*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231644
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< มิถุนายน 2012 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 6 มิถุนายน 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 1479 , 18:32:50 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************

ตอนที่ 9
     พุไทยวังอพยพ
    สถานที่สร้างเมืองวัง

   
******************

พุไทยวังอพยพ

ดังกล่าวมาแล้วว่า พุไทยวังได้แก่ชาววังของแถนหลวงฟ้าคื้น ชาววังของแถนแต่ง ชาววังของแถนชั่งเถิก พร้อมด้วยบรรดาชาวนครหนองแส ที่แถนหลวงฟ้าคื้นจัดสรรส่งให้ตามเสด็จขุนบุรม มาอยู่สิบสองพุไทยเมื่อราวพ.ศ. ๑๒๘๐ (ปีศักราชนี้ถือเกณฑ์ตามหนังสือหลักไทย ซึ่งพิมพ์ภายหลังพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ที่คำนวณเทียบเคียงเอาจากพงศาวดารแสนหวี ของไตโหลงหรือไทยใหญ่ ว่าประมาณพ.ศ. ๑๒๗๔ เพราะหนังสือไทยโบราณไม่บอกปีศักราชไว้ แต่ข้าพเจ้าผู้เขียนเชื่อตามหนังสือเจืองใบลานจารด้วยตัวไท (ตัวลาว) ว่าขุนบุรมเข้าครองสิบสองพุไทย ก่อนจุลศักราช ๒๒ (พ.ศ. ๑๒๐๓)

เมื่อขุนบุรมครองสิบสองพุไทยได้ประมาณ ๒๐ ปี พระองค์และพระราชเทวีทั้ง ๒ ก็เสด็จคต พระราชโอรสทั้งเจ็ดก็เสด็จออกเสวยเมือง ตามที่พระราชบิดาได้ทรงเตรียมการล่วงหน้าไว้ ก่อนพระองค์จะเสด็จคต เมื่อพฤติการเป็นเช่นนี้ที่สิบสองพุไทยจึงว่างกษัตริย์ ยังคงเหลือผู้ที่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองสืบต่อขุนบุรมไปภายหน้า ก็มีแต่แถนแต่งหรือลูกของแถนแต่งเท่านั้น และเนื่องจากไม่มีทางจะทราบได้ชัดว่าใครเป็นผู้ปกครองสิบสองพุไทยสืบต่อขุนบุรม ก็มีอยู่ทางเดียวที่จะสันนิษฐานเอาจากความจริงที่ว่า แถนแต่งหรือลูกของแถนแต่งเป็นผู้ปกครองสิบสองพุไทยสืบต่อขุนบุรม
ครั้นปกครองสิบสองพุไทยสืบต่อกันมาได้กี่ปี หรือว่าสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันครอบครองสืบต่อกันมา ซึ่งไม่อาจจะทราบได้ว่าเป็นเวลากี่ปีมีความเป็นมาอย่างไร เพราะไม่มีบันทึกจดจารไว้ พอมาถึงสมัยเจ้าฟ้าคำแดง (พระยาคำพิฑูรย์) พระองค์ได้เป็นเจ้าเมืองนาน้อยอ้อยหมู มีโอรส ๗ องค์ชื่อ หาญโปง หาญแดง หาญแพง หาญตุ้ย หาญสุกสุ้ย หาญปุ้ย หาญดอกเลา (ตามลำดับลูก) และมีลูกหญิงองค์หนึ่งเป็นลูกกก (ลูกหัวปี) ไม่ทราบชื่อ รวมเป็น ๘ องค์ หาญดอกเลามีอีกนามหนึ่งเรียก “ท้าวเก้า” “ก้า” คำนี้เป็นภาษาพุไทย เจ้าพนักงานไทยผู้จดรายชื่อครั้งแรก ที่ชาวพุไทยอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ฟังภาษาพุไทยไม่เข้าใจเรื่องจึงจดตามสำเนียงที่ได้ยินว่าเป็น “ก่า” โดยใส่ไม้เอกเข้าให้ ถ้าใส่ไม้โทก็จะถูกต้องดี ครั้นภายหลังต่อมาคนจึงเรียกตามที่จดว่า “ก่า” ความจริง “ก้า” ตรงกับ “กล้า” ในภาษาไทย ดังนั้นจึงเรียกท้าวกล้าตามสำเนียงไทย


ครั้นต่อมาเจ้าฟ้าคำแดงหรือพระยาคำพิฑูรย์ก็สิ้นพระชนม์ ลูกชายทั้งเจ็ดพร้อมด้วยคณะญาติและชาวเมืองจึงออกไปสงสะกานศพพ่ออยู่นอกเวียง ส่วนในเวียงหรือวังได้มอบให้อาวกับหล้าม้อมสองผัวเมียเฝ้าวังไว้คอยถ้า (“หล้าม้อม” คือน้องสาวพ่อที่เป็นกษัตริย์ หลานเรียก “หล้าม้อม”, “อาว” คือผัวของหล้าม้อม) พอเจ้าชายทั้ง ๗ ออกจากวังไป อาวก็ปิดประตูวังกึ๊บกั๊บเตรียมลับหอกดาบไว้ เพื่อคอยสังหารเจ้าชายทั้ง ๗ เมื่อกลับเข้ามาในวังให้ตายเสีย แล้วตนจะได้เป็นเจ้าเมืองนาน้อยอ้อยหนูแทนพี่เมีย ฝ่ายหล้าม้อมเมื่อเห็นพฤติการของผัวมีพิรุธ ก็คงรู้สึกแปลกใจมาก จะได้ทัดทานห้ามปรามผัวหรือไม่ประการใดก็ไม่ทราบ ครั้นเจ้าชายทั้ง ๗ สงสะกานศพพ่อแล้ว ก็คงก่อธาตุประจุกระดู กว่าจะเสร็จก็คงเป็นเวลาหลายวัน หล้าม้อมผู้ครุ่นคิดในใจมิได้เว้นวัน เมื่อเห็นจวนตัวก่อนหลานจะกลับเข้ามาในวัง จึงจารหนังสือใส่ใบลานว่า “อย่าเข้ามาดายอาวเจ้าคึดต่างแล้วดาย” พอจารเสร็จก็ใช้ผึ้งห่อหุ้มอย่างมิดชิด แล้วใช้ให้คนสนิทถือผึ้งก้อนนั้นไปให้หลานทั้ง ๗ เมื่อหลานทั้ง ๗ ได้รับก้อนผึ้งแล้ว คงนึกแปลกใจจึงแคะได้ออกดู เห็นใบลานอ่านดูก็รู้ข้อความโดยตลอด


ด้วยพฤติการดังเป็นมา เจ้าชายทั้ง ๗ จึงปรึกษาตกลงกันว่า “เฮาหนีดีกว่าอยู่” เมื่อได้พิจารณาไตร่ตรองดูถ้วนถี่และตกลงดังนั้นแล้ว ในไม่ช้าความสับสนอลเวงของเรื่องก็ได้แพร่สพัดเล่าลือไปทั้วทุกเมือง บรรดาญาติพี่น้องชาวเมืองได้ทราบ ก็พากันเศร้าสลดใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ต่างก็มีความรักใคร่อาลัยในเจ้าชายทั้ง ๗ พร้อมที่จะติดต้อยห้อยตามเจ้าชายไป จึงพากันเตรียมเก็บข้าวของลงหีบห่อหาบหิ้วตามประสาคนอพยพครอบครัวหนีทีปถิ่น เมื่อเตรียมการมาหลายวันก็เสร็จเรียบร้อย ครั้นถึงวันนัดออกเดินทางก็มีคนเมืองปุง, เมืองไล่, เมืองนาน้อยอ้อยหนู เคลื่อนขบวนมาเต้ามาโฮมกัน ตอนนี้และตอนต่อไปควรสังเกตุว่า พุไทยขาว (เมืองไล่) กับพุไทยดำ (เมืองนาน้อยอ้อยหนู – แถน - แถง) ไม่มีปะปนมาด้วยเลย) ได้ฤกษ์งามยามดีขบวนพลก็เริ่มเดินดิ่งลงมาทางทิศใต้ เดินไปพักผ่อนไปตามระยทางที่ควร ที่ไหนทำเลเหมาะควรพักหลายวัน ก็ตั้งทัพปลูกตูบกระท่อมทำเพิงหมาแหงนอยู่กันเป็นหมู่เป็นทัพ ทำมาหาเลี้ยงทัพตนเรื่อยไป ทางบั้งจุ้มกล่าวว่า เมื่อข้ามน้ำแม่ม้า (แม่น้ำม้า, น้ำหัวม้า) มาถึงเมืองสบแอ๊ะเชียงค้อ (สบแอดเชียงค้อ) ซึ่งเป็นหนึ่งในหกเมืองหัวพันก็พักพลอยู่ที่เมืองนี้ เพื่อคอยถ้าพี่น้องที่จะติดตามทีหลังอีก

เมื่อเจ้าชายทั้ง ๗ พักพลอยู่ที่เมืองสบแอ๊ะเชียงค้อ รอญาติมิตรที่จะติดตามมาคงไม่มากนัก ก็มีพวกเมืองปุง เมืองไล่เมืองน้ำน้อยอ้อยหนูตามมาอีก รวมพลทั้งหมดคงจะได้ประมาณหมื่นเศษ ครั้นได้ฤกษ์งามยามดีก็เคลื่อขบวนพลเดินทางต่อไป เมื่อไปถึงเมืองเซะเมืองเตาก็ตั้งทัพอยู่ที่นั้น แล้วเจ้าชายทั้ง ๗ จึงกลับคืนเมือเยี่ยมยามญาติพี่น้อง เมืองน้ำน้อยอ้อยหนูบ้านเก่าเมืองเดิมอีก และได้เล่าความเป็นไปให้พวกบ่าวไพร่ฟังว่า สังเกตุดูทำเลตามทางที่จะไปนั้นก็เห็นว่า จะพอมีที่ทำอยู่ทำกินหลวมอยู่หลวมกินอยู่ดอก พวกบ่าวไพร่จึงได้ติดตามมาอีก
พวกไทหอเดินทางตามมาในฤดูฝน ข้ามน้ำไม่ได้ เห็นขอนไม้พาดข้ามลำน้ำอยู่พอที่จะเป็นขัวไต่ข้ามน้ำนั้นได้ จึงพากันไต่ข้ามไปเมื่อคนข้ามไปหมดแล้วจึงรู้ว่า ขอนไม้ที่ไต่ข้ามนั้นไม่ใช่ขอนไม้คืองู ท่านจึงป้อยแช่งไม่ให้ไทหอกินงู เพราะเป็นสัตว์มีคุณ
อีกพวกหนึ่งตามมาในฤดูแล้ง การเดินทางอดอยากหิวกระหายน้ำเต็มที ไปหาน้ำจะกินที่ไหนก็ไม่พบ ได้ยินเสียงนกกวักร้องเข้าใจว่าจะมีน้ำ จึงเข้าไปดูก็มีน้ำ คนทั้งหลายจึงได้กินน้ำ ด้วยความรู้สึกบุญคุณนกกวัก ท่านจึงป้อยแช่งไม่ให้ใครกินนกกวัก ครั้นแล้วก็พากันเดินทางต่อไปถึงทุ่งเซะทุ่งเตา คือทุ่งเมืองเซะเมืองเตาซึ่งเป็นเมืองของพวกข่า ภายหลังข่าพวกนี้ก็ติดตามมาด้วย ปัจจุบันเรียกไทยเซะมีอยู่ในเมืองสกลนคร และแถวเมืองกุสุมาลย์เมืองโพธิไพศาล และติดตามชาวเมืองกุดสิมนารายณ์มาอยู่หลังเขาภูพานก็มี ดังกล่าวต่อไป


การมาพักอยู่ที่ทุ่งเมืองเซะเมืองเตานี้เป็นเวลานาน ได้ตั้งทัพปลูกตูบปลูกกะท่อมอยู่เป็นหมู่ ๆ ตอนนี้มีเรื่องปรากฎขึ้นระหว่างพุไทยกับข่า เล่าว่าขณะเมื่อพากันท่องเที่ยวทำมาหากิน ต่างทัพต่างก็มาหาเลี้ยงทัพของตนอยู่ทุกวันนั้น วันหนึ่งพุไทยทัพหนึ่งมีมหาโยธีเป็นหัวหน้าทัพ ไปเที่ยวหากินตามทุ่งนาป่าดง จึงไปพบต่ำของข่า คือขอนไม้ที่พวกข่าเขาทำไว้ในป่า เพื่อดักทับสัตว์ป่าที่หลงลอดเข้าไปในนั้น เพื่อเอามาเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัว เมื่อพวกพุไทยไปเห็นสัตว์ถูกต่ำข่า ก็ลอบเข้าไปลักหยามต่ำของข่า คือลักเอาสัตว์ที่ถูกต่ำทับไว้ของข่าไปกินเสีย ภายหลังพวกข่ารู้จึงเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทกันขึ้นในระหว่างข่ากับพุไทย ในที่สุดประนีประนอมปรองดองกันได้ โดยให้ทั้งสองฝ่ายกินน้ำสัตย์ซื่อสาบานต่อกันไว้ ต่อไปภายหน้าห้ามไม่ให้ลักของกัน หากไปพบสิ่งของซึ่งกันและกัน เมื่อต้องการก็ให้หยิบฉวยเอาไปได้ โดยไม่ต้องบอกให้เจ้าของรู้ก่อนก็ได้ ห้ามไม่ให้ปรับไหมใส่โทษกัน เว้นเสียแต่ฟันกล้วยโด้ยเมีย (เว้นเสียแต่ฟันกล้วยมิ่งกล้วยแนน กับโด้ยเมียคือเสพสมมียของกัน จึงให้เอาโทษ) การกินน้ำสัตย์ซื่อสาบานต่อกันเช่นนี้เรียกว่า “น้ำเสพ” คือกินน้ำป้อยด่าสาบแช่งไว้ หากฝ่ายใดล่วงเกินคำสาบานแช่งห้ามไว้ ก็จะได้รับผลตามคำสาบแช่งนั้นตลอดชั่งลูกหลานเหลนไม่มีสิ้นสุด คู่วิวาททั้งสองฝ่ายนี้เรียกว่า “ไทยน้ำเสพ” ข้อผูกมัดกันไว้นี้มีผลดี ทำให้ทั้งสองฝ่ายรักใคร่เป็นญาติสนิทใกล้ชิดกันสืบมา ทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติและเคารพนับถือกันอยู่มิได้ลดละ เท่ากับเพิ่มสายสัมพันธุ์กับฝ่ายพวกอ้ายเทาะ มาแต่ปู่สังคะสา – ย่าสังคะสีให้ดียิ่งขึ้น


สถานที่สร้างเมืองวัง

นับตั้งแต่ชาวพุไทยวัง ตามเสด็จขุนบรมจากนครหนองแสมาอยู่สิบสองเจ้าไทย เมื่อประมาณพ.ศ. ๑๒๘๐ แต่ในคราวอพยพเมืองปุงเมืองไล่เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู ซึ่งอยู่ในแคว้นสิบสองเจ้าไทยมาถึงเมืองสบแอ๊ะเชียงค๊อ มาถึงทุ่งเมืองเซะเมืองเตา มาถึงสถานที่ตั้งเมืองวังนั้นจะเป็นปีศักราชเท่าใดไม่ทราบ


จากประวัติพูไทยของท่านเจ้าคุณอริยเวที (พระมหาเขียน ฐิตสีโล ป.๙) พิมพ์พ.ศ. ๒๔๘๕ ว่าชาวพุไทยที่กล่าวนี้ มาขอพึ่งโพธิสมภารพระเจ้าอนุรุธราช เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์ (ซึ่งครองราชสมบัติระหว่างพ.ศ. ๒๓๔๗ ถึง ๒๓๖๙) แล้วพระองค์สอบถามได้ความว่า “พวกพูไทยเหล่านี้ เมื่ออยู่เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู เคยทำแต่ไร่ข้าวและสวนแตงเป็นต้น ไม่เคยทำนาเลย จึงสั่งให้ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองวัง อันอยู่ในอาณาเขตของเวียงจันทน์ทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกข่าเป็นอันมาก แต่ข่าพวกนั้นไม่ได้มาขึ้นแก่เวียงจันทน์”

ข้อความตอนนี้ทำให้เป็นที่สงสัยว่า เมืองวังตั้งอยู่ก่อนแล้วและเป็นเมืองของข่า ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า เมืองวังเป็นของชาวพุไทยตั้งขึ้นเมื่อคราวอพยพนี้เอง และตั้งพร้อมกันกับเมืองอื่นอีกหลายเมือง ซึ่งเป็นเมืองของเจ้าชายทั้ง ๗ พำนักอาศัย กับเป็นเมืองที่เสนาอำมาตย์อยู่อาศัยด้วย ดังจะกล่าวต่อไป แต่อย่างไรก็ดีอาณาเขตเมืองวังของพุไทยกับอาณาเขตเมืองของข่าต้องอยู่ใกล้ชิดติดแดนกัน
นอกจากนี้ยังสงสัยปีศักราชที่มาตั้ง ว่าจะมาตั้งก่อนปีรัชกาลของเจ้าอนุวงศ์ครองนครเวียงจันทน์หรือไม่ เพราะจากพงศาวดารลาวของพระครูกุสินาราพิทักษ์พระปลัดคำเมืองกาฬสินธุ์กล่าวว่า เมื่อพ.ศ. ๒๓๐๗ ท้าวกู่แก้วลูกพระบรมราชาเจ้าเมือนครพนม มาเกลี้ยกล่อมชาวเมืองวัง เมืองเชียงฮม เมืองผาบัง เมืองคำเกิด เมืองคำม่วน เมืองเซกะตาก เมืองเซกะบอง เข้าเป็นพรรพวกเพื่อไปปราบท้าวคำสิง ผู้เป็นพี่เขย ซึ่งตั้งตัวเป็นเจ้านครพนมแทนพระบรมราชา (พ่อตา) ที่ตาย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงสงสัยว่าเมืองวังตั้งมาก่อนพ.ศ. ๒๓๐๗

แต่เรื่องท้าวกู่แก้วจากเกล็ดพงศาวดารตอนหนึ่งว่าเป็นลูกพระบรมราชา (แอวก่าน) เจ้าเมืองศีโคตบูร ไม่ใช่เป็นเจ้าเมืองนครพนมดังกล่าว ด้วยเหตุเรื่องราวฝั้นเฝือกันดังนี้ จึงขอเล่าเรื่องในเกล็ดพงศาวดารนั้นไว้เพื่อเทียบเคียงกันดู คือ มีกษัตริย์กรุงศรีสัตนาคนหุตองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “เจ้ารามบัณฑิต” (ได้ตรวจสอบแล้วว่าตรงกับ “พระบัณฑิตโพธิสาร” เจ้าเมืองสีโคตบองอายุ ๗๑ ปี ครองล้านช้างเวียงจันทน์เมื่อค.ศ. ๑๖๒๒ (จ.ศ. ๙๘๔ – พ.ศ. ๒๑๖๕) ทิวงคตค.ศ. ๑๖๒๗ (จ.ศ.๙๘๙) - จากพงศาวดารลาวของพระครูกุสินาราพิทักษ์ – พระปลัดคำ – เมืองกาฬสินธุ์) พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่า “เจ้าศรีโคตร” เป็นผู้เข้มแข็งในการศึกสงครามมาแต่เยาว์วัย เป็นที่โปรดปรานพระราชบิดา ครั้นอายุได้ ๑๘ ปีได้เสกสมรสกับเจ้านางคำบน พระราชบิดาจึงโปรดให้มาสร้างเมืองขึ้น ที่แขวงเมืองมรุกขนครเดิม (ซึ่งร้างมาแต่พ.ศ. ๕๐๐) ได้สร้างขึ้นที่ฝั่งซ้านแม่น้ำโขงแต่เหนือเมืองเดิมมาก ได้แก่เมืองเก่าใต้เมืองท่าแขกที่บริเวณพระธาตุศรีโคตบูรเดี๋ยวนี้


ครั้นสร้างเมืองแล้ว พระราชบิดาได้มอบเขตแดนเมืองมรุกขนครเดิมให้ครอง ขึ้นต่อกรุงศรีสัตนาคนหุตมีผู้ครองเมืองสืบลำดับมาดังนี้
(๑) เจ้าศรีโคตร ครองเมืองอยู่จนพระชนม์ ๙๓ ปีก็ทิวงคต
(๒) เจ้านันทเสนผู้เป็นโอรสครองต่อมา พระชนม์ ๕๖ ปีก็ทิวงคต
(๓) พระเจ้านครหลวงพิชิตทศทิศราชธานีศรีโคตบูรหลวง เดิมชื่อเจ้าหน่อเมือง ได้เปลี่ยนนามเมืองจาก “มรุกขนคร” เป็น “ศรีโคตบูร” ตามชื่อแคว้นดั้งเดิมที่ปรากฎในตำนาน จุลศักราช ๙๗๖ ปีขาล ได้ลงมาปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม ก่อกำแพงล้อมกับซุ้มประตูชั้นกลาง และหอบูชาข้าวทั้ง ๔ ด้าน ตามสิลาจารึกว่า “ศักราได้ ๙๗๖ ตัวปีกาบยี่ มื้อฮ่วงได้ฤกษ์ ๓ ตัว ฯ” ตรงกับพ.ศ. ๒๑๕๗ แผ่นดินพระเจ้าธรรมมิกราชครองนครเวียงจัน ท่านครองเมืองอยู่ ๕๐ ปีพระชนม์ได้ ๗๕ ปีก็ทิวงคต
(๔) เจ้าสุมิตตธรรมราชธานีศรีโคตบูรหลวง ครองเมืองต่อมาพระชนม์ ๖๓ ปีก็ทิวงคต
(๕) เจ้าโพธิสาราช โอรสครองต่อมา (ได้ยกพระธาตุพนมเป็นอารามหลวง ถ้าผู้ใดไม่ได้รับอนุญาตจะทอดกฐินไม่ได้ ถือเป็นธรรมเนียมต่อมา จนสิ้นสมัยนครพนมปกครองด้วยข้าราชการพื้นเมือง เพิ่งเลิกเมื่อจัดระเบียบใหม่ สมัยพระยาสุนทรมาเป็นข้าหลวงนครพนม) พระชนม์ได้ ๕๘ ปีก็ทิวงคต
(๖) เจ้าวิชุลผลิตอากาศ อยู่ในราชการ ๗ ปีถูกเนรเทศ
(๗) เจ้าพระยาแสนเมือง
(๘) พระยาศรีโคตบอง (เชียงยา) ท่านผู้นี้มีนิยายว่ามีฤทธิ์เหลืออยู่ทุกวันนี้ ผู้แต่งประวัติเมืองนครพนมประมาณว่าพ.ศ. ๒๒๓๓ ตรงกับสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราชครองนครเวียงจันทน์
(๙) พระบรมราชา (เจ้าราชบุตรผู้น้อย)
(๑๐) พระบรมราชา (แอวก่าน) พ.ศ. ๒๒๘๑
(๑๑) พระบรมราชา (กู่แก้ว) พ.ศ. ๒๒๘๕

หมดสมัยท่านเจ้าเมืองนี้แล้ว บุตรหลานได้ยกข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งเมืองนคร (พนม) ที่ฝั่งขวา เยื้องเมืองเก่าไปทางเหนือ ภายหลังยกเป็นจังหวัดนครพนมสืบมาเดี๋ยวนี้
เรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับที่กล่าว เทียบแล้วท้าวกู่แก้วเป็นลูกพระบรมราชา (แอวก่าน) เมื่อปรากฏว่าท้าวกู่แก้วขึ้นครองเมืองศรีโคตบูรพ.ศ. ๒๒๘๕ ปีท้าวกู่แก้งไปเกลี้ยกล่อมชาวเมืองวังกับเมืองอื่นดังกล่าวมาแล้วนั้น ก็ต้องเป็นปีระหว่างพ.ศ. ๒๒๘๑ ถึง ๒๒๘๕ เมื่อเทียบกับปีที่กล่าวแล้ว (คือ ๒๓๐๗ - ๒๒๘๕) ก็ห่างกันถึง ๒๒ ปี จึงไม่อาจจะเชื่อได้ว่าข้างใดถูกข้างใดผิด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงสงสัยว่า เมืองวังตั้งมาก่อนพ.ศ. ๒๒๘๕ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบว่า พระบัณฑิตโพธิสาร (พระเจ้าราบัณฑิต) ครองนครเวียงจันทน์พ.ศ. ๒๑๖๕ กับพระเจ้านครหลวงพิชิตทศทิศราชธานีศรีโคตบูรหลวง ได้ครองเมืองศรีโคตบูร แล้วมาปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมพ.ศ. ๒๑๕๗ กลับเป็นปีก่อนพระบัณฑิตโพธิสาร (ปู่) ครองนครเวียงจันทน์ตั้ง ๘ ปี (๒๑๖๕ - ๒๑๕๗) เมื่อไม่แน่ใจในปีศักราชดังกล่าว จึงถือเอาเกณฑ์ปีมาสร้างเมืองวัง ระหว่างพ.ศ. ๒๓๔๗ ถึง พ.ศ. ๒๓๖๙ ตามประวัติพูไทยของท่านเจ้าคุณพระอริยเวที เป็นหลักคำนวณในหนังสือเล่มนี้ (แต่อย่างไรก็ดีเรื่องปีมาสร้างเมืองวัง ผู้เขียนสงสัยว่าจะสร้างมาก่อนพ.ศ. ๒๓๐๗ ดังกล่าวแล้ว คืออย่างน้อยก็สร้างสมัยเจ้าสิริบุญสาร (พ่อเจ้าอนุ) ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์ระหว่างพ.ศ. ๒๒๗๓ – ๒๓๒๒ เพราะเมื่อเทียบเรื่องทางบั้งจุ้มที่ว่าคนเมืองหนองบัวลำภูเป็นคนพวกเสียเคราะห์บ้านเคราะห์เมือง จึงให้มาอยู่หนองบัวลำภูตำคำดองเขาน้อยเพียงภาบาทเท่านั้น เรื่องนี้แสดงว่าเมืองวังตั้งอยู่ก่อนแล้วจึงรู้ เรื่องนี้ถ้าข้าพเจ้าเข้าใจไม่ผิดก็ว่าตรงกับสมัยเจ้าผาขาว, พระวรราชภักดี, พระตาให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในนครเวียงจันทน์ ซึ่งมีเรื่องพิพาทย์เจ้าสิริบุญสาร ด้วยเหตุโอรสเจ้าสิริบุญสารผิดประเวณีกับหลานสาวเจ้าผาขาวจนมีท้อง จึงต้องหนีมาอยู่บ้านหินโงมหนองบัวลำภู เรื่องมีว่าภายหลังหลานสาวเจ้าผาขาวประสูติลูกชายชื่อลมพมกร เป็นเมืองกาฬสินธุ์เดี๋ยวนี้ ส่วนเมืองวังนั้นต้องสร้างก่อนตั้งเมืองนครพนมด้วย เพราะขณะนั้นท้าวอู่แก้วยังคงเป็นเจ้าเมืองศรีโคตบูรอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง คือยังไม่ให้อพยพข้ามโขงมาตั้งเป็นเมืองนครพนม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ว่า เมืองวังสร้างขึ้นก่อนพ.ศ. ๒๒๘๕ ส่วนนี้เป็นความคิดเห็นของข้าพเจ้าผู้เขียนโดยเฉพาะ

จากตำนานอุรังคธาตุ (พระธาตุพนม) ว่าเมืองศรีโคตบูรอยู่ใต้ปากลำน้ำเซบั้งไฟ ซึ่งไหลตกแม่น้ำโขงฝั่งซ้ายตรงกันข้ามกับพระธาตุพนม ครั้นพระเจ้าศรีโคตบูรองค์ที่ตำนานอ้างว่า ได้ต้อนรับพระศาสดาที่เสด็จมาโปรดสัตว์ถึงนครนี้ทิวงคตแล้ว พระอนุชาพระนามว่า “พระยานันทเสน” ได้ครองเมืองต่อมาได้ ๑๓ ปี พระศาสดาจึงได้นิพพาน และพระองค์ได้ร่วมคณะสร้างพระธาตุพนมเป็นครั้งแรก เป็นผู้อำนวยการด้านเหนือ ครั้นพระยานันทเสนทิวงคต เสนาอำมาตย์ย้ายเมืองมาตั้งทางเหนือในดงไม้รวก จึงขนานนามเมืองว่า “มรุกขนคร” สืบพระวงศ์ต่อไปถึงองค์ที่ ๕ ชื่อพระยานิรุฏฐราช มีจิตใจกระด้างไม่เลื่อมใสในแก้วทั้ง ๓ ประพฤติพระองค์มิชอบหลายอย่าง บ้านเมืองเกิดวิบัติหล่มร้างพลเมืองแตกหนี เมืองมรุกขนครจึงเป็นเมืองร้างเมื่อพ.ศ. ๕๐๐
จากบั้งจุ้มที่ว่า “เมืองมรุกขนครลาวเก่า” ย่อมหมายถึงว่าเมืองมรุกขนครมี “ลาวเก่า” เป็นเจ้าผู้ปกครองแต่ลาวเก่าเราทราบแล้วว่าคือพุไทย ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพราะฉะนั้นเมืองมรุกขนครซึ่งเป็นราชธานีแว่นแคว้นศรีโคตบูร (แคว้นละว้าโคตบูร) จึงมีลาวเก่าคือพุไทยเป็นกษัตริย์ปกครอง
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า “เมืองวัง” ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตรงกันข้ามกับพระธาตุพนม

บัดนี้เล่าเรื่องข่าพื้นเมืองเดิมที่พุไทยวังไปตั้งบ้านเมืองอยู่ปนข่าพวกนี้เขาเป็นใหญ่ปกครองตนเองเป็นอิสระไม่ขึ้นกับผู้ใด มีพระยาข่าชื่อ “กุลาอังหรืออาง (ตุลาอังหรืออาง)” มีลูกสาวชื่อ “มุนซา” เขาปกครองบ้านเมืองไปตามแบบของเขา นับว่าเขาก็ใหญ่พอควร
ทีนี้กล่าวถึงเรื่องสร้างเมืองวังต่อจากที่เล่าแล้วว่า เจ้าชายทั้ง ๗ และบ่าวไพร่ราษฎรที่อพยพมาก็พากันสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ตามอัธยาศัยความคิดใคร่ของตน เถอะ เป็นที่พำนักชั่วคราวเสียก่อน ตรงที่เป็นแต่งก็เรียก “แต้งเท๊ะ” บ้านตานหลิวบ้านสะคึนอยู่ติดกับเมืองจำพอน ส่วนพวกบริวารก็ต่างคนต่างสร้าง มีหลายบ้านหลายเมืองซึ่งไม่อาจจะนำมาเล่าได้ทั้งหมด หากเล่าผิดพลาดก็ขออภัย เพราะผู้เขียนไม่เคยไปเห็นมาด้วยตาว่าไปตามคำบอกเล่าและจดจากบันทึกของผู้อื่นเท่านั้น เมืองที่สำคัญและจำได้ก็มี เมืองวัง เมืองมหาชัยกองแก้ว เมืองสูง เมืองอู่ เมืองตะโปน (เซโปน) เมืองเชียงฮ่ม เมืองผาบัง เมืองพ้อง เมืองพลาน เมืองพิน (เดิมเรียกเมืองพี่) เมืองนอง (เดิมเรียกเมืองน้อง) เมืองคำอ้อ เมืองคำเกิด เมืองคำโง่น (คำม่วน) เมืองเซกะตาก เมืองเซกะบอง เหล่านี้เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบ้านเล็กเมืองน้อยกระจัดกระจายอยู่ตามทำเลหากิน และเรียกชื่อตามถิ่นทำเลหากินว่า ไทยนาเต้อ (นาใต้) ไทยนาโม้ ไทยนายม ไทยนาซะเลาะ ไทยนากะปาง ไทยนาหมาหลู่ย ไทยกกต้องนาทึง ไทยนามะเขือ ไทยนาผักอีตู่ ไทยกะป๋อง ไทยซะเงย ไทยจะหลาง (กินกวางมิไส้) บ้านแก้งเก๊าะ, บ้านโทด, บ้านหนองน้ำจันทน์, บ้านตาแหลอ เมื่อสร้างเมืองอื่นเสร็จแล้ว เจ็ดพี่น้องจึงแยกย้ายกลับไปตั้งอยู่ที่เมืองวัง และเมืองอื่นในเขตเมืองวัง ข้าพเจ้าผู้เขียนเป็นไทยนาเต้อ ชาวเรณูเป็นไทยนาโม้
เจ้าชายทั้ง ๗ มิได้อยู่ร่วมเมืองเดียวกัน ชุมอาดญาอ้ายผู้มีอายุหลายและมีครอบครัวแล้ว ก็ย้ายกันอยู่คนละเมืองพร้อมกับชาวเมือง หาญปุ้ยกับหาญดอกเลาสองพี่น้องน้อยให้อยู่เมืองวัง หาญโปงอยู่เมืองมหาชัยกองแก้ว นอกจากนั้นก็อยู่เมืองตะโป้น เมืองน้ำเนา เมืองเชียงฮึ่ม เมืองผาบัง ข่าเมืองเซะเมืองเตาอยู่เมืองสงเมืองอู่ นอกนั้นความไม่ชัดจึงบอกได้แต่ว่า ได้แยกย้ายกันอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ที่กล่าวแล้ว พร้อมกับพวกไทหอและหมู่เสนาอำมาตย์ด้วย รวมเรียกคนทั้งหมดนี้ว่า “ชาวเมืองวังหรือไทยเมืองวัง หรือไทยวัง” ชาวเมืองวังประกอบด้วยคนหลายภาษา เป็นพี่น้องร่วมกันมาแต่ก่อน มีพุไทย ข่า ลาว ย้อ โย่ย กะเลิงเป็นต้น

ชาวเมืองวังปกครองตัวเองตามแบบบรรพบุรุษเป็นอิสระอยู่ต่งหาก แต่เพราะยังไม่มีอำนาจกล้าแข็งพอจึงต้องพึ่งโพธิสมภารของเจ้าลาวนครเวียงจันทน์ และเจ้าแกวผู้มีแดนต่อกันทางลาดคำโล้ด้วย ส่งดอกไม้เงินคำแก่เจ้าเวียงจันทน์ทุกปี และทุก ๓ ปีส่งช้างเชือกหนึ่งแก่เจ้าแกว
(ตรงนี้ขอเล่าทบทวนสายสัมพันธญาติสักนิดน้อยว่า อันที่จริงเจ้านครเวียงจันทน์กับชาวพุไทยวัง หาใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนไม่ เป็นคนสายเลือดเดียวกัน ร่วมสายเลือดกันมาแต่ครั้งแถนแต่งกับขุนบรมสมัยยังอยู่นครหนองแส ครั้นมาอยู่สิบสองจุไทยขุนบรมส่งขุนลอ (ลูกชาย) มาเป็นเจ้าเข้าครองเมืองชวา ฤษีสองพี่น้องร่วมสร้างเมืองที่ “เชียงดงเชียงทองศรีสัตนาคเมืองชวา” มีต้นไม้ทองใหญ่ ๑๗ อุ้มสูง ๑๑๗ วา บานดอกตลอดกาล (บุปผาผายซู่ยามมิฮ่วย) เราเรียกกรุงศรีสัตนาคนหุต หรือเมืองล้านช้างหลวงพระบาง สืบกษัตริย์จากขุนลอมาถึงพระเจ้าโพธิสารองค์ที่ ๔๐ พระองค์มีลูกชายชื่อพระไชยเชษฐา ไปครองเมืองเชียงใหม่แทนพระเมืองเกษเกล้า (พระเจ้าตา) ที่ทิวงคต ต่อมาพระเจ้าโพธิสารทิวงคตก็เสด็จกลับมา แต่ไม่ประทับที่เมืองล้านช้างหลวงพระบาง พระองค์ไปสร้างที่เมืองล้านช้างเวียงจันทน์ขึ้นใหม่เมื่อพ.ศ. ๒๑๐๓ แล้วสืบเชื้อกษัตริย์มาถึงเจ้าอนุวงศ์ดังกล่าว เมื่อสายสัมพันธ์เป็นมาดังว่านี้ จึงว่าเจ้านครเวียงจันทน์กับชาวพุไทยวังสืบสายโลหิตเดียวกัน เว้นแต่ระยะเวลาห่างกันหลายปีเท่านั้น)

วิธีการปกครองบ้านเมืองใช้ระบอบการปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์แถน ซึ่งขุนบรมนำมาใช้ที่สิบสองจุไทยทุกประการ ได้แก่ลัทธิประชาธิปไตยกษัตริย์เหนือกฎหมาย (สมบูรณาญาสิทธิราชประชาธิปไตย) ประกอบด้วยหลักสำคัญ ๓ ประการ คือ (๑) คองเมือง (ครรลองเมือง) (๒) ลัทธิตกช้างฮ้างเมือง (ตกช้างร้างเมือง) (๓) ราชศาสตร์คองเมือง (กฎหมายโบราณ)
ท่านจัดตามคองเมืองดังนี้ กษัตริย์ผู้ปกครองประชาราษฎร์ตามคองเมืองมี ๔ คือ เจ้าแผ่นดิน ๑ เจ้าอุปฮาด (เจ้าอุปราช) ๑ เจ้าราชวงศ์ ๑ เจ้าราชบุตร ๑ แต่ตำแหน่งเจ้าแผ่นดินไม่มี เพราะได้ลดน้อยถอยฐานะลงมากแล้ว คงเป็นได้ก็เพียงแต่เจ้าเมือง จึงประชุมปรึกษาพร้อมด้วยอาณาประชาราษฎร์ เห็นสมควรให้ท้าวหาญโปงเป็นเจ้าเมืองวัง จึงพร้อมกันสถาปนาบรรดาศักดิ์ให้ท้าวหาญโปงเป็น “พระยาคำพิฑูรย์” โดยใช้นามพระยาพ่อผู้ล่วงลับไปแล้วมาแทน เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกคำนึงถึงให้ท้าวหาญแดงเป็นเจ้าอุปฮาด ให้ท้าวหาญแพงเป็นเจ้าราชวงศ์ ให้ท้าวหาญตุ้ยเป็นเจ้าราชบุตร

ส่วนตำแหน่งเสนาอำมาตย์ ๑๒ จุ้ม รวมเป็น ๖๙ พระยา มีใครเป็นใครบ้างนั้นจำไม่ได้ แต่ว่ามีมาพร้อมแล้วในคราวอพยพ หากขาดเขินท่านตั้งขึ้นเองได้ จึงขอบอกเฉพาะตำแหน่งพระยาตามคองเมือง ซึ่งเป็นชื่อตำแหน่งประจำทุกกาละสมัยที่ใช้คองเมืองนี้ คือ
(๑) เมืองแสน ๑ เมืองขวา ๑ เชียงเหนือ ๑ เมืองฮาม๑ นามมะฮุง ๑ เชียงสา ๑ พันนา ๑ สองเมือง ๑ นาเหนือ ๑ หมื่อหน้า ๑ สิบพระยานี้เสนาฝ่ายขวา
(๒) เมืองกลาง ๑ พระชุม ๑ พระโยธา ๑ ซานนท์ ๑ ศรีคันธมาน ๑ ศรีสมุด ๑ ศรีสุนนท์ ๑ เจ็ดพระยานี้เจ้าเส้นเสนาฝ่ายกลาง
(๓) เมืองจัน ๑ เมืองซ้าย ๑ เชียงใต้ ๑ เมืองปาก ๑ สักขา ๑ เมืองคุก ๑ พันหนอง ๑ อีไล ๑ นาใต้ ๑ เมืองแพน ๑ สิบพระยานี้เสนาฝ่ายซ้าย
(๔) ศุโภ ๑ คำมุร ๑ เวียงแก ๑ เวียงคำ ๑ อุปราชา ๑ หมื่นเสมอใจ ๑ หกพระยานี้ฝ่ายพวกทหาร.
(๕) ซามุนตี ๑ ซาโนชิต ๑ ซามาตย์ ๑ ซาเนตร ๑ ซาทิพรด ๑ ซากำนัน ๑ มหาโนชิต ๑ ซาราชวัตร ๑ อุดทามุนตี ๑ แสนไทยทงยศ ๑ สิบพระยานี้ชื่อว่าพราหมณ์ทั้ง ๑๐ เป็นฝ่ายพวกมะโรงสั่งสอนอรรถธรรม
(๖) พระละคร ๑ พลเศิกขวา ๑ พลเศิกซ้าย ๑ สามพระยานี้ฝ่ายรักษาพระนครหลวง
(๗) นักภูมินทร์ ๑ คำชุมพู ๑ สองพระยานี้ฝ่ายมหาเหล็กขวาซ้ายหน้าหลัง.
(๘) ซาบรรทม ๑ ซามะหลัด ๑ คำเพียงตา ๑ ราชะราช ๑ สี่พระยานี้เป็นฝ่ายรักษาปักตู
(๙) พลเตซะ ๑ ซาภักดี ๑ วงศ์ภูธร ๑ (ตก ๑ ตำแหน่ง) สี่พระยานี้เป็นฝ่ายจำหนวดขวาซ้ายหน้าหลัง
(๑๐) นักพุทธวงศ์ ๑ มหาโคตร ๑ หมื่นวงศ์ไชยา ๑ อัคฮาด ๑ สี่พระยานี้เป็นฝ่ายรักษาคนพวกหลวง
(๑๑) ศรีสุธรรม ๑ แขกขวา ๑ แขกซ้าย ๑ ซาบุรม ๑ สี่พระยานี้นายเวรทั้ง ๔ เป็นฝ่ายรับแขกเมือง
(๑๒) ราชโกฏ ๑ สีหาคัง ๑ แสนจัน ๑ ศรีสุทอ ๑ แสนยศ ๑ ห้าพระยานี้เป็นฝ่ายรักษาคลัง

ส่วนการจัดตามลัทธิตกช้างฮ้างเมือง ท่านให้ไทหอที่อพยพติดตามมา ยังคงเป็นไทหอตามเดิม คือให้มีหอหลวง (เจ้าหอหลวง, เจ้าหลักคำ) เป็นประธานกับหอน้อย (หอกะจัน) เป็นรองประธานในหมู่คณะไทหอ ไทหอมีอำนาจหน้าที่คอยดูแลควบคุม การปฏิบัติราชการของพระมหากษัตริย์ (เจ้าเมือง) ให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนการปกครองบ้านเมือง ซึ่งเรียกว่าฮีตคนและให้คอยดูแลควบคุมพระมหากษัตริย์ผู้ครองเมือง ให้ปฏิบัติไปตามระเบียบแบบแผนของผีที่เกี่ยวกับการครองเมืองด้วย ซึ่งเรียกว่าฮีตผี หากการปกครองขอพระมหากษัตริย์ไม่ดี ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นเหตุให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนเป็นต้น ไทหอคือหอหลวงกับหอน้อยก็เชิญองค์กษัตริย์ไปตัดปะโคนช้าง (ประคนช้าง) กษัตริย์ก็ตกช้างลงพร้อมแหย่งช้าง และขาดจากตำแหน่งเป็นพระมหากษัตริย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เรียกว่า “ตกช้างฮ้างเมือง” ดังจะกล่าวต่อไป แล้วไทหอซึ่งเป็นตัวแทนของประชาราษฎร ก็แต่งตั้งพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นแทน ตามความเห็นชอบของราษฎร โดยเข้าพระราชพิธีแต่งตั้งกษัตริย์กับไทหอ ป่าวอัญเชิญเทพยดาเจ้าทั้งหลาย เชิญเสด็จมาเป็นองค์สักขีพยาน แล้วกล่าวคำป้อยคำสาบแช่ง ใส่ขันน้ำสาบานและทั่งเหล็กแดงหนักหมื่นห้าชั่งที่เตรียมเอาไว้แล้ว ให้กษัตริย์กับไทหอว่าตามคำป้อยสาบแช่ง ที่ท่านผู้มีอาวุโสเป็นผู้กล่าวนำ จุดประสงค์ที่เป็นข้อใหญ่ใจความก็คือ ให้กษัตริย์กับไทหอปฏิบัติราชการไปตามสิทธิและหน้าที่ของตน ตามที่ท่านกำหนดเอาไว้หลายข้อ (ดังแจ้งอยู่ที่ลัทธิตกช้างฮ้างเมืองซึ่งพิมพ์เป็นเล่มหนึ่งต่างหากแล้ว) เช่นให้กษัตริย์มีสิทธิและหน้าที่ปกครองบ้านเมืองให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ไทหอมีอำนาจและหน้าที่ปลดและแต่งตั้งกษัตริย์ได้ ไทหอไม่มีสิทธิจะได้เป็นกษัตริย์ ไทหอมีสิทธิเสมอราษฎร ห้ามไม่ให้ฝ่ายกษัตริย์กับฝ่ายไทหอทำการสมรส (สมพงษ์) ด้วยกันตลอดชั่วลูกหลาน ฯ เหล่านี้เป็นต้น เมื่อเสร็จพิธีสบถสาบานสัตย์ซื่อต่อกันแล้ว ท่านก็เอาพร้าฟันป๊กลงที่ทั่งเหล็กแดงนั้นให้เป็นรอย เป็นเครื่องหมายสักขีพยานว่าได้ปฏิบัติครบถ้วนแล้วทั้งกษัตริย์และไทหอก็ดื่มน้ำสาบานนั้น แล้วท่านให้เอาทั่งเหล็กแดงนั้นไปทิ้งลงน้ำใหญ่ และในคำป้อยสาบแช่งมีเงื่อนบังคับหลังไว้ว่า จนกว่าทั้งเหล็กนี้จักเปื่อยหายละลายสูญสิ้น จึงให้หายคำป้อยสาบแช่ง.
อนึ่งการแต่งตั้งพระยาคำพิฑูรย์เป็นเจ้าเมืองวัง ทั้งพระยาคำพิฑูรย์และไทหอก็เข้าร่วมพระราชพิธีแต่งตั้งกษัตริย์กับไทหอ ดังกล่าวมานี้เช่นเดียวกันและบั้งจุ้มกล่าวว่าทั่งเหล็กแดงทิ้งลงที่น้ำเซ เมืองจำพอนนั่นเอง และในโอกาศต่อไปเมื่อมีการแต่งตั้งเจ้าเมืองวังอย่างเดียวก็ดี หรือแต่งตั้งไทหออย่างเดียวก็ดี หรือแต่งตั้งทั้งสองพร้อมกันก็ดี บุคคลทั้งสองจะต้องเข้าร่วมพระราชพิธีนี้พร้อมกันทุกครั้ง เพราะเกี่ยวกับการให้คำสัตย์ปฏิญาณสบถสาบานต่อกัน
วิธีตกช้างฮ้างเมืองทำอย่างนี้ เมื่อเห็นว่ากษัตริย์มีเหตุสมควรปลดหรือถอดถอน หอหลวงหับหอน้อยก็ขึ้นช้างไปเชิญกษัตริย์ขึ้นหลังช้างด้วย แล้วควาญก็ขับช้างตระเวนไปทั่วเมือง พร้อมกับตีฆ้องร้องป่าวประกาศว่า พระยาองค์นี้ (ออกพระนามด้วย) ตกช้างฮ้างเมืองแล้วมิให้เป็นพระยาครองเมืองต่อไปอีก เมื่อเป็นที่ทราบทั่วถึงกันแล้ว ควาญก็ตัดประคนช้างตีนถีบแหย่งลงจากหลังช้าง พระยาก็ตกช้างลงพร้อมกับแหย่ง.

สำหรับวิธีปฏิบัติราชการทางด้านราชศาสตร์คองเมือง คือการใช้กฎหมายโบราณปกครองราษฎรชาวเมือง เชื่อว่าท่านอนุโลมใช้ตามแบบโบราณ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจึงปกครองไปตามที่ราชศาสตร์คองเมืองกำหนดไว้ ซึ่งมีโทษจำคุกเพียง ๒ แห่งเท่านั้น ได้แก่โทษเป็นชู้กับนางสนมกรมวังและลักของหลวง นอกจากนี้ก็บัญญัติโทษเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ท่านตั้งพิกดพิกาดไว้เฉพาะอย่าง ดังกล่าวแล้วข้างต้น เมื่อมีผู้กระทำความผิดหรือละเมิดตามที่ตั้งไว้ก็เป็นหน้าที่ของขุนบุพพะวิไสจะพิจารณาพิพากษาลงโทษตามที่ตั้งไว้นั้น เชื่อว่าที่เมืองวังยังคงปฏิบัติตามที่กล่าวนี้ เพราะเมื่อชาวเมืองวังอพยพเข้ามาตั้ง เป็นเมืองกุดสิมนารายณ์อยู่ที่ประเทศไทย ก็ปรากฎว่าท่านยังใช้วิธีเดียวกันนี้ประปรายเรื่อยมา ส่วนที่เมืองวังจะได้มีการเปลี่ยนแปลงโทษถึงจำคุกเพิ่มขึ้นตามกาละสมัย ในความผิดฐานอื่นอีกหรือไม่ ๆ ทราบ และจะมีคุกสำหรับคุมขังนักโทษหรือไม่ก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน
สถานที่ว่าราชการของเจ้าเมืองวังจะมีอย่างไรอยู่ที่ไหนก็ไม่มีผู้บอกไว้ ข้าพเจ้าจึงคาดเดาเอาว่าท่านตั้งเป็นศาลาที่ว่าการเอาไว้ที่ตัวเมืองวังนั่นเอง เพราะเมื่อลูกชายพระยากล้า (หาญดอกเลา) เจ้าเมืองวัง คือเจ้าราชวงศ์กอกับพวกอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศ และตั้งเป็นเมืองกุดสิมนารายณ์ขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๓๘๘ ก็ยังตั้งศาลาที่ว่าการไว้เป็นสถานที่ทำราชการสืบต่อกันมายุบเมืองลงเป็นอำเภอ ซึ่งเชื่อว่าการตั้งที่ว่าการนี้ท่านเอาอย่างพระยาพ่อมาจากเมืองวัง แล้วจึงมาตั้งศาลาที่ว่าการขึ้นที่เมืองนี้ อนึ่งการไปมาหาสู่กันที่เมืองวังท่านใช้ช้างเป็นยานพาหนะขับขี่


นอกจากนี้เรื่องผีมะเหศักดิ์ (ผีทะหลา) ซึ่งเป็นผีประจำองค์กษัตริย์ผู้ครองเมือง ท่านได้แต่งเครื่องสักการะ มีดอกไม้เทียนคู่ เผิ้งพันนำมันหมื่นคำแปดบาท ไปอัญเชิญเอาที่หอมะเหศักดิ์ศาลากกหว้าเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู เมือคราวอพยพให้มาประทับอยู่ที่หอมะเหศักดิ์ ซึ่งตั้งหอไว้ที่กกกะบก บ้านนากะปางเดียวนี้


เมื่อเจ้าชายทั้ง ๗ จัดระเบียบการครองเมืองวังเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเนื่อจากการอพยพคราวนี้ไม่มีพระภิกษุสามเณรติดตามมาด้วย เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์จึงส่งพระครูรูปหนึ่งมาให้ เพื่อให้มาเป็นผู้แนะนำสั่งสอนพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในทางพระพุทธศาสนาให้แก่ชาวเมืองวังต่อไป นับว่าเป็นการตั้งต้นใหม่ก็ว่าได้ เพราะว่าบรรพบุรุษชาวเมืองวังเคยนับถือพระพุทธศาสนามาก่อนแล้ว ตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่นครหนองแส ซึ่งปรากฏจากหนังสือใบลานเก่า ๆ ครั้งกระนั้นว่าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก แม้การแต่งกาพย์กลอนของไทโบราณ ที่เรียกว่ากลอนลาวนั้นก็ได้อาศัยหลักเกณฑ์จากกาพย์สารวิลาสินีในทางพระพุทธศาสนา และได้ตั้งต้นเจริญมาก่อนแล้วที่นครหนองแส ซึ่งเชื่อว่าท่านสมฌานักปราชญ์ใหญ่เป็นปถมจารย์ราวพ.ศ. ๑๒๐๐ แล้วจึงเผยแพร่ลงมาทางเมืองนาคอง (เมืองพะเยา) ก่อน ภายหลังต่อมาจึงแผ่ผายมาถึงเราเดียวนี้ แม้แต่สำนวนเทศน์เรื่องพระเวสสันดรที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ ข้าพเจ้าเชื่อและยืนยันว่าต้นฉบับแต่งขึ้นครั้งอาณาจักรหนองแสเป็นแน่แท้ แต่เมื่อบรรพบุรุษชาวเมืองวังมาอยู่ที่สิบสิงจุไทย จะมีพระภิกษุสามเณรหรือมีวัดพุทธหรือไม่ ๆ ทราบ ครั้นมาอยู่ที่เมืองวังและได้รับพระพุทธศาสนาเช่นนี้ จึงเป็นที่ชื่นชมยินดีแก่ชาวเมืองวังเป็นอย่างยิ่ง เจ้าชายทั้ง ๗ พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ราษฎรชาวเมือง จึงพร้อมกันทำบุญอัฐะบังสกุลเป็นการต้อนรับพระพุทธศาสนาที่เมืองน้ำเนา เมืองจำพอน สมโภชอยู่ ๗ วัน ๗ คืน คนทั้งหลายสนุกครึกครื้นโดยทั่วหน้า มีการเล่นเต้นลำทำเพลงตามประสามี ดีดสีตีเป่าสนุกสนานยิ่ง ใครมาร่วมงาน ณ สถานที่นั้น อดรนทนไม่ได้จำต้องฟ้อนทุกคนถึงกับได้เรียกเมืองนี้ว่า “เมืองจำฟ้อน” ภายหลังต่อมาจึงกลายเป็น “เมืองจำพอน”


เรื่องระเบียบการทางฝ่ายคณะสงฆ์ท่านจัดไว้เป็นสอง มีลำดับสมณศักดิ์กับตำแหน่งบริหารการคณะสงฆ์ดังนี้
ลำดับสมณศักดิ์มี (๑) พระอันดับ (พระสงฆ์ลูกวัด ไม่ใช่พระผู้เป็นประธาน) (๒) พระสมเด็จ (ญาติโยมเห็นดีเห็นชอบ หดสรง (เถราภิเษก) เอาจากรพะอันดับ เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระ (สมเด็จ) ) (๓) พระซา (ญาติโยมเห็นดีเห็นชอบ พร้อมกันหดสรงเอาจากพระสมเด็จ เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระซา) เทียบปเรียญ ๖ (ป.๖) (๔) พระครู (ญาติโยมเห็นดีเห็นชอบ พร้อมกันหดสรงเอาจากพระซา เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครู) เทียบปเรียญ ๙ (ป.๙)
อนึ่งเรื่องการลาสิกขาบท คือสิก หรือ สึกออกเป็นคฤหัสนั้น ควรทราบประวัติคนสมัยโบราณไว้ด้วย เช่น สึกจากสามเณรเรียกว่า “เชียง” นำหน้าชื่อ, สึกจากพระอันดับเรียกว่า “ทิต” นำหน้าชื่อ, สิกจากพระสมเด็จ, พระซา, พระครูเรียกว่า “จารย์” นำหน้าชื่อ เช่น จารย์สมเด็จ, จารย์ซา, จารย์ครูนำหน้าชื่อ เฉพาะผู้ที่ควรให้เกียรติกว่านี้ก็มักเพิ่มคำ “พระ” เข้าไป เช่น พระจารย์หรือพระอาจารย์ครู เป็นต้น
ตำแหน่งบริหารการคณะสงฆ์มี (๑) ฝ่าย เทียบเจ้าคณะตำบล (๒) ด้าน เทียบเจ้าคณะอำเภอ (๓) หลักคำ เทียบเจ้าคณะจังหวัด (๔) ลูกแก้ว เทียบเจ้าคณะใหญ่ (๕) ยอดแก้ว เทียบสมเด็จพระสังฆราช การเรียกขานระหว่างพระภิกษุใช้คำนำหน้านามว่า “มอม” เช่น มอมก. , มอมข. เป็นต้น (มอมตรงกับหม่อม) และเรียก “พระ” ว่า “เจ้าหัว” เรียก “เณร” ว่า “จัว” หรือ “เณร”
ทีนี้เล่าเรื่องเจ้าชายทั้ง ๗ ครองเมืองวัง ต่อจากที่เล่าไว้ข้างต้น ความตอนนี้เก็บจากบันทึกของเจ้าไชยะกุมาร นนทิสาร (พ่อผู้เขียน) ชื่อนี้เรียกตามคำเรียกขานกันระหว่างคนรุ่นพ่อ กับจากปากคำของนายกัณหา (จารย์เกด) ลูกหลานฝ่ายบั้งจุ้มบ้านโพนสวาง ผู้ให้ความสว่างแก่ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้หลายอย่าง จึงขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบกันแล้ว เรื่องราวยังขัดกันและไม่ชัดแจ้งพอ ผู้เขียนจึงเพียรปรับรูปเรื่องให้เข้ากันว่าควรจะเป็นดังนี้
เมื่อพระยาคำพิฑูรย์ (หาญโปง) ได้เป็นเจ้าเมืองวังและปกครองบ้านเมือง ต่อมาคงไม่นานนักท่านก็ถึงแก่อนิจกรรม หาญแดงผู้เป็นเจ้าอุปฮาดก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าเมืองวังแทนพี่ชาย สถาปนาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาแก้ว ส่วนตำแหน่งเจ้าอุปฮาดที่ว่างก็เลื่อนเจ้าราชวงศ์หาญแพงขึ้นเป็นเจ้าอุปฮาด และเลื่อนเจ้าราชบุตรหาญตุ้ยเป็นเจ้าราชวงศ์ ตำแหน่งเจ้าราชบุตรที่ว่างก็ให้หาญสุกสุ้ยเป็นเจ้าราชบุตรแทน
เมื่อพระยาแก้ว (หาญแดง) ครองเมืองต่อไปไม่นานนักก็ถึงแก่อนิจกรรม จึงเลื่อนเจ้าอุปฮาด (หาญแพง) ขึ้นเป็นเจ้าเมืองวัง สถาปนาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาหน้าก่ำ ตำแหน่งเจ้าอุปฮาดที่ว่างก็เลื่อนเจ้าราชวงศ์หาญตุ้ยเป็นเจ้าอุปฮาด และเลื่อนเจ้าราชบุตรหาญสุกสุ้ยเป็นเจ้าราชวงศ์แทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งหาญปุ้ยเป็นเจ้าราชบุตรแทนตำแหน่งที่ว่าง
ต่อจากนี้ไปจนสิ้นอายุเมืองวัง การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่ว่างด้วยเหตุใดก็ตาม ต้องเป็นไปในทำนองที่กล่าวนี้ แต่จะเป็นใครบ้างในรุ่นลูกหลานของท่านเหล่านั้น ผู้เขียนไม่อาจที่จะนำมาเล่าได้ เพราะสับเปลี่ยนกันอยู่ระหว่างเวลาราว ๓๗ ปี
(ตามบันทึกเจ้าไชยะกุมารจดมาจากทางบั้งจุ้มเช่นเดียวกัน แต่จดเมื่อผู้เขียนยังเด็ก เชื่อว่าเป็นความจริง ข้อความไม่ละเอียดพอจะเก็บเรื่องให้ดีได้ พ่อลำดับชื่อเจ้าเมืองวังไว้ดังนี้ (๑) พระยาคำพิฑูรย์ (๒) พระยาแก้ว (๓) พระยาหน้าก่ำ (๔) พระยากล้า (๕) พระยาราชเตโซ (๖) เจ้าก่ำ เมื่อเป็นดังนี้ผู้เขียนจึงวางรูปเรื่องให้เข้ากับบันทึกของพ่อ เพราะเห็นว่าเป็นจริงตามนั้น แต่ยังมีปัญหาอยู่ว่าก่อนพระยาราชเตโชจะได้เป็นเจ้าเมืองวัง ทางบั้งจุ้มยืนยันว่าพระยาราชเตโซได้ฆ่าพี่ชายผู้เป็นเจ้าเมืองวังอยู่ขณะนั้น แล้วจึงตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองวังแทนอ้าย ปัญหาจึงมีว่าใครคืออ้ายและใครคือพระยาราชเตโช ปัญหาข้อนี้แหละที่ข้าพเจ้าแก้ไม่ตก จึงต้องจับตัวอ้ายคนหนึ่งให้เป็นเจ้าเมืองวัง และจับตัวน้องคนหนึ่งให้เป็นพระยาราชเตโช  ซึ่งทั้งสองคนก็อยู่ในวงเจ้าชายทั้ง ๗ เมื่อเป็นเช่นนี้ผิดชอบประการใด ขออย่าให้มีกรรมแก่ข้าเทอญ)
ระยะนี้ขอย้อนกล่าวถึงท้าวกล้า (หาญดอกเลา) โอรสองค์เล็กของเจ้าฟ้าคำแดง ในสมัยที่อพยพจากเมืองน้ำน้อยอ้อยหนูมาอยู่เมืองวังนั้น ท่านยังเด็กครั้นอยู่มาหลายปีเจริญวัยขึ้น ปรากฎว่าท่านเก่งกล้าสามารถหลายทาง เกี่ยวกับฝ่ายหญิงแล้วก็นับว่าดีเด่นมีเมียถึง ๔ คน ในสมัยกำลังหนุ่มแน่นไปรักใคร่กับนางมุนซา ลูกพระยาข่ากุลาอังจนได้เป็นเมีย ไม่ปรากฎว่ามีลูกด้วยกันหรือไม่ ครั้นพระยาข่ากุลาอังตายจึงเกิดปัญหาขึ้นว่าท้าวกล้าอยากเป็นเจ้าเมืองข่าแทนพ่อตา แต่พวกข่าเขาก็ไม่ยอม เขาก็อยากเป็นเจ้าเมืองปกครองเขาเอง เป็นเหตุให้มีการโต้ตอบกันอยู่หลายวัน ในที่สุดก็ตกลงกันได้ โดยให้มีการเส็งเสี่ยงเอาตามบุญวาสนา ว่าถ้าผู้ใดมีบุญสมภารมากเอาหน้าไม้ไปยิงหน้าผาเข้า คือยิงแล้วลูกหน้าไม้ติดชำอยู่ที่ก้อนหิน จึงจะยอมให้ผู้นั้นเป็นผู้ครองเมือง ทั้งฝ่ายข่าและฝ่ายพุไทยก็ตกลงเห็นชอบพร้อมกัน ครั้นถึงวันนัดกระทำการก็พร้อมกันทำพิธี ป่าวเทพยดาเจ้าทั้งหลายตนศักดิ์สิทธิ์อัญเชิญให้เสด็จมาสถิตเป็นองค์สักขีพยานในการเสี่ยงครั้งนี้ ฝ่ายข่าก็เอาหน้าไม้ขายาว ๓ ศอกไปยิง เมื่อยิงไปลูกหน้าไม้ก็กระดอนออกไม่ติดหน้าผา ฝ่ายพุไทยก็มีเจ้าชายทั้งหมดที่ยังทรงชีพอยู่เข้าเสี่ยงด้วยกัน แต่เสี่ยงได้คนเดียวคือท้าวกล้า โดยใช้หน้าธนูขาอ่อน ๆ เอาขี้สูด (ชันโรง) ติดที่ปลายลูกธนู เมื่อยิงไปขี้สูดเหนียวช่วยยึดเหนี่ยวลูกธนูให้ติดอยู่ที่หน้าผา ท้าวกล้าจึงเป็นผู้ชนะการเสี่ยงผาที่ทำการเสี่ยงจึงเรียกว่า “ผาบุญ” สืบมาเดียวนี้
ฝ่ายพวกข่าผู้แพ้พนันยังมีใจหึกเหิมไม่ยินยอมอยู่ใต้ปกครองของพุไทยก็พากันหลบหนีไปหาที่ลี้ซ่อน ฝ่ายพุไทยจึงออกติดตามกาดฮอยพวกข่าดูว่าข่าพวกนี้เขาจะไปอยู่อย่างไร จะมีอันเป็นไปอย่างไรบ้างหรือไม่ พอกาดฮอยหรือสกดรอยไปถึงผาที่เขาลูกหนึ่งก็ไม่เห็นรอยข่า ผานี้จึงได้ชื่อว่า “ผากาด” แล้วติดตามต่อไปถึงผาที่เขาอีกลูกหนึ่ง ที่ผานี้มีถ้ำกว้างใหญ่ มีรอยคนเข้าไปในถ้ำนั้นมาก จึงพากันเอาพริกมาเผาไฟอวดพวกข่า เมื่อควันพริกเผาเข้าไปในถ้ำ ข่าได้กินพริกเผาก็พากันไอจามอึกทึก ทนอยู่ไม่ได้ก็พากันออกมาจากถ้ำ ขออ่อนน้อมยอมอยู่ใต้ปกครองของพุไทย ผาลูกนี้จึงได้ชื่อว่า “ผาอูด” สืบมา


บัดนี้กล่าวเรื่องท้าวกล้า ผู้เสี่ยงวาสนาได้ดังใจนึก คนทั้งหลายก็ยกยอสอระเสริญว่า เป็นผู้มีสติปัญญาผญาไวว่อง สมควรที่จะได้เป้นผู้ครองเมืองจึงพร้อมกันสถาปนาท่านขึ้นเป้นเจ้าเมืองวัง ตามบุญมาวาสนาเสี่ยงสืบไป แต่ท้าวกล้าปฏิเสธไม่ยอมเป็น อ้างว่าตนเป็นผู้น้อยยังไม่สมควรแก่ตำแหน่งผู้ครองเมือง จึงขอมอบเวนเคนตำแหน่งเจ้าเมืองวังนี้ให้แก่พี่ชายสืบครองสืบไป ฝ่ายพี่ชายก็อ้างว่าตนเสี่ยงไม่ได้จึงไม่ยอมเป็น คนทั้งหลายจึงน้อมเหนี่ยวทั้งสองก้ำสองฝ่ายจนสุดสามารถแล้วไม่เป็นผล ในที่สุดคนทั้งหลายจึงพร้อมกันตกลงปลงมติว่า ให้ยกพี่ชายทั้งหมดเป็นไทหอเสีย แล้วให้ท้าวกล้าเป็นเจ้าเมืองวังสืบไป จึงเป็นอันตกลงตามมติที่กล่าวนี้
ความจริงเรื่องกษัตริย์กับไทหอนี้ ตั้งแต่สมัยโบราณสืบมาท่านเลือกเอาเชื้อกษัตริย์ที่ไม่มีสิทธิจะได้เป็นกษัตริย์เอามาเป็นไทหอ ฉะนั้นกษัตริย์กับไทหอจึงเป็นคนสายเลือดเดียวกัน ต่างแต่กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ต่างกันเท่านั้น


ต่อไปนี้คนทั้งหลายก็ทำพระราชพิธีแต่งตั้งกษัตริย์กับไทหอ ตามพระราชประเพณีไทยโบราณและเชิญท้าวกล้ากับไทหอ (ทั้งเก่าและใหม่) เข้าร่ามพิธีสบถสาบานสัตย์ซื่อต่อกันตามขนบธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาแต่ก่อน ท้าวกล้าจึงได้เป็นเจ้าเมืองวังด้วยประการฉะนี้ และพร้อมกันนี้กิตติศัพท์ความเล่าลือก็ระบือไปถึงนครเวียงจันทน์ เจ้านครเวียงจันทน์ได้ทรงทราบก็ชอบพระราชหฤทัยในความคล่องแคล่วแกล้วกล้า ปรีชาชาญของท้าวกล้า (หาญดอกเลา) จึงพระราชทานนามบรรดาศักดิ์ให้แก่ท้าวกล้าเป็น “พระยากล้า” พร้อมกับพระราชทานนางลาวสาวสนมคนหนึ่งให้เป็นเมียพระยากล้า มีลูกด้วยกัน ๓ คน คือ ท้าวคำตายแต่เล็ก ท้าวก่ำ ท้าวแก้ว (นับเป็นเมียคนที่ ๒) ส่วนเมียอีก ๒ คนเป็นคนพุไทยดังจะกล่าวต่อไป พระยากล้าเป็นเจ้าเมืองวังไม่นานนักก็ถึงแก่อนิจกรรม (ระยะนี้ คือระยะที่พระยากล้าเริ่มเป็นเจ้าเมืองวัง เจ้าชายทั้ง ๗ ที่เข้าใจว่ายังมีชีวิตอยู่ คือ หาญแพง หาญตุ้ย หาญสุกสุ้ย หาญปุ้ย เพราะไม่ปรากฎว่าตายแล้วหรือเป็นอะไรอยู่ก็เหลือเดา เมื่อพระยากล้าถึงแก่อนิจกรรมแล้วชาวเมืองทั้งหลายจึงตั้งเจ้าเมืองวังคนใหม่ขึ้นแทน ซึ่งไม่ทราบว่าชื่ออะไร ผู้เขียนจึงคิดเดาในใจเอาว่า หาญแพงแก่กว่าเพื่อนคงตายไปแล้ว จึงจับตัวหาญตุ้ย (ซึ่งเป็นพระยาแล้ว) เป็นเจ้าเมืองวังแทนพระยากล้า แล้วจับตัวหาญสุกสุ้ย (พระยาราชเตโชหรือติโช) ผู้น้อง ซึ่งเป็นผู้ฆ่าอ้ายเพื่อชิงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองวัง ดังจะเล่าเรื่องจริงต่อไป)

คนทั้งหลายจึงตั้งหาญตุ้ย (จะเป็นพระยาอะไรจำไม่ได้) เป็นเจ้าเมืองวังแทนพระยากล้า ครั้นครองเมืองต่อไปไม่นานนัก พระยาราชเตโชผู้น้องก็คิดคดทรยศต่อพี่ชายของตน คืออยากเป็นเจ้าเมืองวังแทน จึงคิดอุบายทำเป็นเจ็บป่วยนอนอยู่ภายในห้องเรือนแล้วส่งข่าวไปให้พี่ชายมาเยี่ยม ฝ่ายพี่ชายซึ่งอยู่คนละเมืองเมื่อได้ทราบข่าวเช่นนั้นจึงขึ้นช้างขี่มา วันนั้นคนที่มาเยี่ยมป่วยพระยาราชเตโชพากันอยู่ที่ระเบียงเรือนข้างนอกหมด มองไม่เห็นภายในห้องเรือนเพราะมีฝากั้น ภายในห้องเรือนก็มีแต่ผู้ป่วยคนเดียว เมื่อพี่ชายมาถึงก็ไสช้างเข้าเทียบที่ประตูบ่อง (ธรรมดาเรือนพุไทยด้านสกัดด้านหนึ่ง ทำเป็นประตูบ่องซึ่งเท่ากับหน้าต่างตรงกับภาษาลาวว่า “ป่องเอื้ยม”, พุไทยว่า “ป่องเยี่ยม) เรือนพระยาราชเตโชทีเดียว แล้วก้าวจากหลังช้างเข้าประตูบ่อง ตรงไปหาพระยาราชเตโชทันที ฝ่ายคนที่อยู่ระเบียงข้างนอกได้ยินเสียงดังผิดปกติที่ห้องพระยาราชเตโช และเห็นเลือดไหลรินลงใต้ถุนเรือนจึงรู้ว่าเกิดเหตุขึ้นแล้ว ภายหลังก็รู้พระยาราชเตโชใช้หอกแทงพี่ชายตาย ความได้แผ่กระจายรู้ไปทั่วเมือง ฝ่ายพี่สะใภ้ของพระยาราชเตโช คือเมียผู้ตาย เมื่อได้ทราบเรื่องก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งสุดที่จะแสดงออกมาภายนอกด้วยประการใด ๆ ได้แล้ว ก็หยาดน้ำคว่ำบวยใส่ก้อนเสา (กรวดน้ำใส่ก้อนเส้า) ป้อยด่าสาบแช่งพระยาราชเตโชสุดที่จะพรรณา ขออย่าให้มันมีอายุมั่นยืน ให้มันตายจิบหายวายวอด ขออย่าให้มันสร้างลุกปลุกขึ้น สร้างเพียงหัวให้ลงเพียงตีน ขออย่าให้มันเป็นย้าวเป็นเรือน ให้มันแตกป่านก่อถ่านจานปานก่อไฟ ฯ พี่น้องท้องเดียวกันแท้ ๆ ยังฆ่ากันได้

ฝ่ายพระยาราชเตโชในเวลาต่อมาก็ตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองวังแทนพี่ชาย แต่เป็นเจ้าเมืองอยู่ได้ไม่นานนักเพราะชาวเมืองไม่นิยมชมชอบและหวาดกลัวความโหดร้าย จึงปรึกษาหารือพร้อมกันว่าเราจะทำอย่างไรดี ในที่สุดตกลงกันว่าให้พวกโคตรหลักคำไปร้องเรียนต่อเจ้าอนุวงศ์ที่นครเวียงจันทน์ กับอีกพวกหนึ่งให้ไปร้องเรียนต่อเจ้าฟ้าน้อยเมืองแกว (เมืองภูชุน) พวกโคตรหลักคำ มีโคตรหลักคำ, หมอลำพ่อมอน, พรหมรังษีเป็นหัวหน้า ได้เล่าเรื่องความเป็นไปถวายเจ้าอนุวงศ์ให้ทรงทราบโดยตลอด ว่าพระยาราชเตโชเป็นคนโหดร้ายทารุณ ไม่อาจจะอยู่ใต้ปกครองได้จึงขออยากับเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ฝ่ายเจ้าอนุ ฯ จึงตรัสถามว่า ยังมีที่แห่งใดบ้างที่เหมือนเมืองวังมีขุนนางผู้หนึ่งกราบทูลขึ้นว่า ตามเห็นมาก็มที่ดงขี้ฮี้นหลุบอีเติ่งอีด่อน ครั้นพวกโคตรหลักคำซึ่งเป็นตามแสงนายบ้านหมู่บ้านห้วยนายม กลับมาเมืองวังแล้วก็อพยพครอบครัวหนีภัยทารุณโหดร้ายของพระยาราชเตโชมาอยู่ดงขี้ฮี้นหลุบอีเติ่งอีด่อน (ปัจจุบันได้แก่ท้องที่ตำบลภูแล่นช้าง, ตำบลนาคู) ตามคำแนะนำทางนครเวียงจันทน์ ก่อนสมัยเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏต่อไทย เมื่อมาอยู่แล้วได้เที่ยวไปมาค้าขายเห็นไทยลาวได้กินข้าวนาปลาหนอง พวกพี่น้องที่อยู่เมืองวังได้ทราบเรื่องราวก็พากันอพยพติดตามลงมากินข้าวปลาหนองด้วยก็มี ส่วนพวกที่ยังเหลือคงค้างอยู่ที่เมืองวัง ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นโคตรหลักคำสืบแทนต่อไป
พวกที่ไปร้องเรียนต่อเจ้าฟ้าน้อยเมืองแกว พุไทยพวกนี้เรียกว่า “หน่อนาโม้” คือหน่อกษัตริย์ฝ่ายนาโม้เป็นญาติสาขาหนึ่งของต้นตระกูลเมืองวัง ได้แก่ญาติใกล้ชิดของพระยาราชเตโชนั่นเอง กล่าวหาว่าพระยาราชเตโชกดขี่ข่มเหงไม่ชุบเลี้ยงพวกตนจะอยู่ด้วยไม่ได้ จึงได้ขึ้นมาหาเจ้าฟ้าเมืองภูชุนขอให้ปลดพระยาราชเตโชเสีย เจ้าฟ้าเมืองภูชุนจึงว่า “เอาแต่สูเป็น” (สุดแล้วแต่พวกเจ้าจะทำเถิด) แล้วจึงแต่งท้องมัดใบตราให้และสั่งกำชับว่า “เมื่อกลับถึงเมืองแล้ว ให้ไปบอกพระยาราชเตโช ไปฟังท้องมัดใบตรา ณ ศาลา” เมื่อพวกที่ไปร้องเรียนกลับถึงเมืองวังแล้ว ก็ปฏิบัติการตามคำสั่งแนะนำของเจ้าฟ้าน้อยเมืองแกวทุกประการ พระยาราชเตโชจึงขึ้นช้างไปฟั้งท้องมัดใบตรา พอไปถึงกลางเมืองไทหอคือเจ้าหลักคำกับหอน้อยก็ขึ้นช้างตัวที่พระยาราชเตโชขี่ แล้วตัดประคนช้างตีนถีบแหย่งลงจากหลังช้าง พระยาราชเตโชก็ตกช้างลงพร้อมกับแหย่ง เมื่อราวระหว่างพ.ศ. ๒๓๖๐ ถึง ๒๓๖๙ แล้วร้องป่าวประกาศให้ทราบทั่วกันว่า พระยาราชเตโชตกช้างฮ้างเมืองแล้วมิให้เป็นพระยาครองเมืองอีกต่อไป ไทหอพร้อมด้วยประชาชนพลเมืองทั้งหลาย จึงเชิญเจ้าก่ำ (บุตรพระยากล้ากับนางลาว) ขึ้นหอสรง อุมภิเษกหดสรงให้เป็นเจ้าเมืองวังแทนพระยาราชเตโช เจ้าก่ำกับไทหอก็เข้าร่วมพระราชพิธีแต่งตั้งกษัตริย์กับไทหอดังเคยปฏิบัติมา แล้วตั้งท้าวแก้วน้องชายเจ้าก่ำเป็นเจ้าอุปฮาด ทหารคนสนิทของเจ้าก่ำมี ๓ คนคือ ๑. หาญมิจง ๒. วงศ์คำภู ๓. ผู้ไก่ง้อ
เมื่อท้าวแก้วได้เป็นเจ้าอุปฮาดเมืองวังแล้ว ชาวเมืองรักใคร่นับถือมากกว่าเจ้าก่ำ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เจ้าก่ำคิดอิจฉาริษยาอุปฮาดแก้ว เกรงว่าอุปฮาดแก้วจะคิดแย่งตำแหน่งเจ้าเมืองจึงคิดปองร้าย วันหนึ่งจึงสั่งให้อุปฮาดแก้วเข้ามาหา เมื่ออุปฮาดแก้วกับนางหมอหลวงผู้เป็นเมียขี่ช้างมาถึงประตูเมือง ก็เอาหอกแทงอุปฮาดแก้วตกช้างตาย นางหมอหลวงจึงขับช้างรีปไปบอกแม่ผัว (คือนางลาว) นางลาวกริ้วโกรธเป็นกำลังร้องไห้ป้อยด่าสาบแช่งไว้ต่าง ๆ ว่าพุไทยเป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกันแท้ ๆ ยังฆ่ากันได้ ต่อไปภายหน้าขออย่าให้มีอายุมั่นยืน สร้างย้าวกระทำเรือนกระทำใด ๆ ก็ดีขออย่าให้กว้างขวาง อย่าให้มีความเจริญรุ่งเรือง

เมื่อเจ้าก่ำได้ครองเมืองวังต่มาไม่นาน พระยาราชเตโชผู้ใจคอไม่เบิกบานอยู่แล้ว ก็คิดจะชิงตำแหน่งเจ้าเมืองวังจากเจ้าก่ำ จึงให้มีพระยาศรีสุทอไก่ตอดอึ่งเป็นพระยาหัวศึก ไปตั้งค่ายอยู่ในแคว้นน้ำเซล้อมฮั้วตามะเก๊าะ (ล้อมรั้วตามะกอก) จึงเรียกเซน้ำเก๊าะมาเท่าทุกวันนี้ ฝ่ายเจ้าก่ำก็ให้พระยาโคตรพิฑูรย์ผู้อาสาสมัคออกต่อต้านเป็นพระยาหัวศึก สู้รบกับพระยาราชเตโช, พระยาศรีสุทอไก่ตอดอึ่งขณะกำลังต่อสู้กันอยู่นั้น พระยาโคตรพิฑูรย์พาลูกน้องโตนค่ายเข้าไล่ พระยาศรีสุนทอหลบหนีไปติดลั้วตามะกอกหนีต่อไปอีกไม่ได้หอกเขาแทงตายคาที่ แล้วไล่พระยาราชเตโชก็หลบหนีไปติดรั้วตามะกอกอีก หนีต่อไปอีกไม่ได้หอกเขาแทงตายคาที่เช่นเดียวกัน ทันได้ฆ่าแต่สองคนเท่านั้นยังเหลือตัวสำคัญอยู่ก็แต่ท้าวเพ็ชร์, ท้าวสาย ลูกพระยาราชเตโช ถึงกระนั้นก็ตกใจกลัวอยู่แล้วเลยยอมแพ้ การรบจึงจบลงเพียงนี้

ฝ่ายท้าวเพ็ชร์ท้าวสายจึงไปขอพึ่งบารมีเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ขอให้ช่วยอ้อนวอนเจ้าก่ำ เจ้าอนุ ฯ ได้แต่งหัวหน้ามาอ้อนวอนต่อเจ้าก่ำ ให้เจ้าก่ำชุบเลี้ยงขอยางกางเลือดและขออยู่กับเจ้าก่ำ เจ้าก่ำจึงบอกตอบหนังสือส่งไปกับหัวหน้าถึงเจ้าอนุ ฯ ว่า ชุบเลี้ยงไม่ได้สุดแล้วแต่จะไปที่ใด ต่อมาท้าวเพ็ชร์ท้าวสายไปอ้อนวอนต่อเจ้าอนุ ฯ อีก ขอให้ช่วยขออยู่กับเจ้าก่ำอีก เจ้าก่ำจึงตอบว่าไม่ให้อยู่เพราะเป็นศัตรู อยากไปอยู่ที่ใดก็ไปเทอญ จึงพร้อมกันอพยพมาตั้งเป็นเมืองเว คือเรณูนครเดียวนี้

ในสมัยเจ้าก่ำได้ขึ้นครองเมืองและได้ทำศึกกับพระยาราชเตโชแล้ว พวกข่าคงจะเห็นว่าบ้านเมืองอ่อนแอจึงคบคิดจะก่อการกบฏฆ่าเจ้าเมือง พอข่าวนี้รู้ไปถึงเจ้าก่ำ ๆ ก็มอบเมืองให้ข่าเสีย เมื่อข่าได้ขึ้นเสวยเมืองวังแทนพุไทย ข่าก็ตั้งหัวหน้าพวกข่าขึ้นเป็นกุลาอ้างหรือกุลาอาง กุลาอางเป็นส้งเต็ง ข่าจึงได้กดขี่ข่มเหงพุไทย ถึงฤดูร้อนให้พุไทยตักน้ำให้อาบ ถึงฤดูหนาวให้พุไทยจูดถ่านให้ผิง ถึงเทศกาลเลี้ยงผีปางก่าวปางดองจะฆ่าควายก็ให้พุไทยเป็นผู้ฆ่า แล้วเชิญเจ้านายข่ามานั่งตูบนั่งผาง คือมานั่งปรำทรงความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เป็นประธาน เมื่อกินควายตามจารีตเสร็จแล้ว คือกินข้าวอิ่มหนำสำราญกันหมดแล้วจึงกินเหล้าทีหลัง อันเป็นธรรมเนียมบรรพบุรุษโบราณ ดังนั้นท่านจึงเอาเหล้าไหใหญ่มาหัดกิน เมื่อเจ้านายข่าเมาเหล้าหมดแล้ว ฝ่ายพุไทยจึงเอาง้าวตัดคอพระยาข่าขาด แล้วลากหัวพระยาข่าไปทิ้งลงเซน้ำเก๊าะ ข่าก็แตกหนีกระจัดกระจายหมดยังคงเหลือแต่พวกพุไทย ในปีนั้นจึงบังเอิญเกิดฝนแล้งแล้วหาหมอมาเหยาดูชาตาบ้านเมือง หมอว่าเป็นด้วยผีมะเหศักดิ์หลักเมือง จึงแต่งคนให้ไปติดตามเอาข่ามาพูดกับผี เพราะพวกข่าถนัดทางพูดกับผี ฝนจึงตก แล้วตั้งให้ข่าพวกนั้นเป็นข่ากวานเมืองให้เป็นผู้กำกับผีห้ามใช้การงานอย่างอื่น แล้วจึงให้ข่าพวกนี้ไปเกลี้ยกล่อมเอาหมู่ข่าที่แตกหนีมาอยู่บ้านเมืองตามเดิม พวกข่าที่ไปไกลติดตามมาไม่ได้ก็กลายเป็นข่าสล่างตองเหลือง ตั้งตูบตั้งผามแล้วก็อยู่ไป พอใบไม้ใบตองที่ทำตูบทำผามเหี่ยวเหลืองก็ย้ายไปที่ใหม่ จึงได้ชื่อว่าข่าสล่างตองเหลือง.
(คำว่า “หัดกิน” คือหัดเหล้ากิน เป็นภาษาพุไทย หัดเหล้าคือไขดั่งเหล้าออกแล้ว เทน้ำท่าลงจนเต็มปากไหเหล้า ใช้กำเหล้าไม้กะแสนสักลงไปถึงก้นไห แล้วจึงดูดกินเหล้านั้น รสชาติขมหวานนวลในดีนัก เหล้าไหคือเหล้าแกลบ เป็นเหล้าประจำฮีตของพุไทยมาแต่บูราณ)

เจ้าก่ำเมื่อได้ครองเมืองวังสืบมาก็ปรากฎว่าไม่มีลูก จึงไปโอยครางซางต่อเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าเวียงจันทน์จึงได้วางเมียน้อยซึ่งตั้งครรภ์ได้ ๒ เดือน ให้แก่เจ้าก่ำเพื่อมาพักเพิ่มเติมเอา ถ้าเกิดเป็นหญิงหรือเป็นชายก็ให้บอก ครั้นต่อมาก็ประสูตรเป็นชายแต่ไปบอกเวียงจันทน์ว่าเป็นหญิง เจ้าเวียงจันทน์จึงจัดปัดน้อยสร้อยสังวาล แว่นหวีมะตุ้มมะยันก้องแขนแหวนสบก้อยอันเป็นเครื่องสำหรับผู้หญิง ส่งไปให้เจ้าก่ำ ต่อมาภายหลังเมื่อชายนั้นตายแล้ว จึงพร้อมกันสร้างธาตุให้เรียกว่า “ธาตุนางท้าว”
เมื่อเจ้าก่ำได้ขึ้นครองเมืองวังไม่นาน ชาวเมืองเว (เรณูนคร) กับชาวเมืองภูแล่นช้าง ก็อพยพครอบครัวเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เพราะมีเรื่องดังกล่าว และต่อมาไม่ช้าก็ประจวบกับไทยปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ชนะ จึงได้เริ่มกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองวังให้อพยพข้ามโขงเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ส่วนเจ้าก่ำเมื่อหลบหนีการกวาดต้อนไปได้อย่างหวุดหวิด ภายหลังก็กลับเข้ามาครองเมืองวังต่อไป สมัยเจ้าก่ำครองเมืองวังไม่ทราบว่าอยู่ได้นานเท่าใด ท่านผู้นี้ปรากฎว่าปกครองบ้านเมืองไม่เป็นธรรม มีความทารุณโหดร้ายมาก แต่ก็ไม่ปรากฎว่าไทหอได้เอาไปตัดประคนช้าง ทั้งนี้เห็นจะเป็นเพราะบุรุษชั้นปัญญาชนของทุกเมืองได้กระจายกันเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเสียหมดแล้ว เช่น ไทหอผู้คุ้นเคยต่อลัทธิตกช้างฮ้างเมือง และเป็นผู้มีอำนาจปลดกษัตริย์หรือพระยาผู้ครองเมืองได้ ก็เข้ามาอยู่เมืองกุดสิมนารายณ์ในประเทศไทยเสียหมดสิ้น คงยังเหลือแต่ชาวเมืองธรรมดาที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ทำการแทนไทหอตามลัทธิตกช้างฮ้างเมือง อันเป็นลัทธิประชาธิปไตยกษัตริย์เหนือกฎหมายยอดลัทธิประชาธิปไตยในโลกนี้ ดังนั้นเจ้าก่ำจึงปกครองบ้านเมืองเอาตามอำเภอใจ ทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ไม่มีผู้กล้าหาญทานทักเอาไว้ได้ เจ้าก่ำจึงทวีความทารุณโหดร้ายมากขึ้น อันเป็นเหตุให้ราษฎรเจ็บช้ำน้ำใจเกลียดชังเป็นทวีคูณ ดังมีเรื่องเล่าถึงความประพฤติของเจ้าก่ำสืบมาว่า

๑. บางครั้งเจ้าก่ำก็กระทำตนเป็นที่น่าขบขัน เป็นวิธีแก้ไขความประพฤติของประชาชน คล้ายจะปลุกให้ชาวเมืองรู้จักใช้ความคิด รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ไม่ให้ว่างเฉย เป็นต้นว่าเวลาเช้าท่านมักขี่ช้างเลียบเมืองเสมอ ครั้งหนึ่งในฤดูหนาวท่านขี่ช้างเลียบเมืองไปเห็นชาวเมืองก่อไฟผิงแก้หนาวตอนเช้า มือหนาวเหน็บก็ยื่นออกไปอังไฟให้อบอุ่น พอข้างหนึ่งอุ่นแล้วก็พลิกกลับเอาอีกข้างหนึ่งออกไปอังไฟ เจ้าก่ำเห็นก็ยกย่องว่ารู้จักยื่นมือขอเงินขอคำท่านจึงมอบเงินให้เป็นรางวัล ความก็รู้กระจายไปทั่วเมืองวันหลังท่านขี่ช้างเลียบเมืองอีกเห็นคนนั่งผิงไฟใช้มืออังไฟเช่นเคย แต่แทนที่จะให้รางวัลดังคราวก่อนท่านกลับเฆี่ยนด้วยแส้ดังนี้เป็นต้น

๒. เรื่องแถหัวเจ้าก่ำ (โกนผมเจ้าก่ำ) ดูเป็นเรื่องเล่าสนุกขบขันกันเฉย ๆ แต่ตามพฤติกรรมที่เจ้าก่ำทำไปร้ายแรงมาก เพราะทำด้วยอาการบ้าคลั่ง เล่าว่าเจ้าก่ำต้องการคนกล้าหาญ เพื่อจะให้เป็นพระยาหัวศึก จึงใช้วิธีคัดเลือกหาคนกล้าหาญโดยให้มาแถหัวให้เจ้าก่ำ ส่วนเจ้าก่ำก็กินมะเขือบ้า (ผลลำโพง) ความบ้าคลั่งก็มีขึ้นเป็นธรรมดา เครื่องมือของเจ้าก่ำมีขันน้ำ, มีดแถ (มีดโกน) ตั้งไว้ข้างตัว ขวานหัวหมูวางไว้ที่ตักแล้วจึงให้ไปตามคนที่เห็นว่ากล้าหาญอยู่แล้วให้มาแถหัวให้เจ้าก่ำ ถ้าคนใดมาถึงทำท่าขี้ขลาดกลัวเกรงหมอบคลานเข้ามาหา เจ้าก่ำก็ใช้ขวานฟันโดยไม่รั้งรอ ทำอย่างนี้อยู่ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง เห็นจะเจ็บจะตายไปแล้วหลายคน พอเห็นคนสุดท้ายซึ่งเพิ่งกลับจากทุ่งนามาใหม่ ๆ กำลังหิวข้าวจัดเต็มที ปากก็พูดพล่ามไปต่าง ๆ นานาด้วยความหิวและคิดจะต้มไก่กินเสียก่อน เพราะรู้ว่าถึงไปก็ต้องเจ็บต้องตายแน่ ด้วยเห็นตัวอย่างคนอื่นมาก่อนแล้ว ฝ่ายผู้มาตามก็เร่งให้ไปด่วนชายหนุ่มขัดไม่ได้ก็จำใจไป พร้อมกับคิดเสมอว่าตนจะพ้นภัยหรือไม่ ๆ รู้ จึงข่มใจสู้ พอไปถึงก็กระโดดเหยียบขวานที่ตักไว้ มือก็จับมีดมาแถหัวให้เจ้าก่ำตั้งแต่หน้าผากถึงกะด้น (ท้ายทอย) โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเจ็บจะปวดจะบาดหัวหรือไม่ เจ้าก่ำเห็นดังนั้นจึงยกย่องว่าเป็นคนกล้าหาญ ตั้งให้ชายนั้นเป็นพระยาหัวศึก

๓. เรื่องเจ้าก่ำถึงกาลอวสาน เนื่องจากเจ้าก่ำเป็นบุรุษผู้วิตถาน มีสันดานโหดร้ายพิกล ทารุณคนผู้ขลาดกลัวด้วยอาการวิปริตผิดวิสัยมนุษย์ชนผู้เป็นใหญ่พึงกระทำ บรรดาผู้อยู่ใต้ปกครองได้รับความเดือดร้อนทั่วกัน แต่เขาเหล่านั้นก็มีชีวิตจิตใจฝังแน่นด้วยความเคืองแค้นคอยจดจ้องจะลบล้างความอธรรมเสมอมา หากแต่ยังไม่มีโอกาศจะจัดการอย่างใดเท่านั้นถ้าสบโอกาศเมื่อใดเป็นต้องลงมือแน่จึงจำต้องอดทนอยู่กันไปตามปกติ วันหนึ่งในฤดูร้อนชาวเมืองพร้อมกันไปตึกแหหาปลาที่น้ำเซที่ตรงนั้นเป็งวังน้ำลึกปลาชุม เจ้าก่ำเป็นคนเก่งในการลงน้ำ เพราะมีมนต์จวาดน้ำ ถ้าดำน้ำครั้งใดก็หักฟดไม้ไว้ชั่วเวลาใบไม้เหี่ยวยุบจึงขึ้นมา วันหนึ่งเจ้าก่ำจะดำน้ำลงเอาปลา ๒ ครั้งก็พอแล้ว ชาวเมืองเขารู้ประวัติของเจ้าก่ำดี ครั้นเจ้าก่ำดำน้ำลงไปหาปลาใต้พื้นน้ำ ชาวเมืองได้ทีก็หว่านแหกวมหัวเจ้าก่ำ ซ้อนกันถึง ๙ ผืนแห ฝ่ายเจ้าก่ำก็พยายามฉีกแหออกมา ฉีกออกมาได้ ๕ – ๖ ผืนจึงขาดใจตาย ฝ่ายชาวเมืองเมื่อถึงกำหนดเวลาไม่เห็นเจ้าก่ำขึ้นมาก็เข้าใจว่าตายแล้ว จึงพร้อมกันดำน้ำเลิกเอาแหขึ้นมา แล้วจึงไปบอกมอมเมียเจ้าก่ำว่า “พระยาดำน้ำลงเอาปลามื้อนี้ต่างแล้วยังไม่ขึ้น” มอมเมียได้ฟังดังนั้นจึงรีบให้คนดำน้ำลงไปดูก็เหมือนตายเสียแล้ว จึงไม่รู้ที่จะทำประการใดได้แต่ป้อยแช่งไว้ด้วยประการต่าง ๆ จนสุดจะพรรณา นับเป็นการสิ้นสุดอายุเมืองวังลงเพียงนี้ เมืองวังกลายเป็นเมืองร้างเป็นที่ตั้งบ้านนากกแกสืบมา

ขอสรุปเรื่องพุไทยวังในเมืองวังว่า เมื่อราวพ.ศ. ๑๒๘๐ พุไทยวังอพยพจากนครหนองแสติดตามเสด็จขุนบรมมาเสวยเมืองในแว่นแคว้นสิบสองจุไทย ได้สร้างเมืองราชธานีลงที่เมืองนาน้อยอ้อยหนู จึงเรียกเมืองนาน้อยอ้อยหนู เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู และ เมืองแถน เมืองแถง ปัจจุบันแกวเปลี่ยนชื่อเป็น เมืองเดียนเบียนฟู ตั้งอยู่ที่แถวซำเหนือของประเทศลาวเดียวนี้

ระหว่างพ.ศ. ๒๓๔๗ ถึง ๒๓๖๙ โอรสเจ้าฟ้าคำแดง (พระยาคำพิฑูรย์) เจ้าเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู ชื่อหาญโปง หาญแดง หาญแพง หาญตุ้ย หาญสุกสุ้ย หาญปุ้ย หาญดอกเลา เป็นหัวหน้า อพยพครอบครัวญาติพี่น้องเมืองปุง เมืองไล่ เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู มาสร้างเมืองวังขึ้นที่ริมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตรงกันข้ามกับพระธาตุพนมที่บริเวณเมืองมรุกขนครลาวเก่า ราชธานีแว่นแคว้นศรีโคตบูร ซึ่งเป็นเมืองร้างมาแต่พ.ศ. ๕๐๐ แล้ว มีเจ้าเมืองครองเมืองวังตามลำดับดังนี้  พระยาคำพิฑูรย์ (หาญโปง), พระยาแก้ว (หาญแดง), พระยาหน้ากำ (หาญแพง), พระยากล้า (หาญดอกเลา), พระยา... (หาญตุ้ย), พระยาราชเตโช (หาญสุกสุ้ย), พระยาก่ำ (เจ้าก่ำ)

พ.ศ. ๒๓๗๙ เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์เป็นกบฏต่อกรุงเทพ ฯ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชวงศ์จักรี ตรงกับสมัยเจ้าก่ำครองเมืองวัง ทางกรุงเทพ ฯ จึงส่งกองทัพขึ้นมาปราบกบฏชนะ แล้วจึงกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองวังเข้ามาอยู่ในประเทศไทยดังกล่าวต่อไป


*************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน