท” เท่านั้นก็ไม่พบ พบแต่คำว่า “ปุไทไกสร” แห่งเดียวที่หนังสือพื้นเมืองกรุงสียุดทิยา ส่วนคำว่า “ลาว, ไท” มีบ้างบางคำในที่บางแห่ง เพราะหนังสือเหล่านั้นไม่พูดถึงเรื่องการเมือง มีหนังสือใบลานฉบับเดียวหรือผูกเดียวเท่านั้น ที่กล่าวถึงเรื่องการเมืองอย่างชัดเจน คือ “หนังสือขุนบุลม” นอกจากนี้ข้าพเจ้าได้เก็บความจาก “บั้งจุ้ม” (คือบันทึกข้อราชการของกษัตริย์ราชวงศ์แถน) และเก็บจากที่อื่นอีก มาประสมประเสลำดับเข้าเรื่อง เป็นประวัติศาสตร์หรือตำนานเดิมมาเล่าสู่ฟัง ดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้ว

คำว่า “พุไท” เป็นชื่อที่ได้มาจากน้ำเต้าปุง ฯ สมัยโบราณลาวเรียกพุไทว่า “ลาวเก่า, ลาวหลวง” สองคำนี้เอาจากบั้งจุ้ม ฯ และคำว่าลาวเก่าได้แก่ขุนบุลม ความตอนนี้เอาจากหนังสือขุนบุลม ฯ ส่วนคำว่าลาวเก่าได้แก่พุไท เอาจากพงศาวดารชาติไทยเล่ม ๑ ของพระบริหารเทพธานี ซึ่งตรงกับที่กล่าวในบั้งจุ้ม ฯ คำว่า “ลาวหลวง” คือลาวกษัตริย์ ได้แก่กษัตริย์ “ไท” ซึ่งเป็นชื่อคนที่ออกจากน้ำเต้าปุง “ฮูสิ่ว” ให้เรียกว่าเป็น “ไท” กษัตริย์ไทสมัยโบราณเรียกเป็นราชาศัพท์ว่า “แถน” กษัตริย์ไทนับตั้งแต่ขุนบุลมถอยหลัง ไม่ทราบว่าจะมีกี่พระองค์และไม่ทราบชื่อด้วย เราจึงเรียกรวมว่า “กษัตริย์ราชวงศ์แถน” ส่วนคำว่า “ลาว” เป็นชื่อที่ได้มาจากคำ “ลาพุ” ซึ่งแปลว่า “หมากน้ำเต้าปุง” (จากหนังสือขุนบุลม)

ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีส่งลูกชายทั้ง ๔ ออกเสวยเมืองครั้งแรกบนเขายุคันธร เรียกพระยาแถนทั้ง ๔ ปกครองไท ๔ อาณาจักร ต่อมาพลเมืองทวีจำนวนมากขึ้น ต้องขยายออกอีกเป็น ๒ อาณาจักรเล็ก รวมเป็น ๖ อาณาจักร โบราณเรียก “คน ๖ บ้านในป่าหิมพานต์” มีจำนวนประมาณ ๓๐ ล้านหลังเรือน (ถ้าสมมติเฉลี่ยไม่มากน้อย ให้เรือนหลังหนึ่งมี ๕ คน ก็จะได้พลเมืองไทประมาณ ๑๕๐ ล้านคน ซึ่งก็มากพอดู) ในตำนานเดิมกล่าวไว้แต่เพียงนี้ มิได้กล่าวว่าได้โยกย้ายไปอยู่แห่งใดบ้าง แต่ตามหนังสือหลักไทยกล่าวว่า ไทยอพยพมาจากตอนใต้ภูเขาอัลไต (ซึ่งถ้าเทียบทางภูมิศาสตร์ก็ว่า ตรงกับที่เรียกป่าหิพานต์) มาตั้งอาณาจักรไทยมุงมีนครลุงนครปานครเอี้ยวเป็นราชธานี ระหว่างก่อนพ.ศ.๔๕๐๐ ปีถึงพ.ศ.๒๐๕, ตั้งอาณาจักรแถน (เทียน, ไทยอ้ายลาว) มีนครเพงายเป็นราชธานี ระหว่างพ.ศ.๔๐๐ – ๖๒๑, ตั้งอาณาจักรหนองปส (น่านเจ้า) มีนครหนองแสเป็นราชธานีระหว่างพ.ศ.๑๑๖๑ – ๑๓๐๐, ขุนบุลมจากนครหนองแสมาตั้งอาณาจักรสิบสองพุไทย มีเมืองนาน้อยอ้อยหมูเป็นราชธานี ระหว่างพ.ศ.๑๒๘๐ – ๑๓๐๐ ตามลำดับ

จากพระยาแถนทั้ง ๔ ปกครองพลไพร่อยู่บนเขายุคันธร ลำดับมาถึงขุนบุลมปกครองแคว้นสิบสองพุไทย เป็นช่วงระยะเวลาที่กษัตริย์ราชวงศ์แถนปกครองอาณาจักรไทย ซึ่งเราไม่อาจจะนับได้ว่าเป็นเวลากี่พันหรือกี่หมื่นปี แต่เราทราบแล้วว่ากษัตริย์ราชวงศ์แถนเป็นนามธรรม มีแต่ชื่อไม่มีตัวตน ครั้นสิ้นสมัยกษัตริย์ราชวงศ์แถนแล้ว คงเหลือเป็นตัวตนก็คือคนพุไทยเดียวนี้ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวตามหลักฐานที่อ้างอิงมาได้ว่า พุไทย (คือลาวเก่าลาวหลวง, กษัตริย์ราชวงศ์แถน, หรือไทแถน) เป็นกษัตริย์ไทปกครองไทตั้งแต่บนเขายุคันธร ตลอดมาถึงสมัยสิบสิงพุไทยดังกล่าวมาข้างต้น นี่แหละคือประวัติศาสตร์พุไทย

ต่อไปนี้เล่าเรื่องพุไทยวังอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย แต่ก่อนจะเล่าขอนำท่านให้รู้จักกับสภาพความเป็นอยู่ของท้องที่อันจะมีชื่อภายหลังว่า “สิบสองพุไทย” เสียก่อน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร คือชั้นต้นตั้งเมืองขึ้นครั้งแรกที่ไม่รู้จักชื่อ แล้วเมืองเดิมที่ตั้งขึ้นนี้ได้ร่วงโรยไป ขุนลอคำจึงเข้ามาเป็นเจ้าปกครองแทน ครั้นต่อมาหลายปี แคว้นนี้เสื่อมอำนาจลงเกิดรบราแย่งชิงกันเป็นใหญ่ ตั้งตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน ๑๒ เมือง เรียกว่า “สิบสองพุไทย” ต่อมาจึงเรียกสิบสองเจ้าไทยและสิบสองจุไทยตามลำดับ ต่อจากนั้นมานานชาวพุไทยวังซึ่งติดตามเสด็จขุนบุลมมาจากนครหนองแส เข้าครองแคว้นสิบสิงพุไทยแทนขุนลอคำ ประสบเหตุจำเป็นจึงต้องอพยพมาสร้างเป็นวัง อยู่ได้ไม่นานก็ต้องอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ดังกล่าวต่อไปคือ

มีดินแดนว่างเปล่าแห่งหนึ่ง ไทยมาตั้งเมืองขึ้นครั้งแรกเมืองนั้นไม่ปรากฎชื่อว่าเมืองอะไร แต่ถ้าเทียบอายุกับเมืองหลวงลุ่มแม่น้ำดำก็ราวต้นพุทธกาล ซึ่งเชื่อว่าตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.๖๑๔ (จากพงศาวดารชาติไทยเล่ม ๑ หน้า ๑๘๓ บรรทัด ๑๑ ของพระบริหารเทพธานีอ้างถึงหนังสือฝรั่งเศสชื่อตองเป้า หอสมุดพระนครได้แปลไว้แต่ไม่ได้พิมพ์กล่าวว่าเมื่อพ.ศ.๖๑๔ ไทยได้แยกตั้งอาณาจักร ๖ แห่ง มีเนื้อที่ทั้งหมดยาวแต่ตะวันตกถึงตะวันออก ๔๐๐๐ ลี้ แต่เสฉวนทิศเหนือถึงทิศใต้ ๒๙๐๐ ลี้ เมืองที่นับว่าสำคัญตั้งอยู่ทางตะวันตก เขตทิศใต้ติดตังเกี๋ย ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับธิเบต เมืองซี (กษัตริย์) เป็ยผู้ปกครอง) (๑ ลี้ = ๕๐๐ เมตร)

ครั้นภายหลังต่อมาเมืองเดิมที่แรกตั้งนั้นได้ร่วงโรยไป พงศาวดารเมืองแถงกล่าวว่า ขุนลอคำจึงอพยพไพร่พลสามหมื่นสามพันคนลงมาอยู่แทนที่ และตั้งเมืองแถงขึ้นเป็นราชธานีที่ตำบลสามหมื่น โดยถือเอาพรรคพวกสามหมื่นเป็นนิมิตหมายชื่อตำบลที่ตั้งว่า “สามหมื่น” สืบมา ส่วนพลเมืองมีพลเมืองอยู่ ๕ ชาติภาษา คือข่าแจะ ๑ พุไทยดำ ๑ ลาวพุงขาว ๑ ฮ่อ ๑ แกว ๑ (ลาวพุงดำสักขาลายก่านแอวดำหรือแดงแต่ลาวพุงขาวไม่สัก) ว่าคนทั้ง ๕ ชาตินี้ออกจากน้ำเต้าปุง “น้ำเต้าปุง” เป็นภาษาพุไทย ดังกล่าวในจดหมายเหตุโบราณของพุไทยว่า มีเทพยดา ๕ องค์กับเทพธิดา ๕ องค์ ซึ่งเป็นบริจาริกาแห่งกันอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จวนจะจุติอยู่แล้วจึงปรึกษาพร้อมกันว่า เราทั้ง ๕เสวยสมบัติบนสวรรค์มาช้านานจวนจะจุติ ควรจะไปเกิดในเมืองมนุษย์ เป็นต้นชาติมนุษย์ก่อสร้างโลกสืบไป แล้วจึงพร้อมกันนฤมิตเป็นรูปน้ำเต้าปุง เทพยดากับเทพธิดาทั้ง ๑๐ ก็เข้าอยู่ในรูปน้ำเต้าปุงนั้น แล้วรูปน้ำเต้าปุงก็บรรดาลลอยไปตามอากาศ ตกลงที่ภูเขาที่ทุ่งนาเตาแขวงเมืองฝั่ง ซึ่งอยู่ตะวันออกเมืองแถง ห่างเมืองแถงระยะเดินเท้า ๑ วัน
    
เมื่อน้ำเต้าปุงตกแล้วก็มีมนษย์รูปร่างต่างกันคือข่าแจะ, พุไทยดำ, ลาว, ฮ่อ, แกวออกมาตามลำดับ รวมเป็นคน ๕ แซ่ แล้วผู้หญิงก็ออกมาทั้ง ๕ ครบคู่ชาย ต่อมาชายหญิงทั้ง ๑๐ จึงลงจากภูเขาไปกินและอาบน้ำชื่อหนองฮกหนองฮายอยู่ข้างภูเขา น้ำนั้นถ้าใครได้กินได้อาบร่างกายจะผ่องใสสะอาดงดงาม มีสติปัญญารู้คิดราชการบ้านเมืองได้ ข่าแจะกลัวหนาวไม่กินไม่อาบน้ำนั้น ร่างกายจึงดำก่ำสืบมาเดียวนี้ ส่วนพุไทย,ลาว, ฮ่อ แกวได้อาบและกินน้ำนั้น ผิวพรรณจึงขาวสะอาดสดใส เป็นนวลใยกว่าพวกข่าแจะสืบมา
พุไทย,ลาว, ฮ่อ แกว จึงปรึกษาแยกย้ายกันไปหาถิ่นฐานตั้งเป็นบ้านเมือง พุไทยตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่เมืองแถงมีนามว่าขุนลอคำ แต่ข่าแจะเป็นคนเกียจคร้านไม่คิดตั้งตัวเป็นเจ้าแผ่นดิน ชอบอาศัยอยู่ตามยอดภูเขา หาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ข้าวและพืชผักต่าง ๆ มนุษย์ทั้ง ๕ ชาตินี้เกิดมาก็เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวทีเดียว นับถือว่าเป็นพี่น้องกัน และทั้ง ๔ ชาตินับถือว่าชาติข่าแจะเป็นพี่ชายใหญ่ เพราะออกก่อน แล้วพี่น้องทั้ง ๕ ชาติ จึงแบ่งปันเขตแดนกันเขตแดนเมืองแถง ทางทิศใต้มีเมืองเปว เมืองซอน เมืองเหี้ยม เมืองกูด เมืองซำใต้ เมืองซำเหนือ เมืองสบแอดเชียงค้อ เมืองหัวพันทั้ง ๖ สิบสองพุไทย, ทางทิศเหนือมีเมืองไฮ่ เมืองซอ เมืองลา เมืองจันจรดดินแดนเมืองฮ่อ, ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมี เมืองหัวอู่ เมืองภูฝาง เมืองโพนไทร เมืองอุย, ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มี เมืองวา เมืองสกกก เมืองแลว เมืองลอย เมืองแทน เมืองล้น เมืองยา, ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมี เมืองภู เมืองเหมือน เมืองฝั่ง


ครั้นต่อมา “เมื่อราวพ.ศ.๒๑๔๓ มีทหารจีนกองหนึ่งยกมาอาสาพระเจ้าแผ่นดินญวน ไปปราบพวกไทยดำและไทยโห้ ที่แข็งอำนาจในแคว้นสิบสองพุไทยปราบเรียบร้อยแล้วเลยอยู่ ได้หญิงไทยดำเป็นเมียมีลูกหลานมาเป็นไทยผสมอีกพวกหนึ่ง เรียกไทยขาวหรือพุไทยขาว (จากอนุสา อ.ส.ท. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๕ หน้า ๒๖ บรรทัด ๑๑ อ้างถึงเรื่องงานค้นคว้าเรื่องชนชาติไทย ของหลวงวิจิตรวาทการ พิมพ์ ๒๕๐๔ หน้า ๑๐๗ – ๑๐๙) ดังนั้นในสิบสองพุไทย จึงมีพุไทยขาวเพิ่มขึ้นอีกพวกหนึ่ง เพราะฉะนั้นพุไทยดำกับพุไทยขาวจึงเป็นคนพื้นเมืองเดิม คือเป็นพุไทยเดิมก่อนขุนบุลมเข้าครอง  แต่ได้ผสมเป็นพุไทยขาว เมื่อขุนบุลมเข้าปกครองแล้วประมาณ ๘๖๓ ปี (พ.ศ.๒๑๔๓ - ๑๒๘๐) หน้า ๓๕ ดังจะกล่าวต่อไป

ระหว่างพ.ศ.๑๙๑๑ – ๒๑๘๖ มีขุนนางจีนคนหนึ่ง แซ่ฬ่อ คือฬ่อตายยันกับพวกราว ๑๐๐๐ คนเศษ ออกจากเมืองลิมเจาซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองกวางตุ้ง หนีพวกตาดมาตั้งเมืองขึ้นในดินแดนที่ข่าก้ออาศัยอยู่ โดยไล่ข่าก้อให้หนีไปอยู่ที่อื่นเสีย เมืองที่ตั้งขึ้นนี้จึงได้ชื่อว่า “เมืองไล่” (เป็นภาษาพุไทยขาว) ต่อมาจึงเรียกเมืองไล มีหมู่บ้านเล็กแต่เรียกว่าเมืองขึ้นต่อมาเมืองไล ๑๒ เมือง คือ เมืองตุง เมืองจา เมืองนาฮี เมืองตอง เมืองแหย เมืองภูฝาง (อยู่ในเขตดินลาว) เมืองโม้ เมืองบุม เมืองแตะ เมืองเจียงเหนือ เมืองปากตัน (อยู่เขตดินจีน) เมืองน้ำม้า (อยู่เขตดินญวน)

อนึ่งเรื่องไทยดำ, ไทยขาว, ไทยแดง พันตรี อิริค ไซเดนฟาเดน ผู้เคยรับราชการอยู่ในกรมตำรวจไทยและเคยดำรงตำแหน่งนายกสยามสมาคมมาก่อน ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Thai Ecoples ตอนหนึ่งว่า “ไทยดำ, ไทยขาวและไทยแดง ต่างก็เป็นสาขาของพุไทย” (จากอนุสาร อ.ส.ท ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๕ หน้า ๒๖ บรรทัด ๒๖ อ้างถึง The Thai Peoples Book I พิมพ์ค.ศ.๑๙๕๘ หน้า ๗๗)

ครั้นภายหลังต่อมาแคว้นที่ขุนลอคำเข้าครอง ขุนลอคำจะได้ปกครองบ้านเมืองไปนานเท่าใด หรือว่ามีการสับเปลี่ยนหารปกครองกี่ครั้งกี่หนก็ไม่มีทางทราบได้ แต่บ้านเมืองก็เสื่อมอำนาจลง เจ้าเมืองต่าง ๆ จึงตั้งแข็งเมืองเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน มีพุไทยขาว ๔ เมืองคือ เมืองไล เมืองเจียน เมืองมุน เมืองบาง กับพุไทดำอีก ๘ เมืองคือ เมืองแถง เมืองควาย เมืองตุง เมืองม่วย เมืองลา เมืองโมะ เมืองหวัด เมืองซาง รวมทั้งหมดเป็น ๑๒ หัวเมือง จึงเรียก “แคว้นสิบสองพุไทย” และสิบสองเจ้าไทย, สิบสองจุไทยตามลำดับ (จากพงศาวดารเมืองไลฉบับหอพระสมุดวชิรญาณกรุงเทพ ฯ และคำนำของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๑ ในหนังสือนี้)

ทีนี้เล่าถึงประเพณีของพุไทยดำกับพุไทยขาว ซึ่งเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) เขียนบรรยายไว้เมื่อครั้งเป็นแม่ทัพไปปราบศึกฮ่อ ที่แคว้นสิบสองพุไทยเมื่อพ.ศ.๒๔๒๕ – ๒๔๓๐ เลือกเล่าเฉพาะธรรมเนียมบางอย่างที่เห็นว่าสำคัญคือ

ประเพณีพุไทยดำ

(๑) มีที่อยู่อาศัยทำเป็นโรงใหญ่ยาว ๙ ห้อง ๑๑ ห้อง เฉลียงด้านสกัดทำเป็นวงโค้ง กลมเหมือนกระโจมโรงหีบ ภายในโรงเรือนไม่กั้นห้อง มีเตาไฟที่กลางเรือนเพื่อผิงแก้หนาว เรียงกันไป ๓ – ๔ เตาแล้วเรือนใหญ่เล็ก เตาไฟสำหรับทำครัวมีต่างหาก เรือนหลังหนึ่งมักอยู่ร่วมกันหลายครอบครัว มีพี่น้องลูกเขยและลูกสพใภ้กางมุ้งเป็นสองแถว พื้นเรือนทำด้วยไม้ไผ่หรือไม่เฮี้ย สานเป็นลาย ๒ ลาย ๓ ไม่มีไม้จริงใช้เลย
(๒) หัวหน้าที่ได้ว่ากล่าวนั้นเป็นเพี้ยแสน เจ้าเมืองกรมการตั้งให้
(๓) กินข้าวเหนียวกับพริกเกลือเป็นต้น
(๔) ผ้าเครื่องนุ่งห่มใช้สีดำทั้งสิ้น
(๕) ผ้านวมห่มนอน ใช้ขนเป็ดแทนสำลี สำลีก็มีอยู่แต่เห็นว่าขนเป็ดอุ่นกว่าสำลี
(๖) ธรรมเนียมแต่งงานสมพงษ์ เมื่อฝ่ายชายได้สู่ขอหญิงตกลงแล้ว ถึงวันนัดก็เอาหมูเป็ดไก่เป็นของไหว้ กำไลเงิน ๑ คู่หนักประมาณ ๒๕ บาท ไปให้แก่พ่อแม่หญิงเป็นสินสอด แล้วทำการเซ่นไหว้ผีตามธรรมเนียม ก็อยู่กินด้วยกันที่บ้านของหญิง ทำมาหาเลี้ยงพ่อแม่ ๖ ปี จึงออกอยู่เรือนต่างหากได้
(๗) การนับถือศาสนา ก็นับถือผีเรือน เซ่นปีละ ๒ ครั้ง เดือน ๕ ก่อนทำนาครั้ง ๑ เดือน ๑๑ ได้ข้าวใหม่ครั้ง ๑ ล้มโคกระบือเป็ดไก่ ถ้าคนยากจนเอาเลือดไก่ทากระดูกโค, กระบือใช้แทนได้
(๘) เครื่องแต่งกาย ชายสวมกำไลมือเงินและแหวน หญิงสวมปลอกคอและต่างหู ชายนุ่งกางเกงขาแคบห่มผ้ายาวอย่างญวน (แกว) เกล้าผมมวย หญิงนุ่งผ้าซิ่น ห่มเสื้อยาวอย่างญวน เกล้าผมมวย ถ้ามีผัวแล้วเกล้าผมสูง ห้าเครื่องนุ่งห่มใช้สีดำทั้งสิ้น

ประเพณีไทยขาว

ขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ใช้อย่างจีน แต่หญิงนุ่งซิ่น ไว้ผมมวยทั้งหญิงชาย ที่ได้ชื่อว่าพุไทยขาวก็เพราะเวลาทำศพนุ่งห่มเครื่องขาวอยู่ ๓ ปี ภาษาที่พูดเช่นเดียวกับพุไทยดำ (จากประวัติผู้ไทยของนายถวิล เกษรราช พิมพ์พ.ศ.๒๕๑๒ หน้า ๘๑ – ๘๘ อ้างถึงธรรมเนียมลัทธิต่าง ๆ ภาค ๕ โรงพิมพ์คุรุสภาพ.ศ.๒๕๐๕ หน้า ๒๒๕ – ๒๘๐) ส่วนในพงศาวดารเมืองไล ยังมีธรรมเนียมที่ควรรู้คือ
(๑) ธรรมเนียมเจ้าเมืองไล ตั้งกรมการข่าวช่วยราชการบ้านเมืองมี ๑๒ คน คือ กวางขา, ฮ่อโหลง, ฮ่อจะแก, กวางจิ้ง, กวางโงน, กวางหลิง, กวางต๋า, กวางวั๋น, กวางย่าน, กวางถือ, กวางเหว็น, กวางเหลง ไม่กำหนดตำแหน่งใหญ่น้อยกว่ากัน ไม่แบ่งว่าใครเป็นทหารหรือพลเรือน มิได้กำหนดให้ใครว่าการเป็นนิตย์ ทุกคนไปทำการได้ตามคำสั่งทุกทาง
(๒) ที่เมืองไลมีศาลเจ้าสำหรับไหว้เจ้า พวกเมืองไลนับถือไหว้เจ้า เซ่นผี ถือตรุษสารท ขนมเข่งขนมอิ๋ครบทุกอย่างเหมือนธรรมเนียมจีน ไม่มีวัดพุทธ, วัดหลวงจีน, วัดหลวงญวนเลย
(๓) พวกเมืองไลและพุไทยขาวหัวเมืองใกล้เคียง ไม่มีการเผาศพ ใช้นุ่งขาวห่มขาวในงานศพ และเซ่นศพเหมือนธรรมเนียมจีนทุกประการ ทำฮวงซุ้ยเหมือนจีน ส่วนพุไทยดำใช้ธรรมเนียมการเผาศพ และนุ่งห่มดำในงานศพ เมื่อจำเป็นมีการฝังบ้าง เหมือนธรรมเนียมลาวและไทย

*************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน