*/
  • PhutaiKaowong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2012-05-17
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 231628
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
<< มิถุนายน 2012 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน 2555
Posted by PhutaiKaowong , ผู้อ่าน : 2414 , 21:45:33 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรียน เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่าน

จากที่ได้นำเสนอผลงานของคุณตานรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษาเรื่องตำนานไทย-พุไทยวัง ไปเกือบครึ่งเล่มแล้ว... หวังว่าเนื้อหาคงเป็นประโยชน์ต่อท่านที่สนใจไม่มากก็น้อยนะคะ

วันนี้อยากขอนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์เล่มใหม่ชื่อ "พิธีแต่งงานพุไทย" มาเพื่อท่านที่สนใจในข้อมูลเกี่ยวกับพิธีแต่งงานของชาวภูไท ได้อ่านไว้เป็นความรู้ด้วยค่ะ
สำหรับเนื้อหาและภาษาในหนังสือเล่มนี้ อาจจะทำให้หลายๆ ท่านที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาภูไท(ผู้ไท) อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจในเนื้อหาบ้าง แต่ก็หวังว่าคงจะพอเดากันได้บ้างนะคะ... อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตนำเสนอเนื้อหาและภาษาตามที่ผู้เขียนได้ตั้งใจเขียนตามเจตนารมย์ทั้งภาคภาษาไทย+ภาษาภูไท ....  

คำนำ ตาม Link นี้ค่ะ http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/06/08/entry-2

ด้วยความปรารถนาดีจาก PhutaiKaowong...

******************

พิธีแต่งงานพุไทย

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๖

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

******************

ตอน  ๑  ภาคพิธีบัญญัติ   
สภาพหนุ่มสาวสมัยโบราณ
ต้นกำเนิดพิธีสมพงษ์
เริ่มมีพิธีสู่ขอคู่สมพงษ์ครั้งแรก
ข่าขอลูกสาวพระยาวิเทหราช


******************

ตอน ๑

ภาคพิธีบัญญัติ
สภาพหนุ่มสาวสมัยโบราณ

กล่าวสืบมาว่า  ในสมัยโบราณ เมื่อยังไม่มีแบบแผนพิธีสมพงษ์คู่บ่าวสาว  ชนิดสมบูรณ์แบบอย่างทุกวันนี้  ซึ่งมิได้หมายความว่า  สมัยโบราณไม่มีแบบธรรมเนียมระหว่างคู่บ่าวสาวเสียเลย  ความจริงก็มีเหมือนกันแต่เป็นแบบเก่าแก่  แม้ชาวเมืองกุดสิมนารายณ์ก็ยังได้นำมาใช้  และใช้สืบมาอีกหลายปีจึงได้สาบสูญ  แบบพิธีดังกล่าวได้แก่  วิธีผู้สาวบักผู้บ่าว  กับวิธีผู้บ่าวแปงผู้สาว  ดังกล่าวต่อไป
ท่านว่า เมื่อก่อนนี้หญิงไปหาชาย  คือ ผู้หญิงไปเที่ยวเกี้ยวพาราสีกับชาย  เป็นการหาคู่รักคู่ครอง  เพื่อจะได้เป็นคู่หัวผัวเมียกันต่อไป  ซึ่งตรงกันข้ามกับสมัยทุกวันนี้  ที่ผู้ชายไปเที่ยวเกี้ยวพาราสีกับผู้หญิง  เพื่อเป็นการหาคู่รักคู่ครอง  ที่จะได้เป็นคู่หัวผัวเมียเช่นเดียวกัน  วิธีที่หญิงไปเกี้ยวชายนั้น  พอตกตอนค่ำคืน  หญิงก็แบกหลาแบกไนไปเข็นฝ้ายเข็นไหมในสถานที่ใดที่หนึ่ง  เรียกว่า “ลงข่วง”  จะมีสาววัยรุ่นเพื่อนๆ  กัน กลุ่มละ ๒-๓-๔ฯ คนมานั่งเข็นฝ้ายหรือทำงานอื่นรอบเตาไฟด้วยกัน  บนร้านที่ยกพื้นสูงแค่บั้นเอว  ก่อไฟให้แสงสว่างแทนตะเกียงและให้ความอบอุ่น  เพื่อจะได้พบปะสนทนากับเพื่อนฝูงและหมู่หนุ่มชาย  ที่จะมาท่องเที่ยว  หรือถ้าไม่ได้ลงข่วงและมักเป็นสาวแก่ตัวบ้างแล้ว  ก็ทำงานอยู่กับบ้าน  คอยถ้าชายผู้มาท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน  ส่วนฝ่ายชายก็ถือเป็นธรรมเนียม เมื่อถึงตอนค่ำมืดก็เตรียมแต่งเนื้อแต่งตัว  เครื่องดีดสีตีเป่าตามแต่จะมี  ออกจากบ้านไปเที่ยวเกี้ยวสาว  พร้อมกับพวกเพื่อนเป็นหมู่ๆ  ธรรมเนียมที่กล่าวนี้ เข้าใจว่าสืบเนื่องมาแต่โบราณ

ครั้นเมื่อหญิงชายมีความรักใคร่ชอบพอกัน  โดยชายมิได้แตะต้องตัวหญิงเลยก็ตาม  ทั้งสองเพียรที่จะเป็นคู่ร่วมชีวิตกันเช่นนี้  เรียกว่าทั้งสองเป็นชู้ คือ เป็นคู่รักกันก็ดี  หรือบางทีฝ่ายชายได้ล่วงล้ำ  แตะต้องตัวหญิงเพียงเป็นการภายนอกก็ดี  หรือบางครั้งหญิงหลวมตัวหลงชายจนอยู่การมานท้องก็ดี  หรือบางทีหญิงชายเคยรักกัน  แต่หญิงไม่แน่ใจว่าชายจะรักจริงหรือไม่  และใคร่จะได้เป็นผัวก็ดี  หรือบางครั้งหญิงชายเคยรู้จักมักคุ้นกัน  ฝ่ายหญิงไม่ถือเกียรติของตัว  ใคร่จะกินของแปงเล่นสนุก  ถึงจะได้เป็นผัวหรือไม่  ไม่ว่า  เพียงแต่ชายนั้นขึ้นเหย้าลงเรือน  ๒-๓ ครั้งก็ดี  หรือเพียงแต่นั่งพื้นเรือนร่วมกระดานแผ่นเดียวกันก็ดี  ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมานี้  เป็นเส้นทางอันแรกที่จะทำให้หญิงชายได้เป็นผัวเมียกัน  กล่าวคือ  ก่อนจะมีเรื่องของหญิงชาย  ให้ได้ติดต่อถึงผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย  คือ  พ่อเจ้าบ่าว (เจ้าคึด)  กับพ่อเจ้าสาว (ลุงตา)  ก็มักมีเหตุป่วยไข้ที่เรือนลุงตาก่อน  ฝ่ายลุงตาจะหามดหมอมาเหยาดูคนที่ป่วยไข้  ว่าเป็นด้วยเหตุอันใด  ถ้ามดหมอทำพิธีเหยา  และเสี่ยงข้าวสารทิ้งลงที่ไข่บนคายเหยาของหมอ  (หมอเหยา,มดหมอ, แม่มด)  หมอก็จะทำนายดูตามลักษณะข้าวที่จับไข่  ถ้าหมดทำนายว่า “ผิดเนาะ”  คำว่าผิดนั้นหมายถึงผิดผีเฮือน (ผีเรือน)  เพราะเป็นการล่วงละเมิดอำนาจผีเรือนที่ปกปักรักษา  ส่วนคำว่าคนนอกเรือนลุงตาหมายถึง เจ้าบ่าว  มาทำผิดคนในเรือนลุงตาหมายถึงเจ้าสาว  เมื่อหมอเหยาท้วงว่าผิดเนาะเช่นนี้  แม่เจ้าสาวก็จะสอบถามความเป็นไปจากลูกสาวของตัว  ว่ามีเจ้าบ่าวคนใดมาทำผิดบ้าง  ทางฝ่ายลูกสาวก็จะบอกว่ามีคนนั้นมาทำผิด  หรือจะเล่าตามเหตุหนักเบาเท่าที่มีให้แม่ฟัง  แม่ก็จะเล่าเรื่องที่รู้ให้พ่อฟัง  เมื่อพ่อเจ้าสาวได้ทราบว่า  มีชายชื่อนั้นมาทำผิดลูกสาวของตัว  ก็จะใช้คนไป “บัก”  คือ จะหาคนที่พอเชื่อถือได้  มีดอกไม้เทียนคู่ไปไหว้  เล่าเหตุการณ์ให้เจ้าคึดทราบว่า  ลูกชายเจ้าคึดได้ไปทำผิดลูกสาวลุงตาอย่างนั้น  ขอให้ไปทำพิธีแต่งแปงตามฮีตคอง  วิธีปฏิบัติการดังกล่าวนี้เรียกว่า  “ผู้สาวบักผู้บ่าว”  เหตุที่ผู้สาวจะบักผู้บ่าวได้  มิใช่ว่าจะต้องผิดผีเรือนเสียก่อนเท่านั้นจึงจะบักได้  ยังมีเหตุที่สมควรอย่างอื่นอีก  ถึงแม้ไม่ผิดผีเรือนก็บักได้  เช่นหญิงมีท้อง หรือฝ่ายหญิงจะหาเรื่องแกล้งบักก็ได้  คำว่า  “บัก”  เป็นคำเฉพาะใช้สำหรับการนี้  และเป็นภาษาพุไทย  หากจะแปลความหมายของศัพท์คงได้ความว่า  บัก หมายถึง  ทำให้เป็นรอย,  ทำให้เป็นที่หมาย,  ทำให้หัก   เช่น บักไม้ฟันไม้

เมื่อเจ้าคึดได้ทราบเหตุการณ์ตามที่ฝ่ายลุงตาใช้คนมาบัก  เจ้าคึดก็พร้อมที่จะแต่งแปงให้ตามฮีต คอง  เรียกว่า  แปงสาว  การแปงสาวมีสองวิธีคือ  แปงเอากันแปงปล่อย  วิธีแปงสาวเจ้าคึดเป็นผู้หาล่าม  ล่ามเป็นคนกลางระหว่างเจ้าสาวกับเจ้าบ่าว  เป็นองค์พยานที่เที่ยงธรรมของเจ้าสาวกับเจ้าบ่าว  เป็นผู้ปฏิบัติฮีตคองแทนตัวเจ้าคึด  เมื่อได้ล่ามแล้ว  เจ้าคึดจึงมอบความ,  ดอกไม้เทียนคู่,  ควายตัวหนึ่ง,  เหล้าไหหนึ่งให้แก่ล่าว  เพื่อให้ล่ามนำไปไหว้แปงลุงตาตามฮีตคอง  เมื่อทำพิธีแปงสาวเสร็จแล้ว  ฝ่ายเจ้าโคตรลุงตาก็จะเอาเนื้อตะโพกควายที่ยักเอาไว้ตามฮีต  เพื่อจะได้แบ่งแจกให้แก่เขยทุกคน  รวมทั้งเขยใหม่ที่มาแต่งแปงวันนี้ด้วย  เนื้อที่แบ่งให้เขยนี้เรียกว่า  “ขึ้นกะโพะเขย”  (เนี้อตะโพกเขย)  เนื้อตะโพกควายนี้เป็นเนื้อที่ต้องให้เขยตามฮีตคอง  เพื่อแสดงว่ายังเป็นเขยของลุงตาอยู่  จะขาดเสียมิได้  ถ้าขาดการให้เนื้อนี้ก็เท่ากับขาดเขย  แล้วส่งสันล่าม  (คือ เนื้อสันควายที่ยักเอาไว้ตามฮีต)  ให้แก่ล่ามตามฮีตคองด้วย  ตามวิธีนี้เรียกว่าแปงเอา

การแปงเอามีสองวิธี คือ  เข้าพร้อมแปงกับไม่เข้าพร้อมแปง  เข้าพร้อมแปง คือ ส่งคู่บ่าวสาวเข้าภาช์น์ขวัญจ้ำข้าวจ้ำไข่  ให้เป็นผัวเมียกันพร้อมแปงไว้ก่อน  ต่อมาภายหลังจึงค่อยทำพิธีแต่งแปงตามฮีต คองก็ได้  ส่วนแปงเอาแต่ไม่เข้าพร้อมแปงนั้น  ฝ่ายชายแปงเอาไว้  แต่ไม่ส่งคู่บ่าวสาวเข้าภาช์น์ขวัญจ้ำข้าวจ้ำไข่  ฝ่ายชายมักผัดวันประกันพรุ่งไว้  เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงจะไม่ต้องการหญิง  เมื่อถึงวันนัดจัดตามฮีตคอง ฝ่ายชายกลับคำเสียใหม่เช่นนี้  ล่ามเป็นคนกลางยืนยันข้อเท็จจริงไว้  ฝ่ายชายต้องถูกตัดสินให้เสียค่ากะโพะเขย  ๓ บาท  กับค่าภาช์น์หัว  ๓ บาท  ให้แก่ฝ่ายหญิง  ก็เป็นอันเลิกแล้วกันได้

(กะโพะเขย คือ เนื้อตะโพกควาย  ที่เจ้าคึดนำมาให้แก่ลุงตา  ลุงตาจึงยักเอาไว้สำหรับแบ่งให้เขยทุกคนตามฮีตคอง  ท่านตีราคาค่ากะโพะเขยไว้  ๓ บาท  ส่วนภาช์น์หัวได้แก่ ภาชนะสำรับหนึ่งถือเป็นภาช์น์เอก  มีหัวสัตว์ที่มาแต่งแปงอยู่ในภาชนะสำรับนั้น  จึงเรียกว่าภาช์น์หัว  ท่านตีราคาค่าภาช์น์หัวไว้ ๓ บาท)
การแปงปล่อย  คือ แปงแล้วไม่เอาเป็นเมีย  เมื่อแต่งแปงตามฮีตคองเสร็จแล้ว  ลุงตาไม่ต้องส่งกะโพะเขย  เพราะชายนั้นไม่ได้เป็นเขยของลุงตา  ลุงตามีแต่จะเรียกเอาค่าภาช์น์หัว  ๓ บาท  ตามฮีตคองเท่านั้น  การแปงสาวทุกครั้งต้องจ้ำผีเรือน
ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องความเป็นอยู่  ของหนุ่มสาวสมัยโบราณมาพอสมควรแล้ว  ต่อจากนี้ไปจะกล่าวถึงมูลเหตุที่ต้องบัญญัติพิธีแต่งงาน

ต้นกำเนิดพิธีสมพงษ์
ประมาณหลัง  พ.ศ.๑๑๖๑  ล่วงแล้ว  ในรัชกาลของพระยาอังควติ  พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองอาณาจักหนองแส (น่านเจ้า)  พระองค์มีพระราชโอรสองค์หนึ่ง  เกิดสมัครรักใคร่ลอบทำชู้กับลูกสาวเจ้าหอหลวงจนมีท้อง  ความจริงเรื่องกษัตริย์กับไทหอ  ตามธรรมเนียมไทยมาแต่ดึกดำบรรพ์  ท่านห้ามมิให้ฝ่ายกษัตริย์กับฝ่ายไทหอทำการสมพงษ์ด้วยกันตามลัทธิการเมือง  คือ  ลัทธิตกช้างฮ้างเมือง  ดังกล่าวไว้โดยเฉพาะแล้ว  ไทยหอมีสิทธิเสมอราษฎร  ไทยหอมีอำนาจปลดกษัตริย์ได้  เรียกว่าตกช้างฮ้างเมือง  ไทยหอห้ามมิให้เป็นกษัตริย์เหล่านี้เป็นต้น  แต่เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นดังกล่าว  พ่อเจ้าสาวจึงนำความขึ้นกราบทูลพระยาอังควติ  ผู้เป็นพระยาครองเมือง  เพื่อให้ทรงพิจารณาพิพากษา  ครั้นเมื่อพระยาอังควติพิจารณาแล้วก็ตัดสินไม่ลง  เพราะขัดกับประเพณีดังกล่าว  จึงได้แต่กล่าวว่า  “ลิ้เนอหีไปมานเนอท้อง  ต้องเนอก้นไปผิดผีเฮือน”  (เย็ดในหีไปมานในท้อง  ถูกต้องในก้นไปผิดผีเรือน)  อังควติกล่าวอย่างนั้นแล้ก็ไม่พูดอย่างไรต่อไปอีก  ในวันแรกพ่อเจ้าสาวก็พากันกลับบ้านเสีย  โดยมิได้เรื่องราวอะไร  พอวันรุ่งขึ้นก็นำความไปร้องกราบทูลอีก  พระยาอังควติก็กล่าวคำอย่างเดิมนั้นอีก  พ่อเจ้าสาวทำอย่างนี้อยู่ ๓ วัน ๆ ละครั้ง  พระยาอังควติก็ยังกล่าวยืนยันอยู่อย่างเดิม  ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นเลย  พ่อเจ้าสาวรู้สึกว่าการที่พระยาอังควติกล่าวยืนยันอยู่แต่คำเดียว  ด้วยเหตุที่ตัดสินไม่ลง  ไม่สมควรจะเป็นผู้ครองเมืองต่อไปอีก  อันเป็นต้นเหตุให้เจ้าหลักคำ (เจ้าหอหลวง)  ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุด  และเป็นพ่อเจ้าสาวด้วย  ดัดสินใจที่จะปลดพระยาอังควติ  ออกจากตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดินเสีย  จึงเตรียมกิจที่จะตกช้างฮ้างเมืองพระยาอังควติ  เสร็จแล้วก็ขึ้นหลงช้างพร้อมด้วยหอน้อย  ขับช้างตรงไปยังพระยาอังควติ  เชิญพระยาอังควติขึ้นหลังช้างด้วย  แล้วควาญก็ขับช้างเดินตระเวนรอบเมืองหนองแส  พร้อมกับตีฆ้องร้องป่าวประกาศว่า  “พระยาอังควติตกช้างฮ้างเมืองแล้ว  มิให้เป็นพระยาครองเมืองอีกต่อไป”  (ฮ้างเมืองคือ ร้างเมือง)  เมื่อร้องป่าวประกาศเป็นที่ทราบทั่วถึงกันแล้ว  ควาญก็ขับช้างตรงลงไปยังน้ำหนองแส  แล้วจึงตัดประคนช้าง (เชือกรักท้องช้าง)  พระยาอังควติก็ตกช้างลงที่น้ำหนองแสพร้อมกับแหย่งช้าง  ชั้นต้นพระยาอังควติก็ลอยน้ำ  ว่ายวนเวียนไปมาอยู่ไม่ช้าก็อ่อนกำลัง  และจวนจะขาดใจตายอยู่แล้ว  ควาญจึงเอาไม้พายเขี่ยเอาตัวพระยาอังควติขึ้นหลังช้าง  นำไปส่งที่ปราสาทของพระองค์  พระประยูรญาติพี่น้องลูกเมีย  เฝ้ารักษาพยาบาลอยู่ได้  ๕ วัน ก็สิ้นพระชนม์  ปลงศพเสร็จภายใน ๗  วัน

ครั้นแล้วพ่อเจ้าสาวซึ่งเป็นไทยหอ  เป็นหอหลวง,เป็นเจ้าหลักคำ  และไม่มีสิทธิจะได้เป็นกษัตริย์ตามลัทธิตกช้างฮ้างเมือง  ก็ได้รับความยินยอมและเห็นชอบจากประชาชน  ให้ยกฐานะขึ้นให้พ้นจากตำแหน่งไทยหอเสีย  แล้วจึงแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์  ตามพระราชพิธีแต่งตั้งกษัตริย์กับไทยหอ  เพื่อให้ครองนครหนองแสแทนพระยาอังควติสืบไป  ทรงพระนามว่า  “พระยาวิเทหราช”
(พระนามพระยาอังควติ กับ พระนามพระยาวิเทหราช  เป็นพระนามที่พ้องกับพระนามกษัตริย์โบราณในทางพระพุทธศาสนา)

เริ่มมีพิธีสู่ขอคู่สมพงษ์ครั้งแรก
ในสมัยพระยาวิเทหราชได้เป็นกษัตริย์  ผู้ครองนครหนองแสอยู่นี้  มีลูกชายเสนาธิบัดดีบ้านไล่เมืองอ้อม  ซึ่งคนทั้งหลายยืนยันว่าเป็นฝ่ายพวกพระยาข่า  มีความใคร่ประสงค์อยากจะได้ลูกสาวพระยาวิเทหราชไปเป็นเมีย  พ่อเจ้าบ่าวผู้เป็นเจ้าคึดจึงเลือกหาล่าม  แล้วแต่งตั้งให้ล่ามมีหน้าที่  มาขอลูกสาวพระยาวิเทหราชไปเป็นลูกสะใภ้
ฝ่ายล่ามเมื่อได้รับมอบหมายจากเจ้าคึดแล้ว  ก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามทุกประการ  จึงนำดอกไม้เทียนคู่ไปต่ำไต้ไหว้สาพระยาวิเทหราช  เพื่อขอพระราชบุตรีไปเป็นลูกสะใภ้ของเจ้าคึด  ฝ่ายพระยาวิเทหราช  พระองค์ไม่มีพระราชประสงค์จะได้ลูกเขยข่า  จึงหาวิธีกีดกันเอาไว้ด้วยอุบายอันแยบคาย  ถึงกับปั้นปฏิภาณคารม  อันหลักแหลมและปราดเปรื่อง  ได้ตอบโต้กับล่างอย่างองอาจ  เป็นตัวอย่างปฏิบัติสืบมาถึงทุกวันนี้  ดังกล่าวต่อไป คือ

ข่าขอลูกสาวพระยาวิเทหราช
เมื่อล่ามมาขอ  ฝ่ายลุงตาจึงเน่งฮีตเน่งคองให้ล่ามทราบว่า  “คันเอาเห้อมาสมสู่ยูสร้าง  ตั้งเฮินหนาฝาเฮินอืบ  เท่าเสาเฮินมานเสาชานเด๊าะ  เฮาะเป็นเหามะกาเลาหุ้มก้น  จึงเห้อเอ๊าะเฮินฮะต๊ะข้าวกินเอง  หมดหน้าที่เขยสมสู่ลุงตา” (เมื่อล่ามมาขอ  ลุงตาจึงแจ้งหรือเน่งหรือขึงรีตคลองให้ล่ามทราบว่า  ถ้าเอาให้มาสมสู่อยู่สร้าง  ตั้งเรือนสู่ (เรือนหอ)  อยู่กับลุงตา (พ่อตาแม่ยาย)  ให้หนาแน่น  อยู่ไปจนกว่าเสาเรือนจะมาน (มีท้อง)  เสาชานจะดอก (ผุ)  กระรอกเป็นเขา  มะกาเลา (มะกาซะเลา)  บานดอกหุ้มก้น (ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ดอกกาเลาบานไม่หุ้มก้น)  จึงจะยอมให้เขยออกเรือนต่างหาก  ตากข้าวกินเองได้  คือ ทำครัวกินเองได้โดยไม่ต้องสมสู่ลุงตา)

เมื่อล่ามได้ฟังฮีตคองที่ลุงตาเน่งหรือเสนอมา  ก็ให้รู้สึกอ่อนไปหมดทั้งกระดูก  ด้วยเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะปฏิบัติตามได้  แม้เขยจะสมสู่ลุงตาไปจนตาย  ก็ไม่มีวันจะได้ออกอยู่เรือนต่างหาก  ตากข้าวกินเองได้  เพราะเมื่อไรเสาเรือนจะมานจะมีท้อง  และเมื่อไรเสาชานจะดอกจะผุ   และเมื่อไรกระรอกจะมีเขาเหมือนวัวควาย  และเมื่อไรดอกกาซะเลาจะบานหุ้มก้น  เพราะเป็นธรรมชาติ  ที่ดอกกาซะเลาไม่เคยบานดอกหุ้นก้น  จึงเป็นอันว่าล่ามต้องทึ่ง  นิ่งนึกอยู่เป็นเวลานาน  จึงเสนอข้อค้านด้วยวิธีขอแต่งขอแปงด้วยเงินคำ
ฝ่ายลุงตาก็สนองตอบไปว่า  “หากจับแต่งแปงด้วยเงินคำก็ได้  แต่ให้ได้เงิน ๔ ซ่า  ๕ บาตร์  ช้าง ๓ พลาย  ควาย  ๓ ตัว”
(คำว่า  ๔  ซ่า  คือเงินเต็มกะซ่าเพนหรือจังหันพระ  (กะซ่าเป็นเครื่องสานด้วยไม้ไผ่ขนาดโตเท่ากะบุง  ทำสายไขว้ก้นกะซ่าขึ้นมา  ๔ สาย  สำหรับหาบใส่ถ้วยอาหารไปถวายพระ  คู่กับกล่องข้าว,  และคำว่า  ๕  บาตร์  ก็หมายถึงให้ได้เงินเต็ม  ๕ บาตรพระ  นอกนั้นให้ได้ช้าง  ๓ พลาย  ควาย  ๓ ตัว)
เมื่อล่ามได้ฟังดังนั้นจนใจ  ไม่ทราบว่าจะหามาได้อย่างไรเป็นก่ายเป็นกอง  จึงสนองคำตอบไว้ว่า
“ตามที่พระผู้เป็นเจ้าเสนอฮีตคองมานั้น  เป็นอันเหลือประมาณจักเก็บจักกอบมาได้  อึดเต็มที  ทุกข์หาบอได้  ไฮ้หาบอมี  เงินคำยูที่ยะมะไม้ยูที่สูง  ซวยมือเห็นแต่เล็บเหน็บผ้าเห็นแต่เซิง  ขอเห้อยูสูงคอยเห็นต่ำล้ำเข้อคอยเห็นโบม  ถ้าว่าขุดย่างเห็นขุดเม็นพ้อ  เมือหน้าขอยื่นขอแลท่งนาภาช์น์ข้าว”
(ตามที่พระผู้เป็นเจ้าเสนอรีตคลองมานั้น  มากเหลือประมาณ  อดเต็มที  ทุกข์หาไม่ได้ไร้หาไม่มี  เงินคำอยู่ที่ยากหมากไม้อยู่ที่สูง  ล้างมือเห็นแต่เล็บเหน็บผ้าเป็นแต่ชาย   ขอให้ (ผู้)  อยู่สูงคอยเห็น (ผู้) อยู่ต่ำ  ดูใกล้มองเห็นบวม  (ที่ดินเป็นหล่มน้ำซับน้ำคลำ)  ถ้าขุดย่าง (ตามป่าดง)  เห็นเงินก็ดี,  ถ้าขุดมัน (ตามป่าดง)  พบพ้อเงินก็ดี  ในเวลาต่อไปข้างหน้าขอมอบให้พ่อตาแม่ยาย)
ล่ามกล่าวตอบขอผ่อนผันไว้ดังกล่าว  แล้วยังคิดคำนึงต่อไปอีกว่า  การหาเงินหาคำนั้นเป็นการหาได้ยาก  ถ้าจะหาได้เหมือนอย่างหาไม้แล้วก็จะค่อยยังชั่ว  พอคิดรำพึงอยู่แต่ในใจว่าแน่แล้ว  ล่ามจึงตอบลุงตาไปว่า  “แนวแม่นไม้แควนแด่”  (ถ้าเป็นอย่างไม้ก็จะค่อยยังชั่ว)
ฝ่ายลุงตาก็ตอบรับรองต่อล่ามว่า  “ได้ไม้กะเอา  แต่เห้อเอาโหขวานจองคอแบ้  ติบไม้แท้ย่างคา  ๓ ปี  เห้อได้มื้อนี้วันนี้  ชั่วช้างกะพับหู ชั่วงูบะแลบลิ้น”
(ได้ไม้ก็เอา  แต่ให้เอาหัวขวานที่มีรูปร่างคดงอเหมือนแพะยกหัว (จองคอแบ้)  ติบ(ข้าว)  สานด้วยไม้แท้ย่างไฟได้สามปีแล้ว  ให้ได้มาวันนี้  ชั่วเวลาช้างกะพับหู่  ชั่วเวลางูแลบลิ้น)
ฝ่ายล่ามเมื่อได้ฟังลุงตากล่าวตอบให้หาไม้ดังว่าแล้ว  ก็ให้เป็นที่อัดอั้นตันใจ  ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ใดจึงจะได้  ต้องนิ่งนึกอยู่ครู่ใหญ่  ล่ามจึงพูดไพล่ไปถึงใบตอง  ขอต่อรองว่า  “เห้อแม่นแนวเบอไม้เบอตองหั้นแควนแด่  ละพอหาได้”  (ให้เป็นอย่างใบไม้ใบตองก็จะค่อยยังชั่ว  จะพอหาได้)

ฝ่ายพระยาวิเทหราชจึงว่า  “เบอตองกะเอา  แต่เห้อได้สิบตองกะเท่าเก้าตองกะทาด  มิเห้อฮาดสักป่อง  มิเห้อส่องสักเบอ  มิเห้อเหลอสักแจ่ง”

(ใบตองก็เอา  แต่ให้ได้สิบตองกะเท่าเก้าตองกะทาด  ไม่ให้ขาดไม่ให้เป็นรู  เมื่อจีบกันเข้าแล้ว  ไม่ให้เหลือเหลื่อมล้ำกันแม้แต่มุมหนึ่ง)
เมื่อล่ามได้ฟังพระยาวิเทหราชเสนอมา  นึกว่าใบตองมิใช่ของหายาก  แต่พอพระยาปากโป้งออกมา  เราจะหาใบตองหนใดให้ได้ดังว่า  ดูจะหมดท่าทั้งที่คารมณ์  แล้วล่ามรีบผสมพูดไปโดยด่วนว่า  “โอ้ย เห้อแม่นแนวก้อนหินหั้นแควนแด่” (โอ้ย ให้เป็นอย่างก้อนหินนั่นก็จะค่อยยังชั่ว)

ฝ่ายลุงตาจึงตอบว่า  “ก้อนหินกะเอา  แต่เห้อได้สิบหินมื่น  เห้อได้หมื่นหินชา  มิเห้อเป็นฮูดเนอเลา  มิเห้อเป็นเปาเนอข้าง”
(ก้อนหินก็เอา  แต่ให้ได้สิบหินลื่น  ให้ได้หมื่นหินชา  มิให้เป็นมดแมงในเลาหิน  มิให้เป็นปุ่มเปาในข้างเลาหิน  คือ ต้องเป็นหินลื่นและหินชาอันเกลี้ยงเกลา  มิให้มีรอยบกบุ๋มตุ่มตอเลย)
ฝ่ายล่ามชั้นแรกก็นึกกระหยิ่มใจว่า  ไม่จำนนจำแต้มละเรื่องหินนี้  แต่ที่ไหนได้เมื่อพระยาวิเทหราชเสนอมา รู้สึกว่าคับแคบเสียทั้งที  จะหาหินดีอย่างว่านั้นไม่ง่ายเสียแล้ว  ตกลงก็จนแต้มอีก  จึงขอเสนอลุงตาไปใหม่ว่า  “เห้อแม่นแนวโกนไม้ไคแด่  ละพอหาได้”  (ให้เป็นอย่างโพรงไม้ก็จะค่อยยังชั่ว  จะพอหาได้)
ฝ่ายพระยาวิเทหราชผู้เป็นลุงตาจึงว่า  “โกนไม้กะเอา  แต่เห้อได้ห้าโกนนกกก  หกโกนนกแกง” 

เมื่อล่ามได้ฟังลุงตาเสนอมาดังกล่าว  ก็จนแต้มอีก  ไม่รู้ว่าจะไปหาโกนนกกก,  นกแกงได้อย่างไร  เพราะหายากห่างพบ   ก็นั่งนิ่งอยู่  พอดีเหลือบไปเห็นเขาครัวปลาไส้ขี้ไว้เป็นกอง  นึกว่าเป็นของหาง่าย  จึงกราบทูลเสนอไปว่า  “ถ้าหาง่ายเหมือนอย่างขี้ปลาก็จะพอหาได้”

ฝ่ายพระยาวิเทหราชจึงว่า  “ได้ขี้ปลากะเอา  แต่เห้อได้ขี้ปลากั้งสามบั้งไม้พาง  เห้อได้มามื้อนี้วันนี้” 
ฝ่ายล่ามได้ฟังก็จนใจอีกละ  แทบไม่กล้าเสนอข้อคำขอ  “ขอพระราชทานโทษหนอองค์พระเป็นเจ้า  ตามได้เล่ามาแล้วมาหลาย  โปรดอภิปรายไปเป็นข้ออื่น  ฝูงข้ายื่นขอแท้ทีหลัง”
เมื่อพระยาได้ฟังคำล่ามพูด  พระองค์ทรงอูดเอ้าว่าเอาแท้แต่ใจ  ทำไฉนจะใหเราออกปาก  แม้นพูดมากสูเจ้าก็จนใจ  จึงขอแต่ในคำเดียวดังต่อไปนี้  “เห้อได้ตดเสือเคี่ยว  เยี่ยวเสือเหลือง  ตับแมงอี  บีจิกจั่น  น้ำมันหินแฮ่”

เมื่อล่ามได้ฟังลุงตาเสนอมาเป็นข้อสุดท้าย  ว่าให้ได้ตดเสือเคี่ยว (เสือที่กำลังร้องคำรามด้วยความห้าวหาญอยู่กลางดง)  เยี่ยวเสือเหลือง  ตับแมงอี (รูปคล้ายจักจั่นแต่เล็กกว่า)  ดีจักจั่น  น้ำมันหินกรวดก็ออกปากว่า  “อันนี้กะมิได้” (อันนี้ก็หาไม่ได้)  แล้วฝ่ายเจ้าคึดจึงกอบโกยเอาเงินได้ครึ่งกะหยังมอน  (กะหยังสำหรับใส่ใบหม่อน)  นำมามอบถวายให้แก่ลุงตา  ว่าตามขอมาอันใดมิได้  กำหนดไม้ใบตองหินชา  แม้นจักหามานั้นก็มิได้  จึงมอบไว้ให้เป็นส่วนเงินคำ  ขอให้เป็นจำนำค่าดองสินสอด  แล้วลูกชายเจ้าคึด จึงกอดเอานางหญิงขึ้นหลังช้าง  ซึ่งเขาห้างแหย่งข้างไว้แต่เหิง  ควาญช้างเพิงพึงไสช้างออก  พร้อมกับบอกฝ่ายลุงฝ่ายตาว่า  นางตูเอามาขึ้นหลังช้างแล้ว  ส่วนนางแก้วร้องไห้แห่ไป  หลายคนไทยไต่ตามตีนช้าง  นางแอบอ้างร้องไห้ร่ำไร  แส้เจ้าชายตีไปไม่มีหยุดยั้ง  จนกระทั่งถึงบ้านไล่เมืองอ่อม   มีผู้คนซอมดูชายผัวป้อยแช่งไว้ว่า  “ต่อไปเมือหน้าคันเพอมิได้แต่งได้แปงตามฮีตคองเหมือนอย่างผู้ข้านี้  ขออย่าให้เป็นย้าวเป็นเรือน  ให้จิบหายวายวอด  เพราะเหมือนสัตว์เดียรัจฉาน”
(ต่อไปภายหน้า  ถ้าใครไม่แต่งได้แปงเหมือนอย่างผู้ข้านี้  ขออย่าให้เป็นย้าวเป็นเรือน  ให้ฉิบหายวายวอด  เพราะเหมือนสัตว์สิ่งเดียรัจฉาน)

...................................................................................................................................................
เชิงอรรถ 
๑.เล่าสืบมาว่า "ไม้แท้ "เป็นไม้ที่เหนียว  ยิ่งย่างไฟถึงสามปีแล้วก็นับว่าเหนียวที่สุด  ติบที่สานด้วยไม้แท้ดังกล่าว  ช้างเคยเคี้ยวกลืนเข้าไปในท้องแล้วถ่ายออกมา  ติบไม้แท้นั้นยังไม่ชำรุด
๒.ใบตองกะเท่ากะทวด  เป็นธรรมชาติจะหาไม่ขาดเป็นช่างเป็นรูไม่ได้เลย
๓.ไม้ที่ภายในกลวงเป็นโพรงเรียกว่า  โกนไม้  นกกก, นกแกงเข้าทำรังในโพรงไม้  เรียกว่า  โกนนกกก,  โกนนกแกง  กว่าจะหาพบโกนนกกก,  โกนนกแกงก็หาไม่ง่าย  ห่างพบ  แต่ถ้าใครพบโกนนกกก, โกนนกแกงแล้วก็เท่ากับว่าได้นกไม่รู้จักหมดจักสิ้น  เมื่อเราเอานกในโกนไม้นั้นไปกินหรือไปขายเสีย  นกตัวใหม่ก็จะมาอยู่แทนที่  ถ้านกเลี้ยงลูกอ่อน  มันจะหาสัตว์ป่ามาเป็นเหยื่อป้อนลูก  เราผู้เป็นเจ้าของโกนนก  ก็มีแต่จะคอยฝกเก็บเอาเหยื่อนั้นมาเป็นอาหารของเรา  เรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด
๔.ปลากั้งรูปร่างเหมือนปลาช่อน  ชอบอยู่บนหลังเขาหรือตามทุ่งนาก็มี  สำหรับขี้ปลากั้งก็ไม่ใช่ของหาง่ายอีกแล้ว  ขี้ไม่มากเหมือนปลาอื่น  และมีไม่แพร่หลาย  ทั้งกำหนดให้ได้ ๓ บ้อง(บั้ง) ไม้พาง ให้ได้วันนี้ด้วย


******************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
PhutaiKaowong วันที่ : 09/06/2012 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PhutaiKaowong


ดีใจจังที่คุณซันญ่าติดตามอ่น และเข้าใจเนื้อหา ...


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ซันญ่า วันที่ : 09/06/2012 เวลา : 16.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

อ่านแบบ ได้รับความรู้ ทั้งภาษา ก็ไม่ต้องแปลเลย ทั้งคำพูดก็ตรง .....
อ่านช้าก็พบว่า มัน แปน...แจ้ง จางป่าง....ทีเดียว
.
.
สืบสาน วงษ์เผ่า เคารพ ด้วยจิตคาราวะ
.
.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน