*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231640
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< มิถุนายน 2012 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 1826 , 20:27:25 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน Surakant , ลุงจรัส โหวตเรื่องนี้

ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************

ตอนที่ 9.1
    ชาวเมืองวังอพยพ (ตอน ๑)  
    พระมหาสงครามไปกวาดครอบครัวเวียงจันทน์
    เจ้าอุปราชเกณฑ์ทัพหัวเมืองตีเมืองฟากโขง
    พระราชทานที่ให้พวกครัวที่กวาดต้อนมาอยู่ตามใจสมัคร
    ชาวเมืองวังอพยพ (ตอน ๒)


******************

ชาวเมืองวังอพยพ

การที่จะเล่าเรื่องชาวเมืองวังอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยให้ผู้อ่านเข้าใจได้นั้นไม่ง่ายนัก เพราะการขึ้นไปกวาดต้อนครอบครัวหลายครั้งหลายหน ต่างสถานที่ต่างเวลา และต่างคนต่างทำ สับสนวุ่นวาย ด้วยเหตุนี้จึงควรแบ่งการเล่าออกเป็น ๒ ตอน คือ
ตอน ๑  ว่าด้วยการกวาดต้อนชาวเมืองวัง
ตอน ๒  ว่าด้วยการตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง
 

ชาวเมืองวังอพยพ (ตอน ๑)
(ว่าด้วยการกวาดต้อนชาวเมืองวัง)

เนื่องจากเมื่อพ.ศ. ๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์เป็นกบฏต่อประเทศไทย ในแผ่นดินพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ กรุงเทพ ฯ เมื่อทางกรุงเทพ ฯ ปราบกบฏเจ้าอนุชนะแล้ว อนุหนีไปพึ่งญวน ๆ ช่วยอนุให้มาอยู่เวียงจันทน์ เหตุกาณ์ได้วุ่นวายอีกเล็กน้อยก็ยุติ ต่อมาเกี่ยวกับเรื่องประเทศไทยกับประเทศญวน ทำสงครามกันแย่งประเทศเขมรอยู่นั้น ไทยมีนโยบายที่จะทอนกำลังศึกญวนให้อ่อนลง จึงแต่งกองทัพให้ขึ้นไปกวาดต้อนเอาพงเมืองทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเสีย เพื่อจะมิให้ญวนได้อาศัยเป็นกำลังทางเสบียงอาหารเป็นต้น ดังนี้

“ครั้นในจุลศักราช ๑๒๐๗ (พ.ศ. ๒๓๘๘) เจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์ซึ่งลงมาอยู่ ณ กรุงเทพ ฯ รับอาสาจะไปปราบปราม จึงโปรดให้พระยามหาสงครามเป็นแม่ทัพขึ้นไปรวบรวมกองทัพหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกสี่ทัพเป็นคนหมื่นเศษ แยกเป็นสี่ทางไปตีเมืองวัง เมืองตะโปน เมืองพิน เมืองนอง เมืองเชียงร่ม เมืองผาบัง พลเมืองเหล่านั้นต่างแตกหนีเข้าป่าไปสิ้น แต่งให้ออกเที่ยวกวาดต้อนครอบครัวก็ถูกปืนและหน้าไม้ล้มตายมาก จับได้บ้าง เกลี้ยกล่อมได้บ้าง เป็นครัวพันร้อยเศษ ช้างยี่สิบช้าง จุดเผาบ้านเรือนเสียแล้วมีใบบอกลงมาโปรดให้มีท้องตราตอบขึ้นไปให้กองทัพตั้งอยู่ คอยกวาดต้อนผู้คนอย่าให้ตั้งเป็นบ้านเมืองเป็นทางเสบียงของญวนได้ ภายหลังนายทัพนายกองพากันกลับลงมาฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ได้ครอบครัวมาใหม่เป็นจำนวนคนเมืองวัง ๘๕๒ คน เมืองตะโปน ๕๘๕ คน เมืองนอง ๑๓๐ คน เมืองคำมวน ๘๐๖ คน รวม ๒,๔๕๘ คน โปรดให้ถามว่าจะสมัครตั้งอยู่ตำบลใดก็จะให้ตั้งตามใจสมัคร

(๑) ราชวงศ์เมืองวังสมัครตั้งอยู่บ้านกุดสิมนารายณ์ ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์
(๒) ท้าวโรงกลางเมืองวัง สมัครตั้งอยู่บ้านประขาวพังงา ขึ้นเมืองสกลนคร                       
(๓) ท้าวลำดวนเจ้าเมืองคำเกิด สมัครตั้งอยู่บ้านขอนยาง ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์
(๔) อุปฮาด ราชวงศ์เมืองคำมวน สมัครตั้งอยู่บ้านแซงบาดาล ซึ่งตั้งอยู่บ้านบงหวายท่าตุคน (ควรจะเป็นดงหวายธาตุพนม) กับเจ้าเมืองเชียงร่ม, อุปฮาด, ราชวงศ์ ขอตั้งอยู่บ้านหัวศีรษะบัวแขวงเมืองนครพนม พระชัยเชษฐาเจ้าเมืองตะโปน และครอบครัวขุนป้องพลขันธิ์ขอตั้งอยู่นี้ โปรดให้ยกขึ้นเป็นเมือง ตั้งเจ้าเมือง, อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตร, ท้าวเพี้ยกรมการตามตำแหน่ง” (จากประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๓)

จากพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ เล่ม ๑ (๒๕๐๔) ตั้งแต่หน้า ๑๓๔ ไปว่า “พระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขัดเคืองญวนอยู่ จึงทรงพระราชดำหริว่า ครั้งองค์จันทร์เป็นกบฏหนีไปญวนก็รับไว้ อนุเป็นกบฏหนีไปญวนก็รับไว้ แล้วกลับแต่งขุนนางพาอนุมาตั้งบ้านตั้งเมืองอย่างเก่า ทำเหมือนเมืองเขมรเหมือนกัน มีแต่คิดเกลียดกันเขตแดนไทย ข่มขี่ยกตนขึ้นเป็นดึกวองเด่ ให้องเลโปมีหนังสือมาว่า ให้กรุงลงชื่อไปในพระราชสาส์นว่า พระเจ้ากรุงเวียดนามดึกวองด่ ฝ่ายที่กรุงเห็นแก่ทางไมตรีก็ทำให้ตามชอบใจ ภายหลังก็ให้เลโปมีหนังสือมาอีกว่าให้เอาตราหลวงสำหรับแผ่นดินประทับสำเนาพระราชสาส์นออกไปด้วย ยกตัวขึ้นเป็นใหญ่ดังนี้ จะเป็นไมตรีกันได้อย่างไร จึงให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นแม่ทัพบก คุมไพร่พลทั้งในกรุงและหัวเมือง ๔๐,๐๐๐ ยกไปตีเมืองเขมร โปรดให้องค์อิ่มองค์ด้วงไปด้วย แล้วให้ไปช่วยพวกกบฏให้ถึงเมืองไซ่ง่อน ให้เจ้าพระยาพระคลังซึ่งว่าที่สมุหกลาโหม เป็นแม่ทัพเรือรบมีชื่อคุมไพร่พล ๑๐,๐๐๐ ยกไปตีเมืองบันทายมาศ ให้เข้าทางคลองขุดใหม่ไปบรรจบทัพ เจ้าพระยาบดินทรเดชาที่เมืองไซ่ง่อน ให้พระมหาเทพ (ป้อม) พระราชรินทร์ (ขำ) ขึ้นไปตีเมืองแง่อานคือเมืองล่าน้ำซึ่งขึ้นแก่ญวน ให้เกณฑ์คนหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกไปเป็นไพร่พลทหารด้วย

กองทัพได้ยกจากกรุงเทพ ฯ มหานคร ณ วันเสาร์เดือน ๑ ขึ้น ๑๒ ค่ำ (วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๓๗๖) วันเดียวกันทั้ง ๓ ทัพ รุ่งขึ้น ณ วันอาทิตย์เดือน ๑ ขึ้น ๑๓ ค่ำ (วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๓๗๖) เกิดแผ่นดินไหวครั้งนั้นมากกว่าเดือน ๑๐ กรุงเทพมหานครก็ขาดทางพระราชไมตรีกับญวนตั้งแต่นั้นมา แล้วทรงพระราชดำริว่า เมืองหัวพันทั้งหกที่ขึ้นแก่ญวนใกล้เมืองหลวงพระบางยังไม่มีกองทัพไปตี จึงสั่งให้กรมมหาดไทยมีตราขึ้นไปเกณฑ์กองทัพเมืองแพร่ หัวเมืองไทยฝ่ายเหนือด้วยให้ได้ ๔,๐๐๐ โปรดให้เจ้าพระยาธรรมา (สมบุญ) เป็นแม่ทัพ ยกขึ้นไปพร้อมกันกับเจ้าเมืองหลวงพระบาง ถึงเมืองหลวงพระบาง ณ เดือน ๓ แรม ๙ ค่ำ (วันอาทิตย์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๓๗๖) ปีมะเส็งเบญจศก พักคอยกองทัพหัวเมืองอยู่

ฝ่ายพระมหาเทพ พระราชรินทร์ ยกขึ้นไป พระมหาเทพไปตั้งอยู่เมืองนครพนม พระราชรินทร์ไปตั้งอยู่เมืองหนองคาย พระมหาเทพมีใบบอกลงมาว่า จะไปตีเมืองล่าน้ำยกกองทัพไปถึงด่านกือเหิบเป็นทางช่องแคบเดินกองทัพลงไปมิได้ จึงไปตีเมืองมหาชัย เมืองพอง เมืองพลาน เมืองชุมพร แต่เมื่อเดือน ๓ ข้างขึ้นปีมะเส็งเบญจศก (วันที่ ๑๑ – ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๓๗๖) นั้นแล้วกวาดได้ครอบครัวข้ามฟากมาคนละ ๖,๐๐๐ เศษ ส่งมาเมืองนครราชสีมาแต่ ณ วันเดือน ๔ ปีมะเส็งเบญจศก ขึ้น ๕ ค่ำ ๖ ค่ำแล้ว ฯลฯ


พระมหาสงครามไปกวาดครอบครัวเวียงจันทน์

เมื่อเดือน ๔ (พ.ศ. ๒๓๘๓) นั้น ทรงพระราชดำริว่า ฟากของตะวันออก พระมหาเทพ พระราชรินทร์ ไปกวาดครัวหัวเมืองขึ้นแก่เมืองเวียงจันทน์ ยังหาได้มาสิ้นเชิงไม่ จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าอุปราชบุตรหลานและพระมหาสงครามขึ้นไป มีตราไปถึงพระสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองยโสธร ให้เกณฑ์คนหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก ไปเกลี้ยกล่อมและกวาดครอบครัวเสียหมด


เจ้าอุปราชเกณฑ์ทัพหัวเมืองตีเมืองฟากโขง

ฝ่ายที่กรุงเทพมหานครเมื่อเดือน ๑ (พ.ศ. ๒๓๘๔) นั้น เจ้าอุปราชพระมหาสงครามบอกลงมาว่า ได้เกณฑ์ทัพเมืองนคร (พนม) เมืองกาฬสินธุ์ เมืองสกลนคร เมืองหนองหาร ๒,๐๐๐ คน ให้เจ้าอุปราชกับท้าวเพี้ยบุตรหลาน ๖ คน ไปทางเมืองเงยทาง ๑ ให้ท้าวเถื่อนบุตรอนุ ท้าวไข่หลานอุปราช กับท้าวเพี้ยคุมทัพเมืองอุเทน เมืองไชยบุรี เมืองสกล เมืองแสน รวมคน ๓,๓๐๕ คน ยกไปทางเมืองกะปองทาง ๑ พระปทุมเทวาเจ้าเมืองหนองคายคุมทัพเมืองหนองคาย เมืองภูเวียง เมืองมุกดาหาร รวม ๒,๐๐๐ คน ยกไปทางเมืองรายทาง ๑ ท้าวเหม็น ท้าวแรตบุตรเจ้าอุปราช คุมทัพเมืองเขมราฐ เมืองอุบล เป็นคน ๓,๐๐๐ คน รวม ๔ ทัพ เป็น ๑๓,๐๐๐ คน จึงให้พระมหาสงครามอยู่รักษาเมืองนครพนม เมื่อ ณ วันเดือน ๕ แรม ๕ ค่ำ (วันพฤหัสบดีที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๘๔) ได้ยกข้ามแม่น้ำโขงไปตีเมืองวัง เมืองตะโพน เมืองพิน เมืองระนอง เมืองเชียงร่วม เมืองผาบัง ไม่สู้หลบหนีเข้าป่าไปสิ้น แต่งตัวไปเที่ยวกวาดครอบครัว ก็ถูกปืนและหน้าไม้ กองทัพล้มตายหลายคน เกลี้ยกล่อมมาได้บ้าง จับมาได้บ้างเป็นครัว ๑,๑๗๗ คน ช้าง ๒๐ ช้าง ครั้นจะกวาดต่อไป ครัวก็หนีไปอยู่แดนญวนสิ้นได้จุดเผาบ้านเรือนเสียหมด ทรงทราบแล้วจึงมีตราตอบขึ้นไปว่า เจ้าอุปราชบุตรหลานรับอาสาขึ้นไปว่า จะเกลี้ยกล่อมกวาดครัวฟากโขงตะวันออกมาให้สิ้นเชิง ขึ้นไปกะเกณฑ์ผู้คนได้ถึง ๑๐,๐๐๐ คนเศษ ไปตีครัวได้แต่ ๑,๐๐๐ คนเศษ ไม่สมควรแก่ทัพใหญ่ให้รั้งรออยู่ทำเป็นการปี ถ้าครัวออกมาตั้งบ้านเรือนทำไร่นาให้คอยจับเสียให้สิ้นเชิง อย่าให้ตั้งติดเป็นทางเสบียงอาหารญวนอยู่ได้จุลศักราช ๑๒๐๖ (พ.ศ. ๒๓๘๗) ฝ่ายเจ้าอุปราชพระมหาสงครามลงไปเฝ้ากราบทูลว่า ไปกวาดครัวได้เก่าใหม่ เป็นจำนวนคนครัวเมืองวัง ๘๕๒ คน เมืองตะโปน ๕๗๕ คน เมืองระนอง ๑๐๓ คน เมืองพิน ๑๒๒ คน เมืองคำมวน ๘๐๖ คน รวมคน ๒๔๕๘ คน


พระราชทานที่ให้พวกครัวที่กวาดต้อนมาอยู่ตามใจสมัคร

พระสุนทรราชวงศา เจ้าเมืองยโสธร พระปทุมเทวา เจ้าเมืองหนองคาย ได้บอกส่งท้าวสิงหนามเจ้าเมืองคำวอ (คำอ้อ) กับท้าวเพี้ยเมืองวัง พระคำก้อนเจ้าเมืองคำเกิด อุปฮาดเมืองคำน้อย ท้าวเพี้ยเมืองพระบางท้าวเพี้ยนายครัวลงมา ณ กรุงเทพมหานคร ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วให้ถามนายครัวว่า ได้ปรึกษาหารือท้าวเพี้ยครอบครัวพร้อมมูลกัน จะตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านใดตำบลใด จะสมัครทำราชการขึ้นกับเมืองใด จะโปรดให้อยู่ตามใจสมัคร นายครัวให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า

(๑) ราชวงศ์เมืองวังกับพวกพ้องท้าวเพี้ยครอบครัว สมัครอยู่บ้านกุจฉินารายณ์ ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์
(๒) ท้าวโรงกลางเมืองวัง กับพวกพ้องท้าวเพี้ยครอบครัว ขอสมัครตั้งอยู่บ้านประขาวพังงา ขึ้นเมืองสกลนคร                       
(๓) ท้าวลำดวนเจ้าเมืองคำเกิด สมัครตั้งอยู่บ้านขอนยาง ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์
(๔) อุปฮาด ราชวงศ์เมืองคำม้วนกับพรรคพวก ขอสมัครตั้งอยู่บ้านแซงบาดาล ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์
(๕) ท้าวเพี้ยเมืองสูงกับพรรคพวกครอบครัว ขอสมัครตั้งอยู่บ้านกุสุมาล ขึ้นกับเมืองสกลนคร
(๖) ท้าวสายนายครัวเมืองวัง ซึ่งอยู่บ้านบางหวายธาตุพนม กับเจ้าเมืองเชียงรมอุปฮาดราชวงศ์ท้าวเพี้ยครอบครัว ขอสมัครตั้งครอบตรัวอยู่บ้านห้วยศีรษะบัวแขวงเมืองนครพนม
(๗) และครอบครัวขุนป้องพงขันธ์ พระไชยเชษฐาเมืองตะโปน ขอตั้งอยู่เมืองเขมราฐ
 
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกบ้านที่ครัวตั้งอยู่ ตั้งขึ้นเป็นเมือง แล้วตั้งให้นายครัวเป็นเจ้าเมืองมีชื่อต่างกัน แล้วตั้งอุปฮาดราชวงศ์ท้าวเพี้ยไว้สำหรับเมือง พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคตามผู้ใหญ่ผู้น้อยทุก ๆ เมือง แล้วโปรดให้ตั้งด่านไว้ฟากโขงตะวันออก คอยลาดตระเวนระวังสืบสวนว่า ญวนจะยกข้ามฟากมากวาดต้อนเอาครอบครัวนั้นคืนกลับไปจะได้ตระเตียมสู้รบทันท่วงที ให้เจ้าเมืองนครพนมจัดคนข้ามไปตั้งที่บ้านบึงแขวงเมืองนคร ต่อแดนเมืองมหาไชยตำบล ๑ ให้ความบุตรดิ (คานบุดี) กองอาทมาตตั้งด่านที่เขตแดนเมืองแพรก (แซก) ตำบล ๑ ให้ท้าวสายไปตั้งที่บ้านโพ (โพน) แดนเมืองวังตำบล ๑ ให้เจ้าเมืองเชียงรม (เชียงร่ม) ตั้งด่านเขตแดนเมืองเชียงรมตำบล ๑ ให้พระสุวรรณภักดีเจ้าเมืองท่าขอนยาง พระศรีสุวรรณเจ้าเมืองแซงบาดาล จัดคนไปตั้งด่านบ้านนาหินแขวงเมืองคำเกิดเมืองคำม้วน (คำมวน) ตำบล ๑ ให้พระธิเบศวงษาเจ้าเมืองกุจฉินารายณ์ ข้ามไปตั้งด่านบ้านนาใต้เมืองวังตำบล ๑ ให้พระยาประเทศธานีเจ้าเมืองสกลนคร จัดคนไปตั้งด่านเมืองมหาไชยตำบล ๑ ทางนำบำ (น้ำบำ) ต่อแดนเมืองกวางเบือง (กวางเบือน) ตำบลให้เจ้าเมืองเขมราฐจัดคนไปตั้งด่านที่เมืองพอง (พ้อง) เมืองพินตำบล ๑ ให้พระไชยเชษฐาตั้งด่านอยู่ที่เมืองตะโปนตำบล ๑ ให้มาลาดตระเวนบรรจบถึงกันทุกด่าน ราชการทางเมืองลาวเชิงเขาประทัด ก็สงบเรียบร้อยไม่มีเหตุการณ์อันใด”

นอกจากข้อความตามประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๓ กับพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ดังกล่าวข้างบน ยังมีหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องราวชาวพุไทยในที่แห่งอื่นอีก ดังนี้

(๑) จากหนังสือจังหวัดสกลนคร พิมพ์ในงานฉลอง ๒๕ ศตวรรษมีใจความว่า อุปฮาดตรี (เจ้าคำสาย) ราชวงศ์คำ, ท้าวจุลนีอินเมืองมหาชัย สืบเชื้อสายมาจากพระบรมราชาเจ้านครพนม พาครอบครัวเข้าหาแม่ทัพเมืองสกลทวาปี พระมหาสงครามกับเจ้าอุปราช แต่งให้ขุนศรีโยธานำตัวราชวงศ์คำ, ท้าวจุลนีอิน ลงไปเฝ้าพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์พระราชทานนางจวง, นางเทพให้เป็นเมีย มาอยู่เมืองสกลทวาปี แล้วกลับไปเกลี้ยกล่อมเอาชาวเมืองมหาชัยมารวมอีกมาก เมื่ออุปฮาดตรี (เจ้าคำสาย) ถึงแก่กรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ราชวงศ์คำเมืองมหาชัยเป็นเจ้าเมืองสกลทวาปี ให้ท้าวจุลนีอินเป็นราชวงศ์คำ ให้ราชบุตรเมืองกาฬสินธุ์ (ที่ทางการส่งมา) เป็นราชบุตร

พ.ศ. ๒๓๘๑ ตั้งราชวงศ์คำเป็นพระยาประเทศธานีเจ้าเมือง เปลี่ยนเมืองว่า “เมืองสกลนคร” (พระยาประเทศธานีมีบุตรชายใหญ่ชื่อท้าวชัยรวม ๗ คน หญิง ๖ คน อุปฮาดสาวมีบุตรชาย ๙ คน หญิง ๕ คน ราชวงศ์จุลนีอิน มีบุตรชายใหญ่ชื่อโง่นคำรวม ๙ คน หญิง ๑๒ คน ราชบุตรต่างมีบุตรกี่คนไม่ปรากฎ)

พ.ศ. ๒๓๘๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้ราชวงศ์อินไปเกลี้ยกล่อมชาวเมืองวัง ได้ท้าวโรงกลางบุตรเจ้าเมืองวัง และเพี้ยเมืองสูงกับครอบครัวพวกข่ากะโซ่ อพยพมาอยู่แขวงเมืองสกลนคร

พ.ศ. ๒๓๘๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านพังพร้าวขึ้นเป็นเมืองพรรณานิคม ให้โรงกลางเป็นพระเสนาณรงค์ เป็นเจ้าเมืองพรรณานิคม ให้ตั้งบ้านกุสุมาลย์เป็นเมืองกุสุมาลย์ ให้เพี้ยเมืองสูงเป็นหลวงอรัญอาษา เป็นเจ้าเมืองกุสุมาลย์ ทั้งสองเมืองขึ้นกับเมืองสกลนคร

พ.ศ. ๒๓๙๓ ราชบุตรต่างได้พาไทยลาวเมืองกาฬสินธุ์กลับเมืองกาฬสินธุ์ ที่คงค้างอยู่มีถึงเดียวนี้

พ.ศ. ๒๔๐๐ ในรัชกาลที่ ๔ พวกไทยโย้ย กรมการเมืองสกลนครแตกเป็น ๒ พวก ๆ หนึ่งขอสมัครขึ้นเมืองยโสธร อีกพวกขอขึ้นเมืองสกลนคร พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้จารคำ หัวหน้าไทยโย้ยเป็นหลวงประชาราษฎร์รักษา เป็นเจ้าเมือง ยกบ้านกุดลิงเป็นเมืองวานรนิวาส

พ.ศ. ๒๔๐๖ โปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านโพนสว่างหาดยาวริมน้ำปลาหาง เป็นเมืองสว่างแดนดิน ให้ท้าวเทพกัลยาหัวหน้าไทยโย้ย เป็นพระสิทธิศักดิ์เป็นเจ้าเมือง ต่อมาทางเมืองอุบล, ร้อยเอ็ดเกิดฝนแล้ง ราษฎรอดอยากจึงพากันอพยพมาอยู่ที่สกลนครมาก

พ.ศ. ๒๔๑๕ ในรัชกาลที่ ๕ ได้โปรดเกล้าตั้งท้าวโง่นคำ (บุตรราชวงศ์อินเก่า) ให้เป็นพระศรีสกุลวงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองสกลนคร ตามคำขอของเจ้าเมือง

พ.ศ. ๒๔๑๕ พระศรีสกุลวงศ์ (โง่นคำ) ได้เป็นเจ้าเมืองสกลนคร รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาประจันตประเทศธานี (สุดสิ้นคนพื้นเมืองเท่านี้ ต่อไปก็กลับเปลี่ยนเรื่อยมา)

(๒) จากหนังสือจังหวัดนครพนม พิมพ์ในงานฉลอง ๒๕ ศตวรรษว่า เมืองนครพนมซึ่งว่างอยู่นั้น เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๗๓ (บางฉบับว่า ๒๓๗๕, ๒๓๗๒, ๒๓๗๗) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯท ตั้งท้าวฝ้าย (ฝ่าย) เป็นพระสุนทรราชวงษา ว่าราชการเมืองนครพนมและยโสธร เพราะมีความชอบในการปราบกบฏมาก พระสุนทรราชวงษาประจำอยู่ที่เมืองนครพนม ได้ไปเกลี้ยกล่อมพลเมืองที่อพยพไปอยู่ฝั่งซ้าย คราวเจ้าอนุเป็นกบฏพวก ๑ อีกพวกหนึ่งอพยพไปอยู่แดนญวน คราวทัพกรุงเทพ ฯ ยกไปปราบกบฏให้กลับมาอยู่ตามเดิม เช่น เมืองวัง เมืองมหาชัยกองแก้ว เมืองตะโปน เมืองพิน เป็นต้น
     (ก) ครัวเมืองพินเมืองตะโปน มาตั้งอยู่บ้านห้วยแซง (บางฉบับว่าบ้านสิงห์ท่าซึ่งเป็นเมืองยโสธรเวลานี้เป็นอำเภอ)
     (ข) ครัวเมืองมหาชัยกองแก้ว มาอยู่บ้านธาตุเชิงชุม พระสุนทรราชวงษาขอตั้งเป็นเมืองสกลนคร
     (ค) ครัวเมืองวังให้อยู่บ้านเรณู (เวลานี้เป็นตำบลเรณู)
     (ง) ครัวเมืองนองอยู่บ้านท่าอุเทนเพื่ออพยพไป เมื่อกลับมาถิ่นเดิมมีผู้อยู่เต็มและตั้งบ้านเมืองแล้ว จึงย้ายไปตั้งอยู่เมืองไชยบุรีปากน้ำสงคราม (เวลานี้เป็นตำบล) บางฉบับว่าพวกนี้อยู่เมืองไชยบุรี และอพยพไปอยู่เมืองปุงลิง กลับมามีคนอยู่เมืองไชยบุรีแล้ว จึงต้องไปตั้งอยู่ที่ท่าอุเทน คือพวกไทยย้อ (ไทยญ่อ)

(๓) จากหนังสือฝั่งขวาแม่น้ำโขงของนายเติม สิงหัษฐิต ว่า “ทางฝ่ายเมืองอุบลราชธานี ได้แต่งให้ราชบุตร (สุ่ย) เป็นนายกองไปสมทบเกลี้ยกล่อมพวกครัวเมืองพวน มีเมืองพิน เมืองนอง เมืองตะโปน เมืองวัง เมืองมหาชัยกองแก้ว สมทบกับพระสุนทรราชวงษา (บุด) อยู่ก่อนแล้ว หัวเมืองเหล่านี้ก็ยอมสวามิภักดิ์ ขออยู่ในขอบขัณฑสีมากรุงสยามแต่นั้นมา แต่ได้โปรดให้ขึ้นอยู่กับแขวงเมืองนครพนม และครัวเรือนเหล่านี้ก็ได้อพยพเข้ามาทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง ขอตั้งเลขหมู่ขึ้นเป็นเมือง คือครัวเมืองพินเมืองนอง ยกมาตั้งที่บ้านห้วยแซง (ต่อมาเรียกบ้านฮ่องแซง, ร่องแซง) ตั้งเป็นเมืองท่าอุเทน, ครัวเมืองมหาชัยกองแก้ว, เมืองยมราช มาตั้งอยู่สกลนคร, ครัวเมืองวังไปอยู่เมืองเว เป็นเมืองเรณูนคร (ปัจจุบันเป็นตำบลขึ้นอำเภอธาตุพนม ขั้นแรกเรียก “ดงหวายสายบ่อ”, ครัวเมืองตะโปนไปตั้งอยู่กุดลิงหรือบ้านหัวลิง เป็นเมืองวานรนิวาสขึ้นเมืองสกลนคร ซึ่งเวลานั้นอยู่ในแขวงเมืองนครพนมสืบต่อมาเท่าทุกวันนี้”

และอีกตอนหนึ่งว่า “ในสมัยที่พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เป็นเจ้าเมืองอุบลนี้ ได้นำท้าวจันศรีสุราชเมืองตะโปน ท้าวอุปฮาดเมืองชุมพร (จำพอน) ท้าวฝ่ายหน้าเมืองผาบัง และท้าวมหาวงศ์เมืองทาง ซึ่งพาครอบครัวรวม ๑๘๔๗ คน อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งอยู่บ้านส่องนางหรือช่องนางแขวงเมืองอุบล เข้าเฝ้าทูลละอองทุลีพระบาทในรัชกาลที่ ๓ เป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ.๒๓๘๘
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ยกบ้านส่องนางเป็นเมืองเสนางคนิคม (เดิมเรียกเมืองเสนาง) มีตำนานมาก่อนจะไม่ขอเล่าในที่นี้ คือคำ “เส” เป็นภาษาพุไทย ซึ่งตรงกับภาษาอีสานว่า “เสีย”) ให้ท้าวจันศรีสุราชเมืองตะโปนเป็นพระศรีสินธุสงคราม เจ้าเมือง ให้ท้าวฝ่ายเมืองผาบังเป็นอัคร์ฮาด ให้ท้าวมหาวงศ์เมืองทางเป็นอัคร์วงศ์ รักษาเมืองเสนางนิคม (ปัจจุบันเป็นตำบลขึ้นอำเภออำนาจเจริญ) ขึ้นกับเมืองอุบลราชธานี แต่ผู้ที่ได้รับตำแหน่งเหล่านี้ไม่ได้ตั้งที่ทำการที่บ้านส่องนาง ได้ไปตั้งที่ทำการที่บ้านห้วยปลาแดก (อยู่ในท้องที่อำเภออำนาจเจริญเดียวนี้)”

(๔) จากบทนิพนธ์ความเรื่องคุณค่าของโลก ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) กล่าวถึงเหตุการณ์อันเป็นเกียรติสำคัญ ของพระพรหมราชวงศา (กุทอง) ว่า “ในการทำสงครามกับญวนคราว (พ.ศ.๒๓๗๘) นี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (สิงห์ สิงหเสนีย แม่ทัพได้เกณฑ์กำลังหัวเมืองทั้งหลายทางตะวันออกทุกเมือง สำหรับเมืองอุบล ฯ ก็ได้เกณฑ์ ๔,๓๐๐ คน และพระพรหมราชวงศา (กุทอง) ได้ตั้งค่ายที่ริมฝั่งแม่น้ำของฝั่งขวาใต้เมืองเขมราฐ ๒ แห่ง คือ ที่บ้านนาแวง ๑ บ้านปากแซง ๑ ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอเขมราฐเดียวนี้ เพื่อป้องกันญวนทางฝ่ายเหนือ ก็แหละในขณะขัดตาทัพอยู่นั้น นับได้ว่าพาพวกสร้างพระพุทธรูป ก่อด้วยอิฐเผาไว้ที่บ้านปากแซง ๑ องค์ หน้าตักยาว ๕ ศอก อนึ่งในคราวนั้นมีกองข้าหลวงสำหรับต้อนครอบครัวหัวเมือง ที่ใกล้เคียงกันกับแดนญวน ให้ข้ามฟากน้ำของมาอยู่เสียฝั่งขวาหรือฝั่งตะวันตก คือท้องที่มณฑลอีสานและมณฑลอุดร พระพรหมราชวงศา ก็ได้จัดการเรื่องนี้ช่วยข้าหลวงเต็มสามารถ คือได้ต้อนครอบครัวเมืองเซโปน เมืองวัง เมืองพิน เมืองนอง เมืองพ้อง เมืองพะลาน เมืองพะลาน เมืองละเนาหนองปรือ และเมืองสองคอน ข้ามมาอยู่ในท้องที่จังหวัดอุบลเดียวนี้ ครั้นต่อมาเมื่อสงบศึกแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เขาทั้งหลายกลับคืนไปอยู่ภูมิเดิมบ้าง ตั้งให้เป็นเมืองอยู่ทางฝั่งนี้บ้าง คือเมืองเสนางนิคม (ยุบเป็นตำบลอยู่ในท้องที่อำเภอบุ่งเดียวนี้) เป็นเมืองขึ้นกับเมืองอุบล ฯ และเมืองคำเขื่อนแก้ว (ยุบเป็นตำบลอยู่ในท้องที่กิ่งชานุมานอำเภอเขมราฐ) เป็นเมืองขึ้นกับเมืองเขมราฐ ส่วนที่คืนไปก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้อยู่ในความปกครองของเมืองอุบล ๕ เมือง คือ เมืองเซโปน เมืองวัง เมืองพะลาน เมืองพ้อง และเมืองลำเนาหนองปรือ ส่วนเมืองพิน, เมืองนอง, และเมืองสองคอน ๓ เมืองนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้อยู่ในปกครองของเมืองเขมราฐ เมืองเหล่านี้อยู่ในปกครองมาจนยกให้ฝั่งเศเมื่อร.ศ.๑๑๒...”

(๕) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบรรยายเรื่องการตั้งเมืองขึ้น ทางฝั่งขวาและในทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีใจความว่า เมื่อปราบกบฏเวียงจันทน์แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ทรงพระราชปรารภความ ๒ ข้อ คือ ญวนกำลังรุกแดนไทยเข้ามาทางตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้าให้เมืองเวียงจันทน์เป็นประเทศราชอยู่ อาจเป็นไส้ศึกในภายหน้า, ราษฎรกำลังระส่ำระสาย อพยพข้ามโขงไปฝั่งซ้ายก็มี หลบหนีอยู่ตามป่าดงก็มาก มีทั้งเป็นพวกเจ้าอนุและพวกเป็นศัตรูเจ้าอนุ
เพื่อจะจัดการปกครองพระราชอาณาเขตทางนั้นให้เรียบร้อยไป จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ทำลายเมืองเวียงจันทน์เสีย ไม่ให้ปรากฎมีประเทศราชและให้กวาดต้อนเมืองเวียงจันทน์ที่เคยเป็นพรรพวกเจ้าอนุเข้ามาไว้ตามหัวเมืองขั้นใน ส่วนหัวเมืองที่เคยขึ้นเมืองเวียงจันทน์นั้น โปรด ฯ ให้เลือกสรรท้าวพระยาตามหัวเมืองชั้นนอก ซึ่งซื่อตรงเป็นเจ้าเมือง และให้พาสมัครพรรคพวกไปปกครองเมืองนั้น ๆ พวกท้าวพระยาที่เป็นเจ้าเมืองจึงเกลี้ยกล่อมราษฎรที่ยังเที่ยวกระจัดกระจายในที่ทั้งปวง ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวากลับมาอยู่ตามเมืองนั้น ๆ ท้าวพระยาบางคนก็ขอพระราชทานอนุญาตตั้งเมืองขึ้นใหม่ เพื่อเกลี้ยกล่อมผู้คนมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ตั้งเมืองชั้นนอกขึ้นทางนั้น เหมือนอย่างเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑

วิธีการตั้งเมืองต่าง ๆ ในมณฑลอุดรและอีสาน เมื่อรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓ เป็นรัฏฐาภิปาลนโยบายประชาราษฎร ด้วยอุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร ท้าวเพี้ย ให้เป็นยศเป็นธรรมตามรีตล่วงประเพณีเมืองลาว ข้าขอบขัณฑเสมาทั้งปวง ให้อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตร, บุตรหลานท้าวเพี้ยทั้งปวง ฟังบังคับบัญชาพระยาประเทศธานี เจ้าเมือง โดยชอบด้วยราชการ จึงพร้อมมูลเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสามิภักดิ์จงรักภักดีทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว แล้วให้มีน้ำใจโอบอ้อมญาติพี่น้องท้าวเพี้ย เอาใจใส่ทนุบำรุงไพร่พลครอบครัวเก่าใหม่ ให้ได้ทำไร่นาทำมาหากินเป็นปรกติ ให้ไพร่พลบริบูรณ์มั่งคั่งขึ้น ให้บ้านเมืองไพร่พลอยู่เย็นเป็นสุข อย่าให้กระทำข่มเหงเบียดเบียนท้าวเพี้ยไพร่พลให้ได้ความเดือดร้อน แล้วอย่าให้คบหากันเสพสุรายาเมาสูบฝิ่นกิน ฝิ่นซื้อฝิ่นขายฝิ่นกระทำให้ผิดด้วยรีตล่วงประเพณีบ้านเมือง ให้เสียราชการแผ่นดินไปแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดและครอบครัวเมืองมหาไชยครัวลาวหัวเมืองที่ยังค้างอยู่ฟากของตะวันออก จะมีอยู่บ้านใดตำบลใดก็ให้พระยาประเทศธานี อุปฮาดราชวงศ์คิดอ่านปรึกษาหารือกับพระสุนทรราชวงษา, ท้าวเพี้ย จัดแจงไปเกลี้ยกล่อม เอาครอบครัวข้ามมาให้สิ้น อย่าให้ครอบครัวตั้งอยู่ฟากของตะวันออก เป็นทางเสบียงอาหารกองทัพอ้ายญวนอยู่ได้ บ้านเมืองจะได้ประกาศจากศัตรูอยู่เย็นเป็นสุข ประการหนึ่งให้พระยาประเทศธานี,อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตร, ท้าวเพี้ย เอาใจใส่ในกองการกุศลทนุบำรุงวัดวาอารามพระสงฆ์สามเณร ให้ปรนิบัติเล่าเรียนตามพระปริยัติธรรมให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองถาวร ชักชวนกันทำบุญให้ทานจะได้เป็นกองการกุศลสืบไปภายหน้า

ประการหนึ่งเถิงเทศกาลพระราชพิธีตรุศสารท ก็ให้พระยาประเทศธานี,อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตร, บุตรหลานท้าวเพี้ยผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง พร้อมกัน ณ วัดวาอารามสกลนครกระทำสัตยานุสัตย์ ถวายต่อใต้ลอองธุลีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จำเภาะพระภักตร์พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า รับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยาปีละสองครั้ง ตามอย่างธรรมเนียมจงทุกปี

อนึ่ง พระสุนทรราชวงษา ราชวงษ์ผู้เป็นพระยาประเทศธานีเจ้าเมืองสกลนคร พาพระคำก้อนเจ้าเมืองคำเกิด เพี้นไชยสงคราม เพี้ยวงษ์ปัญญา เพี้ยเมืองขวา เมืองคำมวน ท้าวโถงบุตรท้าวห้าวหลานเจ้าเมืองมหาไชย เพี้ยเมืองสูง นายตากระโซร้ ท้าวไกยบุตรเจ้าเมืองแซก ตานบุตดีผู้ว่าราชการเมืองแซก ท้าวเพี้ยพวกนายครัวลงไปแจกราชการ ณ กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานได้จัดแจงตั้งน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ให้พระคำก้อนเจ้าเมืองคำเกิด เพี้นไชยสงคราม เพี้ยวงษ์ปัญญา เพี้ยเมืองขวา เมืองคำมวน ท้าวโถง ท้าวห้าว เพี้ยเมืองสูง ท้าวไกย ตานบุตดี กระทำสัตยานุสัตย์ ถวายต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว รับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยาตามธรรมเนียมแล้ว ได้พาพระคำก้อน เพี้นไชยสงคราม ท้าวโถง ท้าวห้าว ตานบุตดี ท้าวไกย ท้าวเพี้ยมีชื่อเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทกราบถวายบังคมสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชโองการดำรัสว่า ซึ่งเจ้าเมือง, ท้าวเพี้ย, นายไพร่ครอบครัว พากันมาสามิภักดิข้ามฟากของมาโดยดี ก็ให้จัดแจงครอบครัวให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ เป็นที่ทางทำมาหากินให้เป็นปรกติพร้อมมูลกัน พระยามหาอำมาตย์กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ครัวเมืองคำเกิดพันคน เมืองคำมวนสี่ร้อยคน เข้ากันพันสี่ร้อยคนจัดแจงให้ตั้งอยู่บ้านแซงกระดานแขวงเมืองกาฬสินธุ์ ที่บ้านแซงกระดานนั้นภูมฐานไร่นามีน้อย ครอบครัวเมืองคำเกิด, เมืองคำมวนจะตั้งอยู่บ้านแซงกระดานด้วยกันทั้งสองเมืองที่ไร่นาหาพอไม่ แลที่บ้านท่าขอนยางริมลำน้ำประชี ฟากคลองตะวันออกแขวงเมืองกาฬสินธุ์ที่ไร่นามีมาก พอครอบครัวจะตั้งบ้านเมืองอยู่ได้อีกแห่งหนึ่ง จึงทรงพระกรุณาดำรัสว่า ครอบครัวเมืองคำเกิด, คำมวนตั้งอยู่บ้านแซงกระดานภูมฐานไร่นามีน้อย ครอบครัวตั้งอยู่ด้วยกันทั้งสองเมืองที่ไร่นาไม่พอทำมาหากิน ซึ่งพระยามหาอำมาตย์เห็นว่า ที่บ้านท่าขอนยางเป็นพากภูมที่ไร่นามีมากพอครอบครัวจะตั้งอยู่ก็จะต้องจัดแจงแบ่งครอบครัวไปตั้งอยู่ จะได้เป็นภูมฐานให้พ่อไพร่พลครอบครัวทำมาหากิน ครอบครัวจะได้ตั้งเป็นบ้านเรือนอยู่เป็นปรกติ แต่ทว่าเทศกลานี้เป็นฤดูฝนครอบครัวซึ่งตั้งอยู่บ้านแซงกระดานก็ได้ทำไร่นาลงบ้างแล้วให้งดรออยู่ก่อน เมื่อเทศกลาแล้วจึงจะแต่งข้าหลวงขึ้นมาคิดอ่านด้วยพระยาไชยสุนทร อุปฮาด ท้าวเพี้ยเมืองกาฬสินธุ์ จัดแจงครอบครัวเมืองคำเกิด เมืองคำมวนซึ่งให้ตั้งอยู่บ้านแซงกระดาน แลจะยกไปตั้งบ้านท่าขอนยางครัวทั้งสองรายนี้มีที่ทางทำมาหากินตั้งตัวได้เป็นปรกติจะตั้งบ้านเมือง ก็คงจะโปรดให้ทำราชการขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์ต่อไป

แลพระคำก้อน เพี้ยเมืองขวา ท้าวเพี้ยเมืองคำเกิดคำมวน ซึ่งลงไป ณ กรุงเทพมหนานครนั้น โปรดเหล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชทานเมืองคำเกิดพระคำก้อนเงินตราสองชั่ง เสื้ออัตลัดดอกถี่ตัวหนึ่ง แพรขาวห่มสองผืน ผ้าปูมผืนหนึ่ง ผ้าวิลาดมีน่าสองผืน ผ้าลายชายสบัดสองผืน, พระราชทานราชวงษ์เสื้ออัตลัดดอกลายหนึ่ง ผ้าปูมผืนหนึ่ง ผ้าวิลาดมีน่าสองผืน ผ้าชายสบัดผืนหนึ่ง แพรหงอนไก่ผืนหนึ่ง แพรโล่ผืนหนึ่ง, ท้าวขัติย ท้าวธานี เสื้อโหมดเมืองบนคนละสองตัว ผ้าไหมนุ่งคนละผืน ผ้าชายสะบัดคนละผืน, เพี้ยไชยสงคราม, เพี้ยวงษ์ปัญญา เงินตราคนละห้าตำลึง ผ้าไหมนุ่งคนละผืน แพรขาวห่มคนละผืน เสื้อกระบวนไหมคนละตัว, เมืองคำเกิดราชบุตร เสื้ออัตลัดดอกถี่ตัวหนึ่ง ผ้าเชิงปูมหนึ่งผืน แพรขาวห่มผืนหนึ่ง ผ้าชายสบัดผืนหนึ่ง, เพี้ยศรีสุธรรม, เพี้ยเวียงแก เสื้อกระบวนไหมคนละตัว ผ้าไหมนุ่งคนละผืน แพรจุนติ๋วคนละผืน, เพี้ยเมืองขวาเงินตราห้าตำลึง เสื้อโหมดตัวหนึ่ง ผ้าไหมนุ่งผืนหนึ่ง แพรขาวห่มผืนหนึ่ง, เมืองวังท้าวบุต ท้าวเพ็ชร์ ท้าววอ เงินตราคนละห้าตำลึง เสื้อโหมดเมืองบนคนละตัว ผ้าไหมนุ่งคนละผืน ผ้าชายสบัดคนละผืน แพรจุรติ๋วคนละผืน เพี้ยนามวิเศษ เสื้อกระบวนไหมตัวหนึ่ง ผ้าไหมนุ่งผืนหนึ่ง แพรขาวห่มผืนหนึ่ง, เมืองแซก ตานบุตดีเงินตราชั่งหนึ่ง เสื้ออัตลัดดอกถี่หนึ่ง ผ้าวิลาดมีน่าสองผืน ผ้าชายสบัดสองผืน แพรขาวห่มสองผืน ผ้าเชิงปูมหนึ่ง, ท้าวไค้เงินตราห้าตำลึง เสื้อโหมดเมืองบนหนึ่ง ผ้าไหมนุ่งผืนหนึ่ง ผ้าวิลาดผืนหนึ่ง แพรขาวห่มสองผืน, เพี้ยกระดานเชียงผา เงินตราห้าตำลึง ผ้าไหมนุ่งหนึ่ง แพรขาวห่มหนึ่ง เสื้อกระบวนไหมหนึ่ง, เมืองท่าอุเทน ท้าวราชบุตร เสื้ออัตลัดหนึ่ง ผ้าวิลาดมีน่าหนึ่ง แพรขาวห่มผืนหนึ่ง ท้าวอุปชิตเสื้อไหมเมืองบนตัวหนึ่ง ผ้าวิลาดมีน่าผืนหนึ่ง แพรขาวห่มผืนหนึ่ง เพี้ยศรีมหานาม, เพี้ยซามาต, เพี้ยหมื่นน่า เสื้อโหมดกวางตุ้งคนละตัว เพี้ยพลอาษา, เพี้ยโพดพูมี, เพี้ยอินทวงษ์  เสื้อกระบวนไหมคนละตัว, เมืองมหาไชยท้าวโถงเงินตราห้าตำลึง เสื้ออัตลัดตัวหนึ่ง เสื้อโหมดเมืองบนตัวหนึ่ง ผ้าไหมนุ่งผืนหนึ่ง แพรขาวห่มผืนหนึ่ง ท้าวห้าวเงินตราห้าตำลึง เสื้อโหมดเมืองบนตัวหนึ่ง ผ้าไหมนุ่งผืนหนึ่ง ผ้าวิลาดผืนหนึ่ง แพรขาวห่มผืนหนึ่ง, เพี้ยเมืองสูง นายตากระโซร้เงินตราห้าตำลึง ผ้าไหมนุ่งผืนหนึ่ง แพรขาวห่มสองผืน เสื้อโหมดเมืองบนหนึ่ง ผ้าวิลาดมีน่าหนึ่ง แล้วให้พระสุนทรราชวงษา พระยาประเทศธานี พาพระคำก้อน เพี้ยเมืองขวา ท้าวเพี้ยมีชื่อกลับขึ้นมาด้วยแล้วให้พระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ อุปฮาด ท้าวเพี้ย เอาใจใส่ทนุบำรุงครอบครัวเมืองคำเกิด คำมวน ซึ่งตั้งอยู่บ้านแซงกระดานให้ได้ทำมาหากินไปด้วยกัน กว่าจะได้แยกครอบครัวไปตั้งบ้านท่าขอนยาง อย่าให้มีความเดือดร้อนได้ แลให้คิดอ่านจัดแจงให้เมืองคำเกิด คำมวน ไปเกลี้ยกล่อม เอาพักพวกครอบครัว ซึ่งยังตกค้างอยู่ฟากของตะวันออกข้ามมาให้สิ้น ครอบครัวจะได้ตั้งบ้านเรือน ทำมาหากินเป็นปรกติพร้อมมูลกัน จะได้เป็นกำลังรี้พลกับบ้านเมืองไปภายน่า แล้วสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงพระกรุณา ชุบเลี้ยงเจ้าเมืองท้าวเพี้ยนายครัว ตามมีกำลังไพร่พลมากแลน้อย ให้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไป

อนึ่ง หลวงศรีโยธา หมื่นภิรมย์รักษาข้าหลวง หลวงประสิทธิสงครามกองนอกเมืองนครราชสีมา พระสุนทรราชวงษา พระยาไชยสุนทรเจ้าเมืองเมืองกาฬสินธุ์ บอกลงไปแต่ก่อนว่า ครอบครัวเมืองคำเกิดบ้านนาอาว, นาซอง ชายหญิงใหญ่น้อยสองร้อยคน ข้ามมาทางเมืองไชยบุรี เจ้าเมืองกรมการเมืองไชยบุรีว่า ครอบครัวนี้เป็นครัวเวียงจันทน์ อุปฮาด, ราชวงษ์เมืองคำมวนว่า เป็นครอบครัวเมืองคำเกิด, เมืองคำมวน อนุเวียงจันทน์ชักเอาไปครั้นอนุเวียงจันทน์แตกหนีไปอยู่เมืองมหาไชย อนุเวียงจันทน์มอบครัวรายนี้ให้เมืองคำเกิดเมืองคำมวนตามเดิม เจ้าเมืองไชยบุรีก็ส่งครัวคืนให้แต่หกสิบเจ็ดคน ชักเอาไว้เมืองไชยบุรีร้อยสามสิบคน กับว่าครอบครัวเมืองคำเกิดเมืองคำมวน ข้ามมาทางเมืองท่าอุเทน ชายหญิงใหญ่น้อยร้อยห้าสิบสามคน พระศรีวรราชเจ้าเมืองท่าอุเทนชักเอาไว้สามสิบคน ส่งมาอยู่บ้านแซงกระดานร้อยยี่สิบสามคนนั้น พระสุนทรราชวงษากับพระยาไชยวงษาเจ้าเมืองไชยบุรี ราชบุตรเมืองท่าอุเทน เจ้าเมืองท้าวเพี้ยเมืองคำเกิดเมืองคำมวน ลงไปพร้อมกัน ณ กรุงเทพมหานคร ก็ได้ว่ากล่าวด้วยครัวรายเมืองคำเกิดคำมวน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเมืองไชยบุรี เมืองท่าอุเทน พระยาไชยวงษา ราชบุตรเมืองท่าอุเทนว่าครัวสมัคกับเมืองไชยบุรี เมืองท่าอุเทน เจ้าเมืองราชบุตรท้าวเพี้ยเมืองคำเกิดเมืองคำมวนก็ยอมให้ครัวอยู่ตามใจสมัคนั้น ครอบครัวฟากของตะวันออกสามิภักดิพากันเข้ามาโดยดี ได้มีตราขึ้นมาแต่ก่อนว่าครัวจะสมัคอยู่เมืองไหนก็ให้อยู่ตามใจสมัค แจ้งอยู่ในท้องตราแต่ก่อนนั้นแล้ว แลครัวเมืองคำเกิดเมืองคำมวนซึ่งสมัคอยู่เมืองไชยบุรีร้อยสามสิบสามคน สมัคอยู่เมืองท่าอุเทนสามสิบสามคน เจ้าเมืองท้าวเพี้ยเมืองคำเกิดเมืองคำมวน ก็ยอมให้ครัวอยู่ตามใจสมัคชอบอยู่แล้ว

อนึ่ง เขตแดนเมืองสกลนคร มีตราโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้แบ่งปันเขตแดนกันกับเมืองกาฬสินธุ์ ครั้งแยกไปตั้งเมืองสกลนคร แจ้งอยู่ในท้องตราแต่ก่อนแล้วนั้น เขตแดนเมืองสกลนคร, เมืองกาฬสินธุ์ให้คงอยู่ตามท้องตราที่โปรดขึ้นมาแต่ก่อน แต่เขตรแดนเมืองสกลนครกับเมืองนครพนม เมืองหนองหาร, มุกดาหารนั้น ยังมีกำหนดเขตแดนเมืองเป็นแน่นอนไม่ ข้างน่าไปจะอริวิวาทเกี่ยวข้องกันด้วยเขตรแดน จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระสุนทรราชวงษา พระยาไชยวงษาเจ้าเมืองไชยบุรี อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ อุปฮาดเมืองหนองคาย ท้าวบุตรผู้เป็นพี่อุปฮาดเมืองนครพนม พร้อมกันทำแผนที่จัดแจงเขตแดนบ้านเมืองทั้งนี้ ซึ่งกระหนาบคาบเกี่ยวกันอยู่ให้ว่ากล่าวแบ่งปันเขตแดนบ้านเมืองให้เป็นอันสำเร็จอย่าให้เกี่ยวข้องกันต่อไป ได้จัดแจงแบ่งปันเขตแดนเมืองสกลนคร ข้างตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่บ้านมาบ้านกุดสะมาล บ่อสะอือ บ้านมาตตัดไปริมฝั่งน้ำอูน ข้างเหนือแต่ปากน้ำยามข้างเหนือ ไปบ้านพระหัวพันนาขึ้นไปปลายน้ำห้วยสงครามข้างใต้ เป็นเขตแดนเมืองสกลนคร ตั้งแต่ปากห้วยศีศะแรตข้างเหนือ ไปจนปลายน้ำห้วยสงครามข้างเหนือ เป็นเขตแดนเมืองหนองหาร และข้างตะวันออกเฉียงใต้เมืองสกลนคร ตั้งแต่น้ำก่ำเฉียงใต้มาบ้านหนองเหียน บ้านจานแพน เป็นแดนเมืองสกลนครต่อกับบ้านแห บ้านดงหลวง แดนเมืองมุกดาหารฟากน้ำก่ำตะวันออกบ้านนาแก บ้านเชียงเสือ เป็นแดนเมืองสกลนครต่อกับแดนเมืองนครพนม ให้เจ้าเมืองท้าวเพี้ยรักษาบ้านเมืองเขตแดนตามกำหนดในท้องตรา ซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมขึ้นมา อย่าให้มีความวิวาทเกี่ยงข้องกันด้วยเขตแดนต่อไป ช่วยกันรักษาขอบขัณฑเสมาให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข แลครอบครัวเมืองมหาไชย ซึ่งยกมาตั้งอยู่เมืองสกลนครนั้น พระยาไชยสุนทร อุปฮาด ท้าวเพี้ย ก็ได้ทนุบำรุงมาแต่เดิมแล้ว ครอบครัวทั้งนี้ก็พึ่งมาตั้งอยู่ใหม่ เขตรแดนเมืองสกลนครกับเมืองกาฬสินธุ์ใกล้เคียงกัน ถ้าครอบครัวเมืองสกลนครจะมาทำมาหากิน คาบเกี่ยวเข้ามาในเขตแดนเมืองกาฬสินธุ์ประการใด อย่าให้พระยาไชยสุนทร, อุปฮาด, ท้าวเพี้ย รังเกียจหวงกันเขตแดนให้ช่วยกันทนุบำรุง ให้ครอบครัวได้มาหากิน อย่าให้มีความเดือดร้อน ถ้าแลเมืองกาฬสินธุ์กับเมืองสกลนครจะเกี่ยวข้องกันด้วยเขตรแดนครอบครัวประการใด ก็ให้ประนบประนอมผ่อนปรนกันฉันบ้านพี่เมืองน้อง อันเป็นเมืองใกล้ข้าขอบขัณฑเสมาอันเดียวกัน จะได้เป็นสามัคคีรศ ช่วยกันทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป

อนึ่ง เมืองสกลนครครอบครัวพึ่งยกมาตั้งบ้านเรือนอยู่ใหม่ ครอบครัวยังหาตั้งตัวเป็นปรกติไม่ แล้วยังจะคิดเกลี้ยกล่อมเอาครอบครัวมาใส่บ้านเมืองต่อไปอีก จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระราชทานเงินหลวงสิบชั่ง ให้พระยาประเทศธานีเอาขึ้นมาไว้ สำหรับจัดซื้อกระบือแจกจ่ายครอบครัว ถ้าครัวเก่าพวกใดยากจนไม่มีกระบือทำไร่นาขัดสนเข้าปลาอาหารอยู่ ก็ให้เอาเงินซื้อกระบือแจกจ่ายให้ครอบครัวให้ได้ทำไร่นา แลจัดซื้อเข้าซื้อกระบือแจกจ่ายให้ครอบครัว ซึ่งเกลี้ยกล่อมได้มาใหม่ เป็นกำลังทำไร่นาทำมาหากินให้ทั่วถึงกัน ครอบครัวจะได้ตั้งตัวเป็นปรกติ บ้านเมืองจะได้บริบูรณ์มั่งคั่งอยู่เย็นเป็นสุขสืบไป

อนึ่ง พระยาประเทศธานีได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ว่าปืนคาบศิลาหลวงสำหรับเมืองสกลนครหามีไม่ ขอรับพระราชทานปืนคาบศิลาห้าสิบบอก กระสุนสองพันห้าร้อยกระสุน ศิลาปากนกห้าร้อยปาก ให้พระยาประเทศธานี,อุปฮาด, ราชวงษ์, ท้าวเพี้ย กำชับห้ามปรามอย่าให้ผู้ใด เอาปืนของหลวงไปยิงช้างม้าโคกระบือ ให้ปืนชำรุดเสียไปได้เป็นอันขาดทีเดียว ให้พระยาประเทศธานี, อุปฮาด, ราชวงษ์, ท้าวเพี้ย จัดแจงให้พิทักษ์รักษาชำระขัดสีปืนของหลวงไว้ให้ดี มีราชการศึกสงครามจะได้จับจ่ายให้ทันราชการ

อนึ่ง พระยาประเทศธานี พระคำก้อนเมืองคำเกิด ราชบุตรเมืองคำมวน ให้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานสิ่งของ ขึ้นมาไว้สำหรับบ้านเมืองทำบุญให้ทาน ได้ให้เจ้าพนักงานจัดสิ่งของ พระราชทานให้พระยาประเทศธานี ผ้าไตรสามไตร สุพรรณถันสิบชั่ง จานกลีบบัวร้อยใบ ชามเข้าร้อยใบ ชามแกงร้อบใบ ผาลไถนายี่สิบห้าอัน รองเท้าห้าคู่, ราชบุตรเมืองคำมวน ผ้าไตรหนึ่ง ชามเข้าร้อยใบ ชามแกงร้อยใบ ผาลไถนายี่สิบห้าอัน รองเท้าห้าคู่ คุมขึ้นมาด้วยแล้ว
หนังสือมา ณ วันศุกร เดือนเก้าแรมสิบเอ็ดค่ำ ปีจอ นักษัตร สัมฤทธิศก” (ตรงกับวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๘๑ เป็นปีที่ ๑๕ ในรัชกาลที่ ๓)

(๗) จากประวัติเมืองกาฬสินธุ์ ( ของนายอรุณ แสนสุธา พิมพ์พ.ศ. ๒๔๙๓) ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับเรื่องชาวเมืองวังอพยพ ที่มีในสาส์นตราเจ้าพระยาจักรี จึงได้คัดมารวมหมู่ไว้ดังนี้
“ครั้งอยู่มาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าคุณ พระยามหาอำมาตย์ป้อม พระมหาสงครามข้าหลวง กับเจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งเอาตัวลงไปไว้อยู่ ณ กรุงเทพ ฯ นั้น ยกกองทัพขึ้นไปตั้งอยู่เมืองพนม แล้วพร้อมกันกับหัวเมืองทั้งปวง ยกเข้าตีเมืองมหาชัย และเมืองคำเกิด เมืองคำม่วนได้แล้ว ได้ต้อนเอาครอบครัวมาตั้งอยู่ ณ เมืองสกลนคร แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาชัยสุนทร แต่งตั้งกรมการไปรักษาเมืองมหาชัย ซึ่งกวาดมาอยู่เมืองสกลนคร พระยาชัยสุนทรได้จัดแต่ง ให้ราชวงศ์ให้ราชบุตรกรมการเมืองกาฬสินธุ์เป็นนายกอง คุมท้าวเพียบ่าวไพร่ชายฉกรรจ์ได้ ๖๐๖ คน และครอบครัวบุตรภรรยาเมืองกาฬสินธุ์ ขึ้นไปรักษาครัวเมืองมหาชัย ซึ่งเป็นเชลยอยู่ ณ เมืองสกลนคร แล้วราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์ กับราชวงศ์เมืองมหาชัย ซึ่งมาอยู่ ณ เมืองสกลนคร จึงพร้อมกันลงไปเฝ้าผ่าละอองธุลีพระบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งราชวงศ์เมืองมหาชัย ขึ้นเป็นพระยาประเทศธานีเจ้าเมือง ตั้งราชวงศ์กาฬสินธุ์ขึ้นเป็นอุปฮาด ตั้งท้าวจุลมณีน้องชายราชวงศ์ ผู้เป็นพระยาประเทศธานีขึ้นเป็นราชวงศ์ ตั้งราชบุตรเมืองกาฬสินธุ์ ที่ไปรักษาครัวเมืองมหาชัย คงเป็นที่ราชบุตร ฯ

(๘) จากพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน (ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตรเรียบเรียง) ซึ่งรวมอยู่ในประชุมพงศวดารภาค ๔ เฉพาะที่เกี่ยวกับการอพยพชาวเมืองวัง ดังนี้

๑. ลุศักราช ๑๑๙๒ ปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๓๗๓) ฝ่ายทางเมืองยโสธร ตั้งแต่พระสุนทรราชวงศา (สีชา) เจ้าเมืองถึงแก่กรรมแล้ว ก็ยังหาทันมีเจ้าเมืองไม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้ท้าวฝ่ายผู้มีความชอบแต่ครั้งรบทัพเวียงจันทน์ เป็นพระสุนทรราชวงศาเจ้าเมือง ให้ท้าวแพงเป็นอุปฮาด เลื่อนราชบุตร (สุดตา) เป็นราชวงศ์ ให้ท้าวอินเป็นราชบุตร รักษาเมืองยโสธรต่อไป โปรดเกล้า ฯ ให้พระสุนทรราชวงศาเจ้าเมือง มีอำนาจบังคับบัญชาสิทธิขาดในเมืองนครพนม (ในมณฑลอุดร) ด้วย พระสุนทรราชวงศาจึงให้อุปฮาด รักษาราชการอยู่ทางเมืองยโสธร แล้วตนไปราชการอยู่ ณ เมืองนครพนม ได้เกลี้ยกล่อมพวกครัวเมืองพิน เมืองนอง เมืองตะโปน เมืองมหาชัยกองแก้ว เมืองวังมาขึ้น ตั้งอยู่ในเขตแขวงเมืองนครพนมเป็นอันมาก และต่อมาได้มีบอกขอตั้งเมืองสกลนคร เมืองวานรนิวาส เมืองเรณูนคร เมืองท่าอุเทน (ในแขวงมณฑลอุดร) ขึ้น

๒. ลุจุลศักราช ๑๑๙๘ ปีวอกอัฐศก (พ.ศ. ๒๓๗๙) โปรดเกล้า ฯ ให้พระยามหาอำมาตย์ (ป้อม) และ พระมหาสงคราม เกณฑ์พลเมืองฝ่ายเหนือเฉียงตะวันออก ยกกองทัพไปตั้งอยู่ ณ เมืองนครพนม จัดราชการและ ปราบปรามบรรดาหัวเมืองฝั่งโขงตะวันออก มีเมืองมหาชัยเป็นต้น ครั้งนั้นพระคำแดงเป็นอุปฮาด และราชวงศ์ท้าวขัตติย ท้าวสุริยเมืองคำมวน, พระคำดวน (หรือคำก่อน) และราชวงศ์ราชบุตรเมืองคำเกิด พาครอบครัวอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระยามหาอำมาตย์ได้ให้ครอบครัว พระคำดวน
ซึ่งมีจำนวนคน ๒๘๕๙ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าขอนยาง ครัวพระคำแดงจำนวน ๙๓๓ คน ตั้งอยู่ที่ตำบลบึงกระดาน เป็นแขวงเมืองกาฬสินธุ์ทั้ง ๒ ตำบล

๓. ลุศักราช ๑๒๐๓ ปีฉลูตรีศก (พ.ศ. ๒๓๘๔) พระมหาสงครามและเจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์ ยกกองทัพไปตีเมืองวังแตก เจ้าเมือง, อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตรและท้าวเพี้ยราษฎร พาครอบครัวหนีกองทัพไทยระส่ำระสาย พระมหาสงครามได้จัดให้ท้าวเพี้ยเมืองวัง ไปเกลี้ยกล่อมได้ครอบครัวราชวงศ์ (กอ) และท้าวคอง (ผิดที่ถูกชื่อด้วง) บุตรเจ้าเมือง ท้าวตั้ว (ผิดที่ถูกชื่อต้อ – คำ “ตั้ว” ไม่มีในภาษาพุไทย) บุตรอุปฮาดเมืองวัง เข้ามาสวามิภักดิ์ พาครัวข้ามมาฝั่งโขงตะวันตกจำนวนคน ๓๐๐๓ คน ตั้งอยู่บ้านกุดฉิมนารายน์ (กุดสิมนารายณ์) แขวงเมืองกาฬสินธุ์

๔. ลุจุลศักราช ๑๒๐๕ ปีเถาะเบญจศก (พ.ศ. ๒๓๘๖) เจ้าพระยาบดินทรเดชา ตั้งขัดตาทัพอยู่เมืองอุดรมีไชยในกรุงกัมพูชา มีตราถึงเจ้าพระยานครจำปาศักดิ์ (นาค) และ หัวเมืองฝ่ายเหนือมีเมืองสุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด ขุขันธ์ สังฆะ สุรินทรเป็นต้น ให้เกณฑ์กำลังขึ้นไปสมทบทัพกรุงเทพ ฯ ฝ่ายเจ้านครจำปาศักดิ์ (นาค)จึงแต่ท้าวพระยาคุมกำลังไปตั้งอยู่ ณ ตำบลเปี่ยมมะเหล็ก แขวงเมืองพนมศกได้ประมาณ ๘-๙ เดือน ขาดเสบียงอาหารลง เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงสั่งให้ กองทัพเมืองจำปาศักดิ์ยกกลับเมือง ให้เป็นกองลำเลียงและกองตรวจตระเวนตรวจตรารักษาด่านทางแดนญวน เจ้านครจำปาศักดิ์ (นาค) จึงให้จัดส่งลำเลียง ไปยังกองหลวงอาสาณรงค์ซึ่งตั้งอยู่บ้านหม้ออ้อม และแต่งท้าวพระยาคุมกำลังไปเที่ยวลาดตระเวน และเกลี้ยกล่อมพวกข่า, ผู้ไทย เมืองตะโปน เมืองพิน เมืองนอง เมืองวังได้เป็นอันมาก

๕. ลุจุลศักราช ๑๒๐๗ ปีมะเส็งสัปตศก (พ.ศ. ๒๓๘๘) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้หมื่นเดชอุดม ซึ่งพาครอบครัวจากบ้านห้วยนายมแขวงเมืองวัง (ฝั่งโขงตะวันออก) มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งอยู่บ้านภูแล่นช้านั้น เป็นพระพิชัยอุดมเดชเจ้าเมือง ให้เพี้ยโคตรหลักคำเป็นอุปฮาด ให้เพี้ยมหาราชเป็นราชวงศ์ ให้เพี้ยพรหมดวงสีเป็นราชบุตร ยกบ้านภูแล่นช้างขึ้นเป็นเมืองภูแล่นช้าง ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ ตามความสมัครของพระพิชัยอุดมเดช ให้ผูกผลเร่วส่งเงินแทนปีละ ๘ ชั่ง ในจำนวนเลข ๓๑๔ คน และโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระพิชัยอุดมเดช คือเงินตรา ๒ ชั่ง ครอบเงินเครื่องในถม ๑ คนโทเงิน ๑ สัปทนแพรคัน ๑ เสื้อเข้มขาบก้านแย่ง ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบ ๑ ผ้าดำปักทองมีซับผืน ๑ แพรขาวห่ม ๑ ผ้าปูมผืน ๑ พระราชทานอุปฮาด (โคตรหลักคำ) เงินตราชั่ง ๑ เสื้อเข้มขาบดอกถี่ ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบ ๑ ผ้าดำปักไหมซับ ๑ แพรขาวห่ม ๑ ผ้าปูม ๑ พระราชทานราชวงศ์ (มหาราช) เงินตรา ๑๕ ตำลึง ๑ เสื้อเข้มขาบดอกสะเทิน ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบ ๑ แพรขาวห่ม ๑ ผ้าเชิงปูม ๑ พระราชทานราชบุตร (พรหมดวงสี) เงินตรา ๑๐ ตำลึง เสื้ออัตลัดดอกลาย ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบ ๑ แพรห่มขาว ๑ ผ้าเชิงปูม ๑

๖. จ.ศ. ๑๒๐๗ ปีมะเส็ง (พ.ศ.๒๓๘๘) โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้พระลำดวน (หรือคำกอน) เมืองคำเกิดซึ่งตั้งอยู่บ้านท่าขอนยาง เป็นพระสุวรรณภักดีเจ้าเมือง ให้อุปฮาดเป็นอุปฮาด ราชวงศ์เมืองคำเกิดเป็นราชวงศ์ ราชบุตรเมืองคำเกิดเป็นราชบุตร ยกบ้านท่าขอนยางขึ้นเป็นเมืองท่าขอนย่าง ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์ ผูกผลเร่วในจำนวน ๔๐๗ คน เป็นผลเร่วสี่สิบหาบ คิดหาบละ ๕ ตำลึง รวมเป็นเงินส่งแทนผลเร่วปีละ ๑๐ ชั่ง และพระราชทานพระสุวรรณภักดี เงินตรา ๕ ตำลึง ถาดหมากคนโทเงิน ๑ สัปทนแพรคัน ๑ เสื้อเข้มขาบก้านแย่ง ๑ ผ้าโพกแพรขลิบ ๑ ผ้าดำปักทองมีซับ ๑ แพรขาวห่ม ๑ ผ้าปูม ๑ พระราชทานอุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตรเมืองท่าขอนยาง อย่างเดียวกันกับเมืองภูแล่นช้าง

๗. จ.ศ. ๑๒๐๗ ปีมะเส็ง (พ.ศ.๒๓๘๘) โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้อุปฮาด (คำแดง) เมืองคำมวน ซึ่งตั้งอยู่บ้านบึงกระดานนั้น เป็นพระศรีสุวรรณเจ้าเมือง ยกบ้านบึงกระดานเป็นเมืองแซงบาดาล (อยู่ริมหนองแซงบาดาล) ให้ราชวงศ์ (จารจำปา) บุตรท้าวศรีสุราชเป็นอุปฮาด ให้ท้าวขัตติย (พก) บุตรพระคำรานเป็นราชวงศ์ ให้ท้าวสุริย (จารโท) บุตรพระศรีสุวรรณ (คำแดง) เป็นราชบุตร ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์

๘. จ.ศ. ๑๒๐๗ ปีมะเส็ง (พ.ศ.๒๓๘๘) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้ราชวงศ์ (กอ) เมืองวัง ซึ่งตั้งอยู่บ้านกุดสิมนารายณ์ เป็นพระธิเบศรวงศาเจ้าเมือง ท้าวด้วง (ไม่ใช่คอง) เป็นอุปฮาด ท้าวต้อ (ไม่ใช่ตั้ว) เป็นราชวงศ์ ท้าวเนตรบุตรพระธิเบศรวงศา (กอ) เป็นราชบุตร ยกบ้านกุดสิมนารายณ์ ซึ่งตั้งอยู่ริมโบสถ์นารายณ์เก่า (โบสถ์น้ำ) ขึ้นเป็นเมืองกุดสิมนารายณ์ ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ โปรดเกล้า ฯ พระราชทานเงิยตราและเสื้อผ้า เครื่องยศบรรดาศักดิ์แก่ผู้เป็น เจ้าเมือง, อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตร เป็นอย่างเดียวกันกับเมืองท่าขอนยางฉะนั้น

๙. อนึ่งในปี (พ.ศ. ๒๓๘๘) นี้ พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้าเมืองอุบล ได้นำพระศรีสุราชเมืองตะโปน ท้าวอุปฮาดเมืองจำพอน (ไม่ใช่ชุมพร) ท้าวฝ่ายเมืองผาบัง ท้าวมหาวงศ์เมืองคาง ซึ่งพาครอบครัวรวม ๑๘๔๗ คน เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่บ้านช่องนาง แขวงเมืองอุบลนั้น เข้าเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพ ฯ ด้วย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านช่องนางเป็นเมืองเสนางคนิคม ให้ท้าวจันศรีสุราชเมืองตะโปนเป็นพระศรีสินธุสงครามเจ้าเมือง ให้ท้าวฝ่ายเมืองผาบังเป็นอัคฮาด ท้าวมหาวงศ์เมืองคางเป็นอัควงศ์ รักษาเมืองเสนางคนิคม ขึ้นกับเมืองอุบลราชธานี และโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเงินตรา ๑ ชั่ง ถาดหมากคนโทเงิน สำรับ ๑ สัปทนแพรคัน ๑ เสื้อเข้มขาบริ้วขาวเสื้อ ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบผืน ๑ ผ้าดำปักทองมีเชิงผืน ๑ แพรขาวห่มผืน ๑ ผ้าปูมผืน ๑ แก่พระศรีสินธุสงคราม, โปรดเกล้า ฯ พระราชทานอัคฮาด เงินตรา ๑๕ ตำลึง เสื้อเข้มขาบก้านแย่งเสื้อ ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบผืน ๑ ผ้าดำปักไหมมีซับ ๑ ผ้าเชิงปูมผืน ๑, พระราชทานอัควงศ์ เงินตรา ๑๐ ตำลึง เสื้อเข้มขาบดอกสะเทินผืน ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบ ๑ ผ้าดำปักไหมมีซับ ๑ แพรขาวห่มผืน ๑ ครั้งแล้วพระศรีสินธุสงครามเจ้าเมือง อัคฮาด อัควงศ์ เมืองเสนางคนิคม จึงกราบถวายบังคมลาพากันกลับขึ้นไป ตั้งอยู่เสียที่บ้านห้วยปลาแดก แขวงเมืองอุบล ซึ่งเป็นแขวงเมืองอำนาจเจริญทุกวันนี้ หาได้ไปอยู่ ณ บ้านช่องนางตามตราพระราชสีห์โปรดเกล้า ฯ ไม่

๑๐. ในระหว่างนี้ (จุลศักราช, พ.ศ. ๒๓๘๘) พระสีหนาท พระไชยเชษฐา นายครัวเมืองตะโปน ยกครอบครัวมาตั้งอยู่ ณ บ้านคำเมืองแก้ว ฝั่งโขงตะวันตกแขวงเมืองเขมราฐ พระเทพวงศา (บุญจันทร์) เจ้าเมืองเขมราฐ จึงมีบอกลงมากรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านคำเมืองแก้ว ขึ้นเป็นเมืองคำเขื่อนแก้ว ให้ตั้งพระสีหนาทเป็นที่พระรามนรินทร์ เจ้าเมืองคำเขื่อนแก้ว ขึ้นเมืองเขมราฐ (ความจริงกรมการเอานามเมืองคำเขื่อนแก้ว ไปตั้งที่ “บ้านลุมพุก” ไม่ตั้งที่ “บ้านคำเมืองแก้ว”)

๑๑. ลุจุลศักราช ๑๒๑๖ ปีขาลฉศก (พ.ศ. ๒๓๙๗) อุปฮาดว่าที่พระยาไชยสุนทรเมืองกาฬสินธุ์    มีบอกมายังกรุงเทพ ฯ ว่าราชบุตรเมืองกุดสิมนารายณ์ไม่มีตัว ขอพระราชทานท้าวขัตติยเป็นราชบุตรเมืองกุดสิมนารายณ์ วัน ๖ ฯ ๑ ค่ำปีขาล (พ.ศ. ๒๓๙๗) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ตั้งให้ท้าวขัตติยเป็นราชบุตรเมืองกุดสิมนารายณ์ พระราชทานเสื้ออัดตลัดดอกสะเทิน ๑ แพรขาว ๑ ผ้าเชิงปูม ๑

๑๒. ลุศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะสัปตศก (พ.ศ. ๒๓๙๘) อุปฮาดราชบุตรเมืองกาฬสินธุ์ มีบอกขอตั้งราชบุตร เมืองกุดสิมนารายณ์ เป็นราชวงศ์เมืองกุดสิมนารายณ์ วัน ๒ ฯ ๙ ค่ำปีเถาะ (พ.ศ. ๒๓๙๘) จึงโปรดเกล้าให้ราชบุตรเป็นราชวงศ์เมืองกุดสิมนารายณ์ พระราชทานเสื้ออัดตลัด ๑ แพรขาวห่มเพลาะ ๑ ผ้าลายนุ่ง ๑

๑๓. ลุจุลศักราช ๑๒๒๔ ปีจอจัตวาศก (พ.ศ. ๒๔๐๕) เมืองกาฬสินธุ์มีบอกขออุปฮาดด้วง เป็นพระธิเบศรวงษาเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้อุปฮาดด้วงเป็นเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์

๑๔. ครั้งลุศักราช ๑๒๒๘ ปีขาลอัฐศก (พ.ศ. ๒๔๐๙) พระธิเบศรวงษา (กอ) เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ถึงแก่กรรม พระยาไชยสุนทรเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ มีบอกขอตั้งอุปฮาด (ด้วง) เมืองกุดสิมนารายณ์เป็นเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ วัน ๑ ฯ ๖ ค่ำ (พ.ศ. ๒๔๐๙) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้อุปฮาด (ด้วง) เป็นพระธิเบศรวงษา เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ พระราชทานถาดหมากคนโทเงิน ๑ สำรับ สัปทนแพรหลิน ๑ เสื้อเข้มขาบก้านแย่ง ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบ ๑ ผ้าดำปักไหมทอง ๑ แพรขาวห่ม ๑ ผ้าปูม ๑ เป็นเครื่องยศ
(ความตอนนี้คลาดเคลื่อน ความจริง พ.ศ. ๒๔๐๕ พระธิเบศรวงษา (กอ) ถึงแก่กรรม เมืองกาฬสินธุ์จึงมีบอก ขอตั้งอุปฮาด (ด้วง) เป็นพระธิเบศรวงษาเป็นเจ้าเมืองแทน รอไปจนถึง พ.ศ. ๒๔๐๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้อุปฮาด (ด้วง) เป็นพระธิเบศรวงษาเป็นเจ้าเมืองแทน)
 
๑๕. จ.ศ. ๑๒๒๙ ปีเถาะนพศก (พ.ศ. ๒๔๑๐) พระยาไชยสุนทร (กิ่ง) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ บอกกราบบังคมทูลพระกรุณาขอตั้ง บ้านสระบัวตำบลดงมะขามเฒ่า ปากห้วยกอกกับบ้านพันลำ ตำบลภูคันโทเป็นเมือง ขอราชวงศ์ (เกษ) กับบุตรท้าวแสนบุตรอุปฮาด เป็นเจ้าเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งบ้านสระบัวดงมะขามเฒ่าเป็นเมืองกมลาศัย ให้ราชวงศ์ (เกษ) เป็นพระราษฎรบริหารเจ้าเมือง ให้ท้าววันทองเป็นอุปฮาด ท้าวบัวเป็นราชวงศ์ ทั้งสองคนนี้เป็นบุตรพระราษฎรบริหาร (เกษ) ให้ท้าวมหานามเป็นราชบุตร และโปรดเกล้าให้ตั้งบ้านพันลำเป็นเมืองสหัสขันธ์ ให้ท้าวแสนเป็นพระประชาชนบาลเจ้าเมือง ให้ท้าวพรหมเป็นอุปฮาด ให้ท้าวคำไภยน้องพระประชาชนบาล (แสน) เป็นราชวงศ์ ให้ท้าวแสงเป็นราชบุตร ทั้งสองเมืองนี้โปรดเกล้า ฯ ให้ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์

๑๖. ลุศักราช ๑๒๓๓ ปีมะแมตรีศก (พ.ศ. ๒๔๑๔) เจ้านครจำปาศักดิ์ได้ตั้งบ้านแก่งเฮียะ ในคลองจำปี ฝั่งโขงตะวันออกเป็นเมือง ขนานนามว่าเมืองมธุรศาผล ตั้งให้ท้าวอินนายครัว ซึ่งเกลี้ยกล่อมมาจากเมืองตะโปน เป็นที่พระจันทร์ศรีสุราชเจ้าเมืองมธรศาผล ขึ้นเมืองจำปาศักดิ์

๑๗. จ.ศ. ๑๒๔๑ (พ.ศ. ๒๔๒๒) พระธิเบศรวงษา (ด้วง) เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ มีความบาดหมางกับพระยาไชยสุนทรเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ร้องขอไม่สมัครทำราชการกับเมืองกาฬสินธุ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกเมืองกุดสิมนารายณ์ไปขึ้นกับเมืองมุกดาหาร

๑๘. ลุจุลศักราช ๑๒๔๒ ปีมะโรงโทศก (พ.ศ. ๒๔๒๓) พระพิชัยอุดมเดชเจ้าเมืองภูแล่นช้าง พระธิเบศรวงษา (ด้วง) เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ ราชบุตร (มหานาม) เมืองกมลาศัย ราชบุตร (กันยา) พระศรีวรราช (สุย) ผู้ช่วยเมืองยโสธร ถึงแก่กรรม

๑๙. ลุจุลศักราช ๑๒๔๕ ปีมะแมเบญจศก (พ.ศ. ๒๔๒๖) พระยาไชยสุนทรเมืองกาฬสินธุ์ มีบอกขอยก เมืองกุดสิมนารายณ์   ออกจากเมืองมุกดาหาร  กลับมาขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ดังเดิม และขอท้าวกินรีว่าที่พระธิเบศรวงษาเจ้าเมือง วัน ๓ ฯ ๗ ค่ำ (พ.ศ. ๒๔๒๓) จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ยกเมืองกุดสิมนารายณ์ มาขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ และให้ท้าวกินรีรับราชการตำแหน่งเจ้าเมือง ตามความประสงค์ของพระยาไชยสุนทร

๒๐. จ.ศ. ๑๒๔๖ (พ.ศ. ๒๔๒๗) หลวงภักดีณรงค์ (ทัด) ข้าหลวงเมืองอุบล ได้มีบอกขอมายังกรุงเทพ แต่ก่อนพวกลาวจับข่ามาซื้อขายเป็นทาส แลผสมใช้เป็นทาสตลอดลูกหลานเหลน หลวงภักดีณรงค์ได้ตัดสินชั้นหลาน และเหลนทาสให้เป็นพลเมือง (หมายถึงให้เป็นไท) เสียส่วยตามธรรมเนียมบ้านเมือง จึงมีตราโปรดเกล้า ฯ ไปยังหัวเมืองตะวันออก ห้ามิให้จับข่ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนและใช้สรอยการงานต่าง ๆ แต่ส่วนข่าผู้ใดได้ซื้อขายมาจากผู้ใด (ผู้อื่น) แต่ก่อนนั้น ให้คงอยู่กับเจ้าหมู่มูลนายไป เพราะจะให้ข่าทาสเดิมนั้นพ้นค่าตัวไป ก็จะเป็นเหตุเดือดร้อนแก่มูลนาย ที่ได้เสียเงินไถ่แลกเปลี่ยนมาแต่ก่อนนั้น

๒๑. จ.ศ.๑๒๔๘ ปีจออัฐศก (พ.ศ.๒๔๒๙) อุปฮาด, ท้าวเพี้ยกรมการเมืองภูแล่นช้าง มีบอกขอท้าวคำบุตร พระพิชัยอุดมเดช เป็นราชบุตรเมืองภูแล่นช้าง ได้โปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้ตามขอ และพระราชทานเสื้ออัดตลัดดอกเล็ก ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบ ๑ แพรขาวห่มห่มเพลาะ ๑ ผ้าพื้นนุ่งผืน ๑ เป็นเครื่องยศ

๒๒. จ.ศ.๑๒๔๙ ปีกุนนพศก (พ.ศ.๒๔๓๐) พระรามนรินทร์ เจ้าเมืองคำเขื่อนแก้ว มีความชราทุพพลภาพกราบถวายบังคมลาออกจากราชการ และขอให้ท้าวพระศรีผู้บุตรเป็นผู้รักษาราชการแทน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระศรีเป็นผู้รักษาราชการเมืองต่อไป
เมืองจันและกรมการเมืองกาฬสินธุ์ มีบอกยังกรุงเทพ ฯ ว่า ตำแหน่งพระธิเบศรวงษา เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ว่าง โปรดเกล้า ฯ ให้ท้าวกินรีว่าการแทนมา แต่ปีมะแมเบญจศก จุลศักราช ๑๒๔๕ (พ.ศ.๒๔๒๖) ก็ได้ราชการเรียบร้อยดี ขอรับพระราชทานท้าวกินรีเป็นพระธิเบศรวงษา เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์

วัน ๑ ฯ ๓ ค่ำปีนี้ จึงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้ท้าวกินรีเป็นพระธิเบศรวงษา เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ พระราชทานถาดหมากคนโทเงิน ๑ สัปทนปัสตูแดง ๑ เสื้อโหมดเทศริ้วเล็ก ๑ แพรขาวห่มเพลาะ ๑ ผ้าม่วงจีน ๑

๒๓. จ.ศ.๑๒๕๐ ปีชวดสัมฤทธิศก (พ.ศ.๒๔๓๑) โปรดเกล้า ฯ ให้หลวงภักดีณรงค์ (สิน) หลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ไปตรวจราชการ ณ เมืองสองคอนดอนแดง เมืองพิน เมืองนอง เมืองพ้อง เมืองพะลาน เมืองตะโปน เมืองลำเนาหนองปรือ ซึ่งอยู่ ณ ฝั่งโขงตะวันออก แล้วหลวงพิทักษ์นรินทร์ (ผึ้ง) ได้ไปตั้งพักจัดราชการอยู่ ณ เมืองตะโปน แต่หลวงภักดีณรงค์ (สิน) นั้น ได้โปรดให้ขุนพรพิทักษ์ (เคลือบ) จึงได้ไปตั้งพักจัดราชการอยู่ ณ เมืองนอง และเมืองสองคอนดอนแดง เมืองพิน เมืองนอง เมืองพ้อง เมืองพลาน เมืองตะโปน เมืองลำเนาหนองปรือ รวม ๗ เมืองนี้ เดิมจะเป็นบ้านอะไร และได้ตั้งขึ้นเป็นเมือง โดยเหตุผลอย่างไร แต่เมื่อใด และมีพงศวดารเป็นมาอย่างไร ข้าพเจ้า (หม่อมอมรวิจิตร) ผู้เรียบเรียงพงศาวดาร (หัวเมืองภาคอีสาน) นี้หาทราบถึงไม่ เพราะเมื่อขณะเรียบเรียงพงศาวดารนี้ เป็นเวลาที่เมืองทั้ง ๗ ได้ตกไปอยู่ในเขตของฝรั่งเศสเสสียแล้ว และทั้งมิได้พบปะตำนานของเมืองทั้ง ๗ นี้ในที่แห่งใดด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถรู้ถึงกำเนิดของเมืองทั้ง ๗ นี้ตลอดได้

๒๔. จ.ศ. ๑๒๕๐ ปีชวดสัมฤทธิศก (พ.ศ. ๒๔๓๑) อุปฮาดผู้รักษาเมืองภูแล่นช้างถึงแก่กรรม ท้าวทองสุกได้เป็นผู้รักษาราชการบ้านเมืองต่อมา

๒๕. ลุรัตนโกสินทรศก ๑๐๙ ปีขาลโทศก จุลศักราช ๑๔๕๒ (พ.ศ. ๒๔๓๓) มีตราสารโปรดเกล้า ฯ ให้ปันที่ข้าหลวงเป็น ๔ กองคือ
(ก) ข้าหลวงนครจำปาศักดิ์ ให้บังคับราชการและชำระตัดสินความอุทธรณ์ เร่งรัดเงินส่วย เมืองนครจำปาศักดิ์ ๑ เมืองเชียงแตง ๑ เมืองแสนปาง ๑ เมืองสีทันดร ๑ เมืองอัตปือ เมืองสาละวัน ๑ เมืองคำทองใหญ่ ๑ เมืองสุรินทร์ ๑ เมืองสังฆะ ๑ เมืองขุขันธ์ ๑ เมืองเดชอุดม ๑ รวมเมืองใหญ่ ๑๑ เมืองขึ้น ๒๑ เหล่านี้ให้เรียกว่า “หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก”
(ข) ข้าหลวงเมืองอุบลราชธานี บังคับเมืองอุบล ๑ เมืองกาฬสินธุ์ ๑ เมืองสุวรรณภูมิ ๑ เมืองมหาสารคาม ๑ เมืองร้อยเอ็ด ๑ เมืองภูแล่นช้าง ๑ เมืองกมลาศัย ๑ เมืองยโสธร ๑ เมืองเขมราฐ ๑ เมืองสองคอนดอนดง ๑ เมืองนอง ๑ เมืองศรีสะเกศ ๑ รวมเมืองใหญ่ ๑๒ เมืองเล็ก ๒๙ เหล่านี้ให้เรียกว่า “หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ”
(ค) ข้าหลวงเมืองหนองคาย บังคับเมืองหนองคาย ๑ เมืองเชียงขวาง ๑ เมืองบริคัณหนิคม ๑ เมืองโพนวิสัย ๑ เมืองชัยบุรี ๑ เมืองท่าอุเทน ๑ เมืองนครพนม ๑ เมืองสกลนคร ๑ เมืองมุกดาหาร ๑ เมืองกมุทาสัย ๑ เมืองบุรีรัมย์ ๑ เมืองหนองหาร ๑ เมืองขอนแก่น ๑ เมืองคำเกิด ๑ เมืองคำมวน ๑ เมืองหล่มศักดิ์ ๑ รวมเมืองใหญ่ ๑๖ เมืองขึ้น ๓๖ เหล่านี้เรียกว่า “หังเมืองลาวฝ่ายเหนือ”
(ง) ข้าหลวงเมืองนครราชสีมา บังคับเมืองนครราชสีมา ๑ เมืองชนบท ๑ เมืองภูเขียว ๑ รวมเมืองใหญ่ ๓ เมืองขึ้น ๑๒ เหล่านี้ให้เรียกว่า “หัวเมืองลาวกลาง”และโปรดเกล้า ฯ ให้พระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น) ข้าหลวงใหญ่ซึ่งอยู่ ณ นครจำปาศักดิ์ มีอำนาจบังคับว่ากล่าวข้าหลวงหังเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายเหนือและลาวกลางได้ตามควรแก่ราชการและโปรดเกล้า ฯ พระราชทานตราประจำชาด สำหรับตำแหน่งข้าหลวงทั้ง ๔ กอง เป็นรูปอาร์มแผ่นดินใช้ประทับเป็นสำคัญในหนังสือราชการด้วย

๒๖. มกราคม (พ.ศ. ๒๔๓๓) พระรามนรินทร์ ผู้ว่าราชการเมืองคำเขื่อนแก้วขึ้นเมืองเขมราฐ มีบอกยังข้าหลวงเมืองอุบล ว่ามีความชราทุพพลภาพขอลาออกจากหน้าที่ราชการ และขอให้ท้าวจารจำปาผู้หลานเป็นผู้รักษาเมืองรับราชการฉลองพระเดชพระคุณแทน พระภักดีณรงค์ (สิน) ข้าหลวงเมืองอุบล ได้รับอนุญาตตามความประสงค์ของพระรามนรินทร์ และได้มีใบบอกมายังกรุงเทพ ฯ

๒๗. ลุรัตนโกสินทร ศก ๑๑๐ (พ.ศ. ๒๔๓๔) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงราชปรารภว่า กรุงสยามได้ทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี กับนานาประเทศมาช้านาน บ้านเมืองก็เดินขึ้นสู่ความเจริญเป็นลำดับบัดนี้ฝรั่งเศษปราบได้เมืองเขมรและญวนตังเกี๋ยอยู่ในอำนาจ ฝรั่งเศษได้จัดการทนุบำรุงเขตแดนใกล้ชิด ติดต่อกับชายพระราชอาณาเขต ตั้งแต่ทิศใต้ไปทิศตะวันออกจมโอบถึงทิศเหนือ และฝ่ายอังกฤษก็ได้จัดการเขตแดนพม่าติดต่อเข้ามากับเขตแดนสยามทางฝ่ายทิศใต้และทิศตะวันตก จนโอบถึงยางแดงเงี้ยวเขินเชียงตุง เขตแขวงทั้งสามพระนครนี้ก็ยังไม่ได้ตัดสินแบ่งปันให้เป็นที่ตกลงกัน ผู้คนเขมร ข่า ป่าดง ญวน ลาว เงี้ยว ซึ่งเป็นข้าขอบขัณฑสีมากรุงเทพมหานคร อันตั้งคฤหสถานอยู่ตามปลายพระราชอาณาเขต ก็สับสนปะปนกับคนที่อยู่นอกพระราชอาณาเขต อันรัฐบาลฝรั่งเศสและอังกฤษได้จัดการทะนุบำรุงอยู่นั้น จำเป็นที่รัฐบาลสยามกับฝรั่งเศษอังกฤษจะต้องปรึกษาหารือแบ่งปันเขตแขวงบ้านเมืองให้เป็นที่ตกลงกัน แต่หัวเมืองในพระราชอาณาเขต ที่ได้แบ่งปันไว้ โดยกำหนดแต่ก่อนนั้น ยังหาสมควรแก่กาลสมัยไม่ ควรจะจัดข้าหลวงที่ทรงคุณวุฒิปรีชาสามารถ ออกไปประจำรักษาพระราชอาณาเขต ซึ่งติดต่อกับหัวเมืองต่างประเทศ เพื่อจะได้ปรึกษากันด้วยเรื่องผู้คนเขตแขวง แจ้งยังรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ได้จัดราชการบ้านเมืองให้เป็นที่เรียบร้อย เพื่อรักษาทางพระราชไมตรีได้มีความเจริญยิ่งขึ้นและจะได้รักษาด่านทางปราบปรามโจรผู้ร้าย ให้ราษฎรไพร่บ้านพลเมืองได้ทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นความสะดวก จะได้เป็นความสุขสมบูรณ์แก่ ผู้คนภายนอกในพระราชอาณาเขต อันจะได้มาค้าขายได้โดยสำเร็จสะดวกสืบไปจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นข้าหลวงใหญ่พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ออกไปตั้งรักษาอยู่ ณ เมืองนครจำปาศักดิ์กองหนึ่ง

ให้เรียกว่าข้าหลวงหัวเมืองลาวกาวให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงใหญ่พร้อมด้วยข้าราชการทหารพลเรือน ตั้งอยู่ ณ เมืองหนองคายกองหนึ่ง ให้เรียกว่าข้าหลวงหังเมืองลาวพวน

ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงใหญ่ พร้อมด้วยข้าราชการทหารพลเรือนตั้งอยู่ ณ เมืองหลวงพระบางกองหนึ่ง

ให้เรียกว่าข้าหลวงหัวเมืองลาวพุงขาว (แต่กองนี้ภายหลังเปลี่ยนมาประจำเมืองนครราชสีมา หาได้ไปเมืองหลวงพระบางไม่) และให้คงมีข้าหลวงประจำอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ตามเดิมกองหนึ่ง ให้เรียกว่าข้าหลวงหัวเมืองลาวเฉียง

ให้เมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองสีทันดร เมืองสาละวัน เมืองอัตปือ เมืองคำทองใหญ่ เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ เมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม เมืองศรีสะเกศ เมืองอุบล เมืองยโสธร เมืองเขมราฐ เมืองกมลาศัย เมืองกาฬสินธุ์ เมืองภูแล่นช้าง เมืองสุวรรณภูมิ เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม เมืองใหญ่ ๒๑ เมืองขึ้น ๔๓ อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงเมืองลาวกาว

ให้เมืองหนองคาย เมืองเชียงขวาง เมืองบริคัณหนิคม เมืองโพนวิสัย เมืองนครพนม เมืองท่าอุเทน เมืองชัยบุรี เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร เมืองขอนแก่น เมืองหล่มศักดิ์ เมืองใหญ่ ๑๓ เมืองขึ้น ๓๖ อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงหัวเมืองลาวพวน

ให้เมืองหลวงพระบางราชธานี และพวกสิบสองปันนาลื้อ สิบสองจุไทย หัวพันทั้งห้า หัวพันทั้งหก หัวเมืองขึ้นในพระราชอาณาเขต อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงหัวเมืองลาวพุงขาว

ให้เมืองนครเชียงใหม่ นครลำปาง นครลำพูน เมืองน่าน เมืองแพร่ เมืองเถิน และเมืองขึ้น อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงเมืองลาวเฉียง
ข้าหลวงใหญ่หัวเมืองลาวพุงขาวนั้นหาได้เสร็จไม่ ที่เมืองนครหลวงพระบาง คงมีแต่พระยาฤทธิรงค์รณเฉท (ศุข) เป็นข้าหลวงประจำนครอยู่ตามเดิม

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงใหญ่ตั้งชำระพิจารณาโจรผู้ร้ายหัวเมืองทั่วพระราชอาณาเขต ตั้งอยู่ ณ เมืองนครราชสีมา

โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม) เป็นแม่กองตรวจจับผู้ร้าย ส่งถวายพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ชำระตัดสิน

วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๔๓๔ พระยาภักดีณรงค์ข้าหลวง ได้เปิดโรงเรียนอุบลวาสิกสถาน สอนหนังสือไทย ณ เมืองอุบล


ชาวเมืองวังอพยพ (ตอน ๒)
(ว่าด้วยการตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง)

ความตอนนี้กล่าวถึงเรื่องชาวเมืองวัง ที่ถูกกวาดต้อนข้ามโขงเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ว่าได้ตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ใด  มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง เรื่องนี้ผู้เขียนพยายามเรียงตามลำดับกาละการณ์ เท่าที่สามารถจะทำได้ดังนี้


ชาวเมืองวังรุ่นแรกที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ได้แก่จุ้มหรือพวกโคตรหลักคำพร้อมด้วยหมู่คณะ ชาวบ้านห้วยนายมแขวงเมืองวัง ที่ไปร้องเรียนต่อเจ้าอนุเวียงจันทน์ เรื่องพระยาราชติโชฆ่าอ้ายฯ กับจุ้มหน่อนาโม้ซึ่งเป็นญาติพระยาราชติโช ที่ได้ไปร้องเรียนต่อเจ้าฟ้าน้อยเมืองแกว จนพระยาราชเตโชต้องถูกไทหอเอาไปตัดประคนช้าง ตกช้างฮ้างเมืองขาดจากตำแหน่งเจ้าเมืองวัง แล้วไทหอจึงตั้งเจ้าก่ำ (พระยากำ) เป็นเจ้าเมืองวังแทน เหตุการณ์ต่อมาพระยาราชเตโชกับเจ้าก่ำ ทำศึกแย่งตำแหน่งเจ้าเมืองวังกัน จนพระยาศรีสุทอไก่ตอดอึ่ง (พระยาหัวศึก) กับพระยาราชเตโช หลบหนีศึกในค่ายไปคารั้วตามะกอก ถูกพระยาโคตรพิฑูรย์พระยาหัวศึกผู้อาสาของเจ้าก่ำ แทงด้วยหอกตายทั้งคู่ ยังเหลือแต่ท้าวเพ็ชรท้าวสายสองพี่น้องลูกพระยาราชเตโช ก็ยอมจำนนขออยู่ในปกครองของเจ้าก่ำ เจ้าก่ำไม่ยอมให้อยู่ จึงไปร้องอ้อนวอนต่อเจ้าอนุ ให้ช่วยเจรจากับเจ้าก่ำถึง ๒ ครั้ง เจ้าก่ำก็ไม่ยอมให้อยู่ จึงได้อพยพข้ามโขงเข้ามาอยู่ในประเทศไทย รุ่นเดียวกับพวกโคตรหลักคำ ในระยะเวลาไม่ห่างกันนัก ข้าพเจ้าเข้าใจว่าพวกโคตรหลักคำมาก่อน หน่อนาโม้มาทีหลัง ในระหว่างประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๐ ถึง ๒๓๖๙ แต่การมาครั้งนี้คงเป็นส่วนน้อย ที่ยังค้างอยู่ทางเมืองวังนั้นมาก ดังกล่าวต่อไป


****************************************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 09/06/2012 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


@ คุณลุงจรัส

หากเป็นสกุลวงศ์ธิเบศร์ นั้น จะเป็นเครือญาติกับสกุลโทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นลูกหลานเจ้าเมืองชื่อเก่าชื่อว่า "พระธิเบศร์วงษา" ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 09/06/2012 เวลา : 21.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


@ คุณซันญ่า

ขอบคุณที่ติดตามข้อมูลนะคะ จะพยายามลงไม่เกินวันละเรื่องค่ะ เกรงว่าเพื่อนๆ สมาชิกจะอ่านกันไม่ทันเหมือนกันคะ และทุก comment จะเป็นกำลังใจในการแบ่งปันเรื่องราวนะคะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลุงจรัส วันที่ : 09/06/2012 เวลา : 21.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sansumpan-charat

ผมมีเพื่อนจากกาฬสินธ์ นามสกุลวงธิเบ๖(ศ) นึกว่าเขามาจากธิเบศ เพิ่งเข้าใจวันนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 09/06/2012 เวลา : 21.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


เรียน อ. สุเทพ

เรื่องราวที่อาจารย์สุเทพไปพบปะพี่น้องที่เมืองลาวหลายๆ แห่ง น่าสนใจมากค่ะ
เพราะยังไม่เคยมีโอกาสไปเห็นเลยคะ... เคยไปแค่เที่ยวบางจุดในสะหวันนะเขตเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ซันญ่า วันที่ : 09/06/2012 เวลา : 16.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

ลงบล๊อคอ่าน ไม่ทันเลยค่ะ
ลงวันละ หนึ่งเรื่อง กำลังดีนะคะ
จะได้มีคนอ่านเจอ ได้ง่ายและเยอะ กว้างไกลดี
แต่ ก็ดี วันนี้ตาม อ่าน เพลิน หลายเอนทรี่ ทีเดียว สนุก ในสาระ ทุกสิ่ง
.
.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
suthepphutai วันที่ : 09/06/2012 เวลา : 00.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suthepphutai

ผมพึ่งไปลาวมาไปแขวงสะหวันนะเขต
ไปสำรวจพบปะ พี่น้องผู้ไทที่เมืองลาว
ไปหลายเมือง ได้พบปะพูดคุยกับผู้ไทมากหน้าหลายตาครับ
ไปที่เมืองสองคอน เมืองจำพอน เมืองพิน เมืองวังอั่งคำ(วีละบุรี) เซโปน และเมืองนอง(ยังไม่เคยสำรวจผู้ไทเมืองอัดสะพอนแต่ได้พบพูดคุยกับผู้ไทที่มาจากเมืองนี้)
จะบันทึกบอกเล่าเรื่องราวการไปครั้งนี้ใน

PhuTaiWorld
http://www.oknation.net/blog/account.php?id=84519

คอยติดตามนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน